The Lion King (1994)

The Lion King

The Lion King (1994) hollywood : Roger Allers, Rob Minkoff ♥♥♥♥

ถ้าไม่เพราะปีก่อนหน้ามีหนังเรื่อง Jurassic Park (1993) อนิเมชั่นของ Disney เรื่อง The Lion King จะกลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาล (ณ ขณะนั้น), ราชสีห์น้อย Simba ก่อนจะกลายเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ จักต้องเรียนรู้ เข้าใจ พิสูจน์และยอมรับด้านมืดของตนเอง, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมเกิดทันพอที่จะรู้จักอนิเมชั่นเรื่องนี้ตอนสมัยเด็ก ยังเคยเอาหมวกคล้ายราชสีห์มาสวมใส่แล้วคำรามเล่นกับเพื่อน, ตอนนั้นคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องราวเป็นยังไง เห็นตัวละครเท่ห์ๆ บทเพลงเพราะๆ สนุกสนานเพลิดเพลิน กับธรรมะชนะอธรรม และตอนจบ Simba ได้เป็นกษัตริย์ แค่นี้ก็เต็มอิ่มเหลือเฟือแล้วสำหรับเด็กวัยนั้น

ผมมักจะหยิบ The Lion King มาดูทุกๆ 3-4 ปีครั้ง (แต่จะแค่ภาคแรกเรื่องเดียวนะครับ ไม่เคยดูภาคต่อ) เพราะความบันเทิงเต็มอิ่มและบทเพลงที่มีความไพเราะจับใจ โดยเฉพาะ Can you feel the love tonight ของ Elton John ที่เคยเป็นเพลงโปรดของผมอยู่ช่วงหนึ่งด้วย (ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว สงสัยเพราะฟังบ่อยเกินไปจนเบื่อ) บางคนอาจชื่นชอบ Circle of Life หรือ Hakuna Matata มากกว่า ก็แล้วแต่รสนิยมของท่านนะครับ

จุดเริ่มต้นของอนิเมชั่นเรื่องนี้ เกิดขึ้นในปี 1988 ระหว่างการสนทนาเรื่อยเปื่อยของผู้บริหารของ Disney ประกอบด้วย Jeffrey Katzenberg, Roy E. Disney และ Peter Schneider ที่อยู่ดีๆก็มีเรื่องเกี่ยวกับทวีปแอฟริกาผุดขึ้นมา Katzenberg เกิดความสนใจแนวคิดนี้ นำมาพัฒนาเป็นเรื่องราว ใส่ประเด็น Coming-of-Age การเติบโตและความตาย (เอาประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวใส่ลงไป) มอบหมายให้ Thomas Disch เขียน Treatment ใช้ชื่อว่า King of the Kalahari

Linda Woolverton นำเรื่องราวไปพัฒนาต่อเป็นบทภาพยนตร์ เปลี่ยนชื่อเป็น King of the Beasts จากนั้นเป็น King of the Jungle แต่เรื่องราวนี้แตกต่างจากผลลัพท์สุดท้ายพอสมควร ดำเนินเรื่องในป่าดงดิบ Simba เป็นราชสีห์เจ้าป่าที่ขี้เกียจสันหลังยาว, ตัวร้าย Scar เป็นผู้นำลิงบาบูนที่จ้องแต่จะต่อสู้ทำสงครามแย่งอาณาเขต, ส่วน Rafiki เป็นเสือชีต้า ฯ

Roger Allers หลังเสร็จจากการพัฒนาเนื้อเรื่อง Beauty and the Beast ได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นเป็นผู้กำกับอนิเมชั่นเรื่องใหม่ ในตอนแรกร่วมงานกับ George Scribner แต่ไม่นานก็ถอนตัวออกไป (คือ Scribner ต้องการทำให้เป็นอนิเมชั่นกึ่งๆสารคดี แต่ผู้บริหารดิสนีย์ต้องการให้เป็นหนังเพลงเท่านั้น), Rob Minkoff ถูกดึงตัวเข้ามาให้เป็นผู้กำกับร่วม และได้ข้อสรุปใจความใหม่ว่า ‘leaving childhood and facing up to the realities of the world’ นี่เองที่ทำให้ชื่อเรื่องเปลี่ยนเป็น The Lion King และมีพื้นหลังเกิดขึ้นที่ Savannah แทนป่าดงดิบ (Jungle)

Simba ราชสีห์น้อยเพิ่งลืมตาดูโลกไม่นาน ได้รับการคาดหวังสืบทอดตำแหน่งผู้นำจากพ่อ Mufasa ในดินแดน Pride Land แต่อาขี้อิจฉา Scar มีความมักใหญ่ใฝ่สูงต้องการเป็นกษัตริย์ด้วยตนเอง ทำการลอบสังหาร Mufasa ใส่ร้ายป้ายสี Simba ราชสีห์น้อยรู้สึกผิดจึงได้หนีเตลิดไปไกลแสนไกล, เมื่อครั้นเติบใหญ่กลายเป็นราชสีห์หนุ่ม Simba ตระหนักได้ถึงสายเลือดของพ่อ Mufasa ที่ยังคงอยู่ในตัว ทำให้ตัดสินใจกลับสู่ Pride Land เพื่อทวงคืนบัลลังก์ที่เป็นของตนโดยชอบธรรม

พล็อตเรื่องของ The Lion King ถือว่ามีความละม้ายกับ Hamlet ของ William Shakespeare ใครเคยอ่าน/รับชม อาจรู้สึกคล้ายคลึง แค่เปลี่ยนเป็นอาณาจักรของราชสีห์และทวีปแอฟริกา, จริงๆเรามองกลับกันก็ได้ คล้ายๆกับ Zootopia คือสามารถเปรียบเทียบตัวละครสัตว์ แทนด้วยประเภทของมนุษย์ อาทิ ราชสีห์คือคนวรรณะกษัตริย์, Rafiki คือคนวรรณะพราหมณ์, ส่วนไฮยีน่า คือวรรณะจัณฑาลชั้นต่ำ ฯ หรือ Simba=Hamlet, Scar=Claudius ฯ

สำหรับนักพากย์อนิเมชั่นเรื่องนี้ เพราะผลลัพท์ความสำเร็จจาก Aladdin (1992) ทำให้มีการใช้บริการดารามีชื่อหลายคน นี่ทำให้ผู้ชมเกิดความคุ้นเคยกับตัวละครมากขึ้น (เหมือนว่าเคยได้ยินพวกเขามาจากที่ไหน ซึ่งถ้าใครจดจำน้ำเสียงได้ก็จะรู้สึกประทับใจตัวละครนั้นเป็นพิเศษ), วิธีการคือ เลือกนักแสดงที่มีน้ำเสียงฟังแล้วตรงกับบุคลิกตัวละครนั้น เวลาพากย์จะได้ไม่ต้องเตรียมการอะไรมาก เป็นตัวของตนเองที่สุด

Simba ตอนโต ให้เสียงโดย Matthew Broderick อาจมีคนจดจำเขาได้จาก Dr. Niko ใน Godzilla (1998), Jim McAllister ใน Election (1999) ล่าสุดเป็นตัวประกอบใน Manchester by the Sea (2016)

ราชสีห์น้อยที่ยังไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก ชื่นชอบความสนุกสนานท้าทาย จึงถูกชักจูงหลอกลวงได้ง่าย โดยเฉพาะจากคนใกล้ตัว, ความตายของพ่อเป็นตราบาปฝังลึกในใจ วิธีเดียวที่จะสามารถทำความเข้าใจ คือการยอมรับและให้อภัยตนเอง

Mufasa ให้เสียงโดย James Earl Jones นักแสดงผู้รับบท Darth Vader แห่งภาคต้น Star Wars, น้ำเสียงของ Jones ถือว่ามีความ ‘powerful’ ยิ่งใหญ่อลังการคล้ายเสียงคำรามของราชสีห์, Jones บอกว่า เขาปั้นเสียงตัวละครนี้มากไปหน่อยจนรู้สึกเหมือนราชสีห์พี้ยา ‘Mufasa became more and more of a dopey dad instead of grand king’

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่เป็นยังไง? … อนิเมชั่นเรื่องนี้ไม่ได้พูดไว้ แต่ Mufasa ถือว่าเป็นพ่อที่ดี สอน Simba ให้รู้จักความกล้าหาญ และเสียสละ เพื่อคนอื่น, นี่ฟังดูเป็นนามธรรมสักนิด อยู่ที่ผู้ชมจะตีความเรื่องพวกนี้อย่างไร เมื่อไหร่จะกล้าหาญ? เมื่อไหร่ควรเสียสละ? และใครบ้างที่สมควรได้รับการช่วยเหลือ?

Scar ให้เสียงโดย Jeremy Irons (ผมจำน้ำเสียงอันโฉดชั่วของพี่แกได้โดยทันทีเลยนะ) นักแสดง Triple Crown of Acting กวาดรางวัลการแสดงครบ 3 สถาบันใหญ่ของอเมริกา Oscar, Tony, Emmy ภาพยนตร์เรื่องที่ Irons ได้ Oscar: Best Actor คือเรื่อง Reversal of Fortune (1990) เห็นล่าสุดรับบท Alfred Pennyworth ใน Batman v Superman: Dawn of Justice (2016)

ปมที่เป็นแผลใจในของ Scar คือเกิดเป็นลูกคนรอง (น้องของ Mufasa) ทำให้มีนิสัยอิจฉาพี่ เลือกคบเพื่อนเลวทำให้ตนเองตกต่ำลงเรื่อยๆ กะล่อนปลิ้นปล้อน และเป็นราชสีห์ขี้เกียจ วันๆไม่คิดทำอะไรนอกจากเรื่องชั่วร้าย, จุดจบของ Scar คือตกลงจากที่สูง (จากผู้นำกลายเป็นสามัญ) แล้วถูก Hyenas (ตัวแทนของความชั่วร้าย) รุมทึ้งเพราะคำปลิ้นปล้อนจากปากตัวเอง

ช่วงระหว่างสร้าง The Lion King เห็นว่า Disney พัฒนาอีกโปรเจคควบคู่ไปด้วยคือ Pocahontas (1995) ซึ่งทีมงานโดยเฉพาะนักวาด/อนิเมเตอร์ แทบไม่มีใครคิดว่าอนิเมชั่นเรื่องนี้จะออกมาดี ‘because the story wasn’t very good’ ไม่คิดว่าจะมีใครอยากออกมาดูอนิเมชั่นเรื่องนี้ … แน่นอนพวกเขาคิดผิด

การออกแบบตัวละคร ต้องถือว่าโชคดีเพราะ Disney มีอนิเมชั่นเรื่อง Bambi (1942) ให้อนิเมเตอร์ศึกษา เรียนรู้ เลียนแบบ การวาดภาพเคลื่อนไหวของสัตว์สี่เท้า, ขณะเดียวกันก็ได้รับความช่วยเหลือจากสวนสัตว์ที่ Miami MetroZoo และ Jim Fowler ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์ป่า ซึ่งวันดีคืนดีเขาพาราชสีห์มาเดินเล่นให้เป็นแบบวาดรูปในสตูดิโอของ Disney

สำหรับ Pride Lands ได้แบบสถานที่มาจาก Hell’s Gate National Park ประเทศ Kenya ที่สตูดิโอลงทุนให้ทีมงาน ศิลปินวาดภาพเดินทางไปศึกษา (เที่ยว/พักร้อน) ถึงสถานที่จริงในแอฟริกา เพื่อต้องการผลลัพท์ที่มีส่วนผสมของ Realism ความสมจริง รวมถึง Lens Flare ในฉากแรก (บทเพลง Circle of Life) ภาพที่ผมนำมาคือสถานที่จริงที่ใช้เป็นแบบนะครับ เทียบกับในอนิเมชั่น… ก็คล้ายกันอยู่ (มั้ง)

แน่นอนว่าต้องใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผล CAPS เข้าช่วยในเรื่องการจัดแสง และการเคลื่อนไหว Tracking Shot ที่ดูเป็นสามมิติ (จากภาพวาดสองมิติ) ไฮไลท์ของงานภาพมีชื่อฉากว่า wildebeest stampede เพื่อความสมจริงประมาณ 2 นาทีครึ่ง ใช้เวลา 2 ปีเต็ม กับอนิเมเตอร์ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ออกแบบโมเดลสามมิติ สร้างการเคลื่อนไหวของฝูงสัตว์ให้มีความสับสนวุ่นวายอลม่านแบบคาดการณ์ไม่ได้ ผู้ชมจะรู้สึกเสมือนตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์เป็นตายนั้นจริงๆ

เพลงประกอบ Soundtrack โดย Hans Zimmer กลิ่นอาย Savannah แอฟริกามาเต็มๆเลย ถือว่ามีความ Epic อลังการไม่น้อย, ส่วนเพลงขับร้องแต่งโดย เดินทีนั้นคู่หูขาประจำของ Tim Rice คือ Alan Menken แต่เพราะรายหลังไม่ว่าง และสัญญาที่ทำไว้กับ Disney คือต้องทำงานร่วมกับใครสักคน Rice เลยติดต่อ Elton John ให้มาช่วยแต่งเพลง ซึ่งเขาก็มีความสนใจตอบตกลงโดยทันที

Rice กับ John แต่งเพลงร่วมกัน 5 เพลง ซึ่งมี 3 เพลงเข้าชิง Oscar: Best Original Song ในปีนั้น เว่อไหมละ! การทำงานของทั้งสอง Rice จะเขียนเนื้อร้องขึ้นก่อน แล้วส่งให้ Elton John แต่งทำนอง ซึ่งใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ได้ demo เสร็จสรรพ รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ ผลลัพท์ก็อัศจรรย์ยิ่งนัก

เพลงแรก Circle of Life ขับร้องโดย Carmen Twillie (เสียงผู้หญิง) กับ Lebo M. (เสียง Zulu) เป็นบทเพลงเปิดอนิเมชั่น เมื่อเหล่าสรรพสัตว์ทั่วทุกสารทิศเดินทางมาแสดงความยินดีกับทายาทราชสีห์เกิดใหม่ วัฏจักรชีวิตได้เริ่มต้นขึ้น, นี่เป็น Sequence ที่มีความอลังการ สวยงาม สมจริง อันทำให้คุณหลงรักอนิเมชั่นเรื่องนี้แทบจะทันที

แซว: ตอนที่ Simba ถูกอุ้มขึ้นแล้วมีแสงส่องลงมา สายตาของเขาประมาณว่า ‘ปล่อยฉันลงได้รึยัง ง่วงเต็มทีแล้ว’

Hakuna Matata คำภาษา Swahili แปลว่า no worries ไร้กังวล, เป็นคำพูดติดปากของ Timon กับ Pumbaa ขับร้องโดย Nathan Lane, Ernie Sabella, Jason Weaver และ Joseph Williams, เพลงนี้แสดงถึงปรัชญา/อุดมการณ์/แนวคิด ของหมูป่ากับเมียร์แคต (meerkat) [ที่ก็ไม่รู้เข้าคู่กันได้ยังไง] ชีวิตสามารถเห็นแก่ตัว เรื่อยเปื่อยไร้ค่า ไม่ต้องสนใจอะไร ไม่มีอะไรต้องรับผิดชอบ (ตรงข้ามกับ Pride Lands ที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ เสียสละ เพื่อส่วนรวม)

ได้ยินเพลงนี้ทำให้ผมนึกถึง Bare Necessities จาก The Jungle Book (1967) ปรัชญาชีวิตของหมีบาลูที่ Slow-Life เรื่อยเปื่อยแบบไม่แคร์อะไร คล้ายคลึงกับใจความเพลงนี้อย่างมาก (สงสัยนี่คือปรัชญาหนึ่งของสตูดิโอ Disney)

นี่เป็นเพลงเดียวที่ติด AFI’s 100 Years…100 Songs อันดับ 99 สงสัยเพราะคำว่า Hakuna Matata เป็นแน่

แซว: เพลงนี้จะมีท่อนหนึ่งร้องว่า ‘not in front of the kids’ ผมคิดว่าคำที่ Pubmaa จะพูดคือ ‘shit’ (กำลังนั่งขี้) นะครับ

Can You Feel the Love Tonight บทเพลงนี้ผู้กำกับทั้งสองให้นิยามว่า ‘the most diverse history’ ถือเป็น Disney Tradition Love Songs เพลงเพราะๆที่คู่พระนางใช้เกี้ยวพาราสีกัน (เป็นธรรมเนียมพบได้กับอนิเมชั่นของ Disney แทบทุกเรื่อง) แต่กับเรื่องนี้นอกจากช่วงเวลากุ๊กกิ๊กเล่นน้ำกันของคู่พระนางแล้ว ตัวประกอบอื่น Timon กับ Pumbaa ก็มีเรียกร้องน้ำตาและเสียงหัวเราะจากผู้ชมด้วย

เพลงนี้คือเหตุผลหนึ่งในอนิเมชั่นเรื่องนี้กลายเป็นอมตะ ไต่อันดับ US Billboard Hot 100 สูงสุดอันดับ 4 ทำให้อัลบัมรวมเพลงประกอบ ทั่วโลกมียอดขายกว่า 11 ล้านก็อปปี้, ผมหยิบเอาบทเพลงที่เฉพาะ Elton John ร้องมาให้ฟังนะครับ เป็นฉบับที่ร้องใน End Credit

ช่วงวัยเด็ก เพราะความที่ ‘ยังไม่รู้ประสีประสา’ การกระทำหลายๆอย่าง อาจถูกชักจูง อยากรู้อยากลอง หรือไม่ได้คิดหน้าหลังอย่างรอบคอบ แต่เมื่อทำผิดยังมักได้รับการยกโทษให้อภัยเสมอ, กระนั้นมีสิ่งหนึ่งที่ถ้าพลาดแล้วจะกลายเป็นตราบาปฝังใจ นั่นคือทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ยิ่งกับคนในครอบครัวด้วยแล้ว จะกลายเป็นปมร้ายแรงถึงที่สุด,

การตายของพ่อด้วยความผิดของตนเอง ชีวิตจริงมันไม่ได้ง่ายโลกสวยเหมือนในหนังนะครับ แค่ Hakuna Matata อย่างเดียวไม่พอแน่ๆ, ผู้ป่วยที่ถึงขั้นจิตเภท มักลงโทษตัวเองด้วยความรุนแรง/หรือไม่ชื่นชอบเห็นความรุนแรง (S&M) วิธีการที่จะช่วยเหลือคนพวกนี้ คือต้องทำให้เขาตระหนักเข้าใจว่า ‘นั่นไม่ใช่ความผิดของเขา’ (ทั้งๆที่มันอาจใช่หรือไม่ใช่ก็ตาม) ซึ่งคนที่ต้องขอโทษไม่ใช่ผู้ตาย แต่เป็นตัวเขาเอง

ใจความของ The Lion King คือการเติบโตและยอมรับตนเอง, ปมวัยเด็กสามารถแก้ไขก้าวผ่านได้ด้วยการให้อภัยตนเอง โอบรับด้านมืดที่อยู่ในจิตใจ ยอมรับในความผิดพลาด นำมาเป็นบทเรียนเพื่อก้าวต่อไป

มันมีเรื่อง ‘โดยชอบธรรม’ ในบริบทของเรื่องนี้ด้วย คือสิ่งที่เป็นจิตสำนึกในหน้าที่ของ Simba ผู้มีสายเลือดกษัตริย์ เกิดมาได้รับการสั่งสอนซึมซัมเข้าใจในสิ่งที่ตนแตกต่างจากผู้อื่น คงเป็นจิตวิญญาณที่ชักนำเขาให้ก้าวผ่านความขัดแย้งในใจ ยอมรับสิ่งที่อยู่ในสายเลือดโดยชอบธรรม

ข้อคิดที่ได้จากอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นประโยชน์กับเด็กๆเป็นอย่างมาก ผมรวบรวมไว้เป็นข้อๆ และคือเหตุผลที่จัดให้อนิเมชั่นเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
– สายสัมพันธ์ของพ่อลูก ไม่เคยจางหาย แม้ตัวจะจากไปแต่ให้ระลึกได้ว่าสายเลือดยังอยู่ในตัวเราอยู่ตลอดเวลา
– มิตรภาพเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ขนาดราชสีห์, เมียร์แคต และหมูป่า ยังเป็นเพื่อนกันได้
– มันไม่มีคำว่าสายเกินไป ถ้าต้องการแก้ไขจากผิดเป็นทุก
– ไม่มีอะไรที่จะไม่สามารถให้อภัย หรือเริ่มต้นใหม่ได้

ด้วยทุนสร้าง $45 ล้านเหรียญ ทำรายได้ทั่วโลกในการฉายครั้งแรก $763.4 ล้านเหรียญ สูงสุดแห่งปี แต่เป็นอันดับ 2 สูงสุดตลอดกาล รองจาก Jurassic Park (1993) ที่ทำรายได้ $914 ล้านเหรียญ [สถิติของ Jurassic Park ถูกทำลายโดย Titanic (1997)]

สาเหตุที่ทำให้อนิเมชั่นเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง (ส่วนตัวรู้สึก Overrated ไปด้วยนะครับ) มีการวิเคราะห์ค้นหาเหตุผลมากมาย ซึ่งผมได้ข้อสรุปก็คือ นี่เป็นอนิเมชั่นที่มีความแตกต่าง แปลกใหม่อย่างที่สุดของ Disney อาทิ
– เรื่องราวเป็นการคิดขึ้นใหม่เอี่ยม ไม่ได้อ้างอิงจากเทพนิยายแฟนตาซีใดๆ
– นักพากย์ที่เต็มไปด้วยนักแสดงชื่อดัง ได้ยินแล้วรู้สึกคุ้นเคย
– เพลงประกอบโดยเฉพาะ Elton John ที่ถือว่าใช้บริการศิลปินชื่อดังมากๆเป็นครั้งแรก
– และที่น่าจะสำคัญสุดคือ แบรนด์ Disney ที่มีผลงานประสบความสำเร็จเกิดขึ้นมากมาย ไล่ตั้งแต่ The Little Mermaid (1989), Beauty and the Beast (1991), Aladdin (1992) นี่เป็นผลงานที่ผู้ชมและเด็กๆตั้งหน้าตั้งตารอคอยเป็นที่สุด

เข้าชิง Oscar 4 สาขา ได้มา 2 รางวัล (มีแต่สาขาเพลง)
– Best Music, Original Score ** ได้รางวัล
– Best Music, Original Song (Can You Feel the Love Tonight) ** ได้รางวัล
– Best Music, Original Song (Circle of Life)
– Best Music, Original Song (Hakuna Matata)

ส่วนตัวชอบอนิเมชั่นเรื่องนี้มากๆ แต่ที่ไม่หลงรักเพราะรู้สึกว่าเรื่องราวมัน’เด็ก’ ไปหน่อย นี่อาจเป็นผลจากการได้รับชมหลายรอบจนไม่รู้สึกตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจอะไรอีก และความลึกซึ้งไปไม่ถึงจุดที่จะทำให้หลงใหลคลั่งไคล้ได้ (ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน)

แนะนำกับคออนิเมชั่น ชื่นชอบ Disney หนังเพลงเพราะๆ ภาพสวยๆ, หลงใหลในสัตว์ป่า ราชสีห์ Savannah แอฟริกา, แฟนๆของ Jeremy Irons, James Earl Jones และบทเพลงของ Elton John ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG กับจิตใจด้านมืด ความชั่วร้ายและความตาย

TAGLINE | “The Lion King เป็นอนิเมชั่นสุดยิ่งใหญ่อลังการ สวยงาม เพลงเพราะ โดยชอบธรรมของสตูดิโอ Disney”
QUALITY | RARE
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of