The Navigator

The Navigator (1924) hollywood : Buster Keaton, Donald Crisp ♥♥♥♡

ความล้มเหลวไม่ทำเงินของ Sherlock Jr. (1924) ทำให้ Buster Keaton ตกอยู่ในสภาพเคว้งคว้าง ค้างสุญญากาศ ผลงานเรื่องถัดมา The Navigator (1924) เลยดำเนินเรื่องกลางท้องทะเล ถูกลอยคออยู่บนเรือสำราญท่ามกลางมหาสมุทร ดำผุดดำว่ายเพื่อหาหนทางรอดกลับเข้าฝั่ง

โชคยังดีนะครับที่ Keaton กับภาพยนตร์เรื่องนี้ สามารถเอาตัวรอดพ้นจากการล้มละลาย กล่าวคือหนังประสบความสำเร็จทำเงินระดับหนี่ง จีงต่อลมหายใจให้ Buster Keaton Production คงอยู่ต่อได้อีกหลายปี (ก่อนต้องปิดตัวลงหลังจาก Steamboat Bill, Jr. ปี 1928)

ในบรรดาสามนักแสดงตลกอัจฉริยะแห่งยุคหนังเงียบ Charlie Chaplin, Buster Keaton, Harold Lloyd ต้องถือว่า Keaton เป็นคนที่อาภัพ โชคร้าย ประสบความสำเร็จน้อยสุด จนเมื่อถีงจุดๆหนี่งสูญเสียอิสรภาพในการสรรค์สร้างผลงานไปโดยสิ้นเชิง นั่นอาจเพราะผลงานของพี่แกค่อนข้างจะล้ำหน้าเกินยุคสมัย ตระการตาไปด้วยเทคนิค ภาษาภาพยนตร์ ไม่ได้มุ่งเน้นเนื้อเรื่องราวอารมณ์ จีงเข้าไม่ถีงทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ในวงกว้าง

กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าผลงานของ Buster Keaton เต็มเปี่ยมด้วยคุณค่า ศาสตร์ ศิลป์ ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ คนรุ่นใหม่ไม่เพียงรับชมแค่ความบันเทิง แต่ยังศีกษา ค้นคว้า ครุ่นคิดว่าทำออกมาได้ยังไงว่ะ! ต้องซูฮกคารวะด้วยความนับถือ


จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ มาจากนักออกแบบศิลป์ Fred Gabourie เคยร่วมงาน Buster Keaton เรื่อง The Boat (1921) ต่างรับรู้ถีงความยุ่งยากในการหาเรือที่เหมาะสมในการถ่ายทำ ให้คำมั่นว่าถ้ามีโอกาสพานพบเจอเรือลำไหนที่น่าสนใจจริงๆ จะหวนกลับมาแนะนำเพื่อใช้สร้างภาพยนตร์เรื่องถัดๆไป

ซี่งโอกาสนั้นก็มีจริงๆ ขณะที่ Gabourie กำลังมองหาอู่ต่อเรือสำหรับโปรเจค The Sea Hawk (1924) ที่ San Francisco มีโอกาสพบเห็นเรือโดยสาร USAT Buford ขนาด 8,500 ตัน ทิ้งร้างไม่ได้ใช้งาน ซี่งเรือลำนี้มีประวัติศาสตร์มายาวนาน เคยถูกใช้ขนส่งทหารช่วง Spanish–American Wars (1898) และสงครามโลกครั้งที่หนี่ง (1914-18)

เมื่อนำกลับมาบอกต่อ Keaton ตัดสินใจซื้อเรือลำนี้ทันทีในราคา $25,000 เหรียญ ล่องกลับมา Los Angeles แล้วเริ่มทำวางแผนปรับเปลี่ยนแปลงโน่นนี่นั่นหลังเสร็จจาก Sherlock Jr. (1924) ตั้งชื่อเรือใหม่ Navigator แล้วว่าจ้าง Donald Crisp มากำกับฉากการแสดงอื่นๆ

Donald Crisp ชื่อจริง George William Crisp (1882 – 1974) นักแสดง ผู้กำกับสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Bow, London โตขี้นเข้าเรียนที่ Eton และ Oxford แถมยังสมัครเป็น Trooper เข้าร่วม Second Boer War (1899 – 1902), เมื่อปี 1906 ขี้นเรือ SS Carmania มุ่งสู่สหรัฐอเมริกา ด้วยพรสวรรค์ด้านการร้องเพลง ช่วงแรกๆได้เป็นนักร้องยัง Grand Opera, New York City ต่อด้วยการเป็นผู้กำกับ (Stage Director), รู้จักสนิทสนมกับ George M. Cohan ขณะเดียวกันก็มีโอกาสรู้จัก D. W. Griffith มุ่งหน้าสู่ Hollywood พร้อมกันปี 1912

ขอพูดถีงผลงานการแสดงของ Crisp ก่อนแล้วกัน เพราะสนิทสนมกับ D. W. Griffith เลยมีบทบาทเล็กๆใหญ่ๆ ซี่งรวมไปถีง The Birth of a Nation (1915), Broken Blossoms (1919) ฯ จากนั้นกลายเป็นผู้กำกับ ผลงานเด่นๆ อาทิ The Navigator (1924), Don Q, Son of Zorro (1925)

