The Texas Chain Saw Massacre (1974)

The Texas Chain Saw Massacre

The Texas Chain Saw Massacre (1974) hollywood : Tobe Hooper ♥♥♥

ความรุนแรงบ้าคลั่งระดับหลุดโลกที่ปรากฎอยู่ในหนังเรื่องนี้ มันเป็นสิ่งที่คุณเห็นกับตา หรือครุ่นคิดไปเองว่าเห็น, จะบอกว่า The Texas Chain Saw Massacre ต้นฉบับภาคแรกสุดของผู้กำกับ Tobe Hooper มันอาร์ทระดับสมบูรณ์แบบเสียยิ่งกว่า Psycho (1960) อีกนะ

คือต้องถือว่า Tobe Hooper รับอิทธิพลจาก Psycho (1960) ของผู้กำกับ Alfred Hitchcock มาเต็มๆเลยละ ทฤษฏีที่เรียกว่า ‘Subliminal Images’ งานภาพเตรียมบรรยากาศความน่าสะพรึง หลอนระทึกไว้พร้อม ตัวละครแสดงการกระทำบางอย่างออกมา ผู้ชมจะไม่เห็นตรงๆว่าเขาทำอะไร แต่จิตใต้สำนึก/สันชาตญาณจะจินตนาการคิดไปเอง ว่ามีบางสิ่งอย่างนั้นกำลังเกิดขึ้น

The Texas Chain Saw Massacre ตอนออกฉายได้รับเสียงวิจารณ์ก้ำกึ่ง ส่วนใหญ่จะวิพากย์ความรุนแรงอันไร้ต้นสายปลายเหตุ ไม่มีจุดเริ่มต้นที่มาที่ไป และเหตุผลของความบ้าคลั่ง แต่สามารถเรียกได้ว่าเป็น pure-Horror หนังที่สร้างอารมณ์สะพรึงกลัว สยองขวัญสั่นประสาท ขนลุกขนพองให้กับผู้ชมเพียงอย่างเดียว แทบจะหาสาระประโยชน์อื่นใดไม่ได้, แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป เมื่อนักวิเคราะห์/วิจารณ์ ได้ทำการศึกษาวิธีการ เรียนรู้ค้นพบเทคนิคการเล่าเรื่องที่มีความเฉลียวฉลาด เล่นแง่ มาเหนือเมฆ ทำให้ค่อยๆได้รับการยกย่องชื่นชมเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา จนปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในหนังแนว Horror ระดับ Masterpiece สร้างอิทธิพลแรงบันดาลใจให้กับผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ โดยเฉพาะกับ Nicolas Winding Refn ผู้กำกับสัญชาติ Danish ที่มีผลงานอย่าง Drive (2011), Only God Forgives (2013), The Neon Demon (2016) ฯ นี่คือหนังเรื่องโปรดของเขาเลยละ

“When I was 14 I saw The Texas Chain Saw Massacre… I saw that film was an art form, meaning that I saw subliminal images. That’s when I realized the power of art: it’s not what you see, it’s what you think you see… That’s when it penetrates an audience. That’s when it goes deep. On the surface you watch like a brain, [and] you understand. But with subliminal images, or the thought of subliminal images, [that’s] when it has penetrated and the art has taken over your body.”

– Nicolas Winding Refn

William Tobe Hooper (1943 – 2017) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Austin, Texas ครอบครัวเป็นเจ้าของกิจการโรงภาพยนตร์ที่ San Angelo ทำให้ตัวเขามีความสนใจ จับกล้อง 8 mm เล่นถ่ายภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเข้าเรียนที่ University of Texas at Austin สาขา Radio-Television-Film และเรียนการแสดงที่ Dallas ภายใต้อาจารย์ Baruch Lumet, หลังเรียนจบทำงานเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย ควบคู่กับเป็นตากล้องถ่ายทำสารคดี มีผลงานภาพยนตร์ทุนสร้างต่ำ Eggshells (1969), The Song Is Love (1969)

จุดเริ่มต้นของ The Texas Chain Saw Massacre มาจากความสนใจข่าวฆาตกรต่อเนื่อง Ed Gein เจ้าของฉายา The Butcher of Plainfield ที่ถูกจับได้เมื่อปี 1957 หลังจากทำการฆ่าหญิงสาวหลายคน แล้วทำการขุดศพขึ้นมาจากสุสาน เก็บกระดูก ผิวหนัง เส้นผมของเธอไว้เป็นรางวัลความสำเร็จ (Trophy)

เนื่องจากในหนังจะไม่มีการนำเสนอที่มาที่ไปของตัวละคร/เรื่องราว ผมจะขอเล่าพื้นหลังของ Ed Gein ให้ไว้เป็นข้อสังเกตแล้วกัน,

Edward Theodore Gein (1906 – 1984) เกิดที่ La Crosse County, Wisconsin มีพี่ชายอีกคนชื่อ Henry George Gein พ่อเป็นคนขี้เมาพึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้ เคยเป็นเจ้าของร้านขายของชำ แต่พอกินเหล้าไร้สติกลับขายกิจการทิ้ง แล้วซื้อบ้านที่เป็นฟาร์มอยู่ห่างไกลผู้คนในเขต Plainfield, Waushara County ส่วนแม่ด้วยความเหม็นขี้หน้ารังเกียจทนสามีไม่ได้ ทำให้กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย เสี้ยมสอนปิดกั้นลูกๆทั้งสองไม่ให้คบพบเจอเพื่อนใหม่ ปลูกฝังแนวคิดการดื่มสุราเป็นสิ่งชั่วร้าย ผู้หญิงทั้งหลายคือโสเภณีปีศาจเชื้อโรค ทุกวันจะอ่านคัมภีร์ไบเบิ้ล เลือกบทที่เกี่ยวกับการตาย ฆาตกรรม และการลงโทษของพระเจ้า

จากพื้นหลังประมาณนี้คงไม่แปลกอะไรถ้าโตขึ้น Ed Gein จะกลายเป็นผู้มีปัญหาทางจิต อ้างว้างโดดเดี่ยวเพราะไม่มีเพื่อน/คนรัก โดยเฉพาะเมื่อพ่อ-แม่ เสียชีวิตจากไป และพี่ชายหัวใจล้มเหลว เลยเกิดความเข้าใจผิดต่อโลกเมื่อต้องอาศัยใช้ชีวิตเอาตัวรอดเพียงลำพัง, จะว่าเบื้องหลังแท้จริงที่ทำให้เกิดชายชื่อ Ed Gein มาจากผลกระทบของสภาพสังคม วิถีชีวิตของชาวอเมริกา ช่วงทศวรรษนั้นไปเสือกจุ้นวุ่นวายกับชาวโลก ไม่หันกลับมาดูพัฒนาประเทศตัวเอง ทิ้งขว้างประชาชนให้เกิดความเน่าเฟะขึ้นภายใน

ความตั้งใจของ Hooper ร่วมกับ Kim Henkel พัฒนาบทภาพยนตร์ที่นำพาให้ผู้ชมเกิดความหลงเชื่อ ‘film you are about to see is true’ จริงๆแทบทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องแต่ง เพื่อให้สอดคล้อง เกิดความรู้สึกคล้ายๆกับการที่รัฐบาลของอเมริกา โกหก โป้ปดต่อประชาชนในเรื่อง สงครามเย็น, วิกฤตการน้ำมัน, สงครามเวียดนาม ฯ ภาพข่าวทั้งหลายที่นำเสนอในโทรทัศน์เต็มไปด้วยความรุนแรงโหดร้าย แต่ไฉนผู้คนกลับไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ เจ็บปวดสั่นสะท้อน ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

“man was the real monster here, just wearing a different face, so I put a literal mask on the monster in my film”.

เรื่องราวของหนังประกอบด้วยกลุ่มเพื่อน 5 คน เป็นชาย 3 หญิง 2 (เป็นคู่รักสองคู่ และไอ้อ้วนพิการเดินไม่ได้) ออกเดินทางเพื่อไปค้างแรมยังบ้านร้างหลังหนึ่ง อดีตเคยเป็นของปู่ทวด Sally Hardesty (รับบทโดย Marilyn Burns) แต่เมื่อไปถึงได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเพื่อนๆทะยอยหายตัวไปทีละคนสองคน จนกระทั้งเหลือเธอเป็นคนสุดท้ายที่ได้พบกับ Leatherface ฆาตกรต่อเนื่องสวมหน้ากากหนัง วิ่งไล่ถือ Chain saw (เลื่อยไฟฟ้า) กวดตามหลังมาติดๆ

ด้วยความเป็นหนังทุนสร้างต่ำมากๆ ใช้นักแสดงหลักๆเพียง 5+3 คน ผู้กำกับจึงเลือกคนที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ค่าตัวไม่แพงนัก หมดไปเยอะกับค่าเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ประกอบฉากและ Special Effect มากมาย

Marilyn Burns (1949 – 2014) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Erie, Pennsylvania เติบโตขึ้นที่ Houston, Texas มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกเป็นตัวประกอบ Brewster McCloud (1970) ได้รับบทนำครั้งแรกก็จาก The Texas Chain Saw Massacre (1974)

สำหรับบทบาท Sally Hardesty ต้องขอชื่นชมในเสียงกรีดร้องอันบ้าคลั่งแก้วหูแทบแตก ที่ทำให้ผมต้องลดเสียงลำโพงลงเพราะเกรงใจห้องข้างๆ (ดีนะไม่มีใครมาเคาะห้อง) ราวกับหมู/ไก่ ขณะกำลังจะถูกเชือด ดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอดไม่อยากถูกฆ่า เห็นแบบนี้ทำเอาผมไม่อยากกินเนื้อสัตว์ไปเลยหลายวัน

หลังจากหนังเรื่องนี้ ว่ากันตามตรงแทบไม่มีใครอยากเลือก Burns ให้มาแสดงในหนังเท่าไหร่ เพราะติดภาพลักษณ์ผู้รอดชีวิตจากความตายอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งอีกบทบาทเด่นของเธอเป็น miniseries เรื่อง Helter Skelter (1976) ดัดแปลงจากเรื่องจริงของ Charles Manson และครอบครัวที่ได้วางแผนฆาตกรรมหมู่ Sharon Tate ตัวเธอรับบท Linda Kasabian ที่แปรพักตร์แล้วให้การขัดแย้งกับครอบครัว

สำหรับ Leatherface รับบทโดย Gunnar Milton Hansen (1947 – 2015) นักเขียนแสดงสัญชาติ Icelandic เกิดที่ Reykjavík, Iceland อพยพมาอยู่อเมริกาเมื่อตอน 5 ขวบ อาศัยอยู่ที่ Austin, Texas โตขึ้นเข้าเรียน University of Texas at Austin สาขาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ หลังจากเรียนจบได้ยินข่าวหนังเรื่องหนึ่งถ่ายทำแถวๆบ้าน จึงลองไปเสี่ยงดูทำให้ได้รับเลือก แต่พออ่านบทก็ปฏิเสธเพราะความรุนแรง แต่เพราะได้รับการโน้มน้าวจาก Marily Burns ที่เป็นเพื่อนกันมาก่อน จึงตัดสินใจลองเสี่ยงด้วยกัน

หน้ากาก Leatherface อ้างว่าทำมาจากหนังของมนุษย์ เหตุผลที่ต้องสวม ผู้กำกับอ้างว่าเพื่อแสดงถึงบุคลิกนิสัยของตัวละคร แต่ Hansen กลับบอกว่า เป็นการแสดงออกสีหน้าของตัวละคร ให้มีความน่ากลัว หลอกหลอนขึ้นมากกว่า (เพราะใบหน้าจริงๆของ Leatherface ด้วยฟันปลอมที่ทำให้พูดไม่ได้ ตัวละครคงไม่มีความน่าสะพรึงกลัวเสียเท่าไหร่)

แซว: จริงๆแล้ว Hansen วิ่งเร็วกว่า Burns มากๆ แต่เพื่อทำให้เหมือนดูวิ่งช้ากว่า จึงจำเป็นวิ่งวนไปมา ย่ำอยู่กับที่ กวัดแกว่งเลื่อยไฟฟ้า (จริงๆทำท่านี้เพื่อประชดผู้กำกับ Hooper ที่ไม่ค่อยเอาใจใส่ทีมงานนักแสดงของเขาเสียเท่าไหร่)

ถ่ายภาพโดย Daniel Pearl เห็นว่าตอนถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่ University of Texas at Austin พบเจอกับ Hooper ในห้องแลปล้างฟีล์ม (ไม่แน่ใจเป็นศิษย์อาจารย์กันหรือเปล่า) หลังจากได้รู้จักกัน ชักชวนมาถ่ายทำหนังเรื่องนี้ด้วยเหตุผลว่า ‘It’s really important that I have a Texan shoot this film.’, หลังเรียนจบ Pearl เน้นทำงานเป็นตากล้อง Music Video รับถ่ายภาพยนตร์ประปราย มักกับหนังแนว Horror อาทิ The Texas Chainsaw Massacre (2003) [ฉบับ Remake], Aliens vs. Predator: Requiem (2007), Friday the 13th (2009)

เทคนิคของงานภาพที่โดดเด่นมากๆของหนังมีด้วยกันสองอย่าง
1) คือการค่อยๆ Zoom เข้าสู่วัตถุสิ่งของ/ตัวละคร ฯ นี่เพื่อให้ผู้ชมเกิดการโฟกัส ให้ความสนใจจุดสังเกตที่หนังนำเสนอ อาทิ เลื่อยไฟฟ้า, กระดูกสัตว์, รอยเลือดข้างรถตู้, สีหน้า/ดวงตาของตัวละคร ฯ เพราะมันกำลังมีอะไรบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นโดยสิ่งนั้น

คาดเดา: สัญลักษณ์รอยเลือดข้างรถตู้ ผมว่ามันคล้ายส่วนหัวและจงอยไก่ที่ถูกเชือด (รอยเลือดไหลเป็นทาง)

2) การค่อยๆเคลื่อนกล้อง รวมถึงช็อตติดตาม (Tracking Shot) นี่คือการสร้างบรรยากาศให้กับหนังล้วนๆ เกิดความลึกลับ พิศวงสงสัย สะพรึงกลัว ฯ โดดเด่นมากกับฉากที่ Pam ร้องเรียกหาแฟนหนุ่ม Kirk กล้องถ่ายภาพมุมเงยมองเห็นบ้านทั้งหลาย แล้วติดตามเลื่อนลอดเก้าอี้ขณะเดินเข้าไป (มุมเงยคือมุมที่ Lillian Gish เรียกว่า Devil’s Eye)

สังเกตว่าตัวละครผู้ชายจะถูกฆ่าเร็วมากๆ แบบไม่ทันตั้งตัวด้วย ส่วนหญิงสาวทั้งสองจะไม่มีความรีบเร่ง ปล่อให้วิ่งหนีวิ่งไล่ พอจับได้แล้วก็ลีลาพูดคุยหยอกเล่น ทรมานเหยี่อ (คือถ้าเป็นผู้ชาย มักจะไม่แค่วิ่งหนีแต่มักหาทางต่อสู้กลับด้วย ผิดกับผู้หญิงที่มักคิดว่าตัวเองสู้พลังฆาตกรไม่ได้แน่ ทางรอดสถานเดียวคือหนีเอาตัวรอดหาคนช่วย แบบไม่สนใจอะไรทั้งนั้น)

การฆาตกรรมของคู่แรก หญิงสาว Pam (รับบทโดย Teri McMinn) หลังจากพยายามวิ่งหนีถูก Leatherface ยกขึ้นจับห้อยกับที่แขวนเนื้อสัตว์ (meat hook) ก็ไม่รู้หรอกว่าทำได้อย่างไร เพราะเราจะไม่เห็นภาพด้านหลัง [นี่เป็นการเปรียบเทียบสะท้อนว่า มนุษย์ไม่ต่างอะไรจากสัตว์] ขณะเดียวกันแฟนหนุ่ม Kirk (รับบทโดย William Vail) ที่ถูกทุบหัวเสียชีวิตไปก่อนหน้า เราจะเห็นว่า Leatherface ยกถังมาวางไว้ กำลังจะทำอะไรสักอย่าง … ลองสังเกตฉากนี้ให้ดีๆว่าตัวละครกำลังทำอะไร แล้วเราเห็นภาพขณะทำหรือเปล่า มีเลือดหยดไหม? คือเพราะมันมีช็อตก่อนหน้าที่มีการเชือดคอไก่ให้เห็น ผู้ชมส่วนใหญ่จะหลงคิดจินตนาการตามไปว่า นี่เป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวละคร ก็ใช่มันคงเกิดขึ้นแบบนั้น แต่ความเข้าใจนี้เกิดจากสมองของเราประมวลผล ไม่ใช่จากภาพที่มองเห็น

เช่นกันกับการตายของ Franklin (รับบทโดย Paul A. Partain) เราจะเห็นภาพจากด้านหลังรถเข็น Leatherface ทำการยกสะบัดกวัดแกว่ง Chain saw ไปมา แต่จะไม่มีภาพขณะที่ชายพิการถูกเลื่อยไฟฟ้าสัมผัสโดนตัวเลือดพุ่งกระฉูดแม้แต่น้อย เป็นความคิดจินตนาการเข้าใจของเราไปเองล้วนๆ, แต่มันก็มีช็อตหนึ่งช่วงท้าย Leatherface ล้มลงทำให้เกิดอุบัติเหตุเลื่อยไฟฟ้าถูกขาตนเอง เอาน่า ถือเป็นการแถมๆให้ผู้ชมเห็นภาพโหดๆสยองๆในไคลน์แม็กซ์เสียหน่อย จะได้หลงผิดคิดเข้าใจว่าเป็นแบบนี้ตลอดทั้งเรื่อง

เกร็ด: Hooper มีความตั้งใจให้หนังเรื่องนี้ได้เรต PG ถึงขนาดสอบถามกับ MPAA ว่าต้องทำอย่างไร ซึ่งผู้กำกับพยายามหลีกเลี่ยงการนำเสนอภาพความรุนแรง แทบไม่เห็นเลือดสาดกระเซ็น หรือการฆ่าแบบถูกเนื้อถูกตัว … กระนั้นไร้ภาพรุนแรงแต่ก็ยังเต็มไปด้วยความรุนแรง มันก็ตลกเกินไปแล้วละถ้าหนังได้เรต PG

ตัดต่อโดย Larry Carroll, Sallye Richardson หนังไม่ได้ใช้มุมมองของตัวละครใดเป็นพิเศษ แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 องก์
– องก์ที่ 1 แนะนำตัวละคร พูดคุยเรื่อยเปื่อยไร้สาระ เกี่ยวกับการฆ่าสัตว์, ความรุนแรง, โชคดวงชะตา
– องก์ที่ 2 ฆ่ากันให้ตายๆไปให้หมด
– องก์ที่ 3 คนสุดท้ายที่ยังรอดชีวิต จะถูกนำไปทรมาน เปิดเผยแนะนำฝั่งผู้ร้าย และการหนีไคลน์แม็กซ์จะสำเร็จหรือไม่

ลีลาการตัดต่อถือว่าเป็นไฮไลท์ของหนัง ค่อยๆสร้างสัมผัสของความน่าสะพรึงกลัว กระวนกระวาย ลุ้นระทึก ฉงนสงสัย, หนังจงใจหลีกเลี่ยงการนำเสนอให้เห็นว่า Leatherface ทำอะไรกับเหยื่อทั้งหลาย มักจะตัดข้ามไม่นำเสนอพูดถึงแม้แต่น้อย ปล่อยให้เป็นหน้าที่จินตนาการของผู้ชมในการครุ่นคิดเอาเองว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น

ฉากที่ Sally ถูกจับมัดกับเก้าอี้ส่งเสียงกรีดร้องลั่นสุดเสียง มีการตัดสลับ Montage ระหว่างภาพ Close-Up ไปที่ใบหน้า ดวงตา การดิ้นรนของหญิงสาว สลับกับการหัวเราะเยาะเย้ย ท่าทางล้อเลี่ยนของฝั่งฆาตกร, ส่วนตัวรู้สึกรำคาญขยะแขยงกับฉากนี้นะ (นี่เป็นฉากที่ผมต้องลดลำโพงลงเยอะเลยละ) แต่ความทรงพลังที่ออกมา มันสั่นสะท้านบาดลึก เจ็บเข้าไปในทรวงหัวใจของผู้ชม,

เพลงประกอบโดย Wayne Bell กว่าจะเริ่มได้ยินก็เมื่อเหยื่อรายแรกถูกสังหาร แต่เห็นว่าไม่ได้มาจากเครื่องดนตรีใดๆทั้งนั้น (นำมาจากเสียงในโรงฆ่าสัตว์ หมู/ไก่ ถูกเชือด หรือเครื่องจักรกลไก ฯ) ให้สัมผัสสั่นสะท้าน ขนหัวลุกพอง สร้างบรรยากาศให้เกิดความสะพรึงกลัว สั่นประสาทยิ่งๆขึ้นไปอีก

เปลือกนอกของหนังเรื่องนี้ นำเสนอเหตุการณ์ Random อะไรก็ไม่รู้ที่มีแนวโน้มอาจเกิดขึ้นได้ กับคนธรรมดาสามัญ วัยรุ่นหนุ่มสาวทั่วไป ไม่เคยคิดว่าจะเกิดกลับพบเจอ นี่ก็เหมือนกับชีวิตที่ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นไปในรูปแบบไหน แต่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องของโชคชะตาล้วนๆ ไม่มีเข้าใครออกใคร

สิ่งที่น่าสนใจและทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นตำนาน ไม่ใช่แค่ความ Horror หลอกหลอน สั่นสะท้าน ตราติดตรึงใจผู้ชมเท่านั้น แต่ยังคือนัยยะที่แอบแฝง สะท้อนถึงอเมริกันชนได้อย่างลึกซึ้งถึงกึ๋น

การฆาตกรรม (Murder) หรือ Cannibalism (การกินเนื้อพวกเดียวกันเอง) สะท้อนถึงค่านิยมทางสังคมของชาวอเมริกันทุกยุคทุกสมัย นี่ไม่ได้แปลว่าพวกเขากินกันเองนะครับ แต่คือการเหยียบย่ำซ้ำเติมดูถูก โดยเฉพาะกับคนที่ไร้ประสิทธิภาพ หรือไม่ได้เป็นพวกเดียวกันเองกับตน (คนละสีผิว/เชื้อชาติ/ศาสนา จะไม่ได้รับการยินยอมรับให้เข้าพวก) ถึงปากจะอ้างว่าคือดินแดนแห่งเสรีชน แต่ไฉนกลับเป็นผู้ก่อให้เกิดสงครามเย็น, สงครามเวียดนาม, ความขัดแย้งกับคนผิวสี ฯ

เมื่อปี 1972 เกิดเหตุการณ์ Watergate Scandal (คดีวอเตอร์เกต) เหตุอื้อฉาวทางการเมืองของอเมริกา สืบเนื่องมาจากเกิดเหตุลักลอบโจรกรรมสำนักงานใหญ่ของพรรคเดโมแครต ณ อาคาร Watergate Complex ในกรุง Washington D.C. เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 1972 ในขณะที่คณะทำงานของประธานาธิบดี Richard Nixon พยายามปกปิดหลักฐานถึงการข้องเกี่ยวในเหตุโจรกรรมดังกล่าว เพราะมีเอกสารสำคัญหลายอย่าง, เทปลับบันทึกการสนทนา ฯ แต่ในที่สุดเรื่องอื้อฉาวก็ได้รับการเปิดเผย นำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรกครั้งเดียวในประวัติศาสตร์อเมริกัน, เหตุการณ์นี้ยังนำไปสู่การฟ้องร้อง ไต่สวน ลงโทษ และจำคุกบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง 43 คน รวมไปถึงคณะทำงานระดับสูงของรัฐบาล Nixon อีกหลายสิบคน

ที่ผมยกเหตุการณ์นี้ขึ้นมา เพราะหนังมีการนำเสนอแบบ misdirection ความพยายามทำให้ผู้ชมเข้าใจผิด บิดเบือนความจริง นี่คือสิ่งที่อเมริกาเป็นอยู่ในทศวรรษนั้น และ Watergate Scandal ได้ทำให้ประชาชนฉุกคิดตระหนักขึ้นมาได้ว่า สิ่งที่พวกเขารับรู้จากรัฐบาล/สื่อต่างๆ หาได้มีความถูกต้องเป็นจริงเสมอไป นี่ทำให้เกิดความหวาดหวั่นวิตกกลัว คาดคิดไม่ถึงมาก่อน เสียงกรีดร้องที่ได้ยินในหนัง มันไม่ใช่แค่จากตัวละคร แต่รวมถึงเสียงของประชาชนที่เริ่มเข้าใจเบื้องหลังแท้จริงของประเทศตนเอง หาได้โลกสวยงามสดใสดั่งที่คิดเพ้อฝันไว้แม้แต่น้อย

ปั๊มน้ำมันเก่าๆ, สุสาน, บ้านร้าง ผุพัง, ลำธารไม่มีน้ำไหล, ห่างไกลไฟฟ้า ฯ เหล่านี้คือสิ่งสัญลักษณ์แสดงถึงจุดสิ้นสุด ปลายทาง ความสิ้นหวัง Wasteland, Apocalyptic Landscape นัยยะถึงชาติอเมริกัน

ตัวละคร Leatherface และครอบครัว ถูกมองว่าเป็นเหยื่อของ Industrial Capitalism การเข้ามาของโลกอุตสาหกรรม, สังเกตจากการพูดถึงโรงฆ่าสัตว์ (Slaughterhouse) สมัยก่อนมนุษย์ต้องเป็นผู้ลงมือฆ่าสัตว์ด้วยตัวเองทั้งหมด แต่ปัจจุบันมีการใช้เครื่องจักรกลไกประหยัดทุ่นมือ ทำให้แรงงานมนุษย์ไม่จำเป็นอีกต่อไป การกระทำฆาตกรรมของพวกเขา จึงสะท้อนจิตใต้สำนึก ความต้องการที่จะตอบโต้อะไรบางอย่างกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปนี้

ประเด็นสุดท้ายที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ หนังเรื่องนี้ได้รับคำอธิบายว่าเป็น ‘the ultimate pro-vegetarian film’ ด้วยความที่เปรียบเทียบมนุษย์ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ นำตัวละครแทนตำแหน่งที่ หมู/ไก่ สัตว์ฟาร์มทั้งหลายถูกนำไปฆ่ากลายเป็นอาหาร, เห็นว่าผู้กำกับ Hooper ระหว่างสร้างหนังเรื่องนี้เขาตัดสินใจเลิกกินเนื้อชั่วคราว เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า

“In a way I thought the heart of the film was about meat; it’s about the chain of life and killing sentient beings.”

ด้วยทุนสร้างเริ่มต้นเพียง $60,000 เหรียญ ก่อนทะยานขึ้น $300,000 เหรียญในช่วง Post-Production หนังทำเงินได้ $30.8 ล้านเหรียญ กลายเป็นหนัง Indy ทำเงินได้สูงสุดขณะนั้น (ก่อนถูกทำลายลงโดย Halloween ปี 1978)

ในอเมริกาได้เรต R บางประเทศจัดเรต X ไม่ก็ถูกสั่งให้เซนเซอร์ ตัดบางฉากทิ้งไป และหลายๆที่ห้ามฉาย อาทิ Brazil, Chile, Finland, France, Iceland, Ireland, Norway, Singapore, Sweden และ West Germany

ตำนานของหนังเรื่องนี้ ได้กลายเป็นอิทธิพลให้กับหนัง Horror ในยุคถัดมา อาทิ Halloween (1978), Friday the 13th (1980), The Evil Dead (1981), A Nightmare on Elm Street (1984), The Blair Witch Project (1999) แต่เรื่องสำคัญสุดคงเป็น Alien (1979) ของผู้กำกับ Ridley Scott ที่ยกให้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการทำให้หนังมีความรุนแรง ตราตรึงขนาดนั้น

รสนิยมส่วนตัวไม่ได้ชื่นชอบหนังแนวนี้สักเท่าไหร่ ในความรุนแรงไร้เหตุผลที่มาที่ไป และผมไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า ทำไมคนสติดีๆถึงมีความต้องการสร้างเรื่องราวอันบ้าคลั่งไร้สติขนาดนี้, จริงอยู่งานศิลปะมันไร้ขอบเขต และกลุ่มคนบางประเภทต้องการสิ่งตอบสนองรสนิยมเดียวกัน แต่ใช่ว่ามุมมองทัศนคติของพวกเขาเหล่านี้ เห็นโลกสิ้นหวัง ไร้ค่าไม่ต่างจากหนังเรื่องนี้หรือยังไง

แนะนำกับคอหนัง Horror, Cult Film แนว Serial Killer สยองขวัญสั่นประสาท น่าสะพรึงกลัว, เป็นผู้นิยมความรุนแรง รสนิยม Maso/Sado, คอหนัง Indy Art-House คุณภาพระดับตำนาน ไม่ควรพลาด

จัดเรต R ผู้ใหญ่ที่ดีไม่ควรเปิดหนังเรื่องนี้ให้เด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะรับชม

TAGLINE | “The Texas Chain Saw Massacre คือ Masterpiece ของหนังแนว Horror สวยงามล้ำในแง่ของศิลปะ แต่ไร้ซึ่งขอบเขตจิตสำนึก เหตุผลทางมโนธรรม”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | WASTE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of