The King's Speech (2010)

the-kings-speech

The King’s Speech (2010) British : Tom Hooper ♥♥♥♥

สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งสหราชอาณาจักร ภายหลังพระเชษฐาสละราชสมบัติ ต้องขึ้นครองราชย์แทนอย่างไม่ได้เตรียมใจนัก ด้วยปัญหาอาการพูดติดอ่าง นำมาสู่ความกังวลว่าจะไม่สามารถเป็น กษัตริย์ที่ดีได้, ประกาศก้องจอมราชา เข้าชิง Oscar 12 สาขา ได้มา 4 รางวัล ประกอบด้วย ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับ, นักแสดงนำชาย และบทภาพยนตร์ดั้งเดิม

สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 (George VI of the United Kingdom) เป็นพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรในราชวงศ์วินด์เซอร์ (House of Windsor) และเครือจักรภพอังกฤษระหว่างปี 1936 ถึงปี 1952 ทรงเป็นจักรพรรดิแห่งอินเดียองค์สุดท้าย (จนกระทั่งปี 1947) และเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไอร์แลนด์องค์สุดท้าย (จนกระทั่งปี 1949)

George

ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 1895 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สองในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 (George V) และสมเด็จพระราชินีแมรี (Mary of Teck) สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 มิได้เป็นที่หวังว่าจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงใช้เวลาสมัยแรกอยู่เบื้องหลังสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 (Edward VIII) พระเชษฐา ทรงเคยรับราชการในราชนาวีระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังสงครามอภิเสกสมรสกับเอลิซาเบธ โบวส์-ลีออน (Elizabeth Bowes-Lyon) ในปี 1923 และมีพระราชธิดาสองพระองค์ คือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 (Elizabeth II) และเจ้าหญิงมาร์กาเรต เคาน์เตสแห่งสโนว์ดอน (Margaret, Countess of Snowdon)

หลังจากพระราชบิดาเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1936 พระเชษฐาก็ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แต่ไม่ทันถึงปีพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดก็มีพระประสงค์ที่จะแต่งงานกับนางวอลลิส ซิมพ์สัน (Wallis Warfield) สตรีหม้ายชาวอเมริกัน แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองและทางศาสนา พระองค์จำต้องทรงสละราชสมบัติ ยกราชบัลลังก์ให้กับเจ้าชายจอร์จซึ่งเป็นดยุกแห่งยอร์ก (Duke of York) ขึ้นครองราชย์สืบต่อ

สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 สวรรคตเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1952 สาเหตุมาจากการทรงบุหรี่จัด (เหตุผลจากคำแนะนำของนักบำบัดการพูดติดอ่างทั้งหลายสมัยนั้น ที่เชื่อว่า การสูบบุหรี่จะช่วยลดอาการติดอ่างได้ … แต่จริงๆไม่ได้ช่วยอะไรเลยนะครับ)

นักเขียนบท David Seidler หลังจากได้อ่านเรื่องราวชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 สามารถอดทนเอาชนะอุปสรรค ความยากลำบากในการพูดจนกลายเป็นที่รักของประชาชน จึงเกิดความสนใจ พัฒนาเรื่องราวที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับราชวงศ์และนักบำบัด (therapist) นี่ย้อนไปตั้งแต่ต้นยุค 80s โน่นเลย แต่ Seidler เมื่อได้ส่งเรื่องไปทูลของ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี (The Queen Mother) พระองค์ขอให้ทำเรื่องราวนี้หลังจากพระองค์สวรรคต Seidler จึงยุติความตั้งใจนี้ลง

สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2002, สามปีถัดมา Seidler ได้กลับมาให้ความสนใจพัฒนาเรื่องราวนี้ต่ออีกครั้ง ภรรยาของเขาแนะนำให้ปรับเปลี่ยนเรื่องราว ให้มีลักษณะเหมาะกับการดัดแปลงเป็นละครเวที เขียนเสร็จแล้วนำไปเสนอกับโรงละครต่างๆใน London จนได้พบกับโปรดิวเซอร์ Simon Egan และ Gereth Unwin ของ Bedlam Production และได้ขอให้เขาพัฒนาโปรเจคต่อไปเป็นบทภาพยนตร์