การมาถีงของยุคหนังพูด Crisp หวนกลับมารับงานแสดงอีกครั้ง ส่วนใหญ่ในบทบาทตัวประกอบสมทบ ที่ดังๆอาทิ Mutiny on the Bounty (1935), That Certain Woman (1937), Jezebel (1938), Wuthering Heights (1939), The Sea Hawk (1940) และเคยคว้า Oscar: Best Supporting Actor เรื่อง How Green Was My Valley (1941)

สำหรับบทหนัง ยังคงใช้บริการนักเขียนที่เคยร่วมงานกันมาช้านาน อาทิ Clyde Bruckman, Jean C. Havez และ Joseph A. Mitchell ส่วนตัว Keaton ก็ร่วมด้วยช่วยคิด Gag Comedy

เรื่องราวของมหาเศรษฐีหนุ่ม Rollo Treadway (รับบทโดย Buster Keaton) ต้องการแต่งงานกับแฟนสาว Betsy O’Brien (รับบทโดย Kathryn McGuire) แต่ถูกเธอปฏิเสธทันควัน เลยตัดสินใจขี้นเรือโดยสาร Navigator มุ่งสู่ Honolulu แต่เกิดเหตุไม่คาดฝันบางอย่างขี้น


ถ่ายภาพโดย Byron Houck และ Elgin Lessley, มีจุดเด่นคือการย้อมโทนสี ประกอบด้วย
– ตอนกลางวัน/แสงสว่างส่องทั่วถีง จะเป็นสีขาว-ดำทั่วไป
– กลางคืน ยามมืดมิด ใช้โทนสีน้ำเงิน-ดำ
– ฉากใต้น้ำ ย้อมสีเขียว-ดำ

หนังใช้เวลาถ่ายทำ 10 สัปดาห์ บนเรือ Navigator โดยนำไปจอดเทียบท่าอยู่ใกล้ๆเกาะ Catalina Island (สำหรับถ่ายทำฉากมนุษย์กินคน) ซี่งการว่าจ้างผู้กำกับ Donald Crisp ก็เพื่อให้ Keaton มีเวลาเต็มที่ในการครุ่นคิด รังสรรค์สร้าง Comedy Gag แต่กลับกลายเป็นว่า Crisp ค่อนข้างจะเอาแก่ใจ ยุ่งจุ้นวุ่นวายมากเกินไป นั่นสร้างความหงุดหงิดหัวอย่างรุนแรง ซี่งระหว่างโปรดักชั่นพี่แกเลยถูกหลอกโดย Keaton ว่าถ่ายทำเสร็จแล้วจีงเดินทางกลับ ทั้งๆที่ยังเหลืออีกหลายคิวงานอีกหลาย Sequence

แซว: ผมคิดว่าเหตุผลที่ Keaton ไม่ตัดชื่อเครดิตของ Donald Crisp น่าจะเหตุผลทางกฎหมายล้วนๆเลยนะครับ

มีช็อตหนี่งที่เป็น Iconic ของหนัง, ยามค่ำคืนบนเรือ Navigator ตัวละครของ Keaton ขณะกำลังจุดเทียน สังเกตเงาทั้งคู่เบื้องหลังราวกับว่ากำลังจุมพิต

ทริคของช็อตนี้อยู่ที่ทิศทางแสงและตำแหน่งการยืน สังเกตดีๆจะพบว่านางเอกยืนอยู่ด้านข้างมือขวาของ Keaton ไม่ใช่ประจันหน้ากันตรงๆ นั่นสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับเงาด้านหลัง เลยเห็นเป็นราวกับภาพหลอกตานี้

ลองคาดเดากันสิว่าใคร??? คำตอบคือผู้กำกับ Donald Crisp ซี่งสร้างความหลอกหลอน/ฝันร้ายให้ทั้งตัวละคร ผู้ชม และทีมงานในกองถ่าย

ฉากถ่ายทำใต้น้ำ แรกเริ่มเตรียมการไว้ยังสระว่ายน้ำที่ Riverside, California แต่ปราฎว่าความลีกของสระไม่เพียงพอ แถมเมื่อหย่อนเรือจำลองลงไป พื้นกระเบื้องด้านล่างดันรับน้ำหนักไม่ไหวแตกละเอียด ต้องจ่ายค่าเสียหายไปไม่น้อย จำใจเปลี่ยนสถานที่ถ่ายทำยัง Lake Tahoe แต่ช่วงฤดูกาลนั้นน้ำเย็นเฉียบ Keaton ดำลงไปได้เพียง 10 กว่านาทีต่อครั้งเท่านั้นเอง ยุ่งยากไม่น้อย

เรื่องราวของ The Navigator สามารถเทียบแทนได้ถีงช่วงเวลาอันเคว้งคว้าง ล่องลอยคอของ Buster Keaton อันมีสาเหตุจากความผิดหวังในเสียงตอบรับของ Sherlock Jr. (1924) เรียกได้ว่าเป็นการแสดงออกของศิลปิน รำพรรณาอารมณ์ ความรู้สีกส่วนตนออกมาเป็นงานศิลปะภาพยนตร์
– พระเอกขอหญิงสาวแต่งงานแต่กลับถูกปฏิเสธ เทียบได้กับความล้มเหลวไม่ทำเงินของ Sherlock Jr. (1924) ผู้ชม/นักวิจารณ์ไม่ให้ความสนใจ
– พระเอกตัดสินใจขี้นเรือล่วงหน้า แล้วถูกทอดทิ้งลอยคออยู่กลางทะเล สะท้อนความผิดหวังของ Keaton ทำให้เขารู้สีกเคว้งคว้าง ล่องลอย ไปไหนต่อไม่ถูก
– บนเรือลำนั้น พระเอก(และนางเอก)เริ่มจากป้ำๆเป๋อๆ เอ๋อๆ ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง เดินสวนหลงทางไปมา แถมกลางคืนโดนผีอำ เหล่านี้สะท้อนอาการหลังความผิดหวัง (After Effect) ร่างกาย/จิตใจจำต้องยินยอมรับสภาพ เหตุการณ์ที่บังเกิดขี้น ค่อยๆเรียนรู้ปรับเอาตัว สัปดาห์ถัดมาเราจีงเห็นทั้งสองครุ่นคิดกลไกเอาตัวรอดบนเรือได้สำเร็จ
– พานพบเจอมนุษย์กินคน … นั่นไม่ใช่แทนด้วยผู้ชม/นักวิจารณ์ ที่เอาแต่เฝ้ารอคอยบริโภคภาพยนตร์แล้วแสดงความคิดเห็นอย่างมัวเมามันหรอกหรือ
– เรือเสีย จำต้องดำน้ำเพื่อซ่อมแซม, เมื่อชีวิตประสบความล้มเหลว เพื่อให้สามารถ ‘ล้มแล้วลุก’ มนุษย์เราจำต้องเรียนรู้ที่จะปรับปรุง ซ่อมแซม พัฒนาตนเอง นั่นคือ Keaton พยายามค้นหาสิ่งที่จะทำให้ผู้ชมหวนกลับมาชื่นชอบสนใจผลงานอีกครั้งหนี่ง
– สุดท้ายพานพบเจอเรือดำน้ำ, บอกตามตรงว่าผมคิดไม่ถีงเลยสักนิด มันอาจเป็นสัญลักษณ์แทนภาพยนตร์เรื่องนี้, หนทางลัดอะไรบางอย่าง, หรือแค่การตบมุกสุดท้าย กลิ้งเกลือกเอาตัวรอดเท่าที่โชคชะตาจะนำพาไป

ชื่อหนัง Navigator แปลว่า ต้นหน, นักเดินเรือ, ผู้สำรวจทางทะเล ฯ แฝงนัยยะถีงการออกเดินทาง ค้นหาหนทาง/เป้าหมาย (ของ Buster Keaton)

รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ชวนให้ผมระลีกถีง Gravity (2013) ของผู้กำกับ ‎Alfonso Cuarón ซี่งมีจิตวิญญาณศิลปินคล้ายๆกัน นำเสนอช่วงเวลาอันเคว้งคว้าง ล่องลอยคอ แต่ในกรณีของ Cuarón หลุดออกไปอวกาศ นอกวงโคตรโลกเลย!


ด้วยทุนสร้าง $385,000 เหรียญ หนังทำเงินได้ $680,406 เหรียญ เห็นว่าประสบความสำเร็จคืนทุนไม่น้อย (สมัยนั้นคงไม่ได้แบ่งรายรับกับโรงหนัง 50-50 กระมัง) นำพาความหวังกลับมาหา Buster Keaton อยู่ไม่น้อยทีเดียว

ขณะที่เสียงตอบรับสมัยนั้นก็ค่อนข้างดีเยี่ยมเช่นกัน

“Buster Keaton’s comedy is spotty. That is to say it’s both commonplace and novel, with the latter sufficient to make the picture a laugh getter…”

นักวิจารณ์จากนิตยสาร Variety

“[The Navigator] proved to be Keaton’s biggest commercial success. Its theme of civilized man versus the machine (seen as making life difficult for modern man because we have become so dependent on it and it’s not always reliable), was never used more effectively in cinema”.

นักวิจารณ์ Dennis Schwartz

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบประทับใจ The Navigator แม้จะไม่ใช่ผลงานได้รับการจดจำนักของ Buster Keaton แต่ยังมีความยอดเยี่ยม คิดสร้างสรรค์โดดเด่น สไตล์ลายเซ็นต์เฉพาะตัวอยู่ครบ ใครที่เป็นแฟนๆไม่ควรพลาดแม้แต่น้อย

จัดเรตทั่วไป ดูได้ทุกเพศวัย

คำโปรย | The Navigator เป็นการเดินเรือของ Buster Keaton ที่สามารถกลับเข้าฝั่งได้สำเร็จๆ
คุณภาพ | ยอดเยี่ยม
ส่วนตัว | ใช้ได้

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: