Tokyo Sonata

Tokyo Sonata (2008) hollywood : Kiyoshi Kurosawa ♥♥♥♥

Sonata (คำนาม) ดนตรีที่เรียบเรียงสำหรับเครื่องดนตรีหนึ่งหรือสองชิ้น, Tokyo Sonata นำเสนอเรื่องราวครอบครัวธรรมดาๆ บิดา-มารดา และบุตรชายทั้งสอง ต่างสนเพียงบรรเลงบทเพลงชีวิตของตนเอง โดยไม่ใคร่ให้ความใจสมาชิกคนอื่น สุดท้ายแล้วออร์เคสตราที่เรียกว่าครอบครัว เลยดำเนินมาใกล้ถึงจุดแตกแยก, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

หลายคนคงรู้จักผกก. Kiyoshi Kurosawa ได้รับฉายา “Master of Horror” เลื่องชื่อในผลงานที่มีความหลอกหลอน สั่นสยอง เขย่าประสาท Cure (1997), Pulse (2001), แล้วจู่ๆเปลี่ยนมาสรรค์สร้างภาพยนตร์ Family Drama??? แต่ผมเชื่อว่าใครที่ได้รับชม Tokyo Sonata (2008) ย่อมบังเกิดความรู้สึกหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง หวาดกลัวเรื่องราวลักษณะนี้จะบังเกิดขึ้นกับครอบครัวตนเอง … แม้งน่ากลัวยิ่งกว่าหนัง Horror บางเรื่องเสียอีก!

Tokyo Sonata is the ultimate expression of this quality of Kurosawa’s cinema. As mentioned, it contains no supernatural elements, no ghosts, killers, or monstrous flora and fauna. Yet it is without doubt the most terrifying film Kiyoshi Kurosawa has ever made. It is terrifying because it is about us.

นักวิจารณ์ Tom Mes

แม้ว่า Tokyo Sonata (2008) จะได้รับการยกย่องสรรเสริญจากทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ในวงกว้าง กวาดรางวัลมากมายจากเทศกาลหนังน้อยใหญ่ แต่กลับถูกมองข้ามในญี่ปุ่นแบบเดียวกับ Still Walking (2008) ของ Hirokazu Kore-eda ไม่ได้เข้าชิงสาขาใดๆของ Japan Academy Film Prize [แต่ Still Walking เข้าชิงสมทบหญิงเพียงสาขาเดียว] หลายคนกล่าวโทษ Departures (2008) เพราะหลังจากไปคว้า Oscar: Best Foreign Language Film ทุกสถาบัน/สมาคมภาพยนตร์ เลยจำต้องประเคนถวายรางวัลอย่างเป็นเอกฉันท์

แต่เหตุผลหลักๆที่ Tokyo Sonata (2008) ถูกมองข้ามในญี่ปุ่น น่าจะเพราะการสะท้อนปัญหาครอบครัว/สังคมยุคสมัยใหม่ ไม่ใครอยากยินยอมรับสภาพเป็นจริง นั่นคือเรื่องน่าเศร้าสลด หดหู่ แถมยังไม่มีหน่วยงานไหนให้ความสนใจ แสดงความกระตือรือล้นอยากหาหนทางแก้ปัญหาดังกล่าว

แซว: ไม่รู้ทำไมพอผมเห็นรายละเอียดหนัง Perfect Days (2023) แล้วเกิดความกระตือรือล้น ขวนขวายอยากรับชม Tokyo Sonata (2008) อาจเพราะนักแสดง Kōji Yakusho และเรื่องราวเกี่ยวกับพนักงานทำงานสะอาด … กระมัง


Kiyoshi Kurosawa, 黒沢 清 (เกิดปี 1955) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Kobe, โตขึ้นเข้าศึกษายัง Rikkyo University เริ่มต้นจากหนังสั้น 8mm, กำกับโฆษณา, เข้าสู่วงการ Pink Film ทำหนังทุนต่ำลงวีดิโอ (direct-to-video) อาทิ Kandagawa Pervert Wars (1983), The Excitement of the Do-Re-Mi-Fa Girl (1985), The Guard from Underground (1992), จนกระทั่งช่วงต้นทศวรรษ 90s บทหนัง Charisma ได้รับทุนจาก Sundance Institute ทำให้มีโอกาสเดินทางไปร่ำเรียนภาพยนตร์ยังสหรัฐอเมริกา, โด่งดังระดับนานาชาติกับ Cure (1997), Pulse (2001) ฯ

เกร็ด: หลายคนชอบเข้าใจผิดๆ Kiyoshi Kurosawa ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดใดๆกับ Akira Kurosawa

สำหรับ Tokyo Sonata (2008) มาจากบทภาพยนตร์พัฒนาขึ้นโดย Max Mannix ชาว Australian ปักหลักอาศัยอยู่ Tokyo มากว่า 20+ ปี เขียนเรื่องราวนี้ขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 80s โดยนำจากประสบการณ์ตรง บิดาพยายามปกปิดว่าตนเองตกงาน ทำให้ครอบครัวเกือบจะต้องแตกแยก

the original script was written by an Australian named Max Mannix who had lived some years in Japan and based the script off of his experiences. The contents of the story were very straightforward and easy to understand, so I thought what was written wasn’t specific to any time period in particular. The themes are timeless and common, so I thought I could similarly make a movie that wasn’t bound to any time period.

Kiyoshi Kurosawa

ความสนใจของผกก. Kurosawa ระหว่างอ่านบทหนังเรื่องนี้ ทำให้ระลึกถึงภาพยนตร์ A History of Violence (2005) [น่าจะเป็นหนึ่งในเรื่องโปรด] ซึ่งเกี่ยวกับบิดาพยายามปกปิดอาชีพเก่า (นักฆ่ามืออาชีพ) ทำให้ครอบครัวเกือบต้องแตกแยกเช่นเดียวกัน

I immediately thought of David Cronenberg’s A History of Violence – a film that I’ve always really appreciated. I borrowed many elements from A History of Violence while I was filming Tokyo Sonata. In my film, the theme of violence isn’t as transparent and important as it is in A History of Violence, but regarding this dismantlement of a family, the approaches are relatively similar.

แม้บทหนังจะพัฒนาขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 80s แต่เรื่องราวยังถือว่าคงความคลาสสิก ไม่ได้จำเพาะเจาะยุคสมัยไหน ผกก. Kurosawa จึงร่วมปรับปรุงบทกับ Sachiko Tanaka แก้ไขหลายๆสิ่งอย่างให้กลายเป็นปัจจุบัน


เรื่องราวของครอบครัวชนชั้นกลาง (Middle Class) อาศัยอยู่ในกรุง Tokyo ประกอบด้วยบิดา Ryūhei Sasaki (รับบทโดย Teruyuki Kagawa), มารดา Megumi (รับบทโดย Kyōko Koizumi) และบุตรชายสองคน Takashi กับ Kenji

วันหนึ่งบิดา Ryūhei ถูกไล่ออกจากงาน ตัดสินใจไม่เปิดเผยความจริงต่อครอบครัว เพราะไม่ต้องการสูญเสียอำนาจ/ศักดิ์ศรีความเป็นบิดา พยายามมองหางานใหม่ แต่จนแล้วจนรอด จนในที่สุดยินยอมเป็นพนักงานทำความสะอาดห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

ขณะเดียวกันบุตรชายคนโต Takashi จู่ๆบอกกับครอบครัวว่าจะอาสาสมัครทหาร ต้องการไปร่วมสู้รบสงครามอิรัก ส่วนบุตรชายคนเล็ก Kenji แสดงเจตจำนงค์อยากร่ำเรียนเปียโน แต่ทั้งสองกลับไม่ได้รับอนุญาตจากบิดา ถึงอย่างนั้นพวกเขายังพยายามหาหนทาง กระทำสิ่งตอบสนองความต้องการของตนเองได้สำเร็จ

เรื่องวุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อโจร (รับบทโดย Kōji Yakusho) บุกปล้นบ้าน ขณะนั้นมีเพียงมารดา Megumi ถูกบังคับให้ขโมยรถ พาหลบหนี ระหว่างแวะจอดยังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง บังเอิญพบเจอหน้าสามี Ryūhei (ในชุดพนักงานทำความสะอาด) นั่นคือจุดแตกหักของทั้งสอง ไม่สามารถยินยอมรับสถานการณ์ของตนเองได้อีกต่อไป


Teruyuki Kagawa 香川 照之 (เกิดปี 1965) นักแสดง สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo บิดาคือ Ichikawa Ennosuke III นักแสดง Kubuki ตามธรรมเนียมแล้วบุตรชายมักดำเนินรอยตามบิดา แต่เพราะครอบครัวหย่าร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1968 มารดาพยายามกีดกันไม่ให้บุตรชายฝึกฝนการแสดง Kabuki แม้พยายามติดต่อหาบิดาหลายครั้งแต่กลับได้รับการปฏิเสธ, โตขึ้นเข้าศึกษาจิตวิทยาสังคม University of Tokyo ก่อนผันตัวมาเป็นนักแสดงภาพยนตร์ ผลงานเด่นๆ อาทิ Devils on the Doorstep (2000), Tokyo Sonata (2008), 20th Century Boys (2008-09), Mt. Tsurugidake (2009), Rurouni Kenshin (2012) ฯ

รับบทบิดา/สามี Ryūhei Sasaki เป็นพนักงานบริษัทมาหลายสิบปี มีความขยันขันแข็ง ทุ่มเททำงาน แต่วันหนึ่งกลับถูกไล่ออก ไม่รู้จะทำอะไรยังไง ปฏิเสธพูดบอกความจริงต่อที่บ้าน เพราะกลัวการสูญเสียอำนาจในครอบครัว พยายามมองหางานใหม่ จนแล้วจนรอด จนสถานะการเงินเริ่มย่ำแย่ จึงจำใจกลายเป็นพนักงานทำความสะอาด อับอายขายขี้หน้าเมื่อต้องเผชิญหน้าภรรยา

ก่อนหน้านี้ Kagawa เคยร่วมงานผกก. Kurosawa ภาพยนตร์ Serpent’s Path (1998) พยายามมองหาโอกาสร่วมงานกันหลายครั้ง จนกระทั่งสิบปีให้หลัง

ภาพลักษณ์ของ Kagawa เหมาะสำหรับเล่นบทดราม่า สีหน้าตึงเครียด จริงจัง เก็บกดดัน อึดอัดอั้น โดดเด่นในการเบ่งท่า วางอำนาจ ใส่อารมณ์เกรี้ยวกราด แต่แท้จริงแล้วก็แค่หมาเห่าใบตองแห้ง เก่งกับแค่สมาชิกครอบครัว พยายามปกปิดบังความอ่อนแอ ขลาดเขลา พอความจริงได้รับการเปิดเผยจึงกลายเป็นหมาหัวเน่า สีหน้าห่อเหี่ยว ท่าทางสิ้นหวัง หมดอาลัยตายอยาก

แต่ในความเคร่งเครียด สีหน้าจริงจัง หลายต่อหลายครั้งกลับดูตลกขบขัน เพราะผู้ชมรับรู้อยู่แล้วว่าตัวละครแอบมีเบื้องหลัง เวลาเบ่งท่า วางอำนาจบาดใหญ่ มันจึงเป็นเพียงภาพหลอกตา หาความน่าเชื่อถือไม่ได้สักเท่าไหร่ ขณะเดียวกันหลายคนอาจรู้สึกสงสารเห็นใจ เพราะตัวละครนี้สะท้อนโครงสร้างทางสังคม บิดาคือช้างเท้าหน้า ต้องพยายามรักษาศักดิ์ศรี เกียรติซามูไร สถานะของตนเองในครอบครัว

ซองเงินที่พบเจอในห้องน้ำ คือบทพิสูจน์ตัวละครว่าจะเลือกรักษาศักดิ์ศรี หน้าตา สถานะบิดาในครอบครัว (ด้วยการนำเงินก้อนนั้นมาใช้) หรือทำการปรับปรุงแก้ไข ยินยอมรับสภาพเป็นจริง ปฏิเสธสูญเสียความเป็นมนุษย์ ไม่กลายเป็นเหมือนหัวขโมยที่บุกปล้นบ้าน (คือถ้านำเงินก้อนนั้นมาใช้ ก็คงมีสภาพไม่ต่างจากโจรคนนั้นสักเท่าไหร่)


Kyôko Koizumi, 小泉 今日子 (เกิดปี 1966) นักร้อง/นักแสดง สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Atsugi, Kanagawa, เมื่อปี ค.ศ. 1981 เข้าร่วมการประกวดรายการ Star Tanjo! ทำให้กลายเป็นศิลปิน ออกอัลบัม กลายเป็น Pop Idols รุ่นเดียวกับ Seiko Matsuda และ Akina Nakamori, พอเริ่มมีชื่อเสียงช่วงกลางทศวรรษ 90s จึงผันตัวมาเป็นนักแสดง บทบาทเด่นๆ อาทิ Kaitô Ruby (1988), Bayside Shakedown: The Movie (1998), Umbrella Flower (2000), Onmyoji (2001), Tokyo Sonata (2008) ฯ

รับบทมารดา/ภรรยา Megumi Sasaki เพราะเป็นเพียงช้างเท้าหลัง ทำงานเป็นแม่บ้าน จึงไร้ซึ่งสิทธิ์เสียง ไม่สามารถแสดงความคิดเห็น อำนาจการตัดสินใจล้วนเป็นของสามี แต่เมื่อไม่นานมานี้เธอเริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติของอีกฝ่าย ท่าทางลับๆล่อๆ ขึ้นเสียง ใส่อารมณ์ ทั้งยังใช้ความรุนแรงกับบุตรชาย จึงเริ่มยินยอมรับไม่ได้ กระทั่งเกิดเหตุการณ์โจรกรรม แล้วพบเห็นสามีแต่งชุดพนักงานทำความสะอาด นั่นถือเป็นฟางเส้นสุดท้าย ต้องการดิ้นหลบหนี ไปให้ไกลจากบ้านหลังนี้

บทบาทของ Koizumi แทบไม่มีอะไรให้กล่าวถึงในช่วงครึ่งแรก แต่สถานะมารดาที่ถูกกดทับ ทำให้ผู้ชมสัมผัสถึงความอัดอั้นทรมาน ต้องการปกป้องลูกๆ ขณะเดียวกันก็มิอาจต่อต้านสามี นั่นคือความกล้ำกลืนฝืนทน โหยหาใครสักคนฉุดลากพาฉันออกไปจากสถานที่แห่งนี้

กระทั่งการมาถึงของหัวขโมย ใช้ข้ออ้างลักพาตัวปลดปล่อยเอง ทำอะไรตามใจฉัน ไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ข้ดแย้งต่อสามัญสำนึกทางศีลธรรม แม้แค่เพียงช่วงเวลาข้ามคืนสั้นๆ หลับนอนกับชายแปลกหน้า โดยไม่รู้ตัวสามารถเยียวยารักษาแผลใจ ก่อนหวนกลับมาทำหน้าที่ภรรยา/มารดา เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ได้อีกครั้ง


Kōji Yakusho ชื่อจริง Kōji Hashimoto, 橋本 広司 (เกิดปี 1956) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Isahaya, Nagasaki หลังสำเร็จการศึกษา Nagasaki Prefectural High School of Technology เข้าทำงานยัง Chiyoda City แต่หลังจากมีโอกาสรับชมละครเวที The Lower Depths เกิดความชื่นชอบสนใจด้านการแสดง ยื่นใบสมัครทดสอบหน้ากล้อง เซ็นสัญญากับเอเจนซี่ Mumeijuku จากตัวประกอบ กระทั่งได้รับบทนำครั้งแรกซีรีย์ Tokugawa Ieyasu (1983), โด่งดังระดับนานาชาติกับ Shall We Dance? (1996), The Eel (1997), โกอินเตอร์เรื่อง Memoirs of a Geisha (2005), Babel (2006), 13 Assassins (2010), The Third Murder (2017), Perfect Day (2023) ฯ

รับบทโจรปล้นบ้าน พบเจอกับภรรยา Megumi แต่ปรากฎว่าครอบครัวนี้ไม่มีเงินสักแดง แล้วพลั้งเผลอเปิดเผยใบหน้า เลยตัดสินใจจับเธอมาเป็นตัวประกัน ให้พาขับรถหลบหนีมาถึงริมชายหาด แล้วจู่ๆแสดงทีท่าอ่อยเหยื่อ เล็งเห็นโอกาสเลยตัดสินใจจะ…

บทบาทของ Yakusho ถือว่ามารับเชิญเป็นสีสัน ใครหลายคนคงคาดไม่ถึง (ไม่มีโปรโมทอะไรเลยนะ เป็นการสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ชม) จะว่าไปใบหน้ารกๆ หนวดเคราดกครึ้ม ถ้าไม่มักคุ้นว่าคือนักแสดง หลายคนอาจนึกว่าหัวขโมยจริงๆ แถมท่าทางรุกรี้ร้อนรน สับสนกระวนกระวาย ไม่ได้เตรียมความพร้อมอะไรสักสิ่งอย่าง เคอะๆเขินๆ เก้งๆกังๆ ให้อะไรก็เอา ผมเห็นแต่ความเมามันส์ ไร้ขีดจำกัด … แต่เอาจริงๆบทบาทดังๆของพี่แก ก็มักหลุดๆแบบนี้แหละ


ถ่ายภาพโดย Akiko Ashizawa, 芦澤明子 (เกิดปี 1951) สัญชาติญี่ปุ่น เข้าสู่วงการจากเป็นผู้ช่วยตากล้อง Hideo Itō, Takayo Oshikiri แล้วมีโอกาสถ่ายทำ Pink Film ขาประจำผกก. Kiyoshi Kurosawa ผลงานเด่นๆ อาทิ Tokyo Sonata (2008), Chronicle of My Mother (2011) ฯ

โดยปกติแล้วผลงานของผกก. Kurosawa มักเป็นหนังแนว Horror, Supernatural แต่หนึ่งในภาพยนตร์แนวโปรดคือ Family Drama ของผกก. Yasujirō Ozu พยายามอย่างยิ่งจะสรรค์สร้าง Tokyo Sonata (2008) ออกมาให้แตกต่าง แต่ผู้ชมน่าจะสัมผัสถึงอิทธิพลหลายๆสิ่งอย่าง

I actually love the films of Yasujirō Ozu and you could probably call me an Ozu maniac. I think I’ve been influenced a great deal by Ozu, so I conversely try not to think of his films when I’m making my own. I didn’t want anyone to think I’m imitating Ozu, so I tried my best to distance myself from his style while making Tokyo Sonata. Still, I probably couldn’t help parts of the film from being naturally influenced by Ozu anyway.

Kiyoshi Kurosawa

อิทธิพลสไตล์ Ozu ที่ผมสังเกตได้จากหนัง อาทิ มุมกล้องนิยมถ่ายจากระยะไกล (Long Shot) หลายครั้งแช่ภาพค้างไว้ให้นักแสดงเดินเข้าออก กระทำสิ่งโน่นนี่นั่น ซึ่งในแต่ละซีเควนซ์มักมีเรื่องราวเริ่มต้น-สิ้นสุดในตนเอง และมักค้างๆคาๆเหตุการณ์ต่างๆ บอกว่าจะทำอะไรก็มักกระโดดข้ามไปเลย ไม่ค่อยนำเสนอรายละเอียดนั้นสักเท่าไหร่ (ก็พูดบอกไปแล้วว่าจะทำอะไร จะให้ฉายดูทำไมอีกเล่า?)

หนังชื่อ Tokyo Sonata แน่นอนว่าต้องปักหลักถ่ายทำในกรุง Tokyo แตกต่างจากผลงานอื่นๆที่ผกก. Kurosawa พยายามมองหาสถานที่ที่ผู้คนบางตา ไม่ค่อยรู้จักมักคุ้นชิน แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้มันมีความชัดเจนตั้งแต่ชื่อหนัง จึงจำต้องเลือกสถานที่ที่คนส่วนใหญ่รับรู้จักเป็นอย่างดี … แต่เอาจริงๆเมื่อเทียบกับ Manhattan (1979), Philadelphia (1993), Midnight in Paris (2011) ฯลฯ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ค่อยทำให้ผมสัมผัสถึงกลิ่นอายความเป็น Tokyo สักเท่าไหร่


ภาพแรกของหนัง กล้องค่อยๆเคลื่อนเลื่อนจากภายในบ้านมาถึงยังประตูที่เปิดทิ้งไว้ ฝนตกสาดกระเซ็น มารดารีบตรงเข้ามาปิดประตู เช็ดน้ำเช็ดท่า แล้วจู่ๆเธอกลับเปิดออก เหม่อมองออกไปภายนอก … ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเข้มงวดกวดขัน ยึดถือกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดจริงจัง ไม่ชอบให้เกิดความผิดพลาดอย่างเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ แต่มันผิดอะไรจะกระทำสิ่งขัดแย้งต่อขนบกฎกรอบ โหยหาอิสรภาพภายนอก

ซีนนี้ยังเป็นการอารัมบทความรู้สึกของมารดา หลังแต่งงานกลายเป็นแม่บ้าน ใช้ชีวิตราวกับอยู่ในกรงขัง ไร้ซึ่งสิทธิ์เสียง ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใดๆ การเปิดประตูแม้ขณะฝนตกหนัก คืออาการคร่ำครวญ โหยหาอิสรภาพ ต้องการออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ได้กระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจของตนเองบ้าง

ผมรู้สึกฉงนกับบริษัทนี้เสียจริง ทำไมถึงมีต้นไม้มีรูอยู่ตรงทางเข้าสำนักงาน? ราวกับต้องการจะสื่อถึงการรั่วไหล ไร้หลักแหล่ง สูญเสียความมั่นคง เฉกเช่นเดียวกับบิดา Ryūhei ทำงานมาหลายสิบปี จู่ๆกลับถูกไล่ออกอย่างไม่เห็นหัว สังเกตช็อตที่หัวหน้าเรียกเข้าไปคุย มุมกล้องถ่ายจากด้านนอก บดบังด้วยผนังกำแพง สร้างความรู้สึกแออัด คับแคบ มู่ลี่บดบังวิสัยทัศน์ภายนอก

หลังถูกไล่ออกจากบริษัท Ryūhei มานั่งจุ้มปุ๊กอยู่ยังสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง โดยไม่รู้ตัวพบเห็นบรรดาพวกพ้อง White Collor (คำเรียก Salayman พนักงานกินเงินเดือนในญี่ปุ่น) ผู้คนมากมายล้วนอยู่ในสถานะตกงาน ไม่รู้จะทำอะไรยังไง แต่พื้นหลังกลับพบเห็นสิ่งก่อสร้าง อพาร์ทเม้นท์สูงใหญ่ เมืองขยับขยายใหญ่โต แต่ความแตกต่างระหว่างชนชั้นกลับยิ่งเหินห่างกันไกล

บ้านครอบครัว Sasaki ตั้งอยู่บริเวณทางสาม-สี่แพร่ง แถมยังมีทางรถไฟตัดผ่าน มันช่างเป็นสถานที่ที่มีความเหมาะสมกับหนังมากๆ เพราะนำเสนอเรื่องราวที่ต่างคนต่างบรรเลงเส้นทางชีวิตของตนเอง พ่อไปทาง แม่ไปทาง ลูกไปทาง ใกล้ถึงจุดแตกแยก (Dysfunctional Family)

เมื่อตอนที่บิดา Ryūhei ถูกไล่ออกจากบริษัท เขาไม่สามารถทำอะไรได้สักสิ่งอย่าง! ผิดกับบุตรชาย Kenji เมื่อถูกครูเข้าใจผิด สั่งลงโทษไล่ออกไปยืนหลังห้อง เขาทำการโต้ตอบทันควัน เปิดเผยความลับอะไรบางอย่างที่สร้างความอับอายขาย จนโดนนักเรียนพูดล้อ ตั้งฉายา …

หลายคนอาจรู้สึกว่าการกระทำของ Kenji เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง (เขากล่าวขอโทษอาจารย์ภายหลัง) แต่บางครั้งมันมีความจำเป็นที่เราต้องลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง โต้ตอบตาต่อตา ฟันต่อฟัน อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล เพราะอาจมีใครอื่นตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรม

Kenji รับรู้ตนเองว่าสิ่งที่ตนเองทำไม่ถูกต้อง จึงเข้าไปพูดขอโทษกับอาจารย์ สังเกตมุมกล้องถ่ายหน้าตรงตัวละคร แลดูคล้ายๆสไตล์ Ozu (ที่มักให้ตัวละครพูดคุยสบตาหน้ากล้อง แทนการถ่ายข้ามไหล่) แต่เอาจริงๆแล้วมีช็อตลักษณะนี้แค่สองสามครั้งเท่านั้น จุดประสงค์เพื่อแสดงถึงความซื่อตรงไปตรงมาของเด็กชายเสียมากกว่า

ในขณะที่เด็กชายยืนหันหน้าตรงเข้าหากล้อง (จะเรียกว่ามุมมอง Oblique ก็ได้กระมัง) ถ่ายติดภายนอกประตู, มุมมองฝั่งอาจารย์นั่งหันเอียงๆ (มุมมอง Dimetric) ด้านหลังนักเรียนกำลังซ้อมกีฬาในโรงยิม … นี่เป็นการแสดงให้เห็นความขัดแย้ง แตกต่าง แฝงความไม่ลงรอยระหว่างทั้งสอง ต่อให้ขอโทษขอโพย อะไรๆก็ไม่มีวันหวนกลับมาเหมือนเก่า

ระหว่างรับประทานอาหารเย็น ภาพแรกถ่ายหน้าตรง Oblique ผ่านเคาน์เตอร์/ชั้นวางจาน คือขณะที่การสนทนาดำเนินไปอย่างปกติสุข, แต่หลังจาก Kenji บอกว่าอยากเรียนเปียโน มีการสลับเปลี่ยนอีกฟากฝั่งลอดผ่านราวบันได มุมมอง Dimetric (สังเกตจากองศาของโต๊ะ) จากนั้นบิดาออกคำสั่งไม่อนุญาต ดนตรีคือเรื่องไร้สาระ ปฏิเสธรับฟังความคิดเห็นใดๆ

นี่แสดงให้เห็นว่าเมื่อไหร่ถ่ายภาพองศาเอียงๆ (Dimetric) หรือการสนทนาข้ามไหล่ สามารถสื่อถึงการใช้อำนาจบบาดใหญ่ พยายามบีบบังคับ ควบคุมครอบงำ หรือมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง

ระหว่างที่บิดา Ryūhei ไปสัมภาษณ์งานบริษัทแห่งหนึ่ง ผมสังเกตว่ามี ‘Mise-en-scène’ ที่น่าสนใจไม่น้อย

  • เริ่มต้นผู้สัมภาษณ์ก็นั่งสนทนากับ Ryūhei อย่างเป็นปกติ
  • แต่หลังจากพูดคุยซักถาม ก็เริ่มตระหนักว่าชายคนนี้ไม่ได้มีความสามารถใดๆ ผู้สัมภาษณ์จึงลุกขึ้นเดินหายไปจากหน้ากล้อง
  • Ryūhei ลุกขึ้นเดินติดตามไปโน้มน้าว เรียกร้องขอโอกาสเข้าทำงาน
  • ก่อนที่ผู้สัมภาษณ์จะย้ายไปนั่งอีกฝั่งฝากฝั่ง แล้วสั่งให้ Ryūhei ขับร้องคาราโอเกะที่ตนเองอ้างว่ามีความถนัด

การกระทำของผู้สัมภาษณ์ ช่างละม้ายคล้ายตอนที่เด็กชาย Kenji สวนกลับครูประจำชั้น ทำให้อีกฝ่ายอับอายขายขี้หน้า แต่ทว่าในชีวิตจริงคนเรากลับยินยอมทำทุกสิ่ง เพื่อให้ได้งาน ได้เงิน ได้สามารถเอาตัวรอดบนโลกใบนี้

เรื่องราวครูสอนดนตรีที่เล่าว่าเพิ่งหย่าร้างสามี จะมองว่าคืออนาคตเป็นไปได้ของมารดา Megumi ถ้าเธอมิอาจอดรนทน ตัดสินใจออกจากบ้าน ทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง … คำสอนบางศาสนา ข้ออ้างจริยธรรมของหลายๆสังคม มักชี้นำว่าการหย่าร้างเป็นสิ่งไม่ถูกต้องเหมาะสม แต่ค่านิยมโลกยุคสมัยใหม่บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่หญิงสาวจะโหยหาอิสรภาพ ต้องการดิ้นหลุดจากการถูกควบคุมครอบงำ เรียกร้องหาความเสมอภาคเท่าเทียม ไปไห้ไกลจากสังคมปิตาธิปไตย

ก่อนที่ Takashi จะพูดคุยกับมารดาถึงเรื่องการเกณฑ์ทหาร เขายืนเหม่อลอย จับจ้องมองขบวนรถไฟกำลังเคลื่อนพานผ่าน นี่ชัดเจนว่าคืออาการโหยหาอิสรภาพ ต้องการออกไปจากบ้านหลัง … โดยปกติ Takashi ก็ไม่ค่อยพบเห็นอยู่บ้าน มักเตร็ดเตร่ เร่ร่อนตามท้องถนน แสดงว่าเขารับรู้ปัญหาครอบครัว ไม่ชมชอบการปกครองของบิดา โหยหาความเป็นเอกเทศ ต้องพิสูจน์ตนเอง

ระหว่างการอธิบายรายละเอียดเรื่องเกณฑ์ทหารกับมารดา สังเกตว่ากล้องถ่ายติดตัวละครทั้งสอง (ไม่เชิงว่าถ่ายข้ามไหล่) พอถึงตอนโน้มน้าวขอลายเซ็นต์ เปลี่ยนมาถ่ายหน้าตรง (สไตล์ Ozu) แสดงถึงความต้องการอย่างตรงไปตรงมา แต่เหมือนมารดาจะไม่ยินยอมเซ็นต์ เพราะตนเองไม่มีสิทธิ์เสียงใดๆในครอบครัวนี้ นั่นสร้างความผิดหวังอย่างรุนแรงให้กับ Takashi

ผมรู้สึกว่าความตั้งใจของผู้กำกับ เมื่อตอนที่ Ryūhei รับรู้ข่าวการเสียชีวิตของ Kurosu จะเกิดกระแสลมพัดเข้ามา ซึ่งสามารถแทนความตกอกตกใจ คาดไม่ถึงอย่างรุนแรง แต่ปรากฎว่าสายลมมันไม่มาตามนัด เลยแค่พอเห็นรายละเอียดคร่าวๆว่าต้นไม้ขยับไหวรุนแรงกว่าปกตินิดๆหน่อยๆ

นี่เป็นช็อตที่นำเสนอความแบ่งแยกระหว่างชนชั้น สถานะทางสังคม และสามารถแทนคำอธิบายความตายของ Kurosu คือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง โลกยุคสมัยใหม่ที่แม้มีความเจริญก้าวหน้า ตึกระฟ้าสูงใหญ่ แต่กลับทอดทิ้งคนรุ่นเก่า/ชนชั้นแรงงานไว้เบื้องหลัง

เมื่อตอนบิดารับรู้ความต้องการของ Takashi มีรายละเอียด ‘Mise-en-scène’ ดังต่อไปนี้

  • เริ่มต้นจากบิดานั่งอ่านเอกสารตรงใต้บันได (บนโต๊ะอาหาร) กล้องถ่ายติดชั้นวางของทำให้มุมมองดูแออัด คับแคบ และทิศทางโต๊ะเอียงๆ (Dimetric)
  • แต่หลังจากรับรู้สิ่งบังเกิดขึ้น สลับเปลี่ยนมุมกล้องมาถ่ายหน้าตรง (Oblique) แต่บิดากลับนั่งหันหลัง แล้วเอี้ยวตัวมาพูดคุย นั่นแสดงถึงความไม่เห็นด้วย หันหลังให้กับข้อเรียกร้องของบุตรชาย
  • จากนั้นบิดาลุกขึ้นยืน ก้าวเข้ามา พยายามวางอำนาจบาดใหญ่ แสดงความไม่เห็นด้วย
  • Takashi ลุกหนีมานั่งโซฟาห้องนั่งเล่น ซึ่งมีระดับพื้นต่ำกว่า แต่บิดาก็ติดตามมา พูดจาข่มขู่ ถ้าไม่ยินยอมจะขับไล่ออกจากบ้าน
  • Takashi ไม่งอนง้อคำข่มขู่ของบิดา ตั้งใจจะขึ้นห้องกลับไปเก็บข้าวของ แต่มารดาพยายามโน้มน้าว ฉุดเหนี่ยวรั้ง จนเขายินยอมนั่งลงเก้าอี้
  • ในขณะที่มารดาถอยไปทรุดนั่งด้านหลัง (บุคคลไม่มีความสำคัญใดๆ ไร้อำนาจ ไร้สิทธิ์เสียงในการตัดสินใจ) Takashi และบิดาหันมาเผชิญหน้า (มุมกล้องเดิมกับภาพสอง แต่เปลี่ยนจากบิดาหันหลังมาเป็นหันข้าง) ระดับศีรษะเท่ากัน บุตรชายสอบถามว่าวันๆทำอะไร ราวกับรับรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังตกงาน เกิดอาการอ้ำๆอึ้งๆ ไม่สามารถพูดตอบคำถาม
    • ตอนที่บิดาอ้ำๆอึ้งๆ มารดาค่อยๆหันหน้ากลับมา ราวกับตระหนักถึงความผิดปกติ/ลับลมคมในของสามี

การที่ส่วนใหญ่ในซีเควนซ์นี้ถ่ายภาพหน้าตรง (Oblique) เพราะพวกต่างคนต่างพูดบอก แสดงออกความต้องการของตนเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่สามารถอ้อมค้อม วางอำนาจบาดใหญ่ … เพราะ Takeshi เติบโตเป็นวัยรุ่น สามารถเอาตัวรอดได้ด้วยตนเอง เลยไม่จำเป็นต้องงอนง้อครอบครัวอีกต่อไป

จากเคยเย่อหยิ่ง เรื่องมาก เรียกร้องโน่นนี่นั่น หลังจากถูกบุตรชาย Takeshi ลับเหลี่ยมคม บิดา Ryūhei ตกอยู่ในสภาพหมาจนตรอก ยินยอมตอบรับทุกอาชีพ ขอแค่ได้ทำงานมีเงิน (ถ่ายก้มลงจากเบื้องบน มุมมอง Dimetric แสดงถึงบิดาผู้ไร้สิทธิ์เสียง ยินยอมก้มหัวศิโรราบต่อทุกสิ่ง) ก่อนถูกส่งไปเป็นพนักงานทำความสะอาดห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ทุกคนต่างสวมสูทผูกไทด์ พอหลบเข้าในซอกก็เร่งรีบเปลี่ยนใส่ชุดทำงาน … นี่แสดงให้เห็นว่ามีคนมากมายที่ต้องตกอับ และพยายามปกปิดสถานะดังกล่าวต่อครอบครัว เป็นความตลกร้ายที่หัวร่อไม่ออกเลยสักนิด!

หลังจาก Takashi เดินทางไปอิรัก มารดาเข้ามาเก็บข้าวของในห้องนอน ก่อนพบเจอเส้นชอล์กขีดลากยาว และข้อความ “National Border” นี่แสดงถึงความแปลกแยก ต้องการสร้างเขตแดน พื้นที่ความเป็นส่วนตัว หรือคือไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัว อยู่ภายใต้การปกครอง(เผด็จการ)ของบิดา

เพราะความขัดแย้งกับ Kenji ตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง ครูประจำชั้นจึงไม่มีความสนใจใยดี เมื่อตอนนัดพูดคุยกับมารดา Megumi เรื่องค่าอาหารกลางวัน พบเห็นเดินไปเดินมา ย้ายจากตำแหน่งสู่อีกตำแหน่งหนึ่ง แล้วจู่ๆพูดขึ้นว่า “It’s something you should discuss within the family.” มันช่างเป็นประโยคแสดงความไม่ยี่หร่า ปัดความรับผิดชอบ ก่อนจบซีนนี้ด้วยการเดินไปยังอ่างล้างจาน ชำระล้างคราบสกปรก ปฏิเสธยุ่งเกี่ยวอะไรใดๆ

เมื่อบิดารับรู้ว่าบุตรชาย Kenji แอบไปร่ำเรียนเปียโน ออกคำสั่งห้ามปราม ขณะพยายามเสี้ยมสอนว่านี่เป็นพฤติกรรมของคนขี้ขลาด (ฟังดูย้อนแย้งเข้ากันตนเอง) จู่ๆหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมากางออก นี่ไม่ใช่ว่าเขาต้องการเปิดอ่านหรืออย่างไร แต่เป็นภาษากายแสดงถึงการหลีกเลี่ยงเผชิญหน้า แสร้งว่าไม่ยินยอมรับฟังคำแก้ตัวของอีกฝ่าย

มารดาพยายามพูดประณีประณอม แต่บิดากลับใช้ความรุนแรงกลับบุตรชาย นั่นทำให้เธอพูดเล่าสิ่งที่พบเห็น ยืนอยู่ตำแหน่ง(ศีรษะ)สูงกว่า แล้วบอกว่า “Screw your authority.” ฟังแล้วเจ็บแสบยิ่งกว่าการถูกตบหน้า

สำหรับอุบัติเหตุตกบันได นี่คือสิ่งที่ผกก. Kurosawa เล่าว่านำแรงบันดาลใจจาก A History of Violence (2005) บันไดคือสัญลักษณ์แทนการใช้อำนาจในทางไม่ถูกต้อง บิดาอ้างว่าแค่ผลักเบาๆ แต่กลับทำให้บุตรชายไถลตกลงชั้นล่าง ได้รับบาดเจ็บแม้ไม่หนักมาก แต่สร้างความเจ็บปวดทุกข์ทรมานใจ รู้สึกผิดอย่างรุนแรงในสิ่งพลั้งพลาดกระทำไป

ซีนเล็กๆนี้คล้องจองกับการปัดความรับผิดชอบของครูประจำชั้น เด็กน้อยทำแก้วน้ำหล่น มารดาจึงพาลูกเดินหนีทันควัน “ความผิดคนอื่นเท่าภูเขา ความผิดตัวเราเท่าเส้นผม” ปล่อยให้เป็นหน้าที่พนักงานทำความสะอาด เก็บกวาดเช็ดถูก … บางคนอาจมองว่ามันเป็นสิ่งถูกต้องแล้ว จะให้แม่เด็กเช็ดพื้นทำความสะอาดก็กระไรอยู่ จะมีพนักงานไว้ทำไม แต่มันก็สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัว การขาดความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

เมื่อครั้นบุตรคนโต Takeshi แวะเวียนกลับมาบ้าน พร่ำรำพันถึงการกระทำของตนเองในสงคราม ตระหนักถึงการเสียสละเพื่อชาติ เพื่อส่วนรวม เพื่อความสงบสุขของโลก แต่ผลลัพท์กลับค่อยๆทำให้ตนเองค่อยๆสูญเสียจิตวิญญาณ ความเป็นมนุษย์ มีสภาพก็อย่างที่พบเห็น

แซว: เอาจริงๆแล้วมันไม่มีนะครับที่ชาวญี่ปุ่นถูกเกณฑ์ไปสู้รบสงครามอิรัก เป็นเรื่องราวที่ผกก. Kurosawa ปรุงปั้นแต่ง/สร้างโลกคู่ขนาน เพื่อให้ผู้ชมตระหนักถึงความไม่จำเป็นในการเสียสละชีพเพื่อส่วนรวม (Anti-patriotism, Anti-War)

I don’t think there’s any need for a patriotism that means you must do something for Japan. But you should do something for yourself, and something you believe in. This can be something for film, or for your family, or for your lover, but it should be for something or someone you believe in. To do something solely for your country I think is absolutely unnecessary. But if you’re working for some purpose or some person, or for yourself, and if you believe in this, I think this would transcend the concept of a nation and have an influence on the world as a whole.

Kiyoshi Kurosawa

เรื่องวุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อบิดา Ryūhei พบเจอซองใส่เงินในห้องน้ำ ใครบางคนหลงลืมทิ้งไว้ ไม่รู้จะทำอะไรยังไง แต่มันกลับทำให้เขาพบเจอสิ่งต่างๆ (Chain Reaction) หายนะบังเกิดขึ้นติดตามมามากมาย ซึ่งหนังนำเสนอคู่ขนานกับเหตุการณ์บ้านถูกโจรปล้น หัวขโมยลักพาตัวมารดา Megumi แล้วทั้งสองมาบังเอิญพบเจอหน้า … เราสามารถเปรียบเทียบคู่ขนานระหว่าง Ryūhei พบเจอซองใส่เงิน = โจรปล้นบ้าน ลักพาตัว Megumi

และตั้งแต่ที่บิดา-มารดา พบเจอกันในห้างสรรพสินค้า ทั้งสองต่างพยายามหลบหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ยังมีอีกเรื่องราวคู่ขนานบังเกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือบุตรชาย Kenji ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน ระหว่างเดินเตร็ดเตร่เร่ร่อน พบเจอเพื่อนสนิทที่ก็พยายามหลบซ่อนตัว หนีออกจากบ้านเช่นเดียวกัน … ส่วนพี่ชาย Takashi แม้ไม่มีการกล่าวถึง แต่ผู้ชมรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายหนีไปไกลถึงอิรักโน่นแล้ว

เห็นช็อตนี้ทีไรชวนให้ผมนึกถึง Pierrot le Fou (1965) หนุ่มสาวขับรถที่ลักขโมยมาถึงริมชายหาด จุดสิ้นสุดการเดินทาง เหม่อมองสุดปลายขอบฟ้า ต่อจากนี้ถึงเวลาทบทวนตนเองว่าอยากทำอะไร ไปต่อ หรือเดินทางกลับ

  • สำหรับหัวขโมย เพราะชีวิตไม่มีอะไรอยู่แล้ว จึงพร้อมยินยอมรับโชคชะตา คว้าโอกาสที่ได้รับมา ร่วมรักหลับนอนกับเธอ แค่นั้นก็เติมเต็มความต้องการจิตใจ ราวกับนางฟ้ามาจุติ
  • ส่วนมารดา แม้ยินยอมให้หัวขโมยร่วมเพศสัมพันธ์ แต่กลับไม่ทำให้เธอรู้สึกพึงพอใจ ดึกดื่นออกมาเดินริมชายหาด สองจิตสองใจว่าจะทำอะไร ฆ่าตัวตายดีไหม?

ร้อยเรียงสามเหตุการณ์ที่ทำให้ครอบครัว Sasaki มาถึงจุดเปลี่ยน

  • Kenji เพราะยังเป็นเยาวชน ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านยามวิกาล เลยถูกตำรวจจับกุม (ย้อนรอยกับเพื่อนที่ถูกครอบครัวพากลับบ้าน) อาศัยอยู่ในห้องขังร่วมกับนักโทษอื่นๆ ในตอนแรกยืนหันหลังให้แสงไฟสีเขียว (สีแห่งความชั่วร้าย) จากนั้นเดินไปนั่งขดอยู่ข้างอ่างล้างจาน รอคอยฟ้าสางถึงได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน
  • มารดา Megumi หลังจากเดินเลียบชายหาด สองจิตสองใจว่ายังอยากมีชีวิตอยู่ไหม พอรุ่งเช้าพระอาทิตย์ค่อยๆสาดส่องแสงสว่าง (ฉากนี้ดูไม่ค่อยแนบเนียนสักเท่าไหร่ เพราะผู้ชมสังเกตได้ว่าเกิดจากแสงไฟสาดส่องใบหน้า) ทำให้ตระหนักถึงภาระรับผิดชอบครอบครัว จึงออกเดินทางกลับบ้าน
  • บิดา Ryūhei นอนเหมือนหมาข้างถนน ถูกกลบด้วยใบไม้ร่วงหล่น ตื่นเช้าขึ้นมารับสภาพตนเองไม่ได้ จึงนำซองเงินไปใส่ช่องของหาย แล้วถึงเดินกลับบ้าน

ทำไมบิดา Ryūhei ถึงตัดสินใจนำซองเงินใส่ในช่องของหาย? นี่ไม่ใช่ประเด็นศีลธรรม หรือบังเกิดสามัญสำนึกทางจิตใจ แต่ตระหนักถึงสารพัดความโชคร้ายตั้งได้รับมันมา พบเจอหน้าภรรยา ถูกรถชนแล้วทิ้ง หลับนอนข้างถนน เรียนรู้ว่าการมีเงินไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรสักอย่าง อาจเพราะกลัวเรื่องกฎหมายด้วยอย่างหนึ่ง การปฏิเสธเงินก้อนนี้จึงคือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตใหม่

I think it’s because he really wants to start over again and—in order to start over again—he needs to be at zero. He doesn’t need the negative baggage of unlawfully-acquired money. I think in the movies I have made until now, he probably would have kept the money and become a complete outlaw and moved towards a different kind of hope; but, in that case, he would have left the family behind as the unnecessary detritus of a former life. I didn’t want to move him in that direction.

Kiyoshi Kurosawa

หลังจากพานผ่านค่ำคืนแห่งหายนะ สุดท้ายแล้วพวกเขาตัดสินใจหวนกลับบ้าน ไร้คำพูดคำจา ก้มหน้าก้มตา ร่วมรับประทานอาหารเช้า ทำราวกับไม่มีอะไรบังเกิดขึ้น แต่ทุกคนต่างรับรู้อยู่แก่ใจ ถ้วยชามแตกละเอียดสามารถแปะติดปะต่อขึ้นใหม่ แม้รอยร้าว/แผลเป็นจะไม่เลือนหาย แต่มันกลับทำให้ความสัมพันธ์แนบแน่นแฟ้น ยินยอมรับการเปลี่ยนแปลง เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน

โต๊ะอาหาร ถือเป็นสถานที่คลาสสิกสำหรับครอบครัวแตกแยก (Dysfunctional Family) สำหรับพูดคุย ปรับความเข้าใจ แต่ถึงแม้พวกเขาไม่สนทนาอะไร ก็ยังสามารถรับรู้ความรู้สึกของกันและกัน … ผมเพิ่งรับชม Moonstruck (1987) ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เลยตระหนักว่าการล้อมวงรับประทานอาหารร่วมกัน มีความสำคัญแทบจะทุกๆวัฒนธรรม/ชาติพันธุ์

ตัดต่อโดย Koichi Takahashi,

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้ครอบครัว Sasaki เป็นจุดศูนย์กลาง สลับสับเปลี่ยนการเล่าเรื่องผ่านมุมมองบิดา Ryūhei, มารดา Megumi และบุตรชายคนเล็ก Kenji ต่างคนต่างบรรเลงบทเพลงชีวิตของตนเอง!

  • วันธรรมดาๆหนึ่ง บิดาถูกไล่ออกจากงาน
    • ยามเช้าบิดา Ryūhei เดินทางไปทำงานตามปกติ แล้วจู่ๆถูกบอกเลิกจ้าง เก็บข้าวของกลับบ้าน
    • ยามกลางวันนั่งเหม่อลอย ไม่รู้จะทำอะไรดี ก่อนแอบได้ยินมีคนกล่าวถึงบริษัทจัดหางาน
    • เดินทางไปยังบริษัทจัดหางาน พบเห็นคนต่อคิวยาวเหยียดถึงชั้นล่าง
    • เลยตัดสินใจกลับบ้านเร็ว แต่พบเจอบุตรชาย และภรรยาจับได้ว่าแอบเข้าทางหน้าต่าง
  • ความพยายามมองหางานใหม่
    • บุตรชายคนเล็ก Kenji ถูกครูลงโทษความผิดที่ตนเองไม่ได้ก่อ เลยทำการโต้ตอบอย่างไม่ได้คิด
    • บิดาพบเจอกับพนักงานบริษัทจัดหางาน แต่ก็ไม่สามารถหางานที่ตนเองคาดหวัง
    • วันถัดมาพบเจอเพื่อนเก่า Kurosu ซึ่งก็ตกงานเหมือนกัน ต่างเดินทางไปยังบริษัทจัดหางานต่างๆ แต่ก็ยังไม่สามารถหางานที่ตนเองคาดหวัง
    • Kenji บอกกับครอบครัวว่าอยากเรียนเปียโน แต่ถูกบิดาสั่งห้าม เลยนำเงินอาหารกลางวันเป็นค่าเล่าเรียน
    • Kurosu ชักชวน Ryūhei ไปรับประทานอาหารที่บ้าน ร่วมกันเล่นละคอนตบตาครอบครัว
  • Takashi อยากเกณฑ์ทหาร
    • Ryūhei เดินทางไปสัมภาษณ์งานบริษัทหนึ่ง แต่กลับถูกกลั่นแกล้งจนอับอายขายขี้หน้า
    • Takashi พูดคุยกับมารดาว่าอยากเกณฑ์ทหาร เสียสละชีพเพื่อชาติ
    • Ryūhei เดินทางไปเยี่ยมเยียน Kurosu แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายฆ่าตัวตายพร้อมภรรยา
    • กลับมาบ้านบิดาปฏิเสธไม่ให้ Takashi ไปเกณฑ์ทหาร แต่ก็ไม่สามารถทำอะไร
  • Kenji มีพรสวรรค์ทางดนตรี
    • ครูสอนดนตรีบอกกับ Kenji ว่าเป็นคนมีพรสวรรค์ ต้องการส่งเสริมให้เข้าเรียนต่อโรงเรียนดนตรี
    • Ryūhei ยินยอมทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาด
    • มารดารับรู้จากครูที่โรงเรียนว่า Kenji ค้างชำระค่าอาหารกลางวัน
    • จดหมายส่งมาถึงบ้านทำให้รับรู้ว่า Kenji แอบไปเรียนดนตรี สร้างความไม่พึงพอใจต่อบิดาถึงขนาดลงไม้ลงมือ
  • เรื่องวุ่นๆของหัวขโมย
    • วันหนึ่งระหว่าง Ryūhei กำลังทำความสะอาดห้องน้ำ พบเห็นซองใส่เงิน ไม่รู้จะทำอะไรยังไงดี แต่ระหว่างพบเจอกับภรรยา เกิดอาการอ้ำอึ้ง ปฏิเสธจะยินยอมรับความจริง
    • (ย้อนอดีตสามชั่วโมงก่อนหน้า) ที่บ้านครอบครัว Sasaki จู่ๆมีโจรบุกเข้ามาปล้นทรัพย์ แต่กลับไม่ได้อะไรสักสิ่งอย่าง เลยตัดสินใจลักพาตัว Megumi ขโมยรถเปิดประทุนหรู บังคับให้ขับพาหลบหนี แวะจอดห้างสรรพสินค้า พบเจอสามี Ryūhei
    • Kenji ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน พบเจอเพื่อนร่วมห้องที่ก็หลบหนีออกจากบ้านเช่นกัน
    • Megumi ขับรถพาโจรมาถึงริมชายหาด พรอดรัก ค้างคืน
    • Ryūhei เดินเตร็ดเตร่เร่ร่อน ถูกรถชนได้รับบาดเจ็บ นอนหลับอยู่ข้างถนน
    • Kenji ถูกตำรวจจับกุม นอนในเรือนจำ
  • เช้าวันใหม่แห่งความหวัง
    • Megumi เดินกลับมาบ้าน พบเห็น Kenji ในสภาพหิวกระหาย
    • Ryūhei นำซองเงินหย่อยใส่ที่รับฟากของหายแล้วเดินทางกลับบ้าน
    • สามเดือนถัดมา Kenji สมัครโรงเรียนดนตรี ทำการแสดงบทเพลง Debussy: Clair de Lune

ไคลน์แม็กซ์ของหนังในช่วง “เรื่องวุ่นๆของหัวขโมย” มีการดำเนินเรื่องที่น่าสนใจมากๆ เริ่มต้นด้วยการสร้างสถานการณ์ให้กับ Ryūhei จู่ๆพบเจอภรรยา Megumi ทำไมเธอมาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้? จากนั้นเปิดเผยรายละเอียดด้วยการเล่าย้อนอดีตสามชั่วโมงก่อนหน้า และพอทั้งสองเรื่องราวเวียนมาบรรจบ ค่อยไปต่อที่เรื่องราวของบุตรชาย Kenji ขณะกำลังหลบหนีออกจากบ้าน

ความวุ่นๆวายๆของครอบครัวแตกแยก (Dysfunctional family) พบเห็นบ่อยครั้งในภาพยนตร์ของ Wes Anderson (รวมถึง French Comedy ช่วงต้นทศวรรษ 30s) ซึ่งก็มักทำไคลน์แม็กซ์ในลักษณะคล้ายๆกันนี้ ร้อยเรียงเรื่องราวจากหลากหลายมุมมอง/ตัวละคร อาจดูเละตุ้มเป๊ะ แต่สุดท้ายย่อมสามารถหาบทสรุป หนทางออกได้อย่างน่าอึ่งทึ่ง มหัศจรรย์ใจ


ความตั้งใจแรกของผกก. Kurosawa ไม่คิดจะแทรกใส่บทเพลงใดๆนอกจากตอนจบ Debussy: Clair de Lune แต่หลังตัดต่อหนังใกล้เสร็จ รับรู้สึกว่ามีบางช่วงบางตอนควรหาอะไรมาแทรกใส่เพิ่มเติม ก่อนตัดสินใจเลือกเครื่องสังเคราะห์เสียง บรรเลงบทเพลงสไตล์ Minimalist มีท่วงทำนองที่เรียบง่าย และสอดคล้องเข้ากับลักษณะของ Sonata

Originally I had thought—because Tokyo Sonata was not a horror film or a genre film—that it would not have any music at all. I thought I would just have the full piano piece at the end. But well after I had finished editing the film, a long time after, I realized I wanted some music so I had music composed. I can’t recall exactly what I asked the composer to do, but I think what I asked him for was the music of a very close tomorrow. Not futuristic music but a kind of future that could happen tomorrow.

I wanted to keep the rest of the music to an absolute minimum. But, if there was going to be music, I wanted it to create a good impression and be very memorable. What I did was I consulted with a lot of music experts about what kind of music I could put in, and wound up deciding on music that was composed on an analog synthesizer from the late 1960s, early 70s, and used a sampling machine.

Kiyoshi Kurosawa

เพลงประกอบโดย Kazumasa Hashimoto, カズマサ・ハシモト (เกิดปี 1974) สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ตั้งแต่เด็กชื่นชอบเล่นเปียโน โตขึ้นเข้าศึกษาต่อ Tokyo College of Music หลงใหลสไตล์ Minimalist ทำการผสมผสานเครื่องดนตรีไฟฟ้าเข้ากับอะคูสติก โด่งดังจากเพลงประกอบภาพยนตร์ Tokyo Sonata (2008) ฯ

ตอนที่ผมได้ยินบทเพลงในหนัง ด้วยความที่ระดับเสียงค่อนข้างเบา เลยครุ่นคิดว่าคงเป็นเสียงจากเครื่องเป่าลมอะไรสักอย่าง แต่พอรับรู้รายละเอียดว่ามาจากเครื่องสังเคราะห์เสียง (Synthesizer) ก็สร้างความแปลกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เป็นตัวเลือกที่ไม่เคยพบเห็นในภาพยนตร์แนว Family Drama

งานเพลงนอกจากสร้างบรรยากาศทะมึน อึมครึม สะท้อนสถานะครอบครัวที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ใกล้จะถึงจุดแตกแยก, เครื่องสังเคราะห์เสียงยังสร้างสัมผัสอนาคตอันใกล้ (Futuristic) ซึ่งสามารถตีความถึงสถานการณ์แบบ Tokyo Sonata เป็นสิ่งบังเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา

ผมขอไม่ลงรายละเอียด Debussy: Clair de Lune เพราะได้แยกเขียนบทความอธิบายที่มาที่ไปเอาไว้แล้ว แต่จะวิเคราะห์ถึงการเลือกใช้บทเพลงนี้ในช่วงท้ายของหนัง ท่ามกลางรัตติกาลมืดมิด แสงจากพระจันทร์เปรียบดั่งประกายแห่งความหวัง สาดส่องบุคคลผู้หลงทาง จมปลักอยู่กับความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ให้สามารถข้ามผ่านช่วงเวลาอันเลวร้าย ลุกขึ้นก้าวดำเนินชีวิตต่อไป

โดยปกติหลังเสร็จสิ้นการแสดง ถ้าทำออกมาได้ยอดเยี่ยม ผู้ชมจะทำการปรบมือ ตะโกนโหวกแหวกแสดงความยินดี แต่ตอนจบของหนังทุกคนกลับยืนแน่นิ่ง ไม่ขยับเคลื่อนไหวติง นั่นไม่ใช่ไร้ปฏิกิริยาอารมณ์ คืออาการตกตะลึง อ้ำอึ้ง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ยังคงเคลิบเคลิ้มล่องลอยอยู่ท่ามกลางแสงจันทรา … นี่ถือเป็นตอนจบที่งดงาม สมบูรณ์แบบ เพราะการไม่ปรบมือสามารถสื่อถึงชีวิตยังเต็มไปด้วยปัญหา อุปสรรคไม่ได้รับการแก้ไข บทเพลงนี้แค่เพียงประกายความหวังเล็กๆ ช่วยสร้างขวัญกำลังใจ เราจะผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้ไปด้วยกัน

I really did want to infuse the ending with some kind of real hope. That was my intent. But, of course, not a false hope or a literally unbelievable happy ending. The film ends with them attempting to start over. The elder son is still gone and probably not coming back. They still have all their problems, but they’re trying to solve all those problems. It’s in their attempt to give it another go at solving the problems wherein the hope lies.

Kiyoshi Kurosawa

เกร็ด: Debussy: Clair de Lune ที่รับชมในหนังทำการแสดงโดย Sonosuke Takao (อายุรุ่นราวคราวเดียวกับนักแสดงรับบท Kai Inowaki)

ค่านิยมทางสังคมสมัยก่อน บิดาคือช้างเท้าหน้า (Patriarchy) มีอำนาจ สิทธิ์ขาด ในการครุ่นคิดตัดสินใจทิศทางของครอบครัว แต่เมื่อโลกก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ แนวคิดดังกล่าวถือว่าเฉิ่มเชยล้าหลัง ถูกมองว่าเป็นการกดขี่ข่มเหง ควบคุมครอบงำ ทำให้ภรรยