The Last Emperor (1987)

The Last Emperor

The Last Emperor (1987) British : Bernardo Bertolucci ♥♥♥♥

จักรพรรดิโลกไม่ลืม ภาพยนตร์ชีวประวัติสุดอลังการ สร้างจากเรื่องจริงของสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายของจีน โดยผู้กำกับชาวอิตาเลี่ยน Bernardo Bertolucci ได้รับอนุญาติให้ถ่ายทำในพระราชวังต้องห้าม, เข้าชิง Oscar 9 สาขากวาดเรียบ รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ถ้าประเทศจีนไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ หรือยังธำรงไว้ซึ่งระบอบพระมหากษัตริย์ ก็อาจได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีจักรพรรดิสืบทอดยาวนานที่สุดในโลก

เหตุผลที่ทำให้ระบอบกษัตริย์ในจีนล่มสลายลง เกิดเพราะจากความคอรัปชั่นภายใน และความเสื่อมศรัทธาของประชาชน มีกษัตริย์ไปก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนมีหุ่นเชิดกระบอก มีหน้ามีตาแต่ไม่มีพลังอำนาจ ทำอะไรก็ไม่ได้ เผาผลาญเงินทองภาษีประชาชนเสียเปล่าๆ, ประเทศไทยเราก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์ลักษณะคล้ายๆกันนี้ เกือบเป็นแบบประเทศจีน ตอนสมัยรัชกาลที่ 7 สละบัลลังก์ และการลอบปลงพระชนม์ของรัชกาลที่ 8 นั่นคือช่วงเวลาที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยอยู่ในสภาพอ่อนแอที่สุด ต้องขอบคุณรัฐบุรุษ ผู้สำเร็จราชการทั้งหลาย ที่มิได้มีจิตใจฝักใฝ่ หรือต้องการล้มล้างระบอบกษัตริย์ไทยให้หมดสิ้นไป ไม่เช่นนั้นไทยเราก็อาจเป็นเหมือนดั่งประเทศจีน, รัสเซีย ฯ หมดสิ้นแล้ว สถาบันที่เป็นศูนย์รวมยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน

สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ (Pǔyí) พระราชสมภพ 7 กุมภาพันธ์ปี 1906 มีพระนามเต็มว่า อ้ายซินเจว๋หลัว ผู่อี๋ (Àixīnjuéluó Pǔyí) หรือ Henri Pu Yi (พระนามอังกฤษที่ Reginald Johnston มอบให้) เป็นจักรพรรดิหรือฮ่องเต้ชาวแมนจูแห่งราชวงศ์ชิง (Qing) และเป็นองค์สุดท้าย ของประเทศจีนมีพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระจักรพรรดิเซวียนถ่ง (Xuantong Emperor) ขึ้นครองราชย์ต่อจากซูสีไทเฮาเมื่อปี 1909 (ขณะพระชนม์มายุได้ 3 ขวบ) จนกระทั่งถูกบังคับให้สละราชสมบัติในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ปี 1912

Puyi

หลังถูกขับออกจากพระราชวังต้องห้ามโดยขุนศึก เฟิง ยู่เสียง (Feng Yuxiang) ในเดือนกันยายนปี 1924, ได้อพยพไปอยู่เทียนสิน (Tianjin) เข้าร่วมกับญี่ปุ่น ได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระจักรพรรดิคังเต๋อ (Kangde) ของประเทศแมนจูกัว (Manchukuo) ซึ่งถูกสถาปนาโดย จักรวรรดิญี่ปุ่น (เป็นจักรพรรดิหุ่นเชิด) พระองค์ครองราชย์ที่แมนจูกัวจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกทหารรัสเซียจับกุมตัวได้ในวันที่ 16 กันยายน 1945 ใช้ชีวิตในค่ายกักกัน เป็นเชลยสงคราม ได้รับการปล่อยตัวใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ถึงแก่กรรมอย่างสามัญชนในกรุงปักกิ่งด้วยโรคมะเร็งในไตและโรคหัวใจล้มเหลวเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมปี 1967 อายุขัย 61 ปี