Tom Hooper ผู้กำกับชาว British ลูกครึ่ง Australian โด่งดังจากการกำกับละครโทรทัศน์ ก่อนหน้านี้เคยมีผลงานภาพยนตร์ 2 เรื่อง คือ Red Dust (2004) และ The Damned United (2009) ได้เข้าร่วมโปรเจคนี้โดยคำชักชวนของแม่ หลังจากที่เธอได้เข้าร่วมชมการอ่านบทละคร แล้วเกิดความประทับใจอย่างมาก (ในอังกฤษ จะมี Reading Session เหมือนการ Audition บทละคร ว่าจะมีแนวโน้มได้รับความสนใจหรือเปล่า ก่อนที่จะนำไปเป็นพัฒนาต่อเป็นละครเวที/โทรทัศน์/ภาพยนตร์)

นำเสนอเรื่องราวชีวประวัติในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ระหว่างสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 ไปเป็นสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 พระเชษฐา และหลังจากสละราชบัลลังก์ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 จึงจำต้องครองราชย์ต่อ

สำหรับนักแสดงนำ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 ความตั้งใจแรกของ Seidler อยากให้ Paul Bettany ส่วน Hopper ต้องการ Hugh Grant แต่นักแสดงทั้งสองบอกปัดข้อเสนอ (อย่างไม่สนใจใยดี) ต่อมาได้พบกับ Colin Firth ที่หลังจากเข้ามาอ่านบท รู้สึกว่าใช่ จึงตัดสินใจเลือกให้มารับบทนำ

Colin Firth นักแสดงชาวอังกฤษ เป็นหนึ่งในนักแสดง Brit Pack (ใช้เรียกนักแสดงชาวอังกฤษที่ประสบความสำเร็จใน Hollywood มากกว่าในอังกฤษ) เริ่มต้นเข้าวงการในช่วงกลางยุค 80s มีชื่อเสียงจากการแสดงซีรีย์เรื่อง Pride and Prejudice (1995) เคยได้รับบทสมทบใน The English Patient (1996), Shakespeare in Love (1998), Love Actually (2003), Mamma Mia! (2008) สำหรับผลงานที่ทำให้เขาได้รับการจับตามองที่สุดคือ A Single Man (2009) ที่ได้เข้าชิง Oscar: Best Actor (แพ้ให้กับ Jeff Bridges) และในปีถัดมากับ The King’s Speeach ได้กลายเป็นตัวเต็งหนึ่งเดียวของสาขานี้ กวาดเรียบแทบทุกสำนัก

การแสดงของ Firth ถือว่าทรมานใจผู้ชมยิ่งนัก ผมไม่เคยได้ยินคนอังกฤษพูดติดอ่าง เลยบอกไม่ได้ว่าสมจริงแค่ไหน แต่การติดอ่างของ Firth มันทำให้ผู้ชมรู้สึกเห็นใจและอึดอัดแทน, นี่เป็นการแสดงที่ต้องเขวี้ยง Oscar ให้เลย ไม่มีอะไรต้องลุ้น ได้แน่ๆชัวร์ๆ

สำหรับ Lionel Logue นักบำบัดที่มาช่วยสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 ให้อาการติดอ่างบรรเทาลง (แต่ก็พระองค์ก็ยังพูดติดอ่างอยู่ทั้งชีวิตนะครับ) นำแสดงโดย Geoffrey Rush ที่ถือว่าเป็นตัวเลือกแรกของผู้สร้างเลย, Rush เคยได้ Oscar: Best Actor จากหนังเรื่อง Shine (1996) ที่รับบทเป็นคนติดอ่าง มาเรื่องนี้กลายเป็นคนที่ช่วยรักษาอาการติดอ่าง ถือว่าเป็นอะไรที่เหมาะเจาะมากๆ ประสบการณ์จากหนังเรื่องนั้น คงช่วยทั้ง Firth และการทำความเข้าใจบทนี้ได้มาก ผสมกับความกวนๆ (หลายคนคงติดภาพ Captain Hector Barbossa จากแฟนไชร์ Pirates of the Caribbean นี่แหละครับสไตล์ของ Ruch ทำหน้ากวนๆ พูดจาน่าเอารองเท้ายัดปาก) แน่นอนว่าต้องได้เข้าชิง Oscar คราวนี้เป็นสาขาสมทบ น่าเสียดายไม่ได้รางวัล

เกร็ด: Lionel Logue ภายหลังได้รับเกียรติแต่งตั้งให้เป็น Commander of the Royal Victorian Order (CVO) คืออะไรผมก็ไม่รู้นะครับ น่าจะคือยศของอัศวิน (Knighthood) ผู้ซึ่งมีความดีความชอบต่อกษัตริย์จนเป็นที่โปรดปราน ถือว่าสมความตั้งใจที่ Logue พูดแซวๆไว้ในหนัง

บทสมทบอื่นๆ ต้องถือว่าจัดเต็มไปด้วยดาราคุณภาพคับจอ
– Helena Bonham Carter รับบท Elizabeth, Duchess of York ที่ต่อมาได้กลายเป็น สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ (Queen Elizabeth) เป็นมเหสีที่จงรักภักดีต่อพระสวามีอย่างมาก [ขนาด Adolf Hiter ยกพระองค์ว่า ‘ผู้หญิงที่อันตรายที่สุดในยุโรป’]
– Guy Pearce รับบท Edward, Prince of Wales ต่อมาได้กลายเป็น สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 พระเชษฐาของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 ภายหลังสละราชบัลลังก์ กลายเป็น เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด (Duke of Windsor), การแสดงของ Pearce เป็นพี่ชายที่เอาแต่ใจ สนความต้องการของตัวเองมากกว่าชาติบ้านเมือง (แบบเดียวกับที่รับบทตัวร้ายใน Iron Man 3 เปะเลย)

ถ่ายภาพโดย Danny Cohen, นี่เป็นหนังที่มีงานภาพแปลกประหลาดมาก เหมือนใช้เลนส์ Wide ถ่ายภาพระยะใกล้ (ภาพด้านข้างจะโค้งๆมนๆ บิดเบี้ยว) นี่เปรียบเสมือนเราเข้าไปอยู่ในหัวของ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 ให้เข้าใจความรู้สึกที่อึดอัด อับอาย พิลึกพิศดาร สะท้อนความต้องการที่จะเอาชนะความผิดปกติของร่างกายตนนี้

การจัดวางองค์ประกอบภาพ จะเห็นพื้นที่ว่างในภาพ Mid-Shot บ่อยครั้ง ซึ่งบางทีตัวละครจะอยู่แค่ฝั่งหนึ่งฝั่งใดของภาพ หรือไม่ก็ปรากฎอยู่กลางจอแล้วสองฝั่งเป็นพื้นที่ว่าง, การเว้นช่องว่างนี้ น่าจะแทนถึงระยะห่างระหว่าง กษัตริย์กับประชาชน หรือถ้ามองว่าคือภาพเสมือนในหัวของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 จะคือความสำคัญของคน อยู่ที่ตำแหน่งการจัดวางและวิธีการเคลื่อนกล้อง ที่จะเป็นตัวบอกว่า ฉันคิดกับนายยังไง!

มีช็อตหนึ่งที่ผมค่อนข้างชอบ คือการเคลื่อนกล้องเข้า-ออก ในฉากหลังจาก เจ้าชายอัลเบิร์ต ยอมให้ Lionel Logue เริ่มต้นการบำบัดรักษาอาการติดอ่าง, กล้องเคลื่อนเข้าไปที่ผนัง แล้วถอยออก เห็นการฝึกซ้อมทางกายภาพที่เปลี่ยนไป จากยืนเขย่าลูกคอ เป็นนั่งทำอะไรสักอย่าง, อีกทีเป็นเจ้าหญิงเอลิซาเบธประทับหน้าอกพระองค์อยู่ที่พื้น ฯ การเข้าๆออกๆ นี้ ให้ความรู้สึกเหมือน ลมหายใจเข้าออก แต่ไม่ได้สร้างจังหวะอะไรให้กับหนังนะครับ แต่มีจุดประสงค์เพื่อให้รู้สึกถึงความพยายามที่น่ายกย่องที่ค่อยเป็นค่อยไป (ดั่งลมหายใจเข้าออก) ในการต่อสู้เอาชนะกับความผิดปกติของร่างกาย

ตัดต่อโดย Tariq Anwar, หนังใช้มุมมองของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 ตัดสลับกับมุมมองของ Lionel Logue แบบไม่ได้มีการเรียงอะไร (น่าจะแค่เรียงตามลำดับเวลา) บางครั้งมีเหตุการณ์สะท้อนกัน เช่น โต๊ะกินข้าว, การสนทนาระหว่าง สามี-ภรรยา ฯ นี่มองได้เป็นการเปรียบเทียบวิถีของคนชั้นกษัตริย์ กับราษฎรสามัญธรรมดา

