The Theory of Everything (2014)

The Theory of Everything

The Theory of Everything (2014) British : James Marsh ♥♥♥♡

แม้สุดท้ายแล้ว Stephen Hawking จะไม่สามารถหาสมการที่สามารถใช้อธิบายทุกสิ่งอย่างได้ แต่ชีวิตของเขาก็สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย ถึงร่างกายไม่สมประกอบ แต่สมองยังสดใส ส่วนจิตใจ … ก็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง

เมื่อกาลเวลาผ่านไป สิ่งหลงเหลือที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งได้รับการจดจำว่าคือตำนาน วีรบุรุษ ผู้ยิ่งใหญ่ คือคุณความดีและผลงาน ที่สามารถเปลี่ยนแปลงวิถี แนวคิด รูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ มักที่จะหลงลืมเบื้องหลัง ตัวตน บุคลิกนิสัย ผู้ให้การสนับสนุน เพราะถือว่ามิใช่สาระสำคัญ รู้ไปก็หาได้มีประโยชน์อันใด

คงเช่นกันกับอัจฉริยะ Stephen Hawking ที่ต่อจากนี้คงมีคนจดจำแต่ผลงานของเขา และความพยายามต่อสู้ใช้ชีวิตที่แสนยากลำบาก หลังป่วยด้วยโรค ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม (Motor Neuron Disease) หลงลืมสิ้นไปเลยว่าจิตใจของชายคนนี้มิได้ซื่อตรงต่อภรรยานัก นิสัยดื้อรั้นเห็นแก่ตัว สามารถทิ้งภรรยาที่อุตส่าห์ทุ่มเทดูแล อยู่ร่วมกันมากว่า 30 ปี แต่งงานใหม่กับนางพยาบาล … นี่แปลว่า ถึงมีความเฉลียวฉลาดระดับอัจฉริยะ ก็มิได้แปลว่าจะต้องมีจิตใจดีงามสูงส่งแต่ประการใด

หวนกลับมารับชมภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้ง จากที่เคยประทับใจมากๆก็เริ่มรู้สึกเฉยๆ ผู้กำกับ James Marsh ถือว่าเล่นง่ายปลอดภัย (play safe) เพราะเท่าที่ผมหาอ่านจากชีวประวัติของ Hawking พบว่าจริงๆแล้วเป็นคนเกรี้ยวกราดรุนแรง โหดเหี้ยมเย็นชากว่าที่ Eddie Redmayne แสดงออกมาเป็นไหนๆ ก็ขนาดว่าภรรยา Jane Hawking เขียนในหนังสือชีวประวัติที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังเรื่องนี้ ทุกวันต้องมีเรื่องให้ทะเลาะโต้เถียง เคยตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้าหดหู่ (Depression) คิดจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย แต่ยับยั้งชั่งใจไว้เพราะลูกๆ จากเคยรักห่วงหาอาทรกลายเป็นหน้าที่จงเกลียดจงชัง อารมณ์ที่ Felicity Jones แสดงออกมาเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตจริงเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดจากนักเขียน Anthony McCarten ที่มีความชื่นชอบหลงใหล A Brief History of Time (1988) ของ Stephen Hawking มานมนาน เมื่อปี 2004 ได้อ่านหนังสือบันทึกความทรงจำ (Memoir) เรื่อง Travelling to Infinity: My Life with Stephen เขียนโดยภรรยาคนแรก Jane Hawking เกิดความสนใจดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ ได้มีโอกาสพบเจอเธอหลายครั้งเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับโปรเจค แม้จะยังไม่มีการยืนยันหรือมอบลิขสิทธิ์ดัดแปลงให้ แต่ก็เขียนบทร่างไว้หลายๆฉบับ

จนกระทั่งปี 2009 เมื่อ McCarten ได้รับการแนะนำให้รู้จักโปรดิวเซอร์ Lisa Bruce ก็ชักชวนให้เขาซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ เกลี้ยกล่อมอยู่ถึง 3 ปี จนกระทั่ง Jane Hawking ยอมใจอ่อน โดยมีข้อแม้จะต้องไม่นำเสนอฉาก Sex Scene ระหว่างเธอกับ Stephen

มอบหมายหน้าที่กำกับให้ James Marsh (เกิดปี 1963) สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Truro, Cornwall, อาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็กๆของครอบครัว ตั้งแต่เด็กมีความเฉลียวฉลาดจนสอบได้ทุนเข้าศึกษา University of Oxford จบสาขาภาษาอังกฤษ เข้าสู่วงการด้วยการสร้างภาพยนตร์สารคดีให้กับช่อง BBC, กำกับหนังเรื่องแรก The King (2005) เข้าฉาย Un Certain Regard เทศกาลหนังเมือง Cannes, ตามด้วยสารคดีรางวัล Oscar: Best Documentary Feature เรื่อง Man on Wire (2008)

เริ่มต้นเรื่องราวขณะที่ Stephen Hawking (รับบทโดย Eddie Redmayne) กำลังศึกษาต่อปริญญาเอกจักรวาลวิทยา (Cosmology) ที่ University of Cambridge มีโอกาสพบเจอ Jane (รับบทโดย Felicity Jones) หญิงสาวกำลังเรียนปริญญาเอกสาขา Medieval Spanish Poetry ที่ Westfield College ทั้งสองตกหลุมรักคลั่งไคล้ จนกระทั่ง Stephen ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรค ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) กล้ามเนื้ออ่อนแรงเอแอลเอส หรือโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม (Motor Neuron Disease) คาดว่าจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงสองปี

ด้วยความรักมากทำให้ Jane ตัดสินใจแต่งงานกับ Stephen เป็นกำลังใจช่วยเหลือให้เขาเรียนจบปริญญาเอก ด้วยวิทยานิพนธ์ ‘Singularities and the Geometry of Space-Time’ ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับต้นกำเนิดจักรวาล หลุมดำที่ไม่ได้ดูดกลืนกินทุกสิ่งอย่างเท่านั้น แต่ยังแผ่รังสีความร้อนออกมา ณ จุดเริ่มต้นทำให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ (Big Bang) ทุกสรรพสิ่งจะค่อยๆขยายตัวออกจนอิ่มตัว แล้วหดหลับมาจนกลายเป็นศูนย์ใหม่ (Big Crunch)

แม้ผลงานของ Stephen จะได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ แต่ร่างกายและชีวิตส่วนตัวระหว่างเขากับ Jane กลับทรุดลงไปเรื่อยๆ เดินตุปัดตุเป๋ ตามด้วยนั่งรถเข็น กระทั่งติดโรคปอดบวม (pneumonia) ต้องเจาะคอจนพูดไม่ได้ ใช้เครื่อง Speech Synthesiser กดเป็นรหัสถึงมีเสียงพูดออกมา ด้วยความเร็วประมาณ 15 คำต่อนาที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังเทียบไม่ได้กับตัณหาราคะ เกี้ยวพาราสีพยาบาลสุดสวย ตัดสินใจเลิกรากับภรรยาเก่า แต่พวกเขาก็ยังเป็นเพื่อนรักที่ดีต่อกัน

Edward ‘Eddie’ John David Redmayne (เกิดปี 1982) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ London ตอนอายุ 10 ขวบค้นพบตนเองว่ามีความชื่นชอบด้านการแสดงและร้องเพลง โตขึ้นเข้าเรียน Trinity College, Cambridge จบเกียรตินิยมอันดับสอง History of Art เริ่มต้นจากการเป็น Modelling ตามด้วยละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก Like Minds (2006), สมทบ The Good Shepherd (2006), My Week with Marilyn (2011), Les Misérables (2012) ฯ

รับบท Stephen William Hawking (1942 – 2018) หนุ่มเนิร์ดอัจฉริยะป่วยเป็น ALS พบเจอความรักจากหญิงสาวทำให้ชีวิตเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง อดทนต่อสู้ฟันฝ่า จนมีโอกาสค้นพบสร้างทฤษฎีกำเนิดจักรวาล ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แม้จะมิอาจทำตามความฝัน ค้นหาสมการเดียวอธิบายทุกสิ่งได้สำเร็จ แต่ก็เหลือเฟือเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย ไม่ให้ย่อท้อยอมแพ้ต่อการใช้ชีวิต

Redmayne มีโอกาสพบเจอ Stephen Hawking เพียงครั้งเดียวเท่านั้นก่อนการถ่ายทำ ประมาณ 3 ชั่วโมงพูดคุยกันได้ 8 ประโยค เลยไม่มีประโยชน์อะไรต้องขอรับคำปรึกษา เขาใช้การศึกษาจากฟุตเทจเก่าๆ เลียนเสียงสำเนียงการพูด เรียนเต้นเพื่อควบคุมร่างกายส่วนต่างๆ พูดคุยสนทนากับผู้ป่วย ALS และลดน้ำหนัก 15 ปอนด์ รวมๆแล้วใช้เวลาเตรียมความพร้อมล่วงหน้าถึง 6 เดือน

“The real problem with making a film is of course you don’t shoot chronologically. So it was about having to really try and chart his physical deterioration [so] you can jump into it day-to-day, whilst at the same time keeping this spark and wit and humour that he has”.

ความยอดเยี่ยมของ Redmayne ไม่ใช่แค่ด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังคือสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก ความต้องการออกมาทางสีหน้า ดวงตา ขยับคิ้วปาก และท่าทางการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆขณะอยู่บนเก้าอี้เลื่อนไปเลื่อนมา เปรียบเทียบก็คงดั่งที่นักวิจารณ์หลายๆสำนักยกย่อง ชวนให้นึกถึง Daniel Day-Lewis ขณะแสดงหนังเรื่อง My Left Foot (1989) เกรียนไม่เท่า แต่มีความน่ารักน่าชังกว่า

ตอนที่ Redmayne คว้า Oscar: Best Actor ไปครองได้ตามความคาดหมาย Stephen Hawking ส่งข้อความสั้นๆไปให้

“Well done Eddie, I’m very proud of you,”

เกร็ด: ว่ากันว่าระหว่าง Stephen Hawking รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ นางพยาบาลต้องคอยเช็ดน้ำตาให้ คาดว่าคงมีความซาบซึ้งกินใจอย่างถึงที่สุดเลยละ

Felicity Rose Hadley Jones (เกิดปี 1983) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Birmingham ลุงเป็นนักแสดง ทำให้เธอมีความสนใจด้านนี้ตั้งแต่เด็ก อายุ 11 ได้รับเลือกให้แสดงในซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก Flashbacks of a Fool (2008), บทสมทบอาทิ The Tempest (2010), The Amazing Spider-Man 2 (2014) ผลงานเด่น อาทิ A Monster Calls (2016), Inferno (2016), Rogue One (2016) ฯ

รับบท Jane (เกิดปี 1944) พบเจอตกหลุมรักแรกพบ Stephen Hawking แม้รับรู้ว่าเขาป่วยเป็น ALS ก็ไม่ปฏิเสธความรู้สึกนี้ แต่งงานมีลูกด้วยกัน 3 คน แต่เพราะความเครียดกดดันในการใช้ชีวิต และอาจด้วย Sex ฝ่ายเดียวที่ไม่ได้รับการตอบสนอง ทำให้ตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้าหดหู่ ลักลอบเป็นชู้กับครูสอนดนตรี Jonathan Jones ที่ก็เหมือนว่าสามีรับรู้และยินยอมให้ แต่สุดท้ายเมื่อเขาตัดสินใจแต่งงานใหม่ เป็นการเปิดโอกาสให้เธอได้มีชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม

เสน่ห์ของ Jones คือฟันคู่หน้าและริมฝีปากที่หุบไม่สนิท รอยยิ้มของเธอทำให้โลกสวยสดใส แต่เมื่อไหร่หน้านิ่วคิ้วขมวดทำตาสลด ทุกข์ร้าวระทม ทุกอย่างก็จะดูยะเยือกเย็นชา เศร้าหมองลงโดยพลัน

หนังพยายามอย่างยิ่งจะหลีกเลี่ยง ไม่นำเสนอประเด็นชู้สาวให้มีความโจ๋งครึ่มเกินไปนัก แต่สำหรับคนสังเกตเห็นจะพบว่าหลายครั้งมันชัดเจนมากๆ สายตาของ Jane ที่ส่งไปหาชู้รัก มันมากเกินกว่าเพื่อนแน่นอน และลูกคนสุดท้องก็น่าพิศวงจริงๆแหละนะ ว่านั่นลูกใคร

ผมค่อนข้างหลงใหลกับ Costume ของตัวละครนี้อย่างมาก ออกแบบโดย Steven Noble ขับเน้นให้ Jane มีความน่ารักสดใส มักสวมใส่สีสว่างที่ตัดตรงกันข้ามกับชุดสูทเข้มของหนุ่มๆ ซึ่งจะทำให้เธอโดดเด่นมีสง่าราศรีขึ้นมา น่าชำเลืองตามองมากกว่าเป็นไหนๆ

ถ่ายภาพโดย Benoît Delhomme สัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่น อาทิ The Scent of Green Papaya (1993), Miss Julie (1999), The Proposition (2005), One Day (2011)

หนังถ่ายทำยังสถานที่จริง Cambridge University, บริเวณใกล้ๆ Cambridgeshire และหลายๆที่ในประเทศอังกฤษ

งานภาพของหนังมีความสวยงามสดใสระยิบระยับ ส่วนใหญ่ถ่ายทำด้วยกล้อง Hand Held ถือเคลื่อนไหวตามติดตัวละคร, ชอบการปรับโฟกัสเบลอ-ชัด เพื่อสร้างมิติให้กับภาพ, โดดเด่นกับแสงและโทนสีมีความหลากหลาย ซึ่งมักสะท้อนอารมณ์ของตัวละครออกมา ให้สัมผัสเหมือนฝัน ฟุ้งเฟ้อ จินตนาการ

ช่วงแรกๆที่คู่พระนางได้พบเจอรู้จักกัน แสงสีฟ้าอารมณ์ ‘Blues’ โดดเดี่ยวอ้างว้าง แค่พบเจอสบตาก็ตกหลุมรักแรกพบ

โลกสวยสดใสเสมอ เมื่อหนุ่มสาวตกหลุมรัก, ผมค่อนข้างชอบช็อตนี้เป็นพิเศษ เพราะหลอดไฟประกอบฉากพื้นหลัง ถ่ายแบบเบลอๆ เห็นเหมือนแสงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า

หลายครั้งของหนัง ตัวละคร ไม่ก็กล้องจะทำการหมุนเวียนวนรอบ Orbital Shots คล้ายกับดาวเคราะห์ที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ แกแลคซี่/จักรวาล หมุนวนรอบบางสิ่งอย่าง ซึ่งจะมีช็อตที่ Jane หมุนรอบตัว Stephen สื่อนัยยะถึงเขาคือจุดศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่าง

สำหรับพลุ ใช้บริการของ Titanium Fireworks บริษัทที่จัด London 2012 Olympic Games แน่นอนว่าสวยงามบรรเจิดยิ่ง เห็นประกายแสงเกิดขึ้นดับไป เหมือนชีวิตและดวงดาว

แต่เมื่อใดชีวิตพบเจอความทุกข์ยากลำบาก การจัดแสงจะหยาบกระด้าง แห้งแล้ง หดหู่ ไม่สดใสเหมือนก่อน, ช็อตนี้คือขณะ Stephen รับรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรค ALS เหมือนจะมีการใช้เลนส์โค้ง ทำให้ภาพบิดเบี้ยวจากเดิมด้วย สะท้อนถึงโลกทัศน์ของตัวละครที่เปลี่ยนไป

ฉากแห่งความทรงจำ ทำเหมือนอัดจากวีดิโอเก่าๆ ใช้การจัดแสงสีอุ่นให้สัมผัสของความสว่างสดใสร่าเริง ใส่ Noise หรือ Gain เข้าไปให้ภาพมีความหยาบเหมือนเม็ดทราย นี่ก็แทนด้วยดาวบนท้องฟ้าเช่นกัน

คิดว่าฉากนี้คงใช้การใส่ Noise Effect ช่วงหลังการถ่ายทำ เพราะภาพค่อนข้างคมชัด ไม่น่าเรนเดอร์จากเทปหรือกล้องฟีล์ม

น่าจะมีคนสงสัยแน่ว่า รูปปั้นที่ตัวละครถูกอุ้มไปวางคือใคร คำตอบคือ Queen Victoria  (1819 – 1901) ครองราชย์ระหว่าง 1837 – 1901 คงไม่ได้มีนัยยะอะไรมากกว่าการกลั่นแกล้งเล่น และอาจจะแซวด้วยว่า อีกไม่นาน Hawking คงได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวิน (แต่เจ้าตัวปฏิเสธไม่รับนะครับ)

กรอบสี่เหลี่ยม เห็นหลายครั้งในหนังทีเดียว มีสองช็อตเน้นๆกับแผ่นป้ายอักษร

ณ กึ่งกลางเป็นใบหน้าของ Jane นิ่วคิ้วขมวด สังเกตจากการจัดโทนแสงสีมีความหยาบกระด้าง แห้งแล้ง สะท้อนถึงความรู้สึกของ Stephen ที่คงเริ่มเบื่อหน่ายหมดรักภรรยาของตนเองไปเสียแล้ว

ตรงกันข้ามอีกมุมหนึ่งของพยาบาลสาว โทนสีอบอุ่นสว่าง ให้สัมผัสที่นุ่มนวลอบอุ่น ราวกับ Stephen กำลังตกหลุมรักครั้งใหม่ (ในชีวิตจริงก็แต่งงานครั้งที่สอง กับนางพยาบาลคนนี้นะครับ)

ช็อตจบนี่ก็เช่นกัน กึ่งกลางเป็นบ่อน้ำวงกลม ลูกๆของพวกเขาเดินเวียนวนหมุนรอบ ขณะที่กรอบสี่เหลี่ยมคงเทียบได้กับขอบของจักรวาล นี่แหละคือแบบจำลองเอกภพที่อยู่ในจินตนาการของ Stephen Hawking

หนังปิดท้ายด้วย Reverse Shot ประมวลภาพทุกสิ่งอย่างของหนังย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้น นี่เป็นความจงใจย้อนรอยทฤษฎีของ Stephen Hawking เองเลยที่ว่า เมื่อจักรวาลขยายตัวถึงจุดสูงสุด ก็จักค่อยๆหดตัวกลับสู่จุดเริ่มต้น ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์ใหม่

ตัดต่อโดย Jinx Godfrey ที่เคยร่วมงานกับ Marsh เรื่อง Man on Wire (2008)

หนังมีการตัดต่อค่อนข้างบ้าคลั่งทีเดียว ชอบที่จะสลับเปลี่ยนมุมกล้องไปมา ราวกับกลัวว่าผู้ชมจะเบื่อหลังถ้าพบเจอภาพนิ่งแช่ทิ้งไว้นานๆ นี่ทำให้เหมือนว่าหนังมีชีวิต/ลมหายใจที่สั้น ทุกสิ่งอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วกระชับฉับไว ไม่มีส่วนเกินเลยสักเสี้ยววินาทีเดียว

ไม่ได้ใช้มุมมองตัวละครใดเป็นพิเศษ เล่าเรื่องในสายตาของทั้ง Stephen และ Jane ปริมาณเท่าๆกัน (แต่ถ้าอ้างอิงจากหนังสือ ก็ต้องถือว่าทั้งหมดเป็นในมุมมองของ Jane เพียงคนเดียว)

เวลาถือเป็น ‘สัมพัทธ์’ ของหนัง เพราะเท่าที่ผมสืบรู้มา บางเหตุการณ์เหมือนว่าจะไม่ได้เรียงตามเส้นตรงที่เกิดขึ้นในหนัง อย่างฉากที่ Stephen รับเหรียญจาก Queen Elizabeth II จริงๆแล้วเกิดขึ้นก่อนพวกเขาหย่าร้างกัน แต่หนังทำเหมือนว่าทั้งสองแยกกันอยู่แล้วจดหมายถึงค่อยมาถึง ดูแล้วก็แปลกๆอยู่ แต่ถ้าเส้นเวลาสามารถเคลื่อนเดินหน้าถอยหลังได้ มีหรือจะกระโดดสลับไปมาไม่ได้

เพลงประกอบโดย Jóhann Jóhannsson (1969 – 2018) นักแต่งเพลงสัญชาติ Icelandic ขาประจำของ Denis Villeneuve ในชีวิตได้เข้าชิง Oscar สองครั้งจาก The Theory of Everything (2014) และ Sicario (2015) ไม่น่าอายุสั้นเลยนะ

Cambridge เริ่มต้นด้วยความพิศวงสงสัย เรียงไล่ทำนองประสาน สัมผัสถึงความเฉลียวฉลาดอัจฉริยะ ตัวเลข สมการ วนเวียนอยู่ในหัวสมอง แล้วทันใดนั้นก็ครุ่นคิดกระจ่างแจ้งบางอย่างขึ้นมาได้ ราวกับเส้นชัยที่กำลังไปถึง แต่แท้จริงนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งอย่างเท่านั้น

Domestic Pressures ความนุ่มนวลอ่อนโยน พริ้วไหวล่องลอย เต็มเปี่ยมด้วยความมหัศ-อัศจรรย์ใจ จินตนาการเห็นดวงดาวเป็นประกายทอแสงสาดส่องเต็มทั่วท้องฟ้า สุขอุราเปรมปรีดิ์อิ่มฤทัย อยากที่จะเคลื่อนคล้อยมุ่งไปให้ถึงจุดปลายแห่งจินตนาการ

นี่เป็นเพลงที่ผมชื่นชอบสุดของหนังแล้วนะ

Epilogue โดดเด่นมากกับการไล่โน๊ตขึ้นลง สะท้อนถึงวัฎจักรของจักรวาล ลมหายใจของสิ่งมีชีวิต และแต่ละโน๊ตที่บรรจงกดลง ราวกับดวงดาวที่ปรากฎบนฟากฟ้านภา นี่คือบทเพลงที่เป็นสรุปทุกสิ่งอย่างของหนัง

Stephen Hawking ชอบฟังเพลงของ Wagner ที่ได้ยินมีสองเพลงคือ
– Die Walkure Act 1: Vorspiel พายุคลั่งกำลังมาถึง อันทำให้ผู้คนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสั่นสะท้านถึงจิตวิญญาณ (ตอนอยู่ในห้องหลังรับรู้ว่าตัวเองป่วยเป็น ALS)
– Siegfried Act III: Brunnhilde’s Awakening ตื่นขึ้นจากความหลับใหลไร้สติ (ในคอนเสิร์ตที่ติดโรคปอดบวม ทำให้สลบหลับไหลอยู่นาน ตื่นขึ้นหลังจากเจาะท่อหายใจ)

เรื่องราวของ Stephen Hawking ถือเป็นสิ่งน่าทึ่งอัศจรรย์ ซึ่งสามารถเป็นกำลังใจให้กับใครๆ ผู้ป่วยโรคนี้ หรือผู้มีร่างกายไม่สมประกอบ ได้มีพลังในการต่อสู้ใช้ชีวิต ไม่ย่นย่อท้อยอมแพ้ต่ออุปสรรค์ใดๆ นี่ทำให้มนุษย์ปกติอย่างเราๆหลายคนยังรู้สึกอิจฉา ไม่ได้ดีสักครึ่งค่อนหนึ่งของเขาเลย

สำหรับสิ่งที่เป็นนิสัย สันดานเลวของเขา ก็อย่างที่บอกไปตอนต้น กาลเวลาจะค่อยๆลบลืมเลือน หาได้มีความสลักสำคัญอะไรเมื่อเทียบกับผลงานสุดยิ่งใหญ่ และเมื่อ Stephen ได้เสียชีวิตจากไปแล้ว การจะมาขุดคุ้ยรื้อฟื้นสร้างความร้าวฉาน ก็หาใช่เรื่องเหมาะสมควรประการใดนัก มันชีวิตของเขาละนะ แค่หนังเรื่องนี้ก็ทำให้ใครๆตระหนักเข้าใจได้ว่า ‘อัจฉริยะ ไม่ได้ต้องแปลว่ามีจิตใจดีงามสูงส่ง’

สิ่งที่ Stephen Hawking ได้ค้นพบ เป็นเพียงแนวคิดเริ่มต้นของ ‘วัฎจักรของชีวิต’ พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถึงจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของจักรวาล มีมานับครั้งไม่ถ้วนด้วยคำเรียกว่า กัป (หมายถึง ช่วงระยะเวลาอันยาวนานของโลก จนไม่สามารถกำหนดเป็นวัน เดือน หรือปีได้) กระนั้นนี่เป็นสิ่งรับรู้ไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา แต่ความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์ คาดหวังว่าการได้ทราบข้อมูลนี้ จะมีโอกาสทำให้รับรู้เข้าถึงสัจธรรมความจริงของชีวิต

วิทยาศาสตร์ยังไปไม่ถึงจุดที่พิสูจน์ว่า คุณความดีเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต เพราะนั่นยังคือนามธรรมจับต้องไม่ได้ แต่ผมก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะพิสูจน์ได้ในอนาคตหรอกนะ นี่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ตัวเราเองในการสืบหาค้นพบ แถมไม่มีใครได้ผลลัพท์เหมือนกันด้วย จะอ้างเป็นทฤษฎีหรือกฎย่อมมิได้แน่

แต่ถ้าเมื่อไหร่วิทยาศาสตร์สามารถไปได้ถึงจุดๆนั้นจริงๆ ผมคิดว่ามันก็คงถึงคราสิ้นสุดของมวลมนุษย์และจักรวาลเช่นกัน เพราะทุกสิ่งอย่างในสากลคือวัฎจักร เมื่อมีขึ้นถึงจุดสูงสุด ย่อมต้องลงไปถึงต่ำสุด มีขาว-ดำ ซ้าย-ขวา ดี-ชั่ว เกิด-ตาย เริ่มต้น-สิ้นสุด

ช่วงชีวิตหนึ่งของมนุษย์ เป็นเพียงเศษเถ้าทุลีเมื่อเทียบกับการมีตัวตนของจักรวาล คำถามปรัชญาที่ว่า ‘เราเกิดมาทำไม?’ ครุ่นคิดชั่วกัปชั่วกัลป์ก็มิอาจค้นหาคำตอบได้ ซึ่งเมื่อถึงจุดๆนั้นอาจเริ่มมีความคิด ‘เราจะคิดไปทำไม?’ ปล่อยวางได้ก็จะหลุดพ้น ไม่เกิดไม่ตาย ไม่ต้องดิ้นรนทุกข์ทรมาน กลับคืนเป็นส่วนหนึ่งของเอกภพ

ด้วยทุนสร้าง $15 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ทั่วโลก $123.7 ล้านเหรียญ กำไรล้นหลาม, เข้าชิง Oscar 5 สาขา คว้ามา 1 รางวัล
– Best Motion Picture of the Year
– Best Actor (Eddie Redmayne) ** คว้ารางวัล
– Best Actress (Felicity Jones)
– Best Writing, Adapted Screenplay
– Best Original Score

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ ยกย่องในความพยายามต่อสู้ชีวิตของ Stephen Hawking แต่ไม่ค่อยประทับใจนิสัยสันดานของชายผู้นี้สักเท่าไหร่, และผมชอบงานภาพกับเพลงประกอบหนังมากๆเลยนะ ราวกับเหมือนฝัน งดงาม ระยิบระยับ โลกสวยเสียเหลือเกิน

แนะนำกับผู้สนใจในชีวประวัติของ Stephen Hawking, หลงใหลในเรื่องราวรักโรแมนติก ภาพสวย เพลงเพราะ, ผู้ป่วยโรค ALS และญาติๆ ให้กำลังใจกันและกัน, แฟนๆนักแสดง Eddie Redmayne และ Felicity Jones ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG กับความดื้อดึงหัวรั้น ทุกข์ทรมานของ Stephen Hawking และประเด็นชู้สาว

TAGLINE | “The Theory of Everything แม้สมการเอกภพจะยังไม่ได้รับการค้นพบ แต่ Eddie Redmayne มีครบทุกสิ่งทุกอย่างของหนัง”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of