Bernardo Bertolucci ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลจีน 2 เรื่องที่เขามีความสนใจอยากสร้าง หนึ่งคือนิยาย La Condition Humaine (Man’s Fate) เขียนโดย André Malraux แต่ทางการจีนสนใจ The Last Emperor ชีวประวัติจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน ซึ่งพอได้ข้อตกลงร่วมกัน รัฐบาลจีนก็อนุญาติให้อิสระ Bertolucci อย่างเต็มที่ในการถ่ายทำที่พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) และให้ทหารจีนมาเป็นตัวประกอบกว่า 19,000 คน ถือเป็นครั้งแรกของผู้สร้างภาพยนตร์ฝั่งโลกตะวันตก ที่ได้มีโอกาสได้เข้ามาถ่ายทำในสถานที่แห่งนี้

บทภาพยนตร์ ร่วมกับ Mark Peploe ส่วนหนึ่งนำมาจากหนังสือ Twilight in the Forbidden City (1934) เขียนโดย Reginald Johnston อาจารย์สอนหนังสือและที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของจักรพรรดิผู่อี๋, เรื่องราวชีวประวัติ ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ ถูกยึดอำนาจขับไล่จนกลายเป็นสามัญชน เข้าข้างกับญี่ปุ่นและถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎต่อสาธารณรัฐประชาชนจีน

จักรพรรดิผู่อี๋ มีนักแสดงที่รับบททั้งหมด 4 คน Richard Vuu (ตอน 3 ขวบ), Tiger Tsou (ตอน 8 ขวบ), Wu Tao (ตอน 15 ขวบ) และ John Lone ตอนผู้ใหญ่, ก็ไม่รู้ทีมงานไปสรรหานักแสดงทั้ง 4 นี้มาจากไหน ถอดแบบมาแทบจะพิมพ์เดียวกันเลย

กับบุคคลที่ได้รับการเลี้ยงดู เพื่อเติบโตขึ้นเป็นกษัตริย์ จำต้องเรียนรู้วิถีที่แตกต่างจากสามัญชน ไม่ต้องทำอะไรที่ดิ้นรนให้ทุกข์ยากลำบาก, ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของไทยเคยตรัสไว้ “อาชีพกษัตริย์ไม่มีคู่มือแนะนำเหมือนอาชีพอื่น” อยากจะทำอะไรก็ได้ตามใจ แต่การจะเป็นคนที่ประชาชนรัก ต้องหาคำตอบสิ่งที่จะทำด้วยตนเอง, กับวิถีที่จักรพรรดิพระองค์นี้เติบโตขึ้นมา ในรั้วกำแพงสี่ด้านของพระราชวังต้องห้าม ที่เปรียบเสมือนถูกจำกัดอยู่ในโลกใบหนึ่ง แล้วแบบนี้มันจะเป็นไปได้ยังไง ถ้าบุคคลผู้นั้นต้องถูกขับไล่ออกมา ให้กลายเป็นคนธรรมดาสามัญเดินดิน

ส่วนตัวแล้วผมไม่ถือว่า จักรพรรดิผู่อี๋ คือผู้ที่ทำให้ระบอบกษัตริย์ของประเทศจีนล่มสลายนะครับ, หนังไม่ได้บอกเหตุผลที่ซูสีไทเฮา เลือกผู้อี๋ให้เป็นกษัตริย์ แต่คาดเดาได้ว่า พระราชโอรส/รัชทายาทพระองค์อื่นในวังคงมีแต่คนคอรัปชั่น เลือกผู้อี๋ที่ไม่รู้ประสีประสา น่าจะทำให้คนพวกนั้นไม่สามารถกล้าทำอะไรได้เท่าไหร่, แต่ผู้อี๋ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ไม่ดีพอ สถานการณ์บ้านเมืองภายนอกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ได้ส่งผลกระทบต่อภายในโดยไม่รู้ตัว และผู้อี้ก็โตช้าเกินกว่าที่จะมีอำนาจ สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ด้วยตนเองได้ ถ้าจะหาคนผิด คงต้องถือว่าเป็นซูสีไทเฮา เพราะไม่สามารถมองเห็นอนาคตของระบบจักรพรรดิประเทศจีนได้

แต่หลังจากที่ผู่อี๋โตพอ เริ่มต้นที่จะเข้าใจวิถี สิ่งสำคัญที่สุดของอำนาจ, ณ จุดที่พระองค์ยอมก้มหัว เป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดให้กับญี่ปุ่น เพราะมันทำให้พระองค์ได้กลับมาเป็นจักรพรรดิอีกครั้ง แค่นี้ก็เพียงพอ, “You know what it means to be Emperor?” นี่อาจดูน่าสมเพศเวทนา แต่เมื่อคิดย้อนกลับไปว่า พระองค์ทรงได้รับการสอนมาให้เติบโตเป็นจักรพรรดิ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้ มันคงไม่แปลกอะไรมนุษย์เราจะต้องการหวนคืน แสวงหาอำนาจ ในสิ่งที่เคยเป็นมาของตน ให้กลับคืนดังเดิม

ซึ่งหลังจากที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ สงครามสิ้นสุด ผู่อี๋ผู้ไม่หลงเหลืออะไรอีกแล้ว ต้องกลับกลายเป็นสามัญชนคนธรรมดา นี่ฟังดูโหดร้าย น่าเวทนายิ่งกว่า เพราะจากกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ต้องกลายมาเป็นประชาชนคนธรรมดาเสมอภาค ต้องเริ่มเรียนรู้ เข้าใจ ทำอะไรใหม่หมด, ผู้ใหญ่สอนอะไรยากกว่าเด็กมาก เพราะเวลาทำให้เกิดความทรงจำ หรือที่เรียกว่าประสบการณ์ชีวิต อะไรใหม่ๆที่เพิ่งได้เรียนรับรู้ หลายครั้งจึงเกิดการต่อต้านไม่ยอมรับ เพราะเป็นการกระทำ ความคิดที่ฝืนตนเอง มันยากที่จะเริ่มต้นใหม่ ดูยังไงก็ไม่น่ามีความสุขไปได้, นักวิจารณ์หลายคนมองว่า อาชีพคนสวนของผู่อี๋ในวัยโรยรา คงทำให้เขามีความสุข แต่ผมมองไม่เห็นจุดนั้นเลย จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความทุกข์ โชคชะตาที่เล่นตลก และประชาชนชาวจีนที่ทั้งหมดกลายเป็นคอรัปชั่น นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้เนี่ย

ชะตากรรมของผู๋อี๋ เปรียบได้กับ ตั๊กแตนในกล่องไม้ไผ่, หนูขาวในถุง, นกในกรง ถูกกำหนด ขีดเส้นไว้ให้เดิน ไม่สามารถเฉไฉออกนอกเส้นทางได้ เช่นกันกับคนรอบข้าง, ผู๋อี๋มีภรรยา 2 คน เมียหลวงกับเมียรอง หลังจากที่ถูกขับออกจากพระราชวังต้องห้าม ชะตากรรมของทั้งสองตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง เมียรองโหยหาอิสรภาพโบกโบยบินโดยไม่หันกลับมา ส่วนเมียหลวงมัวเมาลุ่มหลง ติดฝิ่น มีชู้ ลูกถูกฆ่า กลายเป็นบ้า สติไม่สมประดี ไม่รู้จะสงสารหรือสมเพศดี โชคชะตาเล่นตลกจริงๆ

สำหรับเหตุการณ์ การปฏิวัติทางวัฒนธรรมในปี 1966 โดยกองกำลังเยาวชนกึ่งทหารซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ ยุวชนแดง (Red Guard), ผมเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “การปฏิวัติของคนโง่” แบบเดียวกับสงครามเขมรแดงใน The Killing Field (1984) ที่เรียกว่า ‘สงครามของคนโง่’ คนที่ไม่ยอมรับอดีต จะมีหรืออนาคตที่สดใส ก็คงมีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่มีความประสงค์เช่นนั้น

Peter O’Toole รับบทเป็น Reginald Johnston ชายชาว Scottish ที่ได้มีโอกาสเป็นอาจารย์และที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของจักรพรรดิผู่อี๋ตั้งแต่ปี 1919 (ตอนผู๋อี๋อายุ 13 ปี), หลังออกจากพระราชวังต้องห้าม Johnston ได้รับแต่งตั้งให้เป็น Secretary to the British China Indemnity Commission (1926) ในปีถัดมา จากนั้นเป็นข้าหลวงประชาชนลำดับที่สองแห่ง Weihaiwei, อาศัยอยู่ใน Republic of China ถึงวันที่ 1 ตุลาคมปี 1930 ก็เดินทางกลับประเทศ

การแสดงของ O’Toole ไม่มีอะไรให้น่าพูดถึงเท่าไหร่ นำเสนอชาว British ที่ดูไม่หยี่หร่าต่ออะไรทั้งนั้น, แม้ตัวละครนี้จะไม่เคยแสดงความเห็นต่อระบอบกษัตริย์ออกมา แต่พอรู้สึกได้ว่า Johnston มองคนที่คน ซึ่งจักรพรรดิผู่อี๋ได้แสดงให้เห็นถึงความคิดอ่านที่น่าเคารพยกย่อง ทำให้ทั้งสองไม่ใช่แค่ ศิษย์อาจารย์/ที่ปรึกษา แต่ยังคือเพื่อนที่รับรู้รับฟังและเข้าใจกัน

ช่วงบั้นปลายชีวิตของ Reginald Johnston หลังเกษียณซื้อเกาะเล็กๆอาศัยอยู่แถวๆ Scotland ตกแต่งประดับประดาบ้านให้เหมือนสวนเมืองจีน ประดับธง Manchukuo เสียชีวิตอย่างสงบวันที่ 6 มีนาคมปี 1938 รวมอายุ 63 ปี

ถ่ายภาพโดย Vittorio Storaro ขาประจำของ Bertolucci, ความโดดเด่นคือการจัดวางองค์ประกอบภาพ แสงสี และบรรยากาศหนัง, งานภาพในพระราชวังต้องห้าม จะมีโทนสีอบอุ่น เน้นแดง/เหลือง/ทอง แสงสว่างจากพระอาทิตย์สาดส่องเข้าถึงแทบทุกห้อง มีลักษณะเหมือนโลกอีกใบหนึ่ง ตัดขาดจากภายนอก, แต่เมื่อจักรพรรดิผู๋อี๋ออกจากพระราชวังต้องห้าม ภาพของหนังจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของท่าน ในฉากค่ายกักกันจะเห็นภาพเป็น โทนสีเย็น เน้นสีเทา/ดำ แสดงถึงความทุกข์ยากลำบากหดหู่ ที่หนาวยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ

เสื้อผ้าหน้าผม การจัดฉากถือว่าจัดเต็มอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องพูดเอ่ยชม, เอาจริงๆชุดพวกนี้ ในหนังจีนเห็นอยู่เยอะ แต่กับการออกแบบของฝรั่ง คนยุโรป ที่ถือว่าไม่ใช่วัฒนธรรมของตน แต่สามารถนำเสนอออกมาได้ยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้ ก็ถือว่าน่าประทับใจ (ผมว่าคนจีนอาจจะมองหนังเรื่องนี้ เป็นลิเกฝรั่ง เหมือนที่ไทยมอง The King and I คล้ายๆกันนะครับ)

กับช็อตที่อลังการงานสร้างที่สุด ในพระราชวังต้องห้าม ผู๋ยี๋วัย 3 ขวบขณะนั่งอยู่บนบัลลังก์ แต่ก็ทนได้ไม่นานตามประสาเด็ก ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก กล้องเคลื่อนตามติด เห็นข้าราชการ ขุนนาง คุกเข่าเรียงกันเป็นตารางไปเต็มลานกว้างในพระราชวัง กำลังไว้ฟ้าดินในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (ฉากนี้กระมังที่ใช้ตัวประกอบเป็นหมื่นๆ) สิ่งที่ยุวจักรพรรดิสนใจ เป็นเสียงตั๊กแตนเรไร ดังมาจากกระบอกของขุนนางคนหนึ่ง (คงเป็นของกำนัลเตรียมไว้ให้พระองค์โดยเฉพาะ) … นี่คงเป็นลางสังหรณ์ จุดจบ ความล่มจมของระบอบกษัตริย์จีนมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วกระมัง

ตัดต่อโดย Gabriella Cristiani, การเล่าเรื่องโดยใช้การตัดสลับระหว่างปัจจุบันกับอดีต (Flashback) เป็นมุมมองของจักรพรรดิผู๋อี้ทั้งหมด, การย้อนอดีตจะค่อยๆไล่ขึ้นมาตามช่วงอายุ คือนับจากตอน 3 ขวบ -> 8 ขวบ -> 15 ขวบ -> พอเป็นผู้ใหญ่ ก็จะเล่าไล่ลำดับตามเหตุการณ์ ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์, ลีลาการตัดต่อถือว่ามีการหาจังหวะก่อนเล่าย้อนได้น่าสนเท่ห์มากๆ ยกตัวอย่าง (ปัจจุบัน)ในห้องคุมขัง ผู๋ยี่พบกับผู่เจี๋ย แล้วตัดเล่าย้อน (อดีต) การพบกันของผู๋ยี่กับผู่เจี๋ยครั้งแรกในรอบหลายปี, ในคุก (ปัจจุบัน) ผู้คุมขังถามว่าทำไมผู๋ยี่ถึงเข้ากับญี่ปุ่น แล้วตัดย้อน (อดีต) เล่าเหตุการณ์ที่พระองค์เข้ากับญี่ปุ่น  ฯ จะเรียกการย้อนอดีต ใช้เพื่อเล่าเป็นภาพอธิบายแทนคำพูด

ได้ยินว่าหนังมีการตัดต่อ 2 ฉบับนะครับ
1) ฉบับฉายในโรงภาพยนตร์ ความยาว 163 นาที
2) ฉบับฉายทางโทรทัศน์, เนื่องจากฉบับฉายโรงหนัง 163 นาที ให้ตัดเป็น 2 ตอนก็ทำไม่ได้ เพราะหนังสั้นเกินไป หรือถ้าเป็น mini-series ก็ยาวไม่พออีก (เอาใจยากนะเนี่ย) Bertolucci จึงได้ใส่ฟุตเทจเพิ่มเติมเข้าไป จนได้ความยาว 219 นาที กลายเป็น mini-series สมใจ

ผมดูฉบับที่ฉายโรงภาพยนตร์นะครับ หาฉบับฉายทางโทรทัศน์ดูไม่ได้ น่าจะมีแผ่นที่เป็น Extented ขายอยู่ด้วย เผื่อใครสนใจลองหามาดูเองนะครับ

เพลงประกอบโดย Ryuichi Sakamoto (ชาวญี่ปุ่น), David Byrne (ชาว Scottish) และ Cong Su (หญิงชาวจีน), ใช้ส่วนผสมระหว่างเครื่องดนตรีพื้นบ้านจีน กับเครื่องดนตรีคลาสสิก ถือว่าเป็นแบบร่วมสมัย ซึ่งก่อให้เกิดความล้ำยุค ของการผสมผสานสไตล์ดนตรีสองรูปแบบ หนึ่งคือยังได้กลิ่นอาย อารมณ์ของความเป็นจีน อีกส่วนหนึ่งคือความงดงามดั่งบทเพลงคลาสสิกอมตะ, เพลงประกอบส่วนใหญ่จะแต่งโดย Ryuichi Sakamoto แต่ Main Theme แต่งโดย David Byrne ส่วน Cong Su เป็นนักดนตรี และแต่งเพลงหนึ่ง (เป็น Tradition Chinese Song ล้วนๆ)