เราจะสังเกตว่า ในฉากที่พระองค์พูดติดๆขัดๆในที่สาธารณะ จะมีฉากนั้นปรากฎไม่นานเท่าไหร่ (แค่ตอนต้นของการพูดเท่านั้น) แล้วจะตัดทิ้งไปเลย นี่ถือว่าน่าสนเท่ห์มาก เพราะแสดงถึง หนังไม่ต้องการเน้นำเสนอ ความน่าอับอายขายหน้า ให้เห็นนาน แค่ให้รู้สึกว่ามันไม่น่าอภิรมย์ก็เท่านั้น (ไม่ได้มีจุดประสงค์ให้พระองค์เป็นตัวตลกในสายตาของผู้ชม)

เพลงประกอบโดย Alexandre Desplat, เรียบง่าย ธรรมดา แต่มีเสน่ห์น่าหลงใหล, ผมคิดว่าสไตล์เพลงของ Desplat ที่โดดเด่น ก็แบบหนังเรื่องนี้ คือไม่ต้องใช้ Orchestra เต็มวง มีแค่เครื่องสายกับเปียโน (มี Oboe กับ Harp โผล่มาแวบๆ) ให้สัมผัสที่นุ่มนวล อ่อนหวาน เคลิ้บเคลิ้ม (ฟังแล้วอยากหลับ), Desplat พูดถึงเพลงประกอบว่า นี่เป็นหนังเกี่ยวกับเสียงของคำพูด เพลงประกอบจึงมีเพื่อใช้จัดการกับความเงียบ และเวลาที่ตัวละครไม่ได้พูด (หรืออยากจะพูดแต่พูดไม่ได้)

ในฉากไคลน์แม็กซ์ ขณะสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พูดออกอากาศขณะสงครามกำลังเริ่มต้นครั้งแรก หนังใช้เพลง Beethoven: Symphony No.7 Movement II (Allegretto) เปิดคลอพร้อมกับเสียงพูดสมเด็จพระเจ้าจอร์จ และท่าทางการกำกับของ Lionel Logue ที่เหมือนคอนดักเตอร์คุมวงออเครสต้า, ต้องถือว่าเป็นการเลือกเพลงที่มีความเหมาะเจาะ ลงตัวมากๆ (ทีแรก Hooper ไม่อยากให้ฉากนี้มีเพลงประกอบ แต่ Desplat ยืนยันว่าต้องใส่เพลงนี้) ดนตรีที่เหมือนฟ้าหลังฝน มันคือความสำเร็จแรกของความพยายามที่สุดแสนเหนื่อยยากลำบาก ใครว่าเป็นกษัตริย์ไม่เหนื่อย ลองเกิดมาเป็นแบบสมเด็จพระเจ้าจอร์จดู ก็จะรู้เลยว่า มันไม่ง่ายอย่างที่ใครๆคิดไว้แน่นอน

เกร็ด: ถ้าใครนั่งฟัง End Credit จะได้ยิน Beethoven อีกเพลงด้วยนะครับ Piano Concerto No. 5 “Emperor” Movement II

ใจความของหนัง คือการต่อสู้เอาชนะอุปสรรคปัญหา ซึ่งวิธีการเอาชนะได้นั้น เริ่มต้นต้องค้นหาให้พบต้นตอของปัญหาเสียก่อน จากนั้นเอาชนะความคิดอคติบางอย่าง(ของตนเอง) แล้วเปิดใจยอมรับปัญหา โอบรักมันมา ไม่ใช่กดดัน ต่อต้าน หรือจับฝังไว้ลึกๆ เช่นนั้นปัญหาย่อมไม่ได้รับการแก้ไขแน่นอน

หนึ่งในฉากไฮไลท์ที่ผมชอบมากๆ ขณะที่ Logue นั่งอยู่บนบัลลังก์ แล้วสมเด็จพระเจ้าจอร์จตะคอก ขึ้นเสียงสั่งให้เขาลุกขึ้น … ทำไมฉันต้องฟัง … ก็เพราะฉันมีเสียง! วินาทีนั้น Logue ย้ำเตือนพระองค์ ถึงหน้าที่ของตนเอง การรับฟังเสียงและทำความเข้าใจ ไม่ใช่สักแต่ฟัง หรือสักแต่พูด ไม่สนใจอะไร! นี่สะท้อนถึงความเข้าใจในปัญหาของพระองค์ด้วยนะครับ เพราะทรงเลือกที่จะเก็บกดความคิด ความรู้สึก ความเครียด ที่น่าจะคือปัญหาของการพูดติดอ่าง เมื่อนั้นที่พระองค์เข้าใจสาเหตุของตนเอง อาการติดอ่างก็จะบรรเทาลงได้

ในฉากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ของสมเต็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 นี่เป็นอะไรที่ผมขอปรบมือดังๆให้เลย คือหนังตัดข้ามฉากนั้นไป แล้วใช้การฉาย Archive Footage ให้เราได้เห็น ณ เหตุการณ์จริง, ไม่ใช่ว่าเป็นการประหยัดงบประมาณ หรือทำแล้วสิ้นเปลืองนะครับ กับคนทั่วไปอาจมองเห็นคือความ Artistic แนวๆของผู้กำกับ แต่ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ นี่คือการให้เกียรติ เคารพยกย่องพระราชพิธี, ราชาภิเษก ถือว่าเป็นพิธีที่มีความศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ของเล่นๆ อยู่ดีๆจะให้ประชาชนทั่วไปผู้สวมบทเป็นกษัตริย์ ผ่านพิธีบรมราชาภิเษก แบบนี้ดูไม่สมควรเสียเท่าไหร่, ซึ่งการที่หนังทำแบบนี้ แสดงถึงความตั้งใจดี คิดและทำออกมาได้ถูกต้องเหมาะสม ไม่ขัดต่อพระราชประเพณี นี่จึงเป็นฉากที่ผมประทับใจอย่างยิ่งเลยละครับ

ประเด็นเรื่อง การพูดติดอ่าง ในหนังตีความว่า อาจไม่ได้เกิดจากปัญหาทางกายภาพอย่างเดียว แต่มีปัญหาทางจิตใจร่วมได้ ผมเลยไปลองหาข้อมูล พบว่า ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ไหนที่ระบุบอกสาเหตุของการพูดติดอ่าง แท้จริงเกิดจากอะไร แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม
1. กลุ่มที่มีปัญหาทางกายภาพจริงๆ เพราะอวัยวะที่ใช้ในการพูดทำงานประสานกันไม่ดี เช่น ลิ้นพันกัน ขากรรไกรสั่น ต้องแก้ไขปัญหาที่จุดนี้ด้วย โดยวิธีฝึกกล้ามเนื้อของขากรรไกรล่างที่ดีที่สุด
2. การแพทย์แผนตะวันตกมองว่า อาการติดอ่างเป็นความผิดปกติทางประสาทอย่างหนึ่ง ที่ต้องได้รับการรักษาทางจิตวิทยาจึงจะหาย เพราะเกิดจากความไม่มั่นใจความกลัวที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้น ในเด็กบางคนอาจจะไม่หายขาดจากอาการติดอ่าง และมีอาการต่อเนื่องมาจนโตแล้ว ซึ่งหากใครมีอาการติดอ่างมาจนโต ก็ควรเข้ารับการรักษาทางจิตวิทยา ที่จะช่วยวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เพื่อลบล้างความกลัวที่ฝังใจออก

แนวคิดของหนังต่อการพูดติดอ่างของ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 มองว่าเกิดจากปัญหาผลกระทบทางจิตใจที่รุนแรง ความกดดัน คาดหวังของพระบิดา ความหวาดกลัวสะสมมาตั้งแต่วัยเด็กที่ถูกกลั่นแกล้ง (โดยพระเชษฐา) และความเครียดที่พระองค์เป็นคนของประชาชน แต่กลับไม่สามารถเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติได้, เหล่านี้ทั้งหมดสุมๆรวมกันเข้ามา จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ยากที่จะหาทางแก้ไข ระบายความรู้สึกออกมาได้ จึงเกิดอาการตะกุกตะกัก พูดไม่ชัดถ้อยชัดคำ ติดๆขัดๆ

การพูดติดอ่าง มีนัยยะหมายถึง ความตะกุกตะกัก ไม่มั่นใจในตัวเอง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย (คล้ายๆกับไฟแช็ค ที่จุดติดบ้างไม่ติดบ้าง) เทียบกับระดับประเทศแสดงถึง ปัญหาที่สะสมเรื้อรัง ไม่ได้รับการแก้ไข, วิธีที่จะรักษาให้หายขาดไม่มี ต้องแก้ไขไปทีละจุด เล็กๆน้อยๆ ค่อยเป็นค่อยไป ประสานคำที่มันออกเสียงไม่ได้ตกหล่น บางครั้งเบี่ยงเลี่ยงไปใช้ทางอื่น คำอื่นที่พอฟังได้ นี่ต้องใช้ความพยายามทุ่มเท และใจเย็นอย่างมาก การฟื้นฟูอาการติดอ่างของพระองค์ เทียบได้กับประเทศที่กำลังค่อยๆได้รับการพัฒนาไปในทางที่ถูกต้อง

ประเด็นเรื่องรักชาติและสถาบัน, ผมไม่ค่อยรู้เบื้องหลังสถาบันกษัตริย์ในสหราชอาณาจักรสักเท่าไหร่ ดูจากในหนังพบว่าค่อนข้างคล้ายกับประเทศไทยพอสมควร คืออยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ มีนายกรัฐมนตรีและรัฐสภาบริหารประเทศ พระประมุขของประเทศคือที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของประชาชน, ในช่วงเวลาการครองราชย์ของ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 ตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งว่ากันว่า เสียงที่ประกาศออกทางวิทยุของพระองค์ นั้นเป็นขวัญกำลังใจให้ทหาร ประชาชนชาวอังกฤษเป็นอย่างมาก เบื้องลึกเป็นยังไงไม่รู้ แต่พระองค์มีความทุ่มเทพยายามอย่างเต็มที่ ในเสียงประกาศที่ทรงตรัสออกมา, ผมนำคลิปที่บันทึกเสียงพูดจริงๆของพระองค์ มาแทรกให้ฟังด้วยนะครับ ได้ยินแล้วคุณอาจรู้สึกประทับใจ ชื่นชมในพระมหากษัตริย์ที่ทำหน้าเพื่อประชาชนอย่างสุดความสามารถ, ลองคิดถึงตอนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตรัสถึงประชาชนในวาระต่างๆ หวนคิดแล้วมันทำให้เราประทับใจ ชื่นชม หลงรักในตัวพระองค์มากขึ้นเป็นไหนๆ

ด้วยทุนสร้าง $15 ล้านเหรียญ หนังทำเงินทั่วโลก $414.2 ล้านเหรียญ, เข้าชิง Oscar 12 สาขา ได้มา 4 รางวัล ประกอบด้วย
– Best Film ** ได้รางวัล
– Best Director **ได้รางวัล
– Best Actor (Colin Firth) ** ได้รางวัล
– Best Supporting Actor (Geoffrey Rush)
– Best Supporting Actress (Helena Bonham Carter)
– Best Writing, Original Screenplay ** ได้รางวัล
– Best Cinematography
– Best Art Direction
– Best Film Editing
– Best Costume Design
– Best Original Score
– Best Sound Mixing

ส่วนตัวรู้สึก แค่ชอบ หนังเรื่องนี้, เพราะโครงสร้างของหนังไม่ได้มีความโดดเด่นอะไร พล็อตลักษณะนี้เหมือนสูตรสำเร็จที่พบเจอได้บ่อยๆ ไม่มีอะไรแปลกไหม เพียงแต่เนื้อหนังมังสาที่นำมาปะติดปะต่อ ทำออกมาได้ค่อนข้างน่าสนใจ รวมๆจึงเพลิดเพลินดูสนุกได้ แฝงสาระ และสอดไส้ความรักในชาติสถาบัน

แนะนำกับคนชอบหนังดราม่า ขายการแสดง ทั้ง Colin Firth และ Geoffrey Rush จัดเต็มสุดๆ, ผู้สนใจหนังชีวประวัติ และระบอบกษัตริย์ของประเทศอังกฤษ

จัดเรต PG กับคำพูดสถบด่า

TAGLINE | “The King’s Speech หนังดราม่าชีวประวัติน้ำดี แฝงข้อคิด และโปรดักชั่นจัดเต็ม จัดว่าเป็นสูตรสำเร็จหนังรางวัล ที่คาดเดาได้ว่าต้องประสบความสำเร็จ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of