The Ten Commandments (1956)

The Ten Commandments (1956) hollywood : Cecil B. DeMille 

ภาพยนตร์ดัดแปลงจากคัมภีร์ไบเบิลเรื่องที่ประสบความสำเร็จ ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ขณะฉายทำเงินสูงสุดเป็นรองเพียง Gone With the Wind (1939) ปัจจุบันปรับค่าเงินแล้วอยู่อันดับ 7 ของโลก, ผลงาน Swan Song ชิ้นเอกเรื่องสุดท้ายของผู้กำกับ Cecil B. DeMille ตื่นตระการตา ขนลุกขนพองกับฉากข้ามทะเลแดง อันทำให้ Charlton Heston กลายเป็นตำนาน Moses โลกมิรู้ลืม

ในบรรดาผู้กำกับยุคบุกเบิก Hollywood ตั้งแต่ทศวรรษ 1910s เห็นจะมีเพียง Cecil B. DeMille ผู้นี้คนเดียวกระมังที่หลงเหลือสู่ยุคทอง Golden Age of Hollywood ทศวรรษ 50s ไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัวในยุคเปลี่ยนผ่าน จากหนังเงียบเป็นหนังพูด ภาพขาว-ดำเป็นภาพสี แถมแทบจะไม่เคยทำหนังทุนสร้างน้อยลงเลย (ก็มีทำหนังขาดทุนอยู่บ้างนะ) ส่วนใหญ่แต่เพิ่มสูง อลังการยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งผลงานเรื่องสุดท้ายนี้ ได้ยินว่าผู้บริหาร Paramount Picture สั่งจ่ายไม่อั้น อยากใช้เท่าไหร่ก็ตามสะดวก

Cecil Blount DeMille (1881 – 1959) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Ashfield, Massachusetts แม่มีเชื้อสาย Jews อพยพจาก German ส่วนพ่อเป็นนักแสดงและ Lay Reader (นักเทศน์ฝั่งฆราวาส) ที่ Episcopal Church เสียชีวิตตอนเขาอายุ 12 ทำให้ตัดสินใจเดินตามรอยเท้า เริ่มจากเป็นนักแสดง Broadway พอเอาตัวไม่รอด ร่วมกับ Jesse Lasky, Sam Goldfish เดินทางสู่ Los Angeles (ตามรอย D. W. Griffith) บุกเบิก Hollywood ก่อตั้งสตูดิโอ Lasky Company สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก The Squaw Man (1914)

ความสนใจยุคแรกๆของ DeMille มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Sex สะท้อนเสียดสีสังคม มีลายเซ็นที่พบเจอบ่อยๆ อาทิ หญิงสาวอาบน้ำ, ฮาเร็ม, สิงโตกระโจนเข้าโจมตี ฯ ผลงานเด่นอาทิ Old Wives for New (1918), Don’t Change Your Husband (1919) ฯ  ขณะที่ภาพยนตร์แนว Epic เริ่มต้นจาก Joan the Woman (1916) แม้จะไม่ทำกำไรเพราะทุนสูงเกิน แต่ก็ทำให้เรียนรู้จักเทคนิคการสร้างหนังสเกลขนาดใหญ่ ปรับมาใช้กับแนว Social ที่ถนัด กลายเป็น Male and Female (1919) ทำเงินล้านแรกของผู้กำกับ ตามด้วยไตรภาค Biblical Trilogy เริ่มจาก The Ten Commandments (1923), The King of Kings (1927), The Sign of the Cross (1932)

ในยุคหนังพูดเดินทางไปเรียนภาพยนตร์ถึงยุโรป รัสเซีย กลับมาสร้างหนัง Epic เรื่องแรกแห่งยุค The Sign of the Cross (1932) ตามด้วย Cleopatra (1934), The Crusades (1935), The Plainsman (1936), Union Pacific (1939), Samson and Delilah (1949), The Greatest Show on Earth (1952) [คว้ารางวัล Oscar: Best Picture] ฯ แม้ DeMille จะไม่ใช่ผู้กำกับคนแรกที่ริเริ่มสร้างหนังแนว Epic แต่คือผู้นำเทรนด์และเป็นเสาหลัก Milestone แห่งยุคสมัยนี้

เกร็ด: หนัง Epic เรื่องเก่าแก่แรกสุดของโลกคือ Cabiria (1914) สัญชาติอิตาเลี่ยนของผู้กำกับ Giovanni Pastrone, ขณะที่หนัง Hollywood แนว Epic เรื่องแรกๆคือ The Birth of a Nation (1915) กับ Intolerance (1916) ของผู้กำกับ D. W. Griffith

เกร็ด 2: Samson and Delilah (1949) คือภาพยนตร์เรื่องที่เปิดประตูแนว Biblical Epic เทรนด์นิยมแห่งยุค 50s – 60s

เมื่อปี 1954, DeMille เข้าหาบอร์ดผู้บริหารของ Paramount Picture แสดงความประสงค์ต้องการ remake หนังเงียบที่ตนเคยสร้าง The Ten Commandments แต่สมาชิกหลายคน(ที่เป็นชาว Jews ด้วยนะ)กลับแสดงความไม่เห็นด้วยต่อต้าน ทั้งๆที่สองผลงานก่อนหน้า Samson and Delilah (1949) กับ The Greatest Show on Earth (1952) ทำเงินมหาศาลให้กับสตูดิโอ โชคดีได้ประธานผู้บริหาร Adolph Zukor พูดกล่าวว่า

“We have just lived through a war where our people were systematically executed. Here we have a man who made a film praising the Jewish people, that tells of Samson, one of the legends of our Scripture. Now he wants to make the life of Moses. We should get down on our knees to Cecil and say ‘Thank you!’”

เนื่องจากตอนอนุมัติโปรเจคนี้ DeMille ไม่ได้มีงบประมาณตั้งต้นในใจแจ้งเอาไว้ สตูดิโอก็ปล่อยให้อิสระเต็มที จึงเสมือนว่ามีทุนสร้างไม่อั้นขณะทำหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องถลุงเงินจนทำสถิติใหม่ขณะนั้น

ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย Aeneas MacKenzie, Jesse L. Lasky Jr., Jack Gariss, Fredric M. Frank นำแรงบันดาลใจจาก
– Prince of Egypt (1949) ของนักเขียนสัญชาติอเมริกา Dorothy Clarke Wilson
– Pillar of Fire (1859) ของนักเขียนสัญชาติอเมริกา Joseph Holt Ingraham
– On Eagle’s Wings (1937) เขียนโดยบาทหลวงของ Methodist Church สัญชาติอังกฤษ Arthur Eustace Southon
– และจากหนังสืออพยพ (Book of Exodus) เป็นหนังสือเล่มที่สองในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม และเป็นเล่มที่สองในหมวดเบญจบรรณ เชื่อกันว่า Moses เป็นผู้เขียนขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการอ้างว่า ได้ทำการศึกษาค้นพบเอกสารโบราณที่คาดว่าสูญหายไปแล้ว อาทิ Midrash Rabbah, Life of Moses เขียนโดย Philo, รวมถึงแกะสลักข้อความเขียนโดย Josephus กับ Eusebius ฯ รวบรวมนำมาเติมเต็มส่วนขาดหายในชีวิตของ Moses, แต่ก็มีนักประวัติศาสตร์หลายคนทั้งสมัยนั้นและสมัยนี้ เพราะค้นไม่พบหลักฐานตามคำกล่าวอ้าง จึงสันนิษฐานว่าเป็นเพียงคำโปรโมทหนังของผู้สร้างเท่านั้น

เรื่องราวของหนัง เริ่มต้นในรัชสมัยของ Pharaoh Rameses I แห่ง Egypt [ประมาณปี 1292–1290 B.C.] ได้สั่งประหารเด็กชายแรกเกิดเชื้อสาย Hebrew ตามคำพยากรณ์ที่จะกลายเป็นกษัตริย์ แต่กลับมีทารกน้อยคนหนึ่งรอดมาได้จากการที่แม่ Yoshebel ปล่อยลอยคอทางแม่น้ำไนล์ ได้รับการช่วยเหลือรับเลี้ยงดูโดย Bithaina (รับบทโดย Nina Foch) ตั้งชื่อให้ว่า Moses

มาจนถึงรัชสมัยของ Pharaoh Sethi (รับบทโดย Sir Cedric Hardwicke) [ครองราชย์ 1290–1279 B.C.] มีทายาทสองคนที่กำลังตัดสินใจเลือกให้เป็นผู้สืบบัลลังก์ ประกอบด้วยลูกแท้ๆในไส้ Rameses II (รับบทโดย Yul Brynner) และลูกชายของน้องสาว Moses (รับบทโดย Charlton Heston) โดยผู้ที่ได้เป็นฟาโรห์องค์ต่อไปจะได้แต่งงานกับ Nefretiri (รับบทโดย Anne Baxter) แม้ Sethi จะโปรดปราน Moses มากกว่า แต่เมื่อพื้นหลังข้อเท็จจริงได้รับการเปิดเผย ทำให้ถูกขับไล่ออกจากอิยิปต์ และ Rameses II ได้กลายเป็นรัชทายาทแต่เพียงผู้เดียว

ครั้นรัชสมัยของ Pharaoh Rameses II [ครองราชย์ 1279–1213 B.C.] ชาวทาส Hebrew มีชีวิตอย่างทุกข์ยากลำบาก ทำให้ Moses รับคำของพระเจ้ากลายเป็นพระผู้มาไถ่ เดินทางกลับมาเผชิญหน้ากับ Rameses ร้องขอให้ปลดปล่อยชาว Hebrew เป็นอิสระ แต่เพราะไม่ยินยอมจึงเกิดภัยพิบัติ 10 ประการ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวอิยิปต์ไปทั่วทุกสารทิศ จนในที่สุดต้องยินยอมปลดปล่อย ขับไล่ชาวอิสราเอลให้ออกจากประเทศของตน, กระนั้นด้วยความโศกเศร้าจากการสูญเสียลูกชายคนโต ทำให้ Ramese ตัดสินใจขึ้นราชรถขับออกไล่ล่าติดตาม พร้อมเข่นฆ่าชาว Hebrew ทุกคน ที่ขณะนั้นตั้งค่ายอยู่ริมทะเลแดงไร้หนทางหนี แต่แล้ว Moses ก็ได้แสดงปาฏิหารย์จากพระเจ้า พาทุกคนข้ามฝากฝั่งได้อย่างปลอดภัย

เป้าหมายของชาว Hebrew คือแผ่นดินแห่งพระสัญญา (Land of Promise) แต่เพราะไม่มีใครล่วงรู้ว่าอยู่ตรงไหน Moses จึงต้องขึ้นไปขอคำแนะนำจากพระเจ้าที่ Mount Sinai ได้มาเป็นบัญญัติ 10 ประการ (The Ten Commandments) แต่กว่าจะกลับลงมาใช้เวลา 40 วัน 40 คืน ผู้คนต่างใจร้อนคลุ้มคลั่งจนสูญเสียสิ้นศรัทธา สร้างลูกวัวทองคำ (Golden Calf) ขนานว่า ‘นี่เป็นตัวแทนพระเจ้าของเรา’ เมื่อ Moses ลงมาพบเห็นก็ได้ทำลายแผ่นหินพระบัญญัติ พร้อมสาปแช่งคนที่ไร้ศรัทธาพระเจ้าจมลงสู่ผืนแผ่นดิน ชาวอิสราเอลที่หลงเหลือ หลงทางอยู่ในทะเลทรายกว่า 40 ปี ถึงมาถึงเมือง Canaan ริมแม่น้ำ Jordan แผ่นดินแห่งพระสัญญา

*** ในทางประวัติศาสตร์ เรื่องราวนี้อาจเกิดขึ้นมีจริงหรือเป็นเพียงเรื่องแต่งไม่มีใครให้คำตอบได้ แม้ส่วนใหญ่จะอ้างอิงมาจากหนังสืออพยพที่น่าจะพอเชื่อถือได้ แต่หลักฐานทางฝั่งอิยิปต์ไม่ปรากฎพบแม้แต่น้อย (อาจเพราะถูก Rameses สั่งให้ลบหายไปจากหนังสือทุกเล่ม) อันนี้ก็แล้วแต่วิจารญาณของผู้ชมเองนะครับ ว่าคุณจะ’เชื่อ’หรือเปล่า

Charlton Heston ชื่อเดิม John Charles Carter (1923 – 2008) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Wilmette, Illinois มีความชื่นชอบการแสดงตั้งแต่เด็ก และชอบเล่นกล้อง 16mm เข้าเรียน Winnetka Community Theatre โดดเด่นจนได้รับทุนเข้าศึกษาต่อที่ Northwestern University จบมาเล่นหนัง Hollywood รับบทนำเรื่องแรก Dark City (1950) โชคดีได้พบเจอกับ Cecil B. DeMille เลือกมาแสดงใน The Greatest Show on Earth (1952) เพราะความที่ใบหน้าคล้ายกับรูปปั้น Moses ของ Michelangelo Buonarroti จึงได้รับเลือกให้มาแสดงหนังเรื่องนี้

Heston ตีความ Moses แบ่งออกเป็น 3 ระยะ
– ช่วงที่ยังเป็นรัชทายาท ถือตัวเองเป็นชาวอิยิปต์ผู้ยิ่งใหญ่ทะนงตน แต่ไม่เย่อหยิ่งจองหองอวดดี มีความเฉลียวฉลาด เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารี ไม่แบ่งชนเชื้อชาติพันธุ์ เห็นทุกชีวิตมนุษย์ต่างมีค่าเป็นของตนเอง
– เมื่อรับรู้ว่าต้นกำเนิดของตนแท้จริงเป็นชาว Hebrew มีความผิดหวังเป็นล้นพ้น ลงโทษตัวเองด้วยการทำตัวต่ำต้อย ยินยอมกลายเป็นข้าทาสใช้แรงงาน หมดสิ้นความทะเยอทะยาน ท้อแท้สิ้นหวัง แต่ยังวางตนทัดเทียมเสมอภาคกับชาวอิยิปต์ และเริ่มครุ่นคิดถึงจิตใจผู้อื่น
– หลังจากได้รับสัมผัสจากพระเจ้า ทั้งภายนอกภายในเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น มองตัวเองสูงส่งเหนือกว่าผู้อื่น (เพราะมีพระเจ้าหนุนหลัง) จะถ่อมตนเฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น

ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่การแสดงที่ทำให้ Heston กลายเป็นตำนาน แต่คือภาพลักษณ์โดยเฉพาะตอนที่ตัวละครได้รับสัมผัสจากพระเจ้า ผมต้องขยี้ตาแล้ววนกลับไปดูอีกรอบ หนวดเครา สีหน้า สายตา เปลี่ยนไปราวกับคนละคน และตอนยกมือขึ้นสองข้าง ‘Behold his mighty hand!’ จากนั้น … ถึงคุณไม่เคยเห็นรูปปั้นของ Moses แต่ก็จะรู้สึกได้ว่า ต้องหน้าตาแบบนี้แหละ

แม้บทบาทนี้จะไม่ได้เข้าชิง Oscar แต่ยังได้ลุ้น Golden Globe: Best Actor ทำให้ต่อจากนี้ใครๆมักจดจำ Heston ในภาพลักษณ์ของฮีโร่ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ อาทิ Ben-Hur (1959), El Cid (1961), The Greatest Story Ever Told (1965) รับบท John the Baptist, The Agony and the Ecstasy (1965) รับบท Michelangelo Buonarroti, Julius Caesar (1970) รับบท Mark Anthony ฯ

สำหรับนักแสดงที่รับบททารกน้อย Moses เห็นว่าเป็นลูกแท้ๆของ Heston ที่เพิ่งคลอดได้สามเดือน ถูกผู้กำกับจับมาเข้าฉาก หน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนพ่อนักเชียว

Yul Brynner ชื่อเดิม Yuliy Borisovich Briner (1920 – 1985) นักแสดงสัญชาติ Russian เกิดที่ Vladivostok, Far Eastern Republic (ปัจจุบันคือ Primorsky Krai, Russia) เดินทางสู่อเมริกาปี 1940 เริ่มจากเป็นนักแสดง Broadway เป็นที่รู้จักกับ The King and I (1951) คว้ารางวัล Tony Award: Best Actor ทำให้ได้แสดงภาพยนตร์รับบทเดียวกัน The King and I (1957) คว้ารางวัล Oscar: Best Actor ด้วยภาพลักษณ์เป็นคนที่มี Charisma มาดผู้นำ หล่อเข้มคมคาย จึงมักได้รับบทผู้นำสำคัญในประวัติศาสตร์ อาทิ General Sergei Pavlovich Bounine เรื่อง Anastasia (1956), Solomon เรื่อง Solomon and Sheba (1959), The Magnificent Seven (1960) ฯ

รับบท Rameses II ชายขี้อิจฉาริษยา พยายามทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะ Moses แต่กลับไม่เคยได้รับชัยสักอย่าง (ยกเว้นได้ขึ้นครองบัลลังก์) เมื่อได้ขึ้นเป็นฟาโรห์ก็แสดงความเย่อหยิ่งจองหอง ทะนงตนอวดดี ปกครองประชาชีด้วยความก้าวร้าว เห็นแก่ตัว และใช้ความกลัวสร้างอิทธิพลเหนือทุกสิ่ง

ในประวัติศาสตร์ Rameses II คือมหาราช Ramesses the Great ฟาโรห์องค์ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อียิปต์ ทำศึกสงครามรบทัพจับศึกไม่เคยพ่ายแพ้ แพร่ขยายอิทธิพลไปถึงเมือง Canaan นอกจากนี้ยังสร้างเมืองขนาดใหญ่ Pi-Ramesses และมหาวิหารที่มีรูปสลักแทนพระองค์ Abu Simbel นี่คือสิ่งที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ แต่ในคัมภีร์ไบเบิ้ลจะไม่มีการเอ่ยพระนาม แค่บอกว่าฟาโรห์ผู้เป็นศัตรูของโมเสสเฉยๆเท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบตามศักราชก็จะลงตัวที่ยุคสมัยนี้พอดี แต่ความจริงเป็นยังไงก็คงไม่มีใครสมัยนี้ตอบได้แน่ๆ

นี่เป็นภาพมัมมี่ของ Rameses II ค้นพบแกะออกเมื่อปี 1974 โดยนัก Egyptologists ชื่อ Gaston Maspero ต่อมาได้ส่งไปศึกษา/วิจัย/ชันสูตร ที่ประเทศฝรั่งเศส พระองค์ได้รับ Passport สัญชาติอิยิปต์ อาชีพ ‘King (deceased)’ ปัจจุบันส่งกลับมาจัดแสดงอยู่ที่ Egyptian Museum ณ กรุง Cairo

ตอนที่ Brynner รู้ตัวว่าได้รับบทนี้และต้องเปลือยอกเข้าฉาก รีบยกเวทเล่นกล้ามให้ดูแข็งแรงบึกบึน ไม่ยอมน้อยหน้า Heston นี่ก็ตั้งแต่ขณะเล่นหนัง The King and I (1956) ซึ่งถ้าใครเคยดูเรื่องนั้นมาแล้ว คงจดจำภาพลักษณ์ King Mongkut ที่เนื้อแน่นเป็นพิเศษ และท่าเท้าสะเอวที่ติดมาถึงเรื่องนี้ เป็นภาษากายแสดงความจองหองอวดดี ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ อยากได้อะไรต้องได้

ส่วนตัวรู้สึก Brynner เป็นนักแสดง type-cast มักได้รับบทบาทคล้ายๆซ้ำเดิมที่เหมือน King Mongkut อย่างมาก กับหนังเรื่องนี้ก็แทบไม่ต่าง ถึงภาพลักษณ์ภายนอกจะมีเปลี่ยนนิดหน่อย (ไว้ผมเปียตลกๆ และเปลือยอก) แต่ลักษณะนิสัยของตัวละคร การแสดงออก แทบจะยกเครื่องถอดแบบเก่ามาเลยละ

Anne Baxter (1923 – 1985) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Michigan City, Indiana ตั้งแต่อายุ 5 ขวบมีโอกาสแสดงละครเวทีของโรงเรียน เกิดความชื่นชอบหลงใหล ผลักดันตัวเองให้กลายเป็นนักแสดงอาชีพ เริ่มต้นจากเป็นนักแสดง Broadways กำลังจะโด่งดังจาก The Philadelphia Story (1939) ในบทน้องสาวของตัวละคร Katherine Hepburn แต่สงสัยไก่เห็นตีนงู Hepburn ไม่ชอบเธอเป็นการส่วนตัวจึงขอเปลี่ยนนักแสดง, ตอนอายุ 16 มีโอกาสมาคัดเลือกนักแสดงหนังเรื่อง Rebecca (1941) แต่ผู้กำกับ Alfred Hitchcock มองว่าเธอยังเด็กเกินไป เลยมอบบทให้ Joan Fontaine, ต่อมาได้เซ็นสัญญา 7 ปีกับ 20th Century Fox มีผลงานเรื่องแรก 20 Mule Team (1940) ตามมาด้วย The Magnificent Ambersons (1942), ได้ Oscar: Best Supporting Actress จากหนังเรื่อง The Razor’s Edge (1946) มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดกับ All About Eve (1950) และหนังเรื่องนี้ เดิมเป็นตัวเต็งรับบท Sephora แต่เพราะผู้กำกับมองว่า Andrey Hepburn หน้าอกเล็กเกินไปสำหรับบท Nefretiri ส้มเลยหล่น Baxter โดยปริยาย

รับบท Nefretiri หญิงสาวไม่รู้ต้นกำเนิด แต่ได้รับความรักใคร่เอ็นดูจาก Pharaoh Sethi ผูกหมั้นให้ต้องแต่งงานกับว่าที่ฟาโรห์องค์ต่อไป ในตอนแรกก็รักใคร่ปานจะกลืนกินกับ Moses แม้รับรู้ถึงชาติกำเนิดก็ไม่แสดงความรังเกียจ แต่พอเขาจากไปเธอจึงตกเป็นของ Rameses II มีโอรสชายด้วยกันหนึ่งองค์ แต่เมื่ออดีตคนรักกลับมา เธอจึงพยายามทำทุกวิถีทางให้ได้เขามาครอบครอง

ในประวัติศาสตร์นั้น Nefertari Meritmut (Nefertari แปลว่า ‘beautiful companion’, ส่วน Meritmut แปลว่า ‘Beloved of [the goddess] Mut’) คือภรรยาคนแรก Great Royal Wives ของ Ramesses the Great อภิเสกสมรสก่อนขึ้นครองบัลลังก์ มีโอรสชาย 4 พระองค์ และธิดาอีก 2 พระองค์, Nefertari ถือเป็นราชินีแห่งอิยิปต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นรองเพียง Cleopatra เก่งกาจเรื่องการทูต และงานฝีมือ เป็นผู้ประดับตกแต่ง Valley of the Queen ได้สวยงามยิ่งใหญ่ แทบจะทัดเทียมกับ Abu Simbel

ถ้าคุณจดจำการแสดงของ Baxter ได้จาก All About Eve กับเรื่องนี้ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ยกเว้นทรงผม มีความเริดเชิดหยิ่งยโสโอหัง แรกๆเหมือนจะเป็นคนดี แต่เพราะรักมากจนหลงใหลยึดติด ช่วงท้ายแปรสภาพกลับกลายเป็นนางงูเห่า คิดแว้งกัดอดีตคนรักด้วยความคลั่งแค้น ได้แต่งงานอยู่กินกับ Rameses II ราวกับกิ่งทองใบหยก

สำหรับนักแสดงแย่งซีนที่สุดของหนังคือ Edward G. Robinson ชื่อเดิม Emanuel Goldenberg (1893 – 1973) นักแสดงสัญชาติ Romanian เกิดในครอบครัวชาว Jews ที่ Bucharest แล้วอพยพสู่อเมริกา ปักหลักที่ New York City มีความชื่นชอบสนใจในการแสดงตั้งแต่เด็ก เริ่มต้นจากละครเวที Yiddish Theater District ตามด้วย Broadway เริ่มมีผลงานภาพยนตร์ในยุคหนังพูด ผลงานเด่นอาทิ Little Caesar (1931), Double Indemnity (1944), Key Largo (1948), Soylent Green (1973) ฯ

เกร็ด: Edward G. Robinson เป็นนักแสดงชายยอดนิยมติดอันดับ 24 จาก 25 Greatest Male Stars of Classic American จัดอันดับโดย American Film Institute

รับบท Dathan เป็นคนเชื้อสาย Hebrew แต่ทรยศพวกพ้องของตัวเอง เข้าข้างกับ Rameses II ด้วยการบอกตัวตนแท้จริงของ Moses ทำให้ได้เป็นผู้ว่าการ Governor of Goshen แต่หลังจากเกิดภัยพิบัติ 10 ประการ ถูกขับไล่ออกจากอิยิปต์ ทำให้ต้องลี้ภัยเดินทางไปกับ Moses ซึ่งก็ได้พยายามชักจูงชี้นำให้ผู้คนเห็นต่าง เกิดศรัทธาในลูกวัวทองคำที่ตนสร้างขึ้น ก่อนถูกธรณีสูบในตอนจบ

ทั้งๆที่การแสดงก็ไม่ได้มีอะไรมาก ทำหน้านิ่งๆพูดจากวนๆในจังหวะเหมาะๆ แต่ต้องถือว่าบทส่งตัวละครนี้เหลือเกิน แย่งซีนโดดเด่นได้มาก เห็นว่าในคัมภีร์ไบเบิลถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของเรื่องราวนี้ ตัวอย่างของผู้กระทำความชั่ว ไม่ยึดถือมั่นในศรัทธาต่อพระเจ้า แถมยังพยายามชักจูงคนอื่นให้เห็นผิด สุดท้ายแม้ผืนแผ่นดินก็มิอาจแบกรับคนประเภทนี้ไว้ได้

ถ่ายภาพโดย Loyal Griggs (1906 – 1978) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน ปกติเป็นขาประจำของ George Stevens คว้า Oscar: Best Cinematography เรื่อง Shane (1953) ผลงานเด่นอื่นๆอาทิ Spawn of the North (1938), White Christmas (1954), The Greatest Story Ever Told (1965), In Harm’s Way (1965) ฯ

หนังใช้ฟีล์มระบบ VistaVision ขนาด 35mm (1.85:1) แลปสี Technicolor นี่เป็นเทคโนโลยีที่ Paramount Picture พัฒนาต่อยอดขึ้นมาเอง น่าเสียดายที่ไม่ใช่ CinemaScope ขนาด 70mm (2.35:1) แม้ความอลังการกว้างใหญ่ของภาพจะเทียบไม่ได้ แต่โดดเด่นกว่าเรื่องความละเอียด เห็นภาพระยะไกลคมชัด และมี grained น้อยกว่า, ต้องถือว่านี่คือฟีล์มคุณภาพดีที่สุดขณะนั้น และได้รับการพัฒนาต่อเป็น IMAX และ OMNIMAX ในยุค 70s

เกร็ด: หนังเรื่องแรกที่ใช้ VistaVision คือ White Christmas (1954) กำกับโดย Michael Curtiz

ถึงหนังจะใช้พื้นหลังจากสถานที่จริง ณ ประเทศ Egypt บริเวณ Sinai Peninsula และ Mount Sinai แต่มีเพียงประมาณ 5% เท่านั้นที่ปรากฎในหนัง อย่าง Yul Brynner เห็นว่าเดินทางไปถ่ายทำที่อิยิปต์วันเดียวเท่านั้นแล้วบินกลับเลย (ตอนนั้นอยู่ระหว่างถ่ายทำ The King and I อยู่ด้วย) ฉากที่เหลือถ่ายในสตูดิโอ Hollywood ทั้งหมด ด้วยความมหัศจรรย์ของ Rear Projection และภาพวาด Matte Painting

เนื่องจาก DeMille เคยทำหนังเรื่อง The Crusades (1935) เป็นที่ชื่นชอบของชาวอาหรับอย่างมาก ทำให้ทางการอิยิปต์ยินยอมอนุญาตให้เขาสร้างอะไร ขนาดใหญ่แค่ไหนก็ได้ ใช้เวลาเตรียมงานอยู่เกือบปี ดูจากภาพเอาเองแล้วกันนะครับ เป็นฉากขนาดใหญ่ที่สุดในโลกขณะนั้น ใช้ตัวประกอบกว่า 14,000 คน สรรพสัตว์อีก 15,000 ตัว



Special Effect ของหนัง สร้างโดย John P. Fulton ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ประกอบด้วย พุ่มไม้ที่ลุกโชน (The Burning Bush), เกล็ดหิมะตกจากฟากฟ้า, เทวทูตแห่งความตาย (Angel of Death), เสาเพลิง (Pillar of Fire), เสาเมฆ(Pillar of Cloud), แหวกทะเลแดง และสลักบัญญัติ 10 ประการ

เกร็ด: หนังนำเสนอ ภัยพิบัติ 10 ประการ ไม่ครบนะครับ ขาดไปเยอะเลยละ อาทิ ภัยจากกบ ริ้น เหลือบ ตั๊กแตน ฯ เหตุผลง่ายๆก็คือ ไม่รู้จะนำเสนอถ่ายทำอย่างไรให้มีความสมจริง ถือเป็นข้อจำกัดทาง Special Effect ของยุคสมัยนั้น แต่คุ้นๆว่ามีการเอ่ยถึงอยู่

ไฮไลท์ของหนังคือช็อตแหวกทะเลแดง ได้รับการยกย่องว่า ‘Greatest Special Effect of All Time’ เกิดจากการซ้อนภาพหลายๆชั้น ประกอบด้วย
– นักแสดงยืนอยู่ริมฝั่ง ถ่ายทำที่ Paramount Studios
– แทงค์น้ำขนาดใหญ่ ทำเขื่อนกั้นสองด้านรูปตัว U (U-shapes) บรรจุน้ำ 360,000 แกลลอน ปล่อยทะลักลงมาจนเห็นเป็นน้ำตก แล้วใช้การ Reverse Shot ทำให้เห็นเหมือนทะเลแหวกออกสองฝั่ง
– ท้องฟ้า ใช้ควันบุหรี่สีขาวพ่นใส่ cloud tank แล้วนำไปใส่สีให้มีความสมจริงเหมือนก้อนเมฆ
– ระหว่างเดินข้าม สองฝากฝั่งกำแพงน้ำ ใช้การตั้งกล้อง 90 องศา ถ่ายภาพน้ำที่ไหลตกจากเขื่อน

อ่านไม่รู้เรื่องไปดูคลิปแล้วกันนะครับ

ตัดต่อโดย Anne Bauchens ขาประจำของ DeMille มาตลอด 40 ปี ด้วยความยาว 220 นาที (รวม intermission) ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Moses ตั้งแต่ทารก ข้ามวัยเด็กไปเป็นผู้ใหญ่เลย

หนังไม่มีความรีบร้อนใดๆในการดำเนินเรื่อง ค่อยๆสร้างเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก และการแสดงออกของตัวละคร เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจเหตุผลที่มาที่ไปอย่างชัดเจน โดยไม่อ้างอิงกับเวลา มีการกระโดดข้าม Time Skip หลายครั้งในหนังทีเดียว (แบบโดยไม่รู้ตัวเท่าไหร่)

ช่วงการตัดต่อที่ผมประทับใจสุดของหนัง คือก่อนเริ่มต้นอพยพ จะมีการเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ภาพของผู้คนชาว Hebrew กับเรื่องวุ่นๆมากมาย เรื่องราวที่ก็ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรต่อหนัง แต่เพื่อสร้างบรรยากาศของการเตรียมตัว มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ไม่ใช่อยู่ดีๆทุกคนจะพร้อมเริ่มเดินทางได้ทันทีเลย (นี่ทำให้นักแสดงตัวประกอบมากมายทั้งหลาย มีบทเล็กๆ ที่สามารถเห็นหน้าตัวเองในหนังด้วยนะครับ)

ในตอนแรก DeMille มีความต้องการให้ Victor Young ขาประจำของตนมาทำเพลงให้ แต่เพราะเจ้าตัวป่วยหนักใกล้ตาย เลยกลายเป็นโอกาสของ Elmer Bernstein ที่เพิ่งสร้างชื่อให้กับตัวเองเรื่อง The Man with the Golden Arm (1955)

เกร็ด: Victor Young เสียชีวิตจากเลือดออกในสมองเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1956 ไม่รู้เพราะเครียดโหมงานหนักไปรึเปล่า อายุเพียง 56 ปีเท่านั้น

บทเพลงมีความยิ่งใหญ่ ทรงพลังอลังการ จัดเต็มด้วย Soundtrack ความยาวกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง ใช้ Orchestra เต็มวง นักดนตรีหลักร้อย พร้อมเครื่องดนตรีไม่คุ้นชื่อนักในสมัยนั้น อาทิ Shofar, Tiple และ Theremin

ในสไตล์เพลง Romantic มีการใช้ Leitmotifs หรือ Character Song สำหรับพระเจ้า, Moses, Rameses, Nefretiri ฯ ให้สัมผัสกลิ่นอายของ Egypt ชวนให้ขนลุกขนพองในหลายๆฉาก กลายเป็นสไตล์ลายเซ็นต์ของ Bernstein เมื่อทำเพลงให้กับหนัง Epic โดยปริยาย

บทเพลงที่หลายคนคงคุ้นหูมากสุดของหนัง ดังขึ้นในช่วง The Exodus Scene เริ่มต้นขณะอพยพ

“I want something like ‘Onward Christian Soldiers'”.

– คำขอของ DeMille ต่อ Bernstein

ทำนองมีลักษณะคล้ายบทเพลง March ขณะกรีธาทัพ/เดินสวนสนาม เพื่อการปลุกใจผู้คน ให้เริ่มต้นก้าวเท้าออกเดินด้วยความหวังเต็มเปี่ยม สู่อนาคตที่แม้จะไม่รู้ว่าคืออะไรแต่ย่อมดีกว่าปัจจุบัน

เรื่องราวของ Moses ในหนังเรื่องนี้ ถือได้ว่าพลิกโฉมแนวคิด ทัศนคติ ความเชื่อ จากที่เคยเป็นเพียงผู้เผยพระวจนะในคัมภีร์ไบเบิล ชาวคริสต์ต่างเคารพเทิดทูนศรัทธาไว้ในใจราวกับสมมติเทพจับต้องไม่ได้ เมื่อกลายมาเป็นตัวละครในภาพยนตร์ มีรูปลักษณ์ตัวตน เรื่องราวชีวิตที่จับต้องได้ ทำให้เห็นเหมือนมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่ง มีเลือดเนื้อจิตใจ ใครๆก็สามารถรับรู้เข้าถึงได้

นี่ถือว่าแตกต่างจาก The Ten Commandments (1923) ต้นฉบับของ DeMille พอสมควร เรื่องนั้นยังคงภาพของ Moses เป็นตัวแทนของพระเจ้า เน้นแค่นำเอาบัญญัติ 10 ประการ มาต่อยอดเรื่องราว ปรับแนวคิดให้เข้ากับยุคสมัยเท่านั้น

ใจความสำคัญของหนังเรื่องนี้ว่าไปแทบจะไม่ได้เกี่ยวกับบัญญัติ 10 ประการแม้แต่น้อย ปรากฎมาช่วงท้ายเพื่อเติมเต็มเรื่องราวของหนังให้สมบูรณ์ตามชื่อเท่านั้น, เรื่องราวหลักๆ เป็นการนำเสนอชีวประวัติบุคคลสำคัญโลกชื่อ Moses ในสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ พบเจอในชีวิต จากมนุษย์คนธรรมดาหนึ่ง กลายมาเป็นผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า ได้รับพลังสามารถกระทำสิ่งอันยิ่งใหญ่ นำพาชาว Hebrew ที่มีชีวิตเยี่ยงทาส ถูกกดขี่ทรมานข่มเหงราวกับสัตว์ สู่ความเสมอภาคกลายเป็นอิสระ และออกเดินสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญา

มองในมุมของ Rameses II เป็นความน่าเห็นใจเล็กๆอยู่เหมือน ตัวเองเป็นลูกฟาโรห์แท้ๆ แต่พ่อกลับมีใจให้ Moses มากกว่า ทำให้ความริษยาครอบงำบดบังทุกสิ่ง แม้ปากจะบอกรักกันเหมือนพี่น้อง แต่จิตใจหาเป็นเช่นนั้นไม่, ถ้าในประวัติศาสตร์เป็นเช่นนี้จริงไม่น่ามีทางที่ Rameses จะได้รับการยกย่องว่าเป็น Great King แน่ๆนะครับ

Cecil B. DeMille เป็นชาว Jews ที่ใครๆคงคิดว่ามีจิตศรัทธาในพระเจ้าอย่างแรงกล้า กำกับภาพยนตร์แนวนี้มาก็หลายเรื่อง แต่ผมกลับคิดว่าเขาสร้าง Biblical Epic เพื่อเป็นการไถ่โทษตนเองมากกว่า, อย่างหนึ่งที่ได้ยินมาคือ DeMille มี Mistress ในชีวิตอย่างน้อย 3 คน คือนอกใจเมีย ผิดบัญญัติ 10 ประการข้อ ‘ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขา’ กับคนทำตัวแบบนี้ แต่กลับทำหนังเรื่องนี้ มันก็มีคนแค่ลักษณะเดียวเท่านั้นแหละครับ

ด้วยทุนสร้างทำสถิติใหม่สมัยนั้น $13.2 ล้านเหรียญ [ถูกแซงโดย Ben-Hur (1959) ที่ $15.9 ล้านเหรียญ] ทำเงินในอเมริกาตอนออกฉายครั้งแรก $65.5 ล้านเหรียญ (เทียบค่าเงินปี 2017 = $1,169.83 ล้านเหรียญ) สูงติดอันดับ 6 [อ้างอิงจาก Boxofficemojo.com] ขณะที่รวมทั่วโลก $122.7 ล้านเหรียญ (เทียบค่าเงินปี 2014 = $2,187 ล้านเหรียญ) สูงติดอันดับ 7 [อ้างอิงจาก Guinness World Records]

เข้าชิง Oscar 7 สาขา คว้ามา 1 รางวัล
– Best Picture (พ่ายให้กับ Around the World in 80 Days)
– Best Cinematography, Color
– Best Art Direction-Set Decoration, Color
– Best Costume Design, Color
– Best Sound, Recording
– Best Film Editing
– Best Effects, Special Effects ** คว้ารางวัล

น่าแปลกใจที่สาขา Best Director ของผู้กำกับ Cecil B. DeMille พลาดไปไม่ได้เข้าชิง อย่างค่อนข้างน่ากังขาทีเดียว

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ เคยรับชมมาหลายรอบแล้วแต่ก็ยังตื่นตระการตาตรึงใจกับฉากแหวกทะเลแดงที่สุดแล้ว เทียบก็เหมือนแข่งราชรถของ Ben-Hur (1959) ที่หนังทั้งเรื่องแทบไม่ต้องทนดูอะไรอย่างอื่น แค่ฉากไฮไลท์เดียวมีความยิ่งใหญ่อลังการ สมค่าการรอคอยที่สุด

แนะนำกับชาวคริสต์ทั้งหลายที่สนใจ Biblical Film ผู้ชื่นชอบหนังประวัติศาสตร์อิยิปต์สุด Epic มี Special Effect สุดอลังการแบบคลาสสิก, แฟนๆผู้กำกับ Cecil B. DeMille และคลั่งไคล้นักแสดง Charlton Heston, Yul Brynner, Anne Baxter และ Edward G. Robinson ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับความรุนแรง และพฤติกรรมความชั่วร้ายของตัวละคร

TAGLINE | “The Ten Commandments ฉบับปี 1956 ของผู้กำกับ Cecil B. DeMille ได้ทำให้ Charlton Heston กลายเป็น Moses แหวกทะเลแดงสู่ความรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of