ผมเลือก The Last Emperor Theme มาให้ฟัง เป็นฉบับที่ Ryuichi Sakamoto เปิดการแสดงสด Orchestra ร่วมกับ Tokyo Symphony Orchestra วันที่ 26 มิถุนายน 1988 มีการนำเครื่องดนตรีพื้นบ้านจีนอาทิ Erhu (เอ้อหู หรือ ซออู้), Guzheng (พิณกู่เจิง) และ Pípá (ผีผา) มาใช้ประกอบด้วย, เป็นเพลงที่มีกลิ่นอายจีนล้วนๆ ความอลังการฟังแล้วขนลุก เหมือนหลุดเข้าไปในพระราชวังต้องห้ามเลยละ

กับฉากจบ (ผมคิดว่านี่คงเป็นจินตนาการของผู้กำกับนะครับ) ภาพโทนสีเหลืองทองอร่าม ราวกับอยู่ในความฝัน เมื่อผู๋อี๋วัยชรา ได้เดินทางเข้ามาเยี่ยมชม เที่ยวพระราชวังต้องห้าม ที่เคยเป็นบ้านของตน ยืนมองดูบัลลังก์ที่เคยนั่ง ขออีกสักครั้งในชีวิตได้ไหม … ขณะนั้นเด็กชายผู้ดูแลเดินออกมาห้าม แล้วท้าพิสูจน์ว่า เขาเป็นจักรพรรดิจริงหรือเปล่า? ผู๋อี๋ได้นำความลับที่เขาเคยแอบเก็บซ่อนไว้หลังบัลลังก์มาแสดงให้ดู นั่นเป็นสิ่งที่คงมีแต่กษัตริย์ตัวจริงเท่านั้นที่จะได้รูป เด็กชายอึ้งทึ่งพูดไม่ออกคาดไม่ถึง แล้วตัดไปที่ฝูงชนนักท่องเที่ยวกรูกำลังเดินเข้ามา … กาลเวลาได้พัดผ่านเปลี่ยนไปแล้วดั่งสายลม

ผมขอแบ่งใจความของหนังออกเป็น 3 ส่วน ตามเหตุการณ์ การมีอำนาจ และการใช้
1. จักรพรรดิมีอำนาจ ใช้ได้ แต่แค่ภายในกรอบเขต (ผู๋อี๋ตอนเด็ก จนถูกขับไล่ออกจากพระราชวังต้องห้าม)
2. คนธรรมดาสามัญไม่มีอำนาจ แต่อยากใช้ พอกลายเป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดมีอำนาจ แต่ไม่อยากใช้ (ช่วงไปคบอยู่กับญี่ปุ่น)
3. คนธรรมดาสามัญไม่มีอำนาจ ใช้ไม่ได้ ถูกจำกัดขอบเขต (หลังสงครามโลก ญี่ปุ่นแพ้ ถูกจับเป็นเชลย ในค่ายกักกัน)

The Last Emperor นำเสนอชีวประวัติของจักรพรรดิผู๋อี๋อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใส่แนวคิดหรือทัศนคติของผู้กำกับลงไป เป็นเรื่องเล่าแบบผ่านอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ ให้ผู้ชมตัดสินเองว่าควรรู้สึกอย่างไร สมเพศหรือสงสาร สมน้ำหน้าหรือน่าเวทนา ผมได้ใส่ความรู้สึกประกอบการบรรยายไปตั้งแต่ด้านบนแล้วนะครับ วิธีการดูหนังเรื่องนี้ แนะนำให้คุณลองพิจารณาความรู้สึกตัวเองขณะดู ทั้ง 3 ช่วงตามใจความที่ผมยกมา ว่าคิดเห็นเข้าใจเป็นอย่างไร ไม่จำเป็นต้องรู้สึกเหมือนกัน แต่แสดงความเข้าใจออกมาให้ได้เป็นพอ

ด้วยทุนสร้างสูงถึง $23.8 ล้านเหรียญ หนังทำเงินทั่วโลกได้เพียง $44 ล้านเหรียญ (ถือว่าขาดทุนนะครับ), ในอเมริกา สัปดาห์แรกที่ฉายเห็นว่าไม่ติด Boxoffice 10 อันดับหนังทำเงินประจำสัปดาห์ จนกระทั่งสัปดาห์ที่ 12 อยู่ดีๆขึ้นมาอันดับ 7 (เพราะสัปดาห์ก่อนหน้า ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิง Oscar 9 สาขา) และทำเงินติด TOP10 อยู่ 8 สัปดาห์ เคยขึ้นสูงสุดอันดับที่ 4 ในสัปดาห์ที่ 22 (สัปดาห์หลังจากประกาศผล Oscar) และยืนโรงไปอีก 6 สัปดาห์

ถ้าหนังไม่เคยทำเงินขึ้นถึงอันดับ 4 จะเข้าร่วมกลุ่มกับ Amadeus (1984), The English Patient (1996) และ The Hurt Locker (2008) หนังรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่ทำเงินไม่ถึง Top5

รางวัล Oscar ทั้ง 9 รางวัลที่ได้ จะเห็นว่าไม่มีสาขาการแสดงเลยนะครับ เป็นสายเทคนิคล้วนๆ ประกอบด้วย
– Best Picture
– Best Director
– Best Art Direction
– Best Cinematography
– Best Costume Design
– Best Film Editing
– Best Original Score
– Best Sound
– Best Adapted Screenplay

เกร็ด: มีหนังอีก 2 เรื่องที่ได้ Oscar 9 สาขา คือ Gigi (1958) และ The English Patient (1996)

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้มาก แต่ไม่ถึงขั้นหลงรักเสียเท่าไหร่, มีความรู้สึกใกล้ตัวแต่ไกลใจ เพราะเรื่องราวของจักรพรรดิ ระบอบกษัตริย์ มีความใกล้ชิดต่อวิถีชีวิตของคนไทยอย่างมาก และเราจะรู้สึกเจ็บปวดเมื่อเห็นประเทศอื่นสูญเสียระบอบกษัตริย์ เพราะความคอรัปชั่น และความหมดศรัทธาที่ถือเป็นอคติของประชาชน, ส่วนไกลใจเพราะเรื่องราวของหนังจับต้องไม่ได้ เป็นการเล่าผ่านๆ เหมือนสายลม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในกอไผ่เลย (ทั้งๆที่เรื่องราวเพิ่งจะผ่านมายังไม่ถึงร้อยปีเองนะ)

แนะนำกับนักประวัติศาสตร์ คอหนังจีนยุคเปลี่ยนผ่าน จากระบอบกษัตริย์สู่คอมมิวนิสต์, ชื่นชอบงานภาพสวยๆ ตัดต่อเยี่ยม เสื้อผ้า จัดฉากอลังการ และเพลงประกอบจีนเพราะๆ, แฟนหนัง Bernardo Bertolucci, Peter O’Toole ไม่ควรพลาด

ถ้าคุณกำลังจะไปเที่ยว พระราชวังต้องห้าม แนะนำอย่างยิ่งให้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนไปนะครับ จะได้ไม่เชยเวลาไกด์พาทัวร์

จัดเรต PG แฝงความรุนแรงในการกระทำของคอมมิวนิสต์

TAGLINE | “The Last Emperor ภาพยนตร์สุดอลังการงานสร้างของ Bernardo Bertolucci ที่มีความงาม ดั่งสายลมแห่งกาลเวลาพัดผ่าน”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of