The Mist (2007)

The Mist

The Mist (2007) hollywood : Frank Darabont ♥♥♥♡

สิ่งน่ากลัวที่สุดของหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่สัตว์ประหลาดภายนอก หมอกควันที่มองไม่เห็น แต่คือข้างในซุปเปอร์มาเก็ต จิตใจด้านมืดของมนุษย์, ดัดแปลงจากนิยายของ Stephen King โดยผู้กำกับ The Shawshank Redemption (1994) และ The Green Mile (1999)

เชื่อว่าผู้ชมส่วนใหญ่คงรู้สึกหงุดหงิด หัวเสีย คับข้อง ไม่พึงพอใจหนังสักเท่าไหร่ นั่นเพราะคุณมัวแต่เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง ไม่คิดวิเคราะห์ทำความเข้าใจเนื้อหาใจความของหนัง ที่เป็นการสะท้อน เสียดสี ตีแผ่ด้านมืดของจิตใจมนุษย์ออกมา ยินยอมรับความจริงไม่ได้ อาจเพราะตัวเองเป็นคนแบบนั้น อ่อนต่อโลก หรือมองในแง่ดีเกินไป ยิ่งกับตอนจบ ‘เพื่ออะไร!’ รวดร้าวแสนสาหัส หลอนยิ่งกว่าดูหนังผี

เพราะผมเคยเป็นคนแบบย่อหน้าที่แล้วนะครับเลยกล้าพูดได้ จดจำได้เป็นอย่างดีไม่เคยลืม ตอนรับชมในโรงภาพยนตร์ ดีที่มันไม่มีอะไรติดไม้ติดมืออยู่ ไม่เช่นนั้นจะเขวี้ยงขว้างแม้งทุกสิ่งอย่างใส่หน้าจอภาพยนตร์ รับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนจบ (นี่ดีนะที่ไม่ได้ดูหนังครั้งแรกหน้าบนจอโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์ ไม่งั้นได้เขวี้ยงพังจริงๆแน่) อารมณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนั้นประทับตราตรึง ประมาณ 10 ปีผ่านมา ไม่เคยคิดที่จะหยิบหนังเรื่องนี้มาดูซ้ำสักรอบ

นี่ถ้าไม่เพราะวัยวุฒิ คุณวุฒิ อะไรวุฒิๆทั้งหลายเติบโตขึ้น รับชมหนังเรื่องนี้รอบนี้คงได้มีปฏิกิริยาตอบสนองบ้าคลั่งแบบครั้งก่อนแน่ แต่เมื่อเราคิดเป็น ดูหนังเป็น ทำความเข้าใจได้ ก็จะพบเห็นรับรู้เรื่องราวใจความสำคัญ สาสน์ที่แอบแฝงซ่อนเร้น หนังไม่ใช่แค่ตอนจบหักมุมสุดพิศดารแบบที่ใครๆจดจำได้กัน แต่มีอะไรกว่านั้นมากๆเลยละ

กระนั้นตัวหนังก็ไม่ได้มีคุณภาพระดับตำนานอย่างที่ผมเคยคาดคิดไว้ มีส่วนเกินตำหนิมากมาย ขาดความต่อเนื่อง การแสดงของบางตัวละครก็แปลกๆ แถม Visual Effect ยังไม่เนียนเอาเสียเลย ฯ ทำให้อรรถรถการรับชมสูญเสียไปค่อนข้างมากทีเดียว

The Mist ดัดแปลงจากนิยายขนาดสั้น (Novella) ของนักเขียนสัญชาติอเมริกา Stephen King ในหนังสือ Dark Forces: New Stories of Suspense and Supernatural Horror (1980) รวมเรื่องราว Horror เหนือธรรมชาติ จาก 12 นักเขียน 23 เรื่องสั้น ซึ่ง King ยังได้เขียนลงอีกเรื่องหนึ่งชื่อ Skeleton Crew, หนังสือคว้ารางวัล World Fantasy Award สาขา Best Anthology/Collection เมื่อปี 1981

King เล่าว่าได้แรงบันดาลใจ The Mist มาจากประสบการณ์ตรงของชีวิต ขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองขนาดใหญ่แบบเดียวกับตอนต้นเรื่อง วันหลังพายุสงบพร้อมกับลูกชายเดินทางไปยังซุปเปอร์มาเก็ต ระหว่างกำลังหาซื้อ Hot Dog พลันจินตนาการถึงสัตว์ประหลาดเลื้อยคลานบินได้ยุค pre-historical ตรงเข้ามากระแทกเกาะอยู่ตรงกระจกหน้าซุปเปอร์ รีบเดินทางกลับบ้านพลันจรดปากกา เขียนถึงเรื่องราวนี้โดยทันที

Frank Árpád Darabont (เกิดปี 1959) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ French-Hungarian-American เกิดที่ Montbéliard, ประเทศฝรั่งเศส พ่อ-แม่เป็นชาว Hungarian อพยพย้ายหนีมาช่วง Hungarian Revolution ปี 1956 อาศัยอยู่ฝรั่งเศสหลายปี ก่อนย้ายมาปักหลักที่ Chicago ประเทศอเมริกา

หลังจากได้รับชมหนังเรื่อง THX 1138 (1971) แนว Future Dystopian ของผู้กำกับ George Lucas ตัดสินใจโตขึ้นจะเป็นผู้สร้างภาพยนตร์, เรียนจบจาก Hollywood High School ทำงานที่ Hollywood Egyptian Theater ทำให้มีโอกาสดูหนังฟรีนับไม่ถ้วน ต่อมาได้กลายเป็นผู้ช่วย เขียนบท มีผลงานหนังสั้นดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ Stephen King เรื่อง The Woman in the Room ในชื่อ Dollar Baby (1983) เห็นว่าเข้ารอบ semi-finalist ของ Oscar: Best Live-Action Short

Darabont ถือว่าเป็นแฟนตัวยงของ King มีโอกาสอ่านเรื่องสั้น The Mist ตั้งแต่ Dark Forces ออกขายเมื่อปี 1980 แสดงความสนใจต้องการดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก แต่ไปๆมาๆกลับเลือก The Shawshank Redemption (1994) อีกผลงานของ King สร้างเป็นหนังขึ้นก่อน หลายปีถัดมาตามด้วย The Green Mile (1999) [ที่ก็ของ King เช่นกัน] กว่าจะได้รับโอกาสเริ่มต้นพัฒนาบทหนังเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็ล่วงมาเดือนธันวาคม 2004 เป็นเวลาสองทศวรรษ

สำหรับคนที่เคยอ่านเรื่องสั้นนี้ จะพบว่ามีหลายอย่างที่แตกต่างออกไป ซึ่ง Darabont ก็ได้รับคำอนุญาตจาก King อย่างใกล้ชิดเลยละ อาทิ
– ในนิยายจะมีคำอธิบาย จุดเริ่มต้นของหมอกควันนี้โดยละเอียด แต่ในหนังจะมีคำพูดบรรยายกลางเรื่องนิดหน่อยเท่านั้น, แต่เห็นว่าในบทภาพยนตร์ฉบับแรกๆ จะมีเป็น Prologue แต่ถูกตัดออกเพราะความยาวมากเกินไป

– ตัวละคร David Drayton จริงๆแล้วมีชู้กับ Amanda Dumfries (หญิงสาวที่รอดชีวิตถึงตอนจบ) ซึ่งทั้งคู่ต่างแต่งงานมีครอบครัว, Darabont ตัดประเด็นนี้ออกไปเลย เพราะไม่อยากให้ผู้ชมเกิดความใคร่สนใจเบื้องหลังชู้สาวของตัวละครมากกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะปัจจุบัน

– ตอนจบของหนังถือว่าต่างจากนิยายโดยสิ้นเชิง ซึ่งผมไม่สปอยแน่ๆว่าคืออะไร, King มีความชื่นชอบตอนจบนี้อย่างยิ่ง ออกปากชม

“The ending is such a jolt—wham! It’s frightening. But people who go to see a horror movie don’t necessarily want to be sent out with a Pollyanna ending.”

– Stephen King พูดถึงตอนจบของหนังที่ต่างไปจากเรื่องสั้นของเขา

หลังจากเหตุการณ์พายุคลั่ง David Drayton (รับบทโดย Thomas Jane) พร้อมลูกชายวัย 8 ขวบ Billy และเพื่อนบ้าน Brent Norton (รับบทโดย Andre Braugher) ออกเดินทางสู่ซุปเปอร์มาเก็ตในเมืองเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือเผื่อสถานการณ์รุนแรงฉุกเฉิน แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อหมอกหนาเข้าปกคลุมถึงกลางเมือง ใครก็ตามที่อยู่ข้างนอกต่างหายตัวไม่สามารถกลับเข้ามาได้ ราวกับวันสิ้นโลกได้มาถึงแล้ว พวกเขาและฝูงชนกลุ่มหนึ่งติดอยู่ในซุปเปอร์แห่งนี้ แต่ละคนก็จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างออกไป

Thomas Jane (เกิดปี 1969) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Baltimore, Maryland, ตอนอายุ 18 เดินทางสู่ Hollywood ตามความฝันเป็นนักแสดง ไม่มีเงินและที่อยู่ อาศัยหลับนอนอยู่ในรถส่วนตัว ระหว่างหางานก็เป็นนักแสดงข้างทาง (Street Performance) บทบาทแรกในหนังภาษา Telugu เรื่อง Padamati Sandhya Ragam (1987) ตามด้วย Buffy the Vampire Slayer (1992) [นี่น่าจะพอมีเงินเช่าหออยู่แล้วนะ] จากนั้นมีผลงานอย่าง Boogie Nights (1997), The Thin Red Line (1998), Deep Blue Sea (1999), The Punisher (2004) ล่าสุดก็ The Predator (2018)

รับบท David Drayton นักออกแบบโปสเตอร์ภาพยนตร์ ถือว่ามีฝีมือชื่อเสียงพอสมควร สติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความเป็นผู้นำที่ดี ฉุนเฉียวบ้างเล็กน้อยกับเพื่อนบ้าน และรักลูกเมียอย่างยิ่ง, Drayton ในตอนแรกไม่ได้อยากมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเขาจับพลัดพลูได้ยินเสียงที่อยู่ข้างนอก พบเจอหนวดของสัตว์ประหลาด เป็นคนเดียวที่ยังมีสติครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถควบคุมสถานการณ์ เต็มเปี่ยมด้วยมโนธรรม และความเสียสละต่อเพื่อนร่วมโลก

Marcia Gay Harden (เกิดปี 1959) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ La Jolla, California เข้าเรียนสาขาการแสดงที่ University of Texas at Austin และ Tisch School of the Arts เริ่มต้นทำงานจากรายการโทรทัศน์ มีชื่อเสียงโด่งดังจากภาพยนตร์เรื่อง Miller’s Crossing (1990) ตามมาด้วย Pollock (2002), Mystic River (2003), Into the Wild (2007) ฯ

รับบท Mrs. Carmody ผู้มีความเชื่อศรัทธาในพระศาสนาอย่างแรกกล้า แรกๆไม่ได้รับการยอมรับจากใครแต่ค่อยๆสามารถชักจูงผู้คนให้เกิดความเข้าใจแบบเดียวกับตน ก็ไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิดหลัก แต่การกระทำของเธอเป็นการตอกย้ำสันดานชั่วร้ายของมนุษย์ ต่อความไม่รู้ไม่เข้าใจในสิ่งเหนือธรรมชาติ ครอบงำจนกลายเป็นคลั่งไคล้หลงผิด ราวกับสาวกของซาตานก็มิปาน

การแสดงของ Harden เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งไร้สติสมประดี ผู้ชมส่วนใหญ่คงรังเกียจตัวละครของเธอย่างยิ่ง แต่ผมกลับคิดว่าเธอคงมีความสนุกอย่างมากในการรับบทนี้ ปลดปล่อยพลังการแสดงออกมาอย่างเต็มที่ ไร้ขอบเขตจำกัด

Heather Laurie Holden (เกิดปี 1969) นักแสดงสัญชาติ American-Canadian เกิดที่ Lancaster เติบโตที่ Toronto ในครอบครัวนักแสดง จึงเข้าสู่วงการตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเข้าเรียนเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ McGill University ไม่ทันจบย้ายมา University of California ได้ปริญญาสาขาภาพยนตร์และการแสดง ตอนโตสร้างชื่อจาก Physical Evidence (1989), Young Catherine (1991) ฯ นอกจากนี้ รับบท Marita Covarrubias ในซีรีย์ The X-Files และ Andrea ในซีรีย์ The Walking Dead

รับบท Amanda Dumfries คุณครูคนใหม่ที่ยังอ่อนด้อยประสบการณ์ต่อโลก มีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมในมนุษย์ว่า เป็นผู้มีพื้นฐานดีงามต้องการเป็นคนดี … แต่เธอกำลังจะได้รับบทเรียนความจริงสำคัญ ที่ไม่มีวันคาดคิดถึงพบเจอมาก่อน

Andre Keith Braugher (เกิดปี 1962) นักแสดงผิวสีสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Chicago, Illinois เรียนจบจาก Stanford University สาขาการแสดง จากนั้นเข้าเรียน Juilliard School จบ Master of Fine Arts มีผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก เป็นหนึ่งในตัวประกอบ Glory (1989) ที่พอจะคุ้นตา อาทิ Primal Fear (1996), City of Angels (1998), Poseidon (2006) ฯ

รับบท Brent Norton เพื่อนบ้านที่ไม่เชื่ออะไรนอกจากรับรู้มองเห็นด้วยตนเอง แม้จะมีคนพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริงแต่ก็ดื้อด้านหัวชนฝา จะเรียกว่าไร้ซึ่งศรัทธาและความเชื่อมั่นในมวลมนุษย์เลยคงว่าได้

ผมคงไม่พูดถึงตัวละครทุกตัวในหนัง แต่อยากจะชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายทางแนวคิด คลอบคลุมทุกทิศตรงกันข้าม อาทิ
– Brent Norton เชื่อในสิ่งที่ตนรับรู้เห็น มีความเข้าใจเท่านั้น, David Drayton ที่แม้จะไม่เห็นแต่แค่ได้ยินเสียง ก็รับรู้เชื่อสนิทใจว่าต้องมีอะไรอยู่ข้างนอกนั่น
– Mrs. Carmody เชื่อมั่นศรัทธาในศาสนาอย่างแรกกล้า ใช้อารมณ์และความต้องการตอบสนองตนเอง, Amanda Dumfries เชื่อมั่นศรัทธาในพื้นฐานความตั้งใจดีของมนุษย์ และยึดมั่นในหลักเหตุผลคุณธรรม ความถูกต้อง
ฯลฯ

ถ่ายภาพโดย Rohn Schmidt ตากล้องและผู้กำกับภาพยนตร์โทรทัศน์, หลายช็อตใช้กล้อง Hand Held เดินหมุนไปมาโดยรอบตัวละครที่กำลังพูดหรืออยู่ในจุดความสนใจ เพื่อแสดงถึงความกึกก้องที่ส่งเสียงสะท้านกังวาล

ผมค่อนข้างชอบฉากในหมอก มันจะมีเพียงระยะหนึ่งเท่านั้นที่มองเห็นได้ชัด เปรียบกับการเดินทาง ชีวิตของมนุษย์ และอนาคต เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ ครุ่นคิดถึง หรือพยากรณ์มองเห็นได้

ตัดต่อโดย Hunter M. Via นักตัดต่อภาพยนตร์และละครโทรทัศน์สัญชาติอเมริกา ผลงานเด่นคือหนึ่งในนักตัดต่อซีรีย์ The Walking Dead, ถือว่าหนังใช้มุมมองของตัวละคร David Drayton เป็นหลัก โดยเรื่องราวจะเล่าเป็นเรื่องๆ ตอนๆ จบสิ้นภายในตัวเอง ส่วนตัวละครจะค่อยๆมีวิวัฒนาการเติบโตขึ้นตามกาลเวลา

หนังจะไม่รีบร้อนนำเสนอสัตว์ประหลาดให้ปรากฎเห็น แต่จะค่อยๆเปิดเผยทีละเล็กน้อย เริ่มจากความพิศวงในหมอก เสียงกรี๊ดร้องกระแทกประตู หนวดที่คืบคลานเข้ามา จากนั้นแมลงตัวเล็ก ตัวใหญ่ จนกระทั้งไฮไลท์อยู่สุดท้าย เจ้าตัวใหญ่

ผมค่อนข้างคับข้องใจกับหนวดสัตว์ประหลาดอย่างมาก มันมีความมั่วๆในฉากที่เด็กคนหนึ่งถูกจับขาไว้ แล้วมันมีอีกหลายสิบหนวดยั้วเยี้ยวเข้ามาผ่านประตู แต่มันเหมือนเป็นเพียง Visual Effect ประกอบฉาก สร้างความเว่อๆเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างความวุ่นวาย ทำร้ายใครอื่นเลย แบบนี้ไม่ต้องใส่เข้ามาก็ได้มั้ง

เพลงประกอบโดย Mark Isham นักแต่งเพลงซีรีย์ นักดนตรีทรัมเป็ตและ synthesist เชี่ยวชาญ Jazz และ Electronic, งานเพลงของหนังเน้นความกระหึ่ม ทรงพลัง และเสียงร้องคลอรัส เพื่อสร้างบรรยากาศความหดหู่ หลอนๆ สั่นประสาท ราวกับจะถึงวันสิ้นโลกเข้าจริงๆ

เสียงร้องคลอรัสประสานเสียง สร้างความสั่นสะท้านในจิตใจของผู้ชม โดยเฉพาะฉากความตายพิศวงของหลายๆตัวละคร ให้เกิดอารมณ์หวิวๆ ล่องลอย ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ส่วนนี้ต้องถือว่าทำออกมาใช้ได้ ไพเราะ แต่ไม่ค่อยน่าจดจำเสียเท่าไหร่

“The story is less about the monsters outside than about the monsters inside, the people you’re stuck with, your friends and neighbors breaking under the strain.”

– Frank Darabont

ใจความของหนังเรื่องนี้ พูดถึงสัตว์ประหลาดมีอยู่สองประเภท
– หนึ่งคือที่อยู่ภายนอก มองออกไปไม่เห็น โจมตีเฉพาะทางกาย เว้นเพียงบางครั้งที่กระแทกกระทั้นบุกเข้ามาภายใน
– สองคือที่อยู่ภายใน มองเห็นชัดเจนเข้าใจได้ แต่กลับค่อยๆแบ่งพรรคแบ่งพวก กัดกร่อนบ่อนทำร้ายจิตใจของตัวเอง

สัตว์ประหลาดภายนอกที่โจมตีทางกาย ต่อให้น่าเกลียดน่ากลัวอัปลักษณ์แค่ไหน เพียงเราไม่นำพาตัวเองออกไปให้ผจญพบเจอ ถือว่าเป็นการป้องกันที่ปลอดภัย หาได้มีความน่าหวั่นวิตกตระหนกน่าระแวงแม้แต่น้อย, แต่ศัตรูที่อยู่ภายในจิตใจของเรา เพื่อนร่วมโลกมนุษย์ด้วยกันเองแท้ๆ สันดานของคน นี่เป็นสิ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีความโหดเหี้ยมชั่วร้าย เข่นฆ่ากันให้ตายด้วยกฎหมู่อย่างเลือดเย็น จะมองว่านี่คือสันชาติญาณโดยแท้จริงของมนุษย์ก็ว่าได้

จริงๆมันไม่ผิดหรอกนะครับกับความเชื่อที่ว่า พื้นฐานของมนุษย์ (และสิ่งมีชีวิต) ทุกคน/ทุกชนิด ต้องการที่จะเป็นคนดี แต่อะไรคือความถูกต้องเหมาะสมที่เป็นบรรทัดฐานละ นั่นเป็นสิ่งที่สังคมและผู้นำกำหนดกฎกรอบระเบียบขึ้นมาเอง หาได้มีความเป็นสากลโดยธรรมชาติสันชาติญาณของสิ่งมีชีวิตไม่ ดังนั้นเมื่อมนุษย์ถูกบีบคั้น ตกอยู่ในสภาวะเป็นตาย ความหวาดกลัวจะทำให้พวกเขาเลือกหันหน้าเข้าเชื่อในหนทางที่ตัวเองจะสามารถเอาตัวรอดได้เท่านั้น ละทิ้งอารยธรรม วัฒนธรรม มโนธรรม กฎระเบียบ ไม่สนความถูกต้องทุกสิ่งอย่าง

ไม่มีสัตว์ชนิดไหนกลัวความตายไปมากกว่ามนุษย์ สันชาติญาณของสัตว์พยายามปกป้องตัวเองให้มีชีวิตยืนยาวที่สุด แต่สำหรับมนุษย์มันคือกิเลสตัณหาความต้องการและความหวาดกลัว นี่ไม่ได้เกิดจากสันชาติญาณเท่านั้น แต่ยังความคิดความรู้สึก ถ้าฉันมีชีวิตต่อไปอีกสักนิด … คงไม่มีสัตว์ตัวไหนคิดแบบนี้เป็นแน่

สูตรสำเร็จของหนังเรื่องนี้ ถูกนักวิจารณ์วิพากย์ว่ามีความเชยระเบิด หาความสดใหม่มิได้
– สิ่งแปลกประหลาด อะไรสักอย่างโจมตีเมือง/หมู่บ้าน/ประเทศชาติ
– กลุ่มผู้คนพากันหลบลี้หนีภัย หาทางเอาตัวรอด

สำหรับหนังแนว Horror ที่ดังๆอาทิ Night of the Living Dead (1968), 30 Days of Night (2007) ก็เข้าสูตรสำเร็จนี้ เพียงแค่เปลี่ยนสถานที่พื้นหลัง ตัวละคร และลักษณะความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในหมู่มนุษย์

แต่ผมมองต่างนิดนึงในแง่ของการดิ้นรนเอาตัวรอดของมนุษย์ เพราะตอนจบของหนังเรื่องนี้ เมื่อทุกสิ่งอย่างดำเนินมาจนถึงที่สุดความสามารถแล้ว นี่คือบริบทของปรัชญาตะวันตก ที่เมื่อมิอาจไปต่อได้ ก็เพียงพอใจกับสิ่งที่ตนมาถึง ไม่เสียใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป, ซึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น แน่นอนพระเอกย่อมต้องบ้าคลั่ง เศร้าสลด เสียใจ กับคำพูดที่ว่า ‘For what?’ มันไม่ใช่ประเด็นที่ว่า ถ้าพวกเขารออีกเพียงไม่กี่นาทีก็คง… แต่มันคือ เมื่อได้ตัดสินใจกระทำบางอย่างไปแล้ว ไม่มีวันสามารถหวนกลับคืนย้อนมาอีกได้

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบ แอบคลั่งหนังเรื่องนี้ แม้คุณภาพของหนังจะน่าผิดหวัง แต่ตอนจบเป็นอะไรที่มีไม่กี่เรื่องเท่านั้นจะสามารถทัดทานการหักมุมที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ (ยกเว้น Old Boy ที่ผมคลั่งมากกว่า ไว้ในระดับขึ้นหิ้ง)

แนะนำกับคอหนัง Horror, Thriller เรื่องราวเหนือธรรมชาติ ชอบการหักมุมแบบสะท้านจิตใจ, แฟนๆนักเขียน Stephen King ชื่นชอบหนังของ Frank Darabont ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับสัตว์ประหลาดที่อยู่ในจิตใจของมนุษย์

TAGLINE | “แม้คุณภาพหนัง The Mist จะมัวหมองดั่งหมอกควัน แต่ตอนจบจะทำให้ทุกอย่างกระจ่างใส”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of