
Ulysses’ Gaze (1995)
: Theo Angelopoulos ♥♥♥
ผู้กำกับ A (รับบทโดย Harvey Keitel) ก้าวผ่านพรมแดนประเทศ Greece เพื่อออกติดตามหาฟีล์มหนังสูญหายของสองพี่น้อง Manaki brothers ผู้บุกเบิกภาพยนตร์ในคาบสมุทรบอลข่าน, คว้ารางวัล Grand Jury Prize (ที่สอง) จากเทศกาลหนังเมือง Cannes
แม้ว่า Ulysses’ Gaze (1995) จะถือเป็นเรื่องที่สองของไตรภาค Trilogy of Borders แต่ทว่า The Suspended Step of the Stork (1991) เพียงก้าวเท้าข้างเดียวออกนอกประเทศ “If I take one more step I will be somewhere else, or die.” แล้วตั้งคำถามเกี่ยวกับเส้นแบ่งเขตพรมแดน “How many borders does one have to cross… to find himself at home?”
Ulysses’ Gaze (1995) เลยถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของผกก. Angelopoulos ก้าวย่างออกจากผืนแผ่นดิน Greece เดินทางไปยังหลายๆประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน (Balkans) Albania, North Macedonia, Bulgaria, Romania, Serbia, ก่อนถึงเป้าหมายปลายทางเมือง Sarajevo ประเทศ Bosnia and Herzegovina เพื่อนำเสนอประวัติศาสตร์ในระดับภูมิภาค ในอดีตพวกเราต่างคือเครือญาติ ไม่มีพรมแดนขวางกั้น แต่ปัจจุบันอะไรๆล้วนถูกขีดเส้น แบ่งแยก ไร้อิสระเสรีภาพ
Borders for me are not geographical concepts, and I don’t mean that there are borders in the sense of artistic limits, either. Borders are simply divisions, between here and there, between then and now… When you look around today, you see more barriers and borders than ever, no mutual understanding whatsoever.
Theo Angelopoulos
การเดินทางติดตามหาฟีล์มสูญหายของสองพี่น้อง Manaki brothers ผู้บุกเบิกภาพยนตร์ในคาบสมุทรบอลข่าน ไม่ว่าจะพบเจอ มีอยู่จริง หรือเพียงเรื่องสมมติ แต่สาระสำคัญคือจิตวิญญาณแห่งการค้นหา Harvey Keitel พร้อมบุกป่าฝ่าดง ขึ้นเขาลงห้วย พานผ่านสงคราม ประสบการณ์เฉียดตาย นั่นต่างหากที่โคตรๆทรงคุณค่า โดยเฉพาะแวดวงการบูรณะ ถึงผมไม่จัดให้ต้องดูให้ได้ก่อนตาย แต่ถ้าคุณเป็นคนรักหนังแท้ๆ ต้องขวนขวายหามารับชมให้จงได้!
Theodoros ‘Theo’ Angelopoulos, Θεόδωρος Αγγελόπουλος (1935-2012) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติกรีก เกิดที่ Athens เติบโตขึ้นพานผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง (Greece ถูกยึดครองโดย Nazi Germany, Fascist Italy และ Bulgaria) ช่วงระหว่าง Greek Civil War (1946-49) บิดาเคยถูกตำรวจลับลักพาตัว ควบคุมขัง เนรเทศออกนอกประเทศ กว่าจะหวนกลับบ้านก็หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง
โตขึ้นเข้าเรียนกฎหมาย National and Kapodistrian University of Athens ก่อนเดินทางสู่ฝรั่งเศสเรียนภาพยนตร์ Institut des hautes études cinématographiques (IDHEC) หลงใหลผลงานของ Orson Welles, Kenji Mizoguchi, หนังเงียบ, หนังเพลงยุค 50s, เคยฝึกงานกับ Jean Rouch, ก่อนเดินทางกลับ Greece ภายหลังเหตุการณ์ลอบสังหารทางการเมืองของ Grigoris Lambrakis
เมื่อเดินทางกลับ Greece ทำงานเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ เขียนบทความแนะนำ “Greek filmmakers need to go beyond the commercial cinema.” ภายหลังจากนายพล Georgios Papadopoulos เข้ายึดอำนาจ ก่อการรัฐประหารเมื่อปี ค.ศ. 1967 นำประเทศเข้าสู่ยุคสมัยเผด็จการทหาร Regime of the Colonels (1967-74) สั่งปิดนิตยสารทุกฉบับ ทำให้เขาต้องหันมาสร้างหนังสั้น The Broadcast (1968) และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The Reconstruction (1970)
หลังสรรค์สร้างภาพยนตร์ในประเทศ Greece มาหลายทศวรรษ ผกก. Angelopoulos เริ่มรู้สึกขาดความกระตือร้น แรงบันดาลใจ ไม่มีอะไรน่าสนใจบังเกิดขึ้น พอมีโอกาสพูดคุยเพื่อนผู้กำกับ Nagisa Ōshima สอบถามผลงานยุคหลังๆทำไมไม่ถ่ายหนังในประเทศญี่ปุ่น “Nothing stimulates me there.”
I have the feeling that everything around me stands still. I am trying to break away from this immobility, to break new ground, but there is nothing very stimulating happening around me. Ōshima told me the same thing, when I asked him why he is not shooting in Japan anymore. Nothing stimulates him there, he said.
Theo Angelopoulos
เหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะคือแรงบันดาลใจให้ผกก. Angelopoulos สำรวจแนวคิด ตั้งคำถาม “What is the meaning of borders?” เริ่มต้นสรรค์สร้าง The Suspended Step of the Stork (1991) พรมแดนระหว่างประเทศคืออะไร? Ulysses’ Gaze (1995) ทำการก้าวข้าม ออกเดินทางทัวร์คาบสมุทรบอลข่าน, และ Eternity and a Day (1998) เส้นแบ่งบางๆระหว่างชีวิต-ความตาย
The Suspended Step of the Stork deals with geographical borders separating countries and people. Ulysses’ Gaze talks about the borders, or one could say the limits, of human vision. Eternity and a Day discusses the borders between life and death.
สำหรับ Ulysses’ Gaze (1995) มีจุดเริ่มต้นจากผกก. Angelopoulos อยากดัดแปลงมหากาพย์ (กรีก/โรมัน) Odyssey หรือ (ละติน) Ulysses หลังเสร็จสิ้นสงคราม Trojan War ระหว่างเดินทางกลับบ้าน เรือของวีรบุรุษ Ulysses อับปางลงกลางทะเล ต้องพานผ่านอุปสรรคขวากหนามนาน ถูกสาวๆฉุดเหนี่ยวรั้ง นานถึงสิบปีกว่าจะหวนกลับถึง Ithaca … เปลี่ยนการผจญภัยในท้องทะเล มาเป็นทัวร์รอบคาบสมุทรบอลข่าน
(ผมขอใช้คำเรียก Ulysses แทน Odyssey เพื่อให้ตรงกับชื่อหนังเรื่องนี้นะครับ)
ผกก. Angelopoulos เดินทางไปอิตาลีเพื่อพูดคุยกับเพื่อนนักเขียนขาประจำ Tonino Guerra ในตอนแรกครุ่นคิดเล่นๆจะดัดแปลงเป็น “Ulysses on the Stock exchange” แต่ระหว่างที่ Guerra กำลังไล่อ่านมหากาพย์มาถึงตอน Ulysses เดินทางมาถึง Ithaca แล้วศรีภรรยา Penelope จดจำหน้าสามีไม่ได้ บังเอิ้ญมีใครบางคนมาเคาะประตูบ้าน
หญิงสาวคนหนึ่งจาก Manzu foundation (ตั้งชื่อตามนักแกะสลัก Giacomo Manzu (1908-91) สัญชาติอิตาเลี่ยน) นำจดหมายพร้อมของขวัญมามอบให้ผกก. Angelopoulos ประกอบด้วยรูปปั้นศีรษะ Ulysses และจดหมายจากบุตรสาวของ Giacomo Manzu กล่าวถึงคำขอสุดท้ายของบิดา พยายามหาวิธีแกะสลักแววตา Ulysses’ gaze ที่เก็บซ่อนประสบการณ์ชีวิตของตนเอง และมวลมนุษยชาติ
A girl came in and said she was sent from the Manzu foundation (named after sculptor Giacomo Manzu) and was carrying a letter and a present for me. The present was a sculpture of Ulysses’ head, and the letter was from Manzu’s daughter. In it, she said that since I am Greek, she felt I should have this present and added that her father’s last wish was to find a way of sculpting Ulysses’ gaze because he believed this gaze contained the whole human experience.
Here we were discussing the Ulysses and suddenly this surprise. Tonino thought that was a sign from heaven and decided we should pursue in this direction.
เหตุการณ์ดังกล่าวราวฟ้ากำหนดให้ผกก. Angelopoulos และเพื่อนนักเขียน Guerra ค้นพบทิศทางของหนัง รวมถึงตั้งชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ Το βλέμμα του Οδυσσέα อ่านว่า To Vlemma tou Odyssea แปลตรงตัว The Gaze of Odysseus หรือ Ulysses’ Gaze
เรื่องราวของผู้กำกับชาวกรีกชื่อ A (รับบทโดย Harvey Keitel) ประสบความสำเร็จจากการสร้างภาพยนตร์ที่สหรัฐอเมริกานานกว่าสามสิบปี หวนกลับมาประเทศบ้านเกิดเพื่อจัดฉายผลงานล่าสุด และต้องการติดตามหาฟีล์มสามม้วนที่สูญหายของพี่น้อง Manaki brothers เชื่อว่าสร้างขึ้นก่อนหน้าภาพยนตร์เรื่องแรก The Weavers (1905) เพียงเพราะต้องการพบเห็น ‘First Gaze’ ครั้งแรกของการบันทึกภาพวิถีชีวิต/ผู้คนในคาบสมุทรบอลข่าน
การเดินทางของ A เริ่มต้นจาก Greece ข้ามชายแดนสู่ Albania, North Macedonia, Bulgaria, Romania, Serbia ก่อนถึงเป้าหมายปลายทางเมือง Sarajevo ประเทศ Bosnia and Herzegovina ไม่ใช่แค่พบปะผู้คน ค้นหาฟีล์มหนังสูญหาย ยังผสมผสานอัตชีวประวัติ เลือนลางเข้ากับเรื่องราวของพี่น้อง Manaki brothers รวมถึงเหตุการณ์สำคัญๆในประวัติศาสตร์คาบสมุทรบอลข่านรอบศตวรรษที่ผ่านมา
Harvey Keitel (เกิดปี 1939) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Brooklyn, New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพจาก Romania และ Poland, พออายุ 16 อาสาสมัครเป็นทหารเรือ ประจำการอยู่ Lebanon หลังปลดประจำการทำงานนักชวเลขในชั้นศาล (Court Stenographer) นานกว่าสิบปี ก่อนตัดสินใจผันตัวสู่วงการบันเทิง เข้าศึกษาการแสดงจาก HB Studio ลูกศิษย์ของ Stella Adler และ Lee Strasberg, ต่อมาได้รับบทบาทเล็กๆในการแสดง Off-Broadway จากนั้นเข้าทดสอบหน้ากล้องภาพยนตร์เรื่องแรกของ Martin Scorsese ได้รับบทนำ Who’s That Knocking at My Door (1967), แจ้งเกิดกับ Mean Streets (1973), Alice Doesn’t Live Here Anymore (1974), Taxi Driver (1976), The Last Temptation of Christ (1988), Thelma & Louise (1991), Bugsy (1991) ** เข้าชิง Oscar: Best Actor, Reservoir Dogs (1992), Bad Lieutenant (1992), Pulp Fiction (1994)
รับบทผู้กำกับชาวกรีก A หลังประสบความสำเร็จจากการสร้างภาพยนตร์ที่สหรัฐอเมริกา ตัดสินใจหวนกลับประเทศบ้านเกิดเพื่อจัดฉายผลงานล่าสุด จากนั้นขึ้นรถแท็กซี่ออกติดตามหาฟีล์มสามม้วนที่สูญหายของพี่น้อง Manaki brothers เดินทางข้ามพรมแดน เผชิญหน้าเหตุการณ์สำคัญๆ พานผ่านประวัติศาสตร์ของประเทศในคาบสมุทรบอลข่านตลอดศตวรรษที่ 20 … นี่ถือเป็นการค้นหาตัวตนเอง หวนกลับหารากเหง้าภาพยนตร์ และอัตลักษณ์ชาติพันธุ์บอลข่าน
เกร็ด: หนังไม่ได้มีการกล่าวชื่อตัวละคร แต่บทเขียนว่า A เพราะผกก. Angelopoulos ตระหนักว่าต้องเรียกชายคนนี้ว่าอะไรสักอย่าง “because we had to call him something” อาจย่อมาจาก Alexandre (เป็นชื่อที่ผกก. Angelopoulos นิยมใช้แทนตนเองในหลายๆผลงาน)
ในตอนแรกผกก. Angelopoulos ครุ่นคิดอยากได้เพื่อนนักแสดงชาวอิตาเลียน Marcello Mastroianni ที่เพิ่งร่วมงาน The Suspended Step of the Stork (1991) แต่ก่อนจะเริ่มพูดคุยพบเห็นเขาทำการแสดงละคอนเวที แล้วตระหนักว่าสุขภาพร่างกายดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ท่าทางคงจะถ่ายทำหนังเรื่องนี้ที่ต้องเดินทางไปหลายประเทศไม่ไหวแน่ๆ … Mastroianni ล้มป่วยมะเร็งตับอ่อน ก่อนเสียชีวิตปี ค.ศ. 1996 สิริอายุ 72 ปี
ด้วยความที่หนังมีใจความเกี่ยวกับการก้าวข้ามพรมแดน ผกก. Angelopoulos จึงครุ่นคิดอยากเลือกนักแสดง Hollywood ที่พร้อมรับความท้าทาย ตัดสินใจเลือก Harvey Keitel บอกว่าเป็นคนมีมุมอ่อนไหว “he possesses something very sensitive” สายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ร่างกายบึกบึนกำยำ สามารถฟันผ่าอุปสรรคขวากหนาม พานผ่านทุกสถานการณ์เลวร้าย
แต่ตัวเลือก Keitel นักแสดงสาย Method Acting เต็มไปด้วยความเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการ ครุ่นคิดว่าวิธีของตนเองถูกต้อง เคยกล่าวในเชิงประชด “In the time you take for one shot, Tarantino makes a whole film!” … หนังเรื่องนี้ใช้เวลาโปรดักชั่นนานถึง 18 เดือน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินทุน แต่การหาสถานที่ถ่ายทำต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย และยังเสียเวลากับการรอคอยสภาพอากาศเหมาะสม ตรงตามความต้องการผู้กำกับ
แม้ว่า Keitel จะมีแววตาหมกมุ่น เต็มไปด้วยความแน่วแน่ สอดคล้องจิตวิญญาณตัวละครที่ต้องการออกติดตามหาฟีล์มสามม้วนสูญหายให้จงได้ พร้อมเสี่ยงอันตราย ท้าความตาย ถ้าไม่พบเจอก็อาจอกแตกตายทั้งเป็น, แต่ผมกลับรู้สึกว่าหลายๆครั้งการแสดงมันไม่ต่อเนื่อง บางครั้งอัดแน่นด้วยอารมณ์ บางครั้งพูดยังกะอ่านบท เหมือนคนไร้จิตวิญญาณ ปัญหาน่าจะเกิดจากแนวทางของผกก. Angelopoulos ไม่เหมาะสำหรับนักแสดง Method Acting
คือเราต้องเข้าใจสไตล์ของผกก. Angelopoulos เลือกถ่ายภาพจากระยะไกล ไม่ค่อยโคลสอัพใบหน้า เพราะเขาไม่ได้สนใจดราม่า จิตวิทยา หรือฝีไม้ลายมือนักแสดง (การถ่ายภาพระยะใกล้ หรือ Close-Up จักทำให้ผู้ชมพบเห็นปฏิกิริยาอารมณ์ เข้าถึงสิ่งซ่อนเร้นภายในจิตใจตัวละคร) แต่ต้องการนำเสนอองค์รวม/มหภาค สะท้อนภาพมุมกว้าง สามารถเปรียบเทียบเหตุการณ์บังเกิดขึ้นในระดับสังคม การเมือง ประวัติศาสตร์ Greece และเหมารวมปกรณัมกรีก … การแสดง Method Acting ของ Keitel จึงไม่มีความจำเป็นต่อหนังลักษณะนี้
ในบทสัมภาษณ์ของผกก. Angelopoulos เล่าถึงฉากสุดท้ายของหนังที่ Keitel กล่าวบทพูดเดี่ยว (Monologue) ในโรงภาพยนตร์ที่พังทลาย เจ้าตัวเหมือนไม่อยากเล่นฉากนี้สักเท่าไหร่ จู่ๆเรียกร้องขอฟังเพลง “Theo, please give me a minute, I need to listen to a certain Sinatra song.” แต่สถานที่ถ่ายทำคือเมืองเล็กๆห่างไกลชุมชน จะไปหาแผ่นเสียงมาจากไหน ต้องให้ทีมงานขับรถกลับเข้าเมือง พอได้แผ่นเพลงนั้นมา ก็ขอไปนั่งฟังคนเดียว ได้ยินเสียงร่ำร้องไห้
He put the record on, went into his corner, and then I heard terrible sighs; he was crying like a child and calling his mother. Maybe the song reminded him of his mother. We waited until he came out and announced he was ready. We took the shot but because he had cried so much before, he was completely empty.
Theo Angelopoulos
ด้วยความที่ Keitel ร่ำร้องไห้หนักมาก จนภายในแทบไม่หลงเหลืออะไร ทำการแสดงด้วยสายตาอันว่างเปล่า แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผกก. Angelopoulos ต้องการเลยสักนิด “We followed your method, now we shall try mine.” วิธีการก็คือขับไล่ทีมงาน(รวมถึง Keitel)ออกไปรอภายนอกโรงภาพยนตร์ จากนั้นเปิดแผ่นเสียง Sinatra ด้วยความดังระดับสูงสุดเพื่อให้ทุกคนได้ยิน เมื่อเพลงจบ Keitel กลับเข้ามาด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด “Fuck you, who do you think you are, God? You have no respect for others.” ทำท่าเหมือนอยากมีเรื่องชกต่อย พอเริ่มสงบสติอารมณ์ “Are you ready?” แล้วถ่ายทำฉากนี้ใหม่อีกรอบ
สิ่งที่ผมพยายามจะสื่อถึงนี้ ก็คือสไตล์การทำงานของผกก. Angelopoulos และวิธีทำการแสดงของ Keitel มีความแตกต่างแทบจะตรงกันข้าม ความขัดแย้งลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยในกองถ่าย สิ่งพบเห็นในหนังมันเลยดูแปลกๆ ไม่ค่อยลื่นไหลเป็นธรรมชาติสักเท่าไหร่ … คงมีเพียง Marcello Mastroianni เท่านั้นกระมังที่สามารถใช้ศักยภาพตนเอง ตอบสนองสไตล์ผกก. Angelopoulos ได้อย่างมืออาชีพ
เกร็ด: แม้จะไม่ค่อยถูกกันในกองถ่าย แต่ทว่า Keitel มักกล่าวชื่นชม ยกย่องสรรเสริญผกก. Angelopoulos อยู่เสมอๆ “You are great, man.”
นักแสดงอีกคนที่ต้องกล่าวถึงคือ Maia Emilia Ninel Morgenstern (เกิดปี ค.ศ. 1962) นักแสดงสัญชาติ Romanian ได้รับฉายา “a symbol of Romanian theater and film” เกิดที่ Bucharest, Romania ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish โตขึ้นเข้าเรียนการแสดง I. L. Caragiale National University of Theatre and Film จากนั้นเข้าสู่แวดวงละคอนเวที มีผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ The Oak (1992), The Seventh Room (1995), Ulysses’ Gaze (1995), The Passion of the Christ (2004) รับบทพระแม่มารี
เกร็ด: นามสกุลของเธอ Morgenstern ในภาษา German แปลว่า Morning Star ซึ่งคือคำเรียกขานของพระแม่มารี (title of the Virgin Mary)
ในเครดิต Morgenstern ทำการแสดงทั้งหมด 4 บทบาท ประกอบด้วย
- Woman In A’s Home Town หญิงสาวเดินผ่านผู้กำกับ A ที่เมืองบ้านเกิด Florina, Greece ก่อนหายตัวไปท่ามกลางกลุ่มผู้ออกมาชุมนุมประท้วง คาดว่าคงเป็นอดีตภรรยา คนรักเก่า ในปกรณัมกรีกก็คือ Penelope
- Kali นักอนุรักษ์ภาพยนตร์ทำงานอยู่ Cinematheque of Macedonia ณ Skopje ในตอนแรกดูเหมือนไม่พึงพอใจผู้กำกับ A ที่ออกติดตามหาฟุตเทจสูญหายของพี่น้อง Manaki แต่คุยไปคุยมาเหมือนจะหลงคารม ตกหลุมรัก มิอาจควบคุมตนเอง พยายามยื้อย่างไม่อยากให้เขาจากไป ในปกรณัมกรีกเปรียบดั่ง Calypso นิมฟ์ (Nymph) อาศัยอยู่เกาะ Ogygia บีบบังคับให้ Ulysses อยู่กับเธอนานถึงเจ็ดปี
- หญิงหม้ายนิรนาม พบเจอในความฝัน/ย้อนอดีตที่ Philipoupolis หรือ Plovdiv, Bulgaria เมื่อปี ค.ศ. 1915 ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หลังสูญเสียสามี พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเหนี่ยวรั้งเขาไว้ ในปกรณัมกรีกก็คือ Circe อาศัยอยู่บนเกาะ Aeaea เธอมีไม้กายสิทธิ์เปลี่ยนให้ลูกเรือรวมถึง Ulysses กลายเป็นสัตว์ ก่อนเขาพูดคุยโน้มน้าวจนสามารถกลับคืนร่างมนุษย์ อยู่กินกับเธอปีกว่าๆจนมีบุตรชายสองคน Latinus และ Telegonus
- Naomi บุตรสาววัยรุ่นของ Ivo Levy พบเจอที่ Sarajevo, Bosnia and Herzegovina แม้ไม่เคยพบเจอผู้กำกับ A มาก่อน แต่รู้สึกมักคุ้นเคยชิน ราวกับรู้จักกันมานาน ถึงอย่างนั้นโชคชะตานำพาเธอประสบโศกนาฎกรรม ในปกรณัมกรีกคือ Nausicaä (ชื่อหมายถึง ‘burner of ships’) บุตรสาวของกษัตริย์ King Alcinous และ Queen Arete ให้ความช่วยเหลือ Ulysses เมื่อเรืออับปางชายฝั่งเกาะ Phaeacia แม้ทั้งสองไม่ได้มีความสัมพันธ์โรแมนติก ภายหลังเธอแต่งงานกับบุตรชาย Telemachus แต่ลึกๆแล้วน่าจะต่างแอบรักกันและกัน
ผมมาเอะใจว่านักแสดงคนเดียวเล่นหลายบทบาทก็ตอนช่วงท้ายของหนัง บุคคลรับบท Naomi ทำไมหน้าตาช่างละม้ายคล้ายนักอนุรักษ์ Kali ระหว่างหาข้อมูลก็แอบคาดไม่ถึงว่า Morgenstern จะรับเล่นถึงสี่บทบาท ซึ่งต่างเป็นคนรักของ Odysseus/Ulysses พยายามเหนี่ยวรั้งไม่ให้เขากลับบ้าน แต่ด้วยความรักมั่นคงต่อศรีภรรยา จึงมอบได้เพียงเรือนร่างกาย และความรู้สึกผิดทางใจ “I’m crying, because I can’t love you.”
การแสดงของ Morgenstern อาจไม่ได้ถึงขั้นตื่นตราตะลึง แต่เมื่อผู้ชมตระหนักว่าเธอเล่นถึงสี่บทบาท ก็จะแอบชื่นชมในความสามารถ จริงๆมันมีนักแสดงไม่น้อยรับบทหลายตัวละคร แต่ไม่รู้ทำไมผมกลับนึกถึง The Color of Pomegranates (1969) โคตรภาพยนตร์รัสเซียของผกก. Sergei Parajanov ที่นักแสดงนำ Sofiko Chiaureli แสดงทั้งหมดห้าบทบาท … คงเพราะต่างเป็นนักแสดงหญิง เล่นภาพยนตร์ที่ไม่เน้นขายการแสดงเหมือนๆกัน
ถ่ายภาพโดย Giorgos (หรือ Yorgos) Arvanitis, Γιώργος Αρβανίτης (เกิดปี ค.ศ. 1941) ตากล้องสัญชาติกรีก เกิดที่ Makrakomi, Phthiotis ช่วงระหว่าง Greek Civil War (1946-49) บิดาหนีเข้าป่า มารดาเป็นนักโทษกลางเมือง บุตรชายจึงต้องอาศัยอยู่กับญาติที่ Nea Penteli ฝึกฝนงานด้านไฟฟ้า แต่ได้เข้าทำงานสตูดิโอ Finos Film ไต่เต้าจากผู้ช่วยจนกลายเป็นตากล้องหลัก แล้วได้ร่วมงานขาประจำผกก. Theo Angelopoulos ตั้งแต่หนังสั้น The Broadcast (1968) จนถึง Eternity and a Day (1998)
งานภาพในสไตล์ Angelopoulos จัดเข้าพวก ‘slow cinema’ กล้องขยับเคลื่อนไหวอย่างเชื่องชักช้า เต็มไปด้วยลวดลีลา (Zooming, Panning, Tracking) ระยะเวลา Long Take ระยะภาพ Long Shot (แทบไม่เคยพบเห็น Close-Up) บันทึกภาพทิวทัศน์กว้างใหญ่ มนุษย์ตัวเท่ามดกระจิดริด บทสนทนาแสนน้อยนิด ต้องคอยสังเกตท่วงท่า อากัปกิริยา ภาษากาย ทุกรายละเอียด ‘mise-en-scène’ ล้วนมีการวางแผน ซักซ้อมเคลื่อนไหว (Choreographed) และเคลือบแฝงนัยยะซ่อนเร้น
เกร็ด: ผลงานในยุคแรกๆของผกก. Angelopoulos นิยมใช้อัตราส่วนภาพ Academy Ratio (1.33:1) ที่ได้รับความนิยมบนทวีปยุโรป แต่ตั้งแต่เริ่มสร้าง ‘Trilogy of Border’ ภาพยนตร์ The Suspended Step of the Stork (1991) ก็เปลี่ยนมาใช้ Widescreen (16:9) เพื่อขยับขยายขีดจำกัด โสตประสาทในการรับชม
การท้าทายขอบเขต/ขีดจำกัดของผกก. Angelopoulos ไม่ใช่แค่เรื่องพรมแดน เดินทางไปหลายๆประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน Albania, North Macedonia, Bulgaria, Romania, Serbia, Bosnia and Herzegovina แต่ยังพวกเทคนิคภาพยนตร์ การจัดแสง-เฉดสีให้ดูทะมึน อึมครึม ปกคลุมด้วยความมืดมิด และโดยเฉพาะสภาพอากาศถึงระดับ ‘Extreme’ ถ่ายทำท่ามกลางพายุหิมะ เศษซากปรักหักพังของประเทศกำลังทำสงคราม (Sarajevo ขณะนั้นกำลังอยู่ระหว่าง Bosnian War (1992-95))
[History of Balkans] are especially complex because they go back such a long way, to when various Slavic tribes came under the Ottoman Empire in the fourteenth century. There were no borders in the Empire, but there were wars, even though it wasn’t ethnic conflict: it was about conquering land, having enough to eat. Then, with parts of the region passing from the Islamic Turks to the Austro-Hungarian Empire, which was Catholic, and with the French Revolution’s ideas of the nation state, all these peoples Greeks, Serbs, Bulgars, and so on-were mixed up together, and started having religious and ethnic conflicts. So it’s a very old story. And of course it’s Sarajevo where World War I began; so while many places have seen as much or more destruction than Sarajevo but it’s become a symbolic, almost mythic place.
Theo Angelopoulos
เกร็ด: แถลงไขนิดนึงว่า Sarajevo ไม่ใช่สถานที่ที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ชนวนเหตุของสงครามเกิดขึ้นที่นี่ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 ทายาทโดยสันนิษฐาน Archduke Franz Ferdinand แห่งจักรวรรดิ Austria-Hungary ถูกลอบสังหารโดยสมาชิกกลุ่มคลั่งชาติ Bosnian Serb นำไปสู่การตอบโต้ทางทหาร ก่อนบานปลายสู่สงครามโลก
ก่อนอื่นต้องกล่าวถึงสองพี่น้อง Manaki brothers ประกอบด้วย Yanaki (1878-1954) และ Milton (1882-1964) เกิดที่หมู่บ้านชนบท Avdella ขณะนั้นอยู่ภายใต้จักรวรรดิ Ottoman Empire, ครอบครัวมีเชื้อสาย Aromanian ฐานะค่อนข้างร่ำรวย ครอบครัวเป็นเจ้าของที่ดินทำกิน ฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่, ตั้งแต่เด็ก Yanaki มีความสนใจวาดภาพ ถ่ายรูป เคยเป็นครูสอนศิลปะที่ Romania ก่อนชักชวนน้องชายมาเปิดสตูดิโอถ่ายรูปที่ Manastir (ปัจจุบันคือ Bitola, North Macedonia) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905
นอกจากการถ่ายรูป สองพี่น้องยังชื่นชอบการเดินทางทัวร์ยุโรป จนครั้งหนึ่งเดินทางถึงกรุง London ได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับภาพเคลื่อนไหว ลงทุนซื้อกล้อง Bioscope 300 จากบริษัท Charles Urban Trading Company ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแรก The Weavers หรือ Grandmother Despina (1905) ความยาวประมาณ 60 วินาที (คลิปในหนังเอามาแค่บางส่วน) บันทึกภาพคุณยาย Despina อายุ 114 ปี กำลังถักทอผ้า ณ หมู่บ้าน Avdella … เชื่อกันว่าคือภาพเคลื่อนไหวแรกถ่ายทำในคาบสมุทรบอลข่าน
แวบแรกที่ผมเห็นภาพคุณยายถักทอผ้า เกิดความครุ่นคิดถึง The Eternal Motherhood จากโคตรหนังเงียบ Intolerance (1916), และการถักทอ ม้วนๆหมุนๆเส้นใย คือสัญลักษณ์การเชื่อมโยงวันเวลา-สถานที่ ชีวประวัติ ประวัติศาสตร์ ปกรณัมกรีก ทุกสิ่งอย่างเข้าด้วยกันเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้! … ฟุตเทจนี้จึงไม่ได้ปรากฎขึ้นแค่ช่วงแรกๆของหนัง แต่ยังแทรกแซมอยู่ระหว่างซีเควนซ์อีกสองสามครั้ง
ภาพแรกของหนัง เริ่มต้นจากฟุตเทจขาว-ดำเปลี่ยนมาเป็นฟีล์มสี นำเสนอความตายของ Yanaki Manaki เมื่อปี ค.ศ. 1954 เสียชีวิตขณะกำลังบันทึกภาพเรือสีน้ำเงินกำลังแล่นเข้าเทียบท่า Salonica, Thessaloniki โดยปกติแล้วเรือสัญลักษณ์ของความตาย หรือการออกเดินทางครั้งใหม่ และเป็นการส่งต่อไม้ผลัดให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งก็คือผู้กำกับ A เดินสวนทางกับผู้ช่วย (บุคคลให้เสียงบรรยาย เล่าถึงฟีล์มสามม้วนสูญหาย) เพิ่งหวนกลับประเทศบ้านเกิด Greece เมื่อปี ค.ศ. 1994-95 และกำลังเชยชมเรือคนละลำเดียวกันกำลังแล่นผ่านไป
หนึ่งในลายเซ็นต์ของผกก. Angelopoulos คือผู้ชมต้องคอยสังเกตจากบริบทรอบข้าง บางครั้งใน ‘sequence shot’ เดียวกันเริ่มต้นฉายภาพความตายของ Yanaki Manaki ปี ค.ศ. 1954 แต่พอกล้องเคลื่อนเลื่อน เพียงตัวละครเดินสวน การมาถึงของผู้กำกับ A เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1994-95
The film deals with the history of this century; therefore the use of flashbacks is mandatory here. My feeling, in any case, is that the past is an integral part of the present. The past is not forgotten, it affects everything we do in the present. Every moment of our lives consists of the past and the present, the real and the imaginary, all of them blending together into one.
Theo Angelopoulos


นี่คือเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง! เมื่อครั้นผกก. Angelopoulos นำภาพยนตร์ The Suspended Step of the Stork (1991) มาฉายยังเมือง Florina แล้วเหมือนว่ามีเนื้อหาบางส่วนสร้างความไม่พึงพอใจต่อมุขนายก (Bishop) อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ จึงพยายามล็อบบี้ โน้มน้าวประชาชน ออกมาชุมนุมประท้วง ต่อต้านการฉายหนัง แต่ด้วยความที่มีผู้คนมากมายมาเฝ้ารอคอยอยู่เบื้องหน้าโรงหนัง เจ้าของจึงเชื่อมต่อลำโพงเข้ากับเครื่องกระจายเสียง เปิดเสียงพูด+เพลงประกอบให้ดังกลบระฆังโบสถ์ … ก่อนเกิดการปะทะกันภายหลัง
ปล. เสียงจากเครื่องกระจายเสียงก็มาจากภาพยนตร์ The Suspended Step of the Stork (1991) ตรงบทพูดของ Marcello Mastroianni หนึ่งในนั้นกล่าวว่า “How many borders does one have to cross… to find himself at home?”

ผมไม่สามารถทำภาพเคลื่อนไหว GIF ที่เก็บรายละเอียดได้ทั้งหมด เพราะมันเป็น Long Take ที่เยิ่นยาวมากๆ แต่อยากจะชี้ให้เห็นความแตกแยกของเมืองแห่งนี้ ระหว่างผกก. A เดินเล่น กินลมชมวิว หวนระลึกความหลัง ดำเนินสู่ฟากฝั่งซ้ายพบเจอผู้ประท้วงกลุ่มหนึ่ง จากนั้นจึงวกกลับไปอีกฟากฝั่งขวาก็พบเจออีกกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง เหนือ-ใต้-ออก-ตก เรียกได้ว่าห้อมล้อมทุกทิศทาง … ลูกเล่นคล้ายๆกันนี้เคยพบเห็นใน The Travelling Players (1975) ระหว่างคณะการแสดงพยายามหลบหนีออกจากเมือง แต่สองฟากฝั่งมีการยิงโต้ตอบสวนกันไปมา


ก่อนจะก้าวขึ้นรถแท็กซี่ มีหญิงวัยกลางคนเดินผ่านหน้าผกก. A จดจำได้ว่าเธอคืออดีตคนรัก ภรรยาเก่า เลยพยายามออกติดตาม แต่กลับถูกกีดกั้นขวาง พร่ำรำพันความคิดถึง ก่อนเธอจะสูญหายตัวไปท่ามกลางกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงกำลังจะเข้าปะทะกัน … เราสามารถตีความฉากนี้ได้ทั้งการหวนระลึกความทรงจำ เลือนลางระหว่างความจริง-ความฝัน เขาสูญเสียเธอไปเพราะสงคราม ความขัดแย้งระหว่างสองฝั่งฝ่าย จากนี้กำลังจะออกเดินทางกลับบ้านเก่า/หวนกลับหารากเหง้า แล้วเราสองจะได้พบเจอกันอีกครั้ง

คุณยายขอติดรถแท็กซี่ข้ามชายแดนไปลง Korytsa หรือ Korçë, Albania แต่พอมาถึงเขากลับทอดทิ้งเธอไว้บริเวณสี่แยกกลางเมือง มันอาจฟังดูเย็นชา ไร้มนุษยธรรม แต่นั่นไม่ใช่ภาระหน้าที่ของเขาจะช่วยติดตามหาครอบครัวของเธอ และการเดินทางก็ยังอีกเยิ่นยาวไกล
สิ่งน่าสนใจระหว่างการเดินทางข้ามพรมแดนครั้งนี้ ผมมองว่าคือบรรดาผู้อพยพสองข้างทางเสียมากกว่า หนังไม่ได้มีการระบุวันเวลา แต่พอคาดเดาได้ไม่ยากว่าต้องการสื่อถึงช่วงสงครามโลก + สงครามการเมือง + รัฐบาลเผด็จการทหาร ที่มีการกำจัด/ขับไล่ เนรเทศบุคคลเห็นต่างทางการเมือง หลายคนจึงตัดสินใจหลบลี้ภัยออกนอกประเทศ … ญาติพี่น้องของคุณยายคนนี้ก็น่าจะเฉกเช่นเดียวกัน ถูกทอดทิ้งเอาไว้เบื้องหลังอย่างเย็นชา ไร้มนุษยธรรม


ระหว่างทางหิมะตกหนักจนรถไปต่อไม่ไหว คนขับเลยหยุดจอด ชวนคุย-ชวนดื่ม ยังสถานที่แห่งไหนก็ไม่รู้ (nowhere) พร่ำเพ้อถึงอนาคตอันใกล้ “Greece is dying.” ครุ่นคิดว่าประเทศนี้กำลังจะไปต่อไม่ไหว ติดหงักอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ
Greece is dying… We’re dying as a people. We’ve come full circle. I don’t know for how many thousands years, among broken stones and statues… and now we’re dying. But if Greece is to die, she’d better do it quickly, because the agony lasts too long, and makes too much noise.
คนขับแท็กซี่


มาถึงเมือง Manastir ปัจจุบันคือ Bitola, North Macedonia ซึ่งเคยเป็นสถานที่ตั้งสตูดิโอของพี่น้อง Manaki brothers หนังพยายามเลือกมุมกล้องให้ผกก. A เดินมาจากซ้ายมือของภาพ หยุดอยู่ตรงหน้าทางเข้า แล้วตัดไปภาพ Milton Manaki ก้าวออกจากสตูดิโอ แล้วออกเดินไปทางขวามือ
ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่าฟุตเทจของ Milton Manaki มาจากไหน? อ่านเจอว่า Zagreb Film สร้างสารคดีเกี่ยวกับชีวิตและการทำงานของ Milton เมื่อปี ค.ศ. 1958 ลองสอบถาม AI Grok บอกว่าสารคดีชื่อ Kamera 300 (1958) [สื่อถึงกล้องตัวแรก Bioscope 300 ที่สองพี่น้อง Manaki ซื้อมาถ่ายทำภาพยนตร์] กำกับโดย Branko Ranitović สัญชาติ Croatian แต่ผมหาคลิปมายืนยันไม่ได้ว่าใช่ฟุตเทจเดียวกันนี้หรือเปล่า

ทีแรกผมครุ่นคิดว่าฟุตเทจปรากฎขึ้นคือผลงานของพี่น้อง Manaki แต่หลังจากพบเห็นโปสเตอร์ภาพยนตร์เลยเกิดตระหนักว่ามันไม่ใช่แล้ว Meet Me in Las Vegas (1956), The Adventures of Arsène Lupin (1957), Carmen Jones (1954), Poor But Beautiful (1957), หนังของ Julien Duvivier, To Catch a Thief (1955), Lady Chatterley’s Lover (1955) … ทั้งหมดเป็นหนังในทศวรรษ 50s

สตูดิโอเก่าของพี่น้อง Manaki brothers ได้ถูกระเบิดพังทลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พวกเขาเลยเลิกสร้างภาพยนตร์ เปลี่ยนมาทำธุรกิจฉายหนังกลางแจ้ง
- ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ฉายไม่ได้ระบุชื่อ แต่เกี่ยวกับเจ้าสุนัข Rin-Tin-Tin (1918-32) สายพันธุ์ German Shepherd โด่งดังในยุคหนังเงียบ
- ส่วนภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายฉายก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นหนังของ Charlie Chaplin แนวโน้มน่าจะคือ Modern Times (1936)
แม้สงครามโลกครั้งที่สองจะไม่ได้พังทลายโรงหนังกลางแจ้ง แต่ก็ถูกปล่อยทิ้งร้างจนกระทั่ง Milton ขายต่อฟีล์มหนังทั้งหมดให้รัฐบาล Macedonia นำมาปรับปรุงสตูดิโอกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ (แต่เห็นเรียกว่า Memorial House) สำหรับจัดแสดงอุปกรณ์ เก็บรักษาฟีล์มหนัง และตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 มีการจัดการเทศกาล Manaki Brothers Film Festival ตั้งชื่อรางวัลใหญ่ Golden Camera 300


เธอคนนี้ชื่อ Kali คาดว่าทำงานอยู่ Cinematheque of Macedonia ระหว่างโดยสารรถไฟกลับ Skopje ถูกโน้มน้าวโดยผกก. A จนยินยอมเปิดเผยว่าฟุตเทจดังกล่าวไม่มีอยู่จริง ก่อนหลงคารม ตกหลุมรัก พอสบโอกาสก็ถาโถมเข้าใจ … จริงๆมีแอบบอกใบ้จุดไฟแช็คตั้งแต่ตอนต้นฉาก
Kali ได้รับการเปรียบเทียบกับ Calypso นิมฟ์ (Nymph) อาศัยอยู่เกาะ Ogygia ค่อยร่ายมนต์คาถา บีบบังคับให้ Ulysses อาศัยอยู่กับเธอถึงเจ็ดปี (จากสิบปีที่ Ulysses ใช้เวลาเดินทางกลับบ้าน) มันฟังดูกลับกันกับตัวละครนี้ที่หลงคารมผกก. A แต่อาจเพราะเธอหลงคารมเขา จึงพยายามทำทุกสิ่งอย่างไม่ให้ต้องพลัดพรากจากไป … ผกก. A ต้องกระโดดขึ้นเรือหลงหนี และพูดบอกว่า “I’m crying, because I can’t love you.”

ระหว่างจะข้ามพรมแดนสู่ประเทศ Bulgaria ผกก. A จู่ๆโดนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจับกุมตัว เกิดความเข้าใจผิดว่าเขาคือ Yanaki Manaki (คนพี่) ข้อหากบฎหรืออะไรสักอย่าง กำลังจะถูกตัดสินโทษประหารยิงเป้า ก่อนจดหมายจาก King Ferdinand of Bulgaria เปลี่ยนมาสั่งให้เนรเทศออกนอกประเทศในช่วงสงคราม Balkan Wars (1912-13) … นี่คือการเลือนลางระหว่างผกก. A = พี่น้อง Manaki, และช่วงเวลาจากปีปัจจุบัน ค.ศ. 1994-95 ย้อนกลับไป Balkan Wars (1912-13), หรือจะมองว่าคือซีเควนซ์ภาพหลอน ความฝัน ความทรงจำ ก็ได้เหมือนกันหมดนะครับ
ตอนที่ Yanaki กำลังจะถูกประหารยิงเป้าแล้ว King Ferdinand เปลี่ยนคำสั่งให้เนรเทศ พอเสียงทหารเงียบลง สังเกตว่าแสงสีบนใบหน้าผกก. A มีการแปรเปลี่ยนไป นั่นถือเป็นวินาทีกลับมาเป็นปีปัจจุบัน ถอดผ้าปิดตา เดินมาด่านตรวจคนเข้าเมือง ได้รับการปั๊มตราผ่านเข้าประเทศโดยไม่มีปัญหาใดๆ


Philipoupolis คือชื่อเมืองเก่าที่ชาวกรีกนิยมเรียกถึง แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็น Plovdiv, Bulgaria … มันมีหลายครั้งในหนังที่ชื่อเมืองกล่าวถึง ไม่ตรงกับชื่อทางการในปัจจุบัน นี่ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการเลือนลางอดีต-ปัจจุบัน ฟังดูอาจสับสน แต่หนังเรื่องนี้สร้างโดยผู้กำกับชาวกรีก จึงมักเรื่องชื่อเมืองในมุมมองของชาว Greece
แซว: มันก็คล้ายๆคนไทยเรียกจีน, ญี่ปุ่น แต่คำเรียกทางการคือ China, Japan และคนในประเทศเหล่านั้นก็เรียกตนเองต่างกัน Zhōngguó (中国), Nippon/Nihon (日本)

เมื่อตอนผกก. A และ Kali เดินทางมาถึงสถานี Bucharest, Romania พอกล้องแพนนิ่งออกไปด้านนอก พบเห็นทหารสวมใส่ชุดที่ใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงมารดา (ของผกก. A) นำพาบุตรชายออกเดินทางกลับบ้านที่ Constanța … นี่คือการย้อนเวลาจากปีปัจจุบัน ค.ศ. 1994-95 กลับไปช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
จริงๆแล้วช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ผกก. A น่าจะยังเป็นเด็กน้อย ไม่รู้ประสีประสา แต่หนังจงใจเลือนลางระหว่างความเป็นเด็ก-ผู้ใหญ่ โดยให้นักแสดง Harvey Keitel สวมวิญญาณกลายเป็นเด็กน้อย … ส่วนแฟนสาว Kali สูญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เพราะเธอไม่มีตัวตนอยู่ใน Timeline ดังกล่าว
เกร็ด: ช่วงเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง Romania เข้าร่วมฝ่ายอักษะ ฝั่งเดียวกับ Nazi Germany แต่หลังจากเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944, King Michael I โค่นล้มอำนาจนายพล Ion Antonescu ย้ายข้างมาอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร

นี่น่าจะเป็น ‘Sequence Shot’ พิลึกพิลั่นที่สุดในผลงานของผกก. Angelopoulos ถ่ายทำแบบ Long Take เริ่มจากเคลื่อนเลื่อนกล้องวนไปรอบบ้าน จากนั้นมาปักหลักอยู่บริเวณโถงเต้นรำ พบเห็นกาลเวลาเคลื่อนผ่านระหว่าง ค.ศ. 1945-50 วิธีเดียวจะสังเกตได้คือใครสักคนพูดว่า Happy (New Year) ต่อด้วยปีที่เปลี่ยนไป
- บิดาหวนกลับบ้านทักทายด้วย Happy 1945! มารดายังสอนเต้นรำผกก. A (อย่าลืมว่าช่วงปีนี้ผกก. A ยังเป็นเด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่)
- ตำรวจลับเดินทางมาจับกุมบิดา ก่อนพูดว่า Happy 1948! คราวนี้ผกก. A สามารถเต้นรำกับมารดา
- องค์กรยึดทรัพย์สิน เข้ามาขนย้ายสิ่งข้าวของโน่นนี่นั่นระหว่าง Happy 1950! ทำให้งานเลี้ยงเฉลิมฉลองสิ้นสุดลง
ซีเควนซ์นี้มีพื้นหลังประเทศ Romania นำเสนอช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (=บิดาหวนกลับบ้าน) ก่อนถูกสหภาพโซเวียตยึดครอง King Michael I ถูกบังคับให้สละราชบัลลังก์วันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1947 (=บิดาถูกตำรวจลับจับกุมตัว) เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสู่สังคมนิยม คอมมิวนิสต์เข้ายึดครองทุกสิ่งอย่าง (=ขนย้ายข้าวของออกจากบ้าน)



แต่ก่อนที่ครอบครัวจะแยกย้ายหลังงานเลี้ยง แทนที่จะคือผู้ใหญ่ A กลับกลายเป็นเด็กชาย A เข้ามายืนเคียงข้างมารดาขณะถ่ายภาพนิ่ง … คงเพราะนี่คือภาพถ่ายตราฝังอยู่ความทรงจำ ผกก. A จึงไม่ได้นำเอาตนเองในปัจจุบัน(ที่เป็นผู้ใหญ่)มาปรากฎตัวในความฝัน

“I’m crying, because I can’t love you.” นี่เป็นประโยคคำพูดที่อ้างอิงตรงๆมาจากมหากาพย์ของ Homer ขณะที่ Ulysses บอกร่ำลา Calypso หลังอาศัยอยู่ร่วมกันมาเจ็ดปี แต่ก็มิอาจมอบความรักให้กับเธอ
That phrase is taken from Homer’s Odyssey. Ulysses remained seven years on Calypso’s island, but he would often go down to the sea and cry. For he could not love Calypso; he was always thinking of Penelope. He wanted to love her, but couldn’t.
Theo Angelopoulos

เมื่อตอน Landscape in the Mist (1988) มีการยกรูปแกะสลักมือไร้นิ้วชี้ขึ้นจากมหาสมุทร, Ulysses’ Gaze (1995) เริ่มต้นจากเครนยกศีรษะของ Vladimir Lenin ผู้สร้างทฤษฎีการเมือง และเศรษฐกิจสังคมนิยม พัฒนาจากลัทธิมากซ์ (Marxist) เพื่อประยุกต์เข้ากับสภาพทางสังคมและการเมืองของรัสเซีย ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
Lenin ถือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของประเทศฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ แต่หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายเมื่อปี ค.ศ. 1991 หลายๆประเทศในเครือก็ราวกับได้รับการปลดแอก ประกาศอิสรภาพ หวนกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งการนำเอารูปปั้นขนาดใหญ่ยักษ์ พร้อมแยกชิ้นส่วน ล่องแม่น้ำ Danube เปรียบดั่งการอำลา ไว้อาลัย ร่ำลาจากไป เรียกพิธีศพก็ว่าได้
As for the barge with Lenin’s statue on it, this marks for me the end of an era. I had prepared the sequence beforehand, but the idea of having the peasants watching it float down the Danube and crossing themselves as it went by originated with something I saw in Constanța, a Romanian port on the Black Sea. A crane was moving a huge head of Lenin from a ship to a barge, when a fishing boat just happened by. The couple on it, a man and a woman, stood up, shocked, as if Lenin had just come back to life. The woman covered the man’s eyes and instinctively made the sign of the cross.
Theo Angelopoulos
เกร็ด: รูปปั้น Vladimir Lenin ไม่แน่ใจว่าหนังทำขึ้นใหม่หรือเปล่า แต่ถ้านำส่วนต่างๆมาประกอบร่างจะสูงถึง 35 เมตร (ประมาณตึก 10 ชั้น)

เมื่อลงจากเรือมาถึง Belgrade (ขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Federal Republic of Yugoslavia) ผกก. A ก็ได้พบเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียน Nikos ทักทายกันด้วยข้อความ “The first thing God created was the journey, then came doubt, and nostalgia.” อ้างอิงจากบทกวีของ George Seferis (1900-71) สัญชาติกรีก เจ้าของรางวัล Nobel Prize สาขาวรรณกรรมเมื่อปี ค.ศ. 1963

Nikos นำพาผกก. A มาพบเจอชายสูงวัยยังบ้านพักคนชรา อดีตเคยทำงาน Yugoslav Film Archive แจ้งข่าวดีถึงการมีอยู่ของฟีล์มสามม้วนของ Manaki brothers รวมถึงให้คำแนะนำจุดหมายปลายทาง/สถานที่สุดท้าย
เกร็ด: เมื่อปี ค.ศ. 1955, Milton Manaki ขายต่อฟีล์มของตนเองทั้งหมดให้ Yugoslav Film Archive สำหรับเก็บอนุรักษา สนราคา 1 ล้าน Yugoslav dinars (= 3,333 ดอลลาร์ = เทียบค่าเงินปี ค.ศ. 2025 เกือบๆ $40,000 เหรียญ)
บ้านพักคนชราแห่งนี้ ได้รับการเปรียบเทียบกับขุมนรก (Hades) สถานที่ซึ่ง Ulysses เดินทางมาพบเจอเพื่อนเก่า (เสียชีวิตไปแล้ว) รวมถึง Tiresias นักพยากรณ์ตาบอด ให้คำแนะนำโชคชะตา-อนาคต ว่าจะดำเนินเดินทางไปต่ออย่างไร


บรรดารายชื่อที่ผกก. A และ Nikos ต้องการดื่มอุทิศให้ น่าจะคือคนรู้จักของผกก. Angelopoulos ที่จากไปก่อนวัยอันควร คาดเดาไม่ออกเลยว่าพวกเขาเหล่านี้คือใคร
To the years in Paris…
to Françoise, to Helga…
to Michele… to Monique…
to Antigone…
to all our busted hopes…
to the world that hasn’t changed…
for all our dreaming.To Mikes…
to Kazuko…to Costas…
to all those who chose
to leave early…
แต่พอทั้งสองออกจากร้านอาหาร แล้วมาเดินเล่นบนท้องถนนยามวิกาล นามกรเหล่านี้ล้วนคือบุคคลมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ ดนตรี การเมือง
Let’s drink to the sea.
To the inexhaustible sea.
The beginning and the end.
To Charlie Mingus,
to Tsitsanis, to Cavafy…
to Che Guevara,
to May of ’68.
to Santorini.
To Morino, to Dreyer, Orson Welles.
To your three reels…
to Eisenstein..

จาก Belgrade, Federal Republic of Yugoslavia ถ้าจะเดินทางสู่ Sarajevo, Bosnia and Herzegovina เอาจริงๆมันก็ไม่ได้ห่างไกลกันมาก แต่อาจเพราะขณะนั้นเกิดสงคราม Bosnian War (1992-95) ทำให้ผกก. A ตัดสินใจอ้อมโลกไปยัง Philipoupolis หรือ Plovdiv, Bulgaria แบบที่ผมก็งงๆว่าไปโผล่ตรงนั้นทำไมกัน?
การเดินทางสู่ Philipoupolis พบเจอหญิงหม้ายสูญเสียสามี บ้านถูกเผามอดไหม้ เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงระหว่าง World War I (1914-18) เธอจึงพยายามฉุดเหนี่ยวรั้ง กักขังหน่วงเหนี่ยว ไม่ยินยอมให้เขาร่ำลาจากไป … ได้รับการเปรียบเทียบกับ Circe อาศัยอยู่บนเกาะ Aeaea เธอมีไม้กายสิทธิ์เปลี่ยนให้ลูกเรือรวมถึง Ulysses กลายเป็นสัตว์ ก่อนเขาพูดคุยโน้มน้าวจนสามารถกลับคืนร่างมนุษย์ อยู่กินกับเธอปีกว่าๆจนมีบุตรชายสองคน Latinus และ Telegonus

ด้วยความที่ผกก. A ไม่ได้มีชีวิตพานผ่าน Philipoupolis ในปี ค.ศ. 1915 (ยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ) เฉกเช่นนั้นแล้วซีเควนซ์นี้สามารถมองเป็นความฝัน หรือจะเทียบแทนด้วยพี่น้อง Manaki brothers ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งหลังสตูดิโอที่ Bitola มอดไหม้วอดวาย ต่างคนต่างแยกย้ายหลบหนี Yanaki Manaki เดินทางเข้าสู่ Bulgaria ซื้อบ้านชนบทที่ Straja, Smolean (ทางตอนใต้ของ Philipoupolis) แล้วเพาะพันธุ์ม้าขาย (Breeding Horse)
ปล. หญิงหม้ายในหนังอาจไม่ได้มีพลังพิเศษเสกมนุษย์ให้เป็นสัตว์เหมือนกับ Circe แต่ในช่วงระหว่างสงคราม (Wartime) การมีอาหารเต็มโต๊ะแทบไม่น่าจะเป็นไปได้ … ราวกับเธอเสกมันขึ้นมา?

ผกก. Angelopoulos รวมถึงทีมงาน+นักแสดง มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะเข้าไปถ่ายทำยังพื้นที่สงคราม (War Zone) ในเมือง Sarajevo, Bosnia and Herzegovina ตระเตรียมทุกสิ่งอย่างไว้พร้อมสรรพ แต่ขณะรอคอยขึ้นเครื่องบินยัง Ancona จำต้องล้มเลิกแผนทั้งหมดเพราะกำลังมีการโจมตีทางอากาศ
ด้วยเหตุนี้จึงต้องเปลี่ยนมาใช้สถานที่ Mostar, Bosnia and Herzegovina และ Vukovar, Croatia ซึ่งต่างได้รับผลกระทบจากสงคราม Bosnian War (1992-95) ตึกรามบ้านช่องยังอยู่ในสภาพปรักหักพัก
I wanted to shoot in Sarajevo, but couldn’t. Everything was lined up for us to go there. We were all ready to go, waiting for our plane in Ancona, when the plane that left before us was turned back because the bombing had started again. But we did our best to show on screen the concept of Sarajevo, of the war going on there, of a city under siege. And finally, I believe the concept of Sarajevo is more important in this case than shooting the scene itself there. Often you are in the right location, but the spirit of that location is lacking. We shot in two other towns destroyed by this war, at Mostar and Vukovar, both victims of the same tragedy
Theo Angelopoulos


นักอนุรักษ์ Ivo Levy ระหว่างนำพาผกก. A ไปยังหอภาพยนตร์ เดินๆวิ่งๆหลบกระสุน หลบระเบิด ตอนกำลังข้ามสะพานเล่าถึงความยุ่งยากในการค้นหาสารเคมีเหมาะสม แม้ขณะนี้ยังไม่พบเจอแต่ก็น่าจะใกล้แล้วกระมัง ถึงสามารถข้ามฝั่งได้สำเร็จ … การข้ามสะพานมักคือสัญญะของการก้าวข้ามขีดจำกัด ดำเนินสู่อีกฟากฝั่งความสำเร็จ
เกร็ด: เดิมนั้น Ivo Levy รับบทโดย Gian Maria Volontè แต่ด้วยความล่าช้าในการถ่ายทำ อีกฝ่ายพลันด่วนเสียชีวิต จึงจำต้องเปลี่ยนมาเป็น Erland Josephson แล้วถ่ายทำใหม่หมด!

เหตุผลที่ผกก. A กล่าวตำหนิต่อว่านักอนุรักษ์ Ivo Levy ที่เก็บฟีล์มหนังเก่าๆเอาไว้ ในความเข้าใจของผมก็คือ เขาไม่พึงพอใจที่คลังหนังเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปเผยแพร่สู่สาธารณะ มันมีประโยชน์อะไรที่จะเก็บสะสม เอาไว้เชยชมเพียงคนเดียว “You have no right to keep it locked away!”

มันคงแปลกถ้ามาถึงคลังเก็บภาพยนตร์จะไม่มีการกล่าวถึงหนังเก่าๆ The Birth of a Nation (1915), Dr. Mabuse, the Gambler (1922), Falstaff (1911) [น่าจะกล่าวถึงหนังเงียบ], Persona (1966), Metropolis (1927), Ordet (1955), นอกจากนี้ยังมีโปสเตอร์ Niagara (1953), ภาพถ่าย Humphrey Bogart ฯ



ผกก. A ได้ยินเสียงสารเคมีทำปฏิกิริยา ตระหนักว่าฟีล์มหนังกำลังกลับมามีชีวิตอีกครั้ง! ฉากถัดมาเขาและเด็กชายปีนป่ายขึ้นจากท่อใต้ดิน (เพื่อมากดน้ำก็อก) แล้วแพนนิ่งไปพบเห็นฝูงชนภายก้าวออกมาสู่โลกภายนอก … เหล่านี้ล้วนเคลือบแฝงนัยยะเดียวกัน จากเคยต้องหลบๆซ่อน ได้รับการปลดปล่อย อิสรภาพ ออกมาพบเจอแสงสว่างเสียที


นักอนุรักษ์ Ivo Levy ทำปฏิกิริยาเคมี ล้างฟีล์มทั้งสามม้วนเสร็จสิ้น ระหว่างรอคอยให้ฟีล์มแห้งหรืออะไรสักอย่าง พอดิบพอดีวันนั้นหมอกลงหนาจัด (เหมือนเป็นข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่มีการต่อสู้รบ เพราะมองไม่เห็นใครเป็นใคร) เลยชักชวนผกก. A ออกไปเฉลิมฉลองภายนอก ก้าวออกทางผนังกำแพงที่โดนระเบิด เจิดจร้าด้วยแสงสว่าง … ก็เหมือนฟีล์มทั้งสามม้วนกำลังจะได้รับการประจักษ์สู่สาธารณะ

ทีแรกผมนึกว่าการแสดงชุดนี้น่าจะเกี่ยวกับ Ulysses แต่พอลองค้นประโยคคำพูด “Good night, good night! parting is such sweet sorrow, That I shall say good night till it be morrow.” กลับพบเจอว่ามาจากบทละคอน Romeo and Juliet ของ William Shakespeare ซึ่งสิ่งที่หนังน่าจะต้องการสื่อถึงคือการบอกใบ้ “Death Flag” เพราะนี่ช่วงเวลาโรแมนติกสั้นๆระหว่าง Romeo & Juliet ก่อนนำสู่โศกนาฎกรรม

ผมไม่แน่ใจว่านี่คือคำกล่าวของ Nausicaä หรือเปล่า? แต่เฉกเช่นเดียวกับบทละคอน Romeo and Juliet การเริงระบำระหว่างผกก. A และ Naomi ช่วงเวลาแห่งความสุขสั้นๆ ก่อนนำสู่โศกนาฎกรรมที่จะพลัดพรากจากเราสองชั่วนิรันดร์
Naomi บุตรสาวของ Ivo Levy ได้รับการเปรียบเทียบกับ Nausicaä บุตรสาวของกษัตริย์ King Alcinous ให้ความช่วยเหลือ Ulysses เมื่อเรืออับปางชายฝั่งเกาะ Phaeacia แม้ทั้งสองไม่ได้มีความสัมพันธ์โรแมนติก แต่ลึกๆแล้วเห็นว่าต่างแอบรัก ชื่นชอบกันและกัน ชวนให้ระลึกถึงรักครั้งแรก … หัวใจก็แตกสลาย
at the end of my film, the hero meets once again his first love. It’s a film about firsts-first love, first look, the initial emotions that will always be the most important in one’s life.
Theo Angelopoulos

ตามสไตล์ผกก. Angelopoulos นิยมใช้เทคนิค “Off-Screen” มักไม่ฉายให้เห็นเหตุการณ์บังเกิดขึ้น ปล่อยให้ผู้ชมได้ยินเสียงแต่มองไม่เห็นภาพเหตุการณ์ ปกคลุมด้วยความมืดหรือหมอกควัน ปล่อยให้จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล โศกนาฎกรรมไม่มีใครคาดคิดถึง

เห็นว่าผกก. Angelopoulos ถ่ายทำฟุตเทจจากฟีล์มสมมติทั้งสามม้วน แต่เลือกที่ไม่ฉายให้ผู้ชมพบเห็น (แบบเดียวกับภาพวาดมาสเตอร์พีซของ La Belle Noiseuse (1991)) เพราะสิ่งสำคัญสุดของหนังคือการเดินทาง ค้นพบตัวตนเอง และการฉายฟุตเทจปลอมของพี่น้อง Manaki มันคงไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่
I did shoot the scenes he sees, but finally we decided not to show them because it was too concrete. For me, the purpose of his search is the discovery of himself, and that is what the films should show. On the other hand, since we deal with characters that really existed, the Manaki brothers, pretending to show their films and showing something else instead would be an unnecessary falsification.
Basically, by developing the film, “A” has reached his goal, that’s the end of his search. It doesn’t matter what is on the film; maybe it’s just rushes that were never supposed to be shown. The journey leading to their discovery in Sarajevo today, this is the important thing.
Theo Angelopoulos
ผมไม่สามารถหาแหล่งข่าวยืนยันว่าบทพูดสุดท้าย (Monologue) ของผกก. A “When I return, It will be with another man’s clothes. Another man’s name. My coming will be unexpected.” มาจากมหากาพย์ Odyssey หรือไม่? สอบถามบรรดา AI ล้วนตอบปฏิเสธ เลยคาดว่าอาจเป็นบทกวีแต่งขึ้นใหม่ โดยเนื้อหาอ้างอิงจากมหากาพย์ Odyssey คำมั่นสัญญาของ Ulysses ที่จะเดินทางกลับบ้านให้สำเร็จ
การเลือกภาพสุดท้ายของหนังในโรงภาพยนตร์ที่มอดไหม้วอดวาย สภาพปรักหักพัง สามารถสะท้อนมุมมองผกก. Angelopoulos ต่อวงการภาพยนตร์ในช่วงใกล้สุดสิ้นศตวรรษ/สหัสวรรษ ทุกสิ่งอย่างมันช่างเปลี่ยนแปลงไปจากจุดเริ่มต้น ฟุตเทจภาพแรกที่สองพี่น้อง Manaki brothers บันทึกเอาไว้เมื่อเกือบศตวรรษก่อนอย่างโดยสิ้นเชิง … จุดเริ่มต้น-สิ้นสุดศตวรรษ, ฉายฟุตเทจภาพแรก-โรงหนังมอดไหม้วอดวาย, ถือกำเนิด-ความตาย, ทุกสิ่งอย่างเวียนวงกลม หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น

ตัดต่อโดย Giannis Tsitsopoulos & Takis Koumoundouros
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองผู้กำกับชาวกรีก A เริ่มจากหวนกลับมาประเทศบ้านเกิดเพื่อฉายผลงานล่าสุด จากนั้นขึ้นแท็กซี่ข้ามพรมแดน เดินทางทั่วคาบสมุทรบอลข่าน เพื่อติดตามหาฟีล์มหนังสามม้วนสูญหายของพี่น้อง Manaki
แม้เส้นทางการเดินทางของผู้กำกับชาวกรีก A จะเป็นเส้นตรงจาก Greece มุ่งสู่ Sarajevo แต่ทว่าเรื่องราวในเมืองต่างๆมักมี Timeline ที่แตกต่าง เลือนลางระหว่างอัตชีวประวัติ A, เหตุการณ์เคยบังเกิดขึ้นกับพี่น้อง Manaki สะท้อนเข้ากับประวัติศาสตร์สำคัญ(ของเมืองนั้น)ในช่วงศตวรรษที่ 20th
- อารัมบท
- ฟุตเทจภาพยนตร์ The Weavers (1905) ของสองพี่น้อง Manaki ถ่ายทำยังหมู่บ้านชนบท Avdella
- ณ ท่าเรือ Salonika บุคคลเคยเป็นผู้ช่วยสองพี่น้อง Manaki เล่าความหลังถึงฟุตเทจสูญหายให้กับผกก. A
- Opening Credit
- การฉายภาพยนตร์ใน Florina, Greece
- ผกก. A เดินทางมายังเมือง Florina เพื่อฉายผลงานเรื่องล่าสุด แต่พอหนังใกล้จบกลับถูกคณะกรรมการเมือง/องค์กรศาสนาต่อต้าน ขับไล่ผู้ชมออกจากโรงภาพยนตร์ แต่เจ้าของจงใจเปิดเสียงเพลงประกอบ (Soundtrack) ผ่านเครื่องกระจายเสียงให้ได้ยินกันถ้วนตา
- ผกก. A หวนระลึกความหลังถึงเมืองแห่งนี้
- ก่อนจะขึ้นรถแท็กซี่ ผกก. A พบเห็นเธอคนหนึ่ง หน้าตาเหมือนอดีตคนรัก (รับบทโดย Maia Morgenstern) เธอหายตัวไปท่ามกลางการปะทะระหว่างสองกลุ่มผู้ต่อต้าน
- พานผ่าน Albania
- ผกก. A ขึ้นรถแท็กซี่มาถึงชายแดน Greece ตอบรับหญิงสูงวัยต้องการเดินไปเยี่ยมญาติที่ Korytsa (Korçë)
- ระหว่างทางพบเห็นบรรดาผู้อพยพ/ลี้ภัย ก้าวเดินผ่านท้องทุ่งหิมะอันหนาวเหน็บ
- ส่งหญิงสูงวัยลงกลางเมือง Korytsa
- ระหว่างทางพายุหิมะตกหนัก คนขับแท็กซี่เลยหยุดพักกลางทาง ชวนดื่มและพูดคุยถึงจุดจบชาวกรีก ก่อนข้ามชายแดนสู่ North Macedonia
- North Macedonia
- เดินทางมาถึง Manastir ปัจจุบันคือ Bitola อดีตสตูดิโอของพี่น้อง Manaki
- บ้านหลังเก่าของพี่น้อง Manaki ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ ระหว่างการเยี่ยมชมพบเจอหญิงสาว Kali (รับบทโดย Maia Morgenstern) คาดว่าทำงานอยู่ Cinematheque of Macedonia ณ Skopje
- แวะเวียนมายังโรงหนังกลางแจ้งเก่าของพี่น้อง Manaki
- ระหว่างโดยสารรถไฟ ผกก. A ได้พบเจอ Kali อีกครั้ง พยายามโน้มน้าว อธิบายความสำคัญของฟุตเทจดังกล่าว พอมาถึงสถานี Skopje เธอเปิดเผยว่าที่หอภาพยนตร์ไม่มีข้อมูลฟุตเทจนั้น
- ไม่รู้หลงคารมของอีกฝ่ายหรือไร Kali ตัดสินใจขึ้นรถไฟไปกับเขา
- ระหว่างจะข้ามพรมแดน Bulgaria ผกก. A ถูกจับกุมตัว ครุ่นคิดเข้าใจว่าอีกฝ่ายคือ Yanaki Manaki กำลังจะถูกตัดสินโทษประหาร แล้วจู่ๆ King Ferdinand of Bulgaria เปลี่ยนมาเป็นเนรเทศออกนอกประเทศในช่วงสงคราม Balkan Wars (1912-13)
- ก่อนหวนกลับมาปัจจุบันผกก. A สามารถข้ามพรมแดนสู่ Bulgaria แล้วไปต่อถึง Bucharest, Romania
- Constanța, Romania
- แต่พอมาถึง Bucharest พบเจอมารดา (รับบทโดย Mania Papadimitriou) ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ขึ้นรถไฟเดินทางกลับสู่ Constanța, Romania
- มารดานำพาผกก. A กลับมาถึงบ้าน พบเจอญาติพี่น้องที่ส่วนใหญ่ล่วงลับไปแล้ว เฉลิมฉลองปีใหม่ พานผ่านช่วงเวลา ค.ศ. 1945-50
- หวนกลับมาปัจจุบัน ผกก. A ตื่นเช้าขึ้นมาในโรงแรมกับ Kali
- ผกก. A ตัดสินใจทอดทิ้ง Kali ขึ้นเรือที่บรรทุกรูปปั้นแกะสลักแยกชิ้นส่วนของ Lenin ล่องแม่น้ำ Danube
- Belgrade, Federal Republic of Yugoslavia (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 เปลี่ยนมาเป็นเมืองหลวงของ Serbia)
- พอขึ้นฝั่งที่ Belgrade มีเพื่อนเก่ามารอรับ Nikos (รับบทโดย Giogos Michalakopoulos)
- เดินทางไปหาชายสูงวัย อดีตเคยทำงาน Yugoslav Film Archive แจ้งข่าวดีถึงการมีอยู่ของฟีล์มสามม้วนดังกล่าว แต่ด้วยสภาพเก่าเก็บจึงฝากให้เพื่อนอาศัยอยู่ Sarajevo ช่วยทำการฟื้นฟูบูรณะ
- ผกก. A และ Nikos ชักชวนกันมานั่งดื่ม หวนระลึกความหลัง อำนวยอวยพรขอให้โชคดีในการเดินทาง
- Philipoupolis หรือ Plovdiv, Bulgaria
- ผกก. A ตื่นขึ้นมาในกระท่อมหลังน้อยเมื่อปี ค.ศ. 1915 (ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง) พบเจอหญิงสาวแปลกหน้า (รับบทโดย Maia Morgenstern) พาเขาขึ้นเรือหลบหนี
- แต่พอมาถึงบ้านของตนเองในสภาพมอดไหม้ สามีของเธอก็น่าจะเสียชีวิตไปด้วยกระมัง
- เช้าวันถัดมาผกก. A ในสภาพเปลือยเปล่า หญิงสาวนำเสื้อผ้าสามีมาให้สวมใส่ พยายามทำทุกสิ่งอย่างไม่ให้เขาจากไป
- Sarajevo, Bosnia and Herzegovina
- ผกก. A เดินทางมาถึง Sarajevo ขณะนั้นมีสภาพปรักหักพังจากสงคราม Bosnian War (1992-95)
- ติดตามหา Ivo Levy (รับบทโดย Erland Josephson) เรียนรู้ว่าฟุตเทจสามม้วนยังได้รับการเก็บรักษา เพียงแต่ยังไม่สามารถหาสูตรเคมีที่ช่วยละลายฟีล์มไม่ให้ติดกัน
- ตื่นขึ้นมาพบเจอ Noami (รับบทโดย Maia Morgenstern) บุตรสาวของ Ivo Levy ที่หน้าตาละม้ายคล้ายอดีตคนรักทั้งหลายของผกก. A
- โชคชะตาฟ้าลิขิตให้ Ivo Levy สามารถหาสูตรเคมีดังกล่าวได้สำเร็จ
- เมื่อล้างฟีล์มเสร็จสิ้น Ivo ชักชวนผกก. A ออกไปเฉลิมฉลองภายนอก เป็นวันที่หมอกลงจัด จึงมักไม่ค่อยมีการยิงต่อสู้
- แต่ทว่าเดินเล่นไปจนถึงริมแม่น้ำ ได้ยินเสียงปืนลั่น Ivo และ Noami ต่างถูกฆาตกรรม
- ผกก. A เดินทางกลับสู่หอภาพยนตร์ รับชมฟุตเทจหนัง แล้วตกอยู่ในความสิ้นหวัง
ปล. ผมลองทำแผนที่การเดินทางทัวร์คาบสมุทรบอลข่านของผกก. A เริ่มจาก Florina, Greece ไปจนถึง Sarajevo, Bosnia and Herzegovina แต่ได้ตัดข้าม Plovdiv, Bulgaria เพราะมองเป็นฉากความฝัน (ถ้าใส่เข้ามาเส้นทางมันเละเทะเลยละ)

เพลงประกอบโดย Eleni Karaindrou, Ελένη Καραΐνδρου (เกิดปี ค.ศ. 1941) นักแต่งเพลงสัญชาติ Greek เกิดที่ Teichio, Phocis แล้วไปเติบโตกรุง Athens ร่ำเรียนเปียโน ทฤษฎีดนตรีจาก Hellenic Conservatory แล้วยังมีความสนใจประวัติศาสตร์ โบราณคดี, ช่วงระหว่าง Regime of the Colonels (1967-74) เธออาศัยอยู่ Paris ร่ำเรียนมานุษยดนตรีวิทยา (Ethnomusicology), เรียบเรียงออร์เคสตรา และฝึกฝนดั้นสด Jazz, หลังปี ค.ศ. 1974 หวนกลับประเทศ Greece เปิดห้องแลปดนตรีพื้นบ้าน Laboratory for Traditional Instruments ที่ศูนย์วัฒนธรรม ORA Cultural Centre ทำเพลงประกอบละคอนเวที ภาพยนตร์ Periplanissi (1979) เข้าตาผู้กำกับ Theo Angelopoulos ร่วมงานกันตั้งแต่ Voyage to Cythera (1984) จนถึงเรื่องสุดท้าย
งานเพลงของ Karaindrou เต็มไปด้วยความโหยหวน คร่ำครวญ สะท้อนห้วงความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว เสียงไวโอลินราวกับมีดกรีดบาดหัวใจ (torn apart by political divides & wars) ผู้กำกับ A ออกเดินทางค้นหาตัวตนเอง รากเหง้าภาพยนตร์ และอัตลักษณ์ชนชาติพันธุ์บอลข่าน พบเจอแต่เหตุการณ์เลวร้าย ทุกสิ่งอย่างพังทลาย หลงเหลือเพียงเศษซากปรักหักพัง (ทั้งภายนอกและจิตใจ)
ในอัลบัมเพลงประกอบ Ulysses’ Theme มีอยู่ 7-8 Variation ฉบับไวโอลินล้วนๆ ผสมเชลโล่ในอัตราส่วนแตกต่างออกไป หรือไม่ก็แทรกใส่เครื่องเป่าโอโบ … ผมเลือกเอาฉบับที่ผู้กำกับ A กำลังล่องเรือบนแม่น้ำสาย Danube ชื่อเพลง Ulysses’ Theme – Lento – Largo น่าจะมีความครบครันทุกเครื่องดนตรีที่สุดแล้วกระมัง
แม้จะมีการเปลี่ยนชื่อ Litany แปลว่าบทสวด การอธิษฐาน แต่ท่วงทำนองยังคละคลุ้งกลิ่นอาย Ulysses’ Theme แต่ทว่าการเปลี่ยนมาใช้เชลโล่ทุ้มต่ำเป็นเครื่องดนตรีหลัก สร้างบรรยากาศทะมึน อึมครึม ปั่นป่วนมวนท้องไส้ หายนะบังเกิดขึ้นทำตกอยู่ในความห่อเหี่ยว หมดสิ้นหวังอาลัย จมปลักอยู่ในความทุกข์ โหยหาอาลัย ซึมเศร้าโศกเสียใจ
เพลงประกอบตลอดทั้งเรื่องมีแต่เครื่องสาย (ไวโอลิน, เชลโล่) หรือเครื่องเป่า (โอโบ) ฟังแล้วหดหู่ ห่อเหี่ยว เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เศร้าโศกเสียใจ แต่หนังมีช่วงเวลาเล็กๆหลังล้างฟีล์มสำเร็จ เหลือเพียงรอเวลา ออกไปเฉลิมฉลอง เริงระบำท่ามกลางเมฆหมอก … ก่อนโศกนาฎกรรมจะบังเกิดขึ้น
ในอัลบัมไม่มีบทเพลงนี้ แต่ท่วงทำนองมันมีความละม้ายคล้าย Ulysses’ Theme แค่เปลี่ยนมาบรรเลงด้วยเปียโน จังหวัดสนุกสนานครื้นเครง เหมาะสำหรับโยกเต้นเริงระบำ ความสุขครั้งสุดท้ายก่อนจมอยู่ในทุกข์ชั่วนิรันดร์
เรื่องราวของ Ulyssess’ Gaze (1995) สามารถแบ่งออกได้เป็นสี่ระดับ
- ตัวละครของ Harvey Keitel รับบทผู้กำกับ A = สามารถเทียบแทนตรงๆถึงผู้กำกับ Theo Angelopoulos เคยให้สัมภาษณ์ว่าหลายๆสิ่งอย่างมีความเป็น “spiritually autobiographical”
- มันจะมีฉากที่ผกก. A เดินทางกลับบ้าน ร่วมงานเลี้ยงปีใหม่ ณ Constanța, Romania ซึ่งบรรพบุรุษของ Harvey Keitel เป็นชาว Romania นี่ก็สามารถสื่อถึงหวนกลับหารากเหง้าของ Keitel ได้ด้วยเช่นกัน
- ในบางครั้งผู้กำกับ A ถูกเข้าใจผิดว่าคือ Yanaki Manaki หรือสองพี่น้อง Manaki ผู้บุกเบิกภาพยนตร์ในคาบสมุทรบอลข่าน และเรื่องราวของหนังคือการออกติดตามหาฟุตเทจสามม้วนสูญหาย
- ประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรบอลข่านที่เต็มไปด้วยสงคราม
- เริ่มตั้งแต่กล่าวถึง Balkan Wars (1912-13), Yanaki Manaki ถูกจับกุมที่ชายแดน Bulgaria รอดตายหวุดหวิด ก่อนถูกเนรเทศ
- ผกก. A ย้อนเวลาไปโผล่ยัง World War I (1914-18) ณ Philipoupolis หรือ Plovdiv, Bulgaria
- โดยสารรถไฟมาถึง Bucharest พบเจอมารดาออกเดินทางสู่ Constanța, Romania ระหว่าง World War II (1939-45)
- Belgrade, Federal Republic of Yugoslavia และ Sarajevo, Bosnia and Herzegovina ขณะนั้นกำลังอยู่ระหว่าง Bosnian War (1992-95)
- ปกรณัมกรีก, ผู้กำกับ A สามารถเปรียบเทียบแทน Ulysses/Odysseus เดินทางกลับบ้าน/หวนกลับหารากเหง้า พานพบเจอหญิงสาว (Calypso, Circe, Nausicaa) พยายามฉุดเหนี่ยวรั้ง และบ่อยครั้งมีการกล่าวถ้อยคำจากมหากาพย์ Odyssey
ผมคงไม่ลงรายละเอียดในแต่ระดับเพราะได้เขียนถึงไปเยอะแล้ว แต่จะวิเคราะห์ความตั้งใจของผกก. Angelopoulos ต่อ ‘Trilogy of Border’ ตั้งคำถามการมีอยู่ของพรมแดน สิ่งที่มนุษย์สมัยใหม่กำหนดขึ้นเพื่อกั้นแบ่งระหว่างประเทศ
Emigration and diaspora, refugees chased away from their own homeland, crossing borders and seeking shelter, these are among the most burning social issues of our time.
Theo Angelopoulos
ผกก. Angelopoulos เคยกล่าวว่าพรมแดนคือสิ่งชั่วร้าย “Borders are the evil to be abolished” ประชาชนอาศัยอยู่ในคุกคุมขัง “นักโทษการเมืองในดินแดนบ้านเกิด” จะผ่านเข้าออกต้องใช้พาสปอร์ต ขอวีซ่า มันช่างเป็นเรื่องวุ่นๆวายๆ ไร้อิสรภาพในการเดินทางอีกต่อไป
To tell you the truth, I often feel a stranger in my own country. Sometimes, I’d like to act just like Mastroianni in The Suspended Step of the Stork (1991) and announce that I am a political refugee in my homeland.
ปล. มีนักข่าวสอบถามความคิดเห็นของผกก. Angelopoulos ถึงสถานการณ์การเมืองในยุโรป การรวมกลุ่มจัดตั้ง EU (European Union)
That was the real meaning of a united Europe, for me. The United States of Europe was our only hope to escape chauvinism and the hostility it breeds. Now it seems Europe is close to becoming one economic entity, but a united political entity seems very far away. And without it, it is very doubtful that an economic union can survive.
การเดินทางของ Ulysses’ Gaze (1995) ไม่ใช่แค่ก้าวข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ แต่ยังเหมารวมสารพัดขอบเขต (Border) ช่วงเวลาที่กระโดดไปกระโดดมา (ตั้งแต่ ค.ศ. 1915, ค.ศ. 1945-50, ปีปัจจุบันนั้น ค.ศ. 1994-95), นักแสดง Harvey Keitel = ผู้กำกับ Angelopoulos = สองพี่น้อง Manaki = รวมถึง Ulysses/Odysseus, เฉกเช่นเดียวกับ Maia Morgenstern รับบทสี่ตัวละคร ฯ
ศิลปะและภาพยนตร์ ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีขอบเขตเช่นเดียวกัน! ผมครุ่นคิดว่าซีเควนซ์ที่สื่อความหมายนี้ชัดเจนมากสุดก็คืองานเลี้ยงปีใหม่ ณ Constanța, Romania ใช้เพียงหนึ่ง Long Take ดำเนินผ่านช่วงเวลา ค.ศ. 1945-50 เลือนลางระหว่างอดีต-ปัจจุบัน (เด็กในร่างผู้ใหญ่) เหตุการณ์จริง-จินตนาการเพ้อฝัน มันช่างเป็นฉากเหนือจริง (Surreal) ยิ่งนัก!
ชื่อหนัง Ulysses’ Gaze ในความเข้าใจของผมก็คือการเดินทางของตัวละคร (Harvey Keitel, ผู้กำกับ Angelopoulos, สองพี่น้อง Manaki รวมถึงผู้ชมได้ด้วยกระมัง) แล้วพบเห็นสิ่งต่างๆในภาพยนตร์เรื่องนี้ ราวกับประสบการณ์ชีวิต (Human Experience) พานผ่านช่วงเวลาสุข-ทุกข์ พบเจอ-พลัดพรากจาก ต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรค์ขวากหนาม ท้าทายร่างกาย-จิตวิญญาณ ก่อนดำเนินถึงเป้าหมายปลายทาง “The first thing God created was the journey, then came doubt, and nostalgia.” – Niko
สิ่งที่ผกก. Angelopoulos พยายามค้นหาฟุตเทจ(ปลอมๆ)ของพี่น้อง Manaki เพราะต้องการพบเห็นภาพ/จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ “innocence and original purity of the first look” นั่นคือสิ่งที่สูญหายไปตามกาลเวลา ภาพยนตร์สมัยใหม่เต็มไปด้วยอะไรไม่รู้ ไม่หลงเหลือความบริสุทธิ์อีกต่อไป
This search is not only for the reels themselves but also for what they represent, discovering the innocence and purity of the first shot taken by a camera, the kind of excitement which we seem to have lost forever.
I am not talking about the innocence of children or that of an old peasant woman. The innocence I am concerned with is the innocence preceding the discovery. Are we still sufficiently innocent and available emotionally to face a miracle and recognize it as such?
I am afraid we are submerged under far too many images. We are bombarded by TV images attacking us from every direction to such an extent that we have no longer the sensibility to discover the real gems that might come our way.
ตอนจบของหนังคือสิ่งที่ผกก. Angelopoulos อารัมบทไว้สำหรับภาพยนตร์ปิดไตรภาค Eternity and a Day (1998) ขอบเขตสุดท้ายคือชีวิต-ความตาย (Border of Life and Death) เหมารวมถึงวงการภาพยนตร์ ฉายฟุตเทจภาพแรกในโรงหนังที่มอดไหม้วอดวาย และจบคำกล่าวด้วยเรื่องราวไม่จบสิ้น (The story that never ends…)
When I return, It will be with another man’s clothes. Another man’s name. My coming will be unexpected. If you look at me unbelieving, and say “You are not He”, I will show you signs and you will believe me. I will tell you about the lemon tree in your garden. The corner window that lets in the moonlight. And then signs of the body, signs of love. And as we climb, trembling, to our old room, between one embrace and the next , etween lovers’ calls, I will tell you about the journey all the night long. And in all the nights to come. Between one embrace and the next. Between lovers’ calls. A whole human adventure. The story that never ends…
เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Cannes เป็นเต็งหนึ่งที่จะคว้า Palme d’Or แต่ทว่าประธานกรรมการมีนั้น Jeanne Moreau กลับมอบรางวัล Grand Jury Prize (ที่สอง) สร้างความผิดหวังอย่างรุนแรงให้ผกก. Angelopoulous ขึ้นไปกล่าวเพียงแค่ว่า “I prepared my speech for the Palme d’Or, but now I’ve forgotten it. Thanks, anyway.” แล้วเดินลงจากเวที แถมปฏิเสธถ่ายรูปใดๆ
- Cannes Film Festival
- Grand Prize of the Jury … พ่ายรางวัล Palme d’Or ให้กับ Underground (1995)
- FIPRESCI Prize เคียงคู่กับ Land and Freedom (1995)
หลายคนอาจรู้สึกเห็นใจ แต่ขณะเดียวกันมันก็น่าหมั่นไส้ ไร้น้ำใจนักกีฬา Underground (1995) ว่ากันตามตรงอาจมีคุณภาพยอดเยี่ยมกว่าเสียด้วยซ้ำ คะแนนจากเว็บไซด์ IMDB สูงถึง 8.0 มากกว่า 7.6 ของ Ulysses’ Gaze (1995) หลายจุดเลยนะ!
กาลเวลาทำให้ Ulysses’ Gaze (1995) ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ หนึ่งในภาพยนตร์กรีกยอดเยี่ยมตลอดกาล
- Greek Film Critics Association: Best Greek Films of all time (2016) ติดอันดับ #8
- TIME: All-TIME 100 Movies (2005) ไม่มีอันดับ
- The Moving Arts Film Journal: The Top 100 Films of All Time (2010) ติดอันดับ #86
แต่ปัจจุบันกลับยังไม่มีข่าวคราวการบูรณะ ฉบับที่ผมหารับชมคือ DVD ของค่าย Artificial Eye วางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 2007 คุณภาพค่อนข้างจะย่ำแย่ แค่พอดูแก้ขัดเท่านั้นเอง
แนวคิดของหนังต้องถือว่ามีความโคตรๆยิ่งใหญ่ระดับมหากาพย์ ก้าวผ่านพรมแดน Greece สู่คาบสมุทรบอลข่าน แต่มีสองสิ่งที่ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ อย่างแรกคือแนวทางการแสดง Method Acting ของ Harvey Keitel ไม่เหมาะกับหนังลักษณะนี้ และพล็อตช่วงกลางเรื่องไม่ค่อยกลมกล่อม หลายฉากโชว์อ็อฟมากเกินไป เทียบไม่ได้กับ The Travelling Players (1975) ที่แม้ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง แถมเยิ่นยาวนานกว่า กลับเต็มไปด้วยแรงดึงดูด ชวนให้ลุ่มหลงใหล สามารถอดรนทนดูจนจบได้ … Ulysses’ Gaze (1995) เป็นหนังที่ยืดยาวนาน น่าเบื่อชิบหาย
จัดเรต 15+ บรรยากาศตึงเครียดระหว่างสงคราม เศษซากปรักหักพัง


ใส่ความเห็น