Time Bandits (1981)

Time Bandits (1981) British : Terry Gilliam ♥♡

(mini Review) สิ่งที่จอมโจร Time Bandits ขโมยจากผมไป คือเวลา 113 นาทีที่สูญเสียสิ้นเปล่าโดยไร้ค่า แม้หนังจะมากด้วยนักแสดงสมทบเลื่องชื่อ Sean Connery, Ian Holm, Shelley Duvall, Ralph Richardson ฯ และเรื่องราวเพ้อฝันแฟนตาซีที่เด็กๆน่าจะดูสนุก แต่ถ้าผู้ใหญ่เบือนหน้าหนี เราจะวัดคุณค่าของงานศิลปะชิ้นนี้ได้อย่างไรกัน?

ส่วนตัวไม่ได้มีอคติอะไรกับ Terry Gilliam นะครับ เคยรับชมผลงานมาแล้วหลายเรื่อง ที่ชื่นชอบสุดๆเลยคือ Brazil (1985), 12 Monkeys (1995) ***เคยเป็นหนังเรื่องโปรดอยู่พักหนึ่งด้วย แต่ก็ส่ายหัวกับ Monty Python and the Holy Grail (1974), Time Bandits (1981) ฯ นับถือในวิสัยทัศน์ จินตนาการแฟนตาซี แต่ไม่ค่อยประทับใจในหลายๆไดเรคชั่น ต้องถือว่าเป็นเรื่องของรสนิยมล้วนๆเลยนะ

Terrence Vance ‘Terry’ Gilliam (เกิดปี 1940) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Minneapolis, Minnesota, ปัจจุบันขอเพิกถอนสัญชาติเพราะไม่ชื่นชอบ ปธน. George W. Bush กลายเป็นพลเมืองสัญชาติ British, โตขึ้นเริ่มทำงานเป็นนักอนิเมเตอร์และวาดการ์ตูนช่อง ต่อมาเข้าร่วมกลุ่ม Monty Python ไต่เต้าเป็นนักเขียน ร่วมกำกับ Monty Python and the Holy Grail (1975), ปลีกตัวออกมาฉายเดี่ยวเรื่อง Jabberwocky (1977)

จุดเริ่มต้นของผลงานลำดับสาม Time Bandits ประมาณปี 1979 ผู้กำกับ Gilliam อยากสร้างภาพยนตร์ที่มาจากมุมมองของเด็กชายอายุสิบเอ็ดขวบ แต่ปัญหาหนึ่งที่เขาครุ่นคิดได้ คือผู้คนรอบข้างคงมีแต่ผู้ใหญ่ตัวสูงๆ แย่งซีนความโดดเด่น น่าเชื่อถือ พึ่งพาได้ไปหมด … นั่นทำให้อยู่ดีๆนึกถึงคนแคระทั้ง 7 ก็เลยเพิ่มหัวขโมยท่องเวลาอีก 6 คนเข้ามา (รวมกับเด็กชาย กลายเป็นคนแคระทั้ง 7 พอดี)

ร่วมกับ Michael Palin หนึ่งในก๊วนที่เคยช่วยกันเขียนบท Monty Python ใครคิดอะไรได้ก็ใส่เข้ามา ประกอบด้วย Supreme Being, Evil Genius, Napoleon, Robin Hood, King Agamemnon, เรือ Titanic, Ogre, ยักษ์จากเรื่อง The Thief of Bagdad ฯ

เกร็ด: Gilliam เรียกหนังเรื่องนี้ รวมกับ Brazil (1985) และ The Adventures of Baron Munchausen (1988) ตั้งชื่อว่า ‘Trilogy of Imagination’

เด็กชาย Kevin เป็นคนหลงใหลคลั่งไคล้ในประวัติศาสตร์โลก เพราะถูกพ่อ-แม่ ที่เข้มงวดกวดขันตรงต่อเวลา มิใคร่เคยสนใจใยดี เพื่อเป็นการระบายความเครียดอัดอั้นนั้น เกิดเป็นความฝันจินตนาการ ออกเดินทางร่วมกับคนแคระอีก 6 ผู้ขโมยแผนที่แห่งกาลเวลาจาก Supreme Being ล่องท่องเวลาย้อนไปตามยุคสมัยต่างๆ

การคัดเลือกเด็กชาย Kevin เป็นไปอย่างล่าช้า จนกระทั่งถึงสองพี่น้อง Warnock แม้จะหน้าตาคล้ายๆกันแต่คนน้อง Craig Warnock กลับเข้าตามากกว่า เพราะมีภาพลักษณ์ที่ดูเฉลียวฉลาด อ่อนโยน ไม่เหมือน ‘cute little boy’ แบบปกติทั่วๆไป

สำหรับคนแคระทั้งหก ต่างเป็นคนดัง/นักแสดงมีชื่อแห่งทศวรรษนั้น
– David Rappaport (1951 – 1990) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ มีชื่อเสียงจากเป็นนะแสดงละครโทรทัศน์, ออกรายการโชว์ แสดงภาพยนตร์ Time Bandits (1981), The Bride (1985) ฯ รับบท Randall คนถือแผนที่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือหัวหน้ากลุ่ม แต่ไม่มีใครยินยอมรับนับถือ
– Kenny Baker (1934 – 2016) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ โด่งดังสุดคงการเข้าไปอยู่ในหุ่น R2-D2 ของ Star Wars Trilogy นอกจากนี้ The Elephant Man (1980), The Goodies (1981) ฯ รับบท Fidgit คนที่ชอบมีปัญหากับ Randall อยู่เรื่อยๆ ช่วงไคลน์แม็กซ์ถูกเสาหล่นทับ

ส่วนนักแสดงสมทบ
– King Agamemnon (กษัตริย์แห่ง Mycenae ที่ตามตำนานนำพากองทัพกรีกหลบซ่อนใน Trojan War เข้ายึดกรุง Troy) ในบทหนังเขียนคำอธิบายไว้ว่า ‘warrior look exactly like Sean Connery’ ก็ไม่ได้คิดว่าจะให้ Sean Connery ตัวจริงๆมาแสดง แต่บทหนังกลับไปหล่นใส่มือของพระเอกหนุ่ม เพราะความชื่นชอบประทับใจ Monty Python เลยติดต่อกลับมาผ่านผู้จัดการ ยินดีรับบทด้วยค่าตัวแสนถูก หักเปอร์เซ็นต์จากกำไรแทน, จริงๆ Agamemnon ต้องปรากฎตัวในฉากไคลน์แม็กซ์ ร่วมด้วยช่วยต่อสู้กับ Evil Genius แล้วถูกฆ่าตาย แต่เพราะ Connery ไม่ว่างนานพอ เลยเปลี่ยนไปปรากฎตัวอีกครั้งเป็นนักดับเพลิงแทน ส่วนผู้ชะตาขาดกลายเป็นหนึ่งในคนแคระ
– Sir Ian Holm ในชีวิตเคยรับบท Napoléon Bonaparte ทั้งหมดสามครั้่ง Napoleon and Love (1974), Time Bandits (1981) และ The Emperor’s New Clothes (2001), เห็นว่าการแสดงของเขาทำให้ผู้กำกับหัวเราะไม่หยุดขำ จนต้องเดินออกจากกอง ให้ทีมงานช่วยถ่ายทำจนหมดเทค
– Michael Palin เขียนบท Robin Hood เพื่อตัวเองจะได้เล่นเอง แต่ John Cleese กลับสนใจตัวละครเลยยอมหลีกทางให้, คำอธิบายในบทคือ ‘To be played like the Duke of Kent’ นี่พูดถึง Edward Windsor of Kent ที่ชื่นชอบไปรับชมการแข่งขันฟุตบอล ก่อนเริ่มการแข่งขันบ่อยครั้งจะลงไปจับมือพูดคุยกับผู้เล่นในสนาม ด้วยเหตุนี้ Robin Hood ฉบับนี้จึงชอบการจับมือเป็นอย่างยิ่ง
– ขณะที่ Palin จำเลยเปลี่ยนมาเป็นคู่รักกับ Shelley Duvall ล่มทั้งรถและเรือไททานิค
– Ruth Gordon ในตอนแรกได้การติดต่อให้รับบท Mrs. Ogre แต่เพราะเธอได้รับบาดเจ็บก่อนการถ่ายทำ Katherine Helmond เลยเข้ามาแทนที่ ซึ่งในตอนแรกตัวละครต้องแต่งหน้าหนาเตอะเหมือน Peter Vaughan ที่รับบท Winston the Ogre แต่เธอเสนอแนะว่าขอเป็นคนธรรมดาดีกว่า ดูแล้วจะฮายิ่งกว่า (Ogre แต่งงานกับมนุษย์)
– Sir Ralph Richardson รับบท Supreme Being, เดิมในบทหนัง ภาพลักษณ์ของพระเจ้าจะเป็นแบบ ‘Classical’ สวมชุดสีขาว ไว้หนวดยาว แต่ Richardson ตัดสินใจนำชุดสูทมาเอง พูดสำเนียงผู้ดี เล่นจริงเครียดจริง (แต่ปู่แกเป็นคนคิดให้ Evil Genius ถูกทิ้งลงตู้ไปรษณีย์)
– Jonathan Pryce ได้รับการติดต่อให้รับบท Evil Genius แต่เจ้าตัวติดโปรเจค Loophole (1981) ทำให้บทตกเป็นของ David Warner (แต่ Pryce ก็ได้ร่วมงานกับ Gilliam ในภาพยนตร์เรื่องถัดมา Brazil)

ตอนที่บทหนังเรื่องนี้เผยแพร่ออกสู่สาธารณะ มีการค้นพบหลายฉากไม่ได้ปรากฎในหนัง ผู้กำกับ Gilliam บอกว่าถ่ายทำครบหมด แต่ฟุตเทจที่ถูกตัดออกน่าจะสูญหายไปแล้ว อาทิ
– ฉาก ‘Spider Women’
– King Agamemnon มอบมีดให้กับ Kevin (ที่หนึ่งในคนแคระนำไปตัดเชือก)
– ฉากปล้นธนาคารศตวรรษที่ 22s
– สักประมาณกลางเรื่อง Kevin สะดุ้งตื่นขึ้นไปเข้าปัสสาวะ พบว่าห้องน้ำเจิ่งนอง และอยู่ดีๆมีเรือโจรสลัดพุ่งเข้ามา
ฯลฯ

เนื่องจากไม่มีสตูดิโอไหนอยากให้ทุนสร้างหนังเรื่องนี้ สองโปรดิวเซอร์ George Harrison กับ Denis O’Brien จำนองตึกสำนึกงานบริษัทของตนเองที่ Cadogan Square ได้เงินมา $5 ล้านเหรียญ โชคดีที่ทำกำไรได้เหลือเฟือ $42.4 ล้านเหรียญ ไถ่ถอนคืนพร้อมขยับขยายสตูดิโอได้อีก

ส่วนใหญ่ของหนังถ่ายทำสถานที่จริง เว้นเพียงบนเรือไททานิคที่ต้องสร้างขึ้นในสตูดิโอ แต่อย่าไปคาดหวังความยิ่งใหญ่อลังการแบบเดียวกับ Titanic (1997) มีนักวิจารณ์เรียกโปรดักชั่นหนังว่า ‘Homemade Special-Effect’ นี่ไม่ผิดเลยนะ

ใจความของหนังนอกจากการผจญภัย ความบันเทิง ขบขัน สนุกสนาน ยังสะท้อนความต้องการของ ‘เด็ก’ ออกมาด้วย พวกเขายังอยู่ในวัยที่ต้องการความรักความอบอุ่นจากครอบครัว คนรอบข้าง หรือผู้ใหญ่ที่พึ่งพิงพาได้ อย่างครั้งที่หลงไป Mycenaean Greece พบเจอ King Agamemnon นั่นเป็นช่วงเวลาที่เด็กชายมีความสุขสำราญเบิกบานที่สุด แต่ชีวิตจริงหาได้เป็นดั่งฝัน เพราะนั่นไม่ใช่โลกของเขาเลยถูกลักขโมยพากลับคืนสู่ความจริง (ที่ก็ยังคงเป็นในความฝันอยู่)

สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ชอบเสียเลย แต่มันคือความตรงไปตรงมาของชายชื่อ Terry Gilliam (อะไรที่เขาไม่ชอบ ก็มักพูดบอกออกมาตรงๆไม่ปิดบัง) กับฉากตอนจบเด็กชายมองไปยังพ่อ-แม่ เปิดเตาไมโครเวฟออกแล้วระเบิดบึ้ม! โปรดิวเซอร์หนังรับไม่ได้กับฉากนี้ แต่ผู้กำกับดื้อด้านยืนกราน สำรวจสอบถามเด็กๆที่รับชมชื่นชอบฉากไหนในหนังมากสุด กว่าครึ่งตอบว่า พ่อ-แม่ระเบิดบิ้ม … ชิบหายละครับ! นี่มันเป็นการปลูกฝังทัศนคติ ความรุนแรงสู่พวกเขาโดยไม่รู้ตัวเลยนะ! (แล้วบางครั้งที่ผู้ใหญ่นั่งรับชมกับเด็ก เห็นพวกเขากระหยิ่มยิ้มร่ากับฉากนี้ ก็ไปครุ่นคิดกันเองแล้วกันว่าจะรู้สึกยังไง)

ถึงหนังจะมีแนวคิด หลายองค์ประกอบที่น่าสนใจ แต่การนำความกักขฬะ หยาบคาย ไร้สามัญสำนึก มาปู้ป่นปี้ยำเละเทะอย่างไร้มารยาทและสาระ นี่เป็นการลดทอนคุณค่าของงานศิลปะให้หลงเหลือเพียงความบันเทิง คือมันก็ไม่ผิดอะไรที่จะมีผู้สร้างภาพยนตร์ลักษณะนี้ เป็นผมนะแหละที่โง่เง่าและพลาดเองที่เสียเวลาให้กับมัน

แต่ความบันเทิงมันคือศิลปะแขนงหนึ่ง ที่ใช้อารมณ์และรสนิยมเป็นสิ่งตัดสินคุณค่า ผมย่อมไม่มีสิทธิ์ไปห้ามคนที่ชื่นชอบคลั่งไคล้หนังเรื่องนี้มากๆ อาทิ ผู้กำกับ Guillermo del Toro ยกย่องว่าคือ ‘Roald Dahl–ian landmark to all fantasy films.’ และเอ่ยถึง Terry Gilliam ว่าคือผู้มีความเข้าใจรสนิยม ‘Bad Taste’ อย่างถ่องแท้

เกร็ด: Roald Dahl คือนักเขียนนิยายเด็ก/แฟนตาซี สัญชาติอังกฤษชื่อดังระดับโลก ผลงานเด่นอาทิ The Gremlins (1943), Charlie and the Chocolate Factory (1964), Fantastic Mr Fox (1970), The BFG (1982) ฯ

แนะนำกับคอหนัง Comedy ผจญภัย หัวขโมย ข้ามเวลา ธรรมะต่อสู้กับอธรรม, ชื่นชอบความบันเทิงแบบเด็กๆที่ไม่แฝงสาระคุณค่าอะไรมาก, แฟนๆผู้กำกับ Terry Gilliam นักแสดงอย่าง Sean Connery, Ian Holm, Shelley Duvall, Ralph Richardson ฯ

จัดเรต pg (ถ้าไม่มีฉากพ่อ-แม่ ระเบิดในตอนจบ คงจัดเรตทั่วไปได้)

TAGLINE | “Time Bandit ของผู้กำกับ Terry Gilliam คือความบันเทิงเฉพาะกลุ่ม ที่จะขโมยเวลาอันมีค่าของคุณไป”
QUALITY | UNDERESTIMATE
MY SCORE | WASTE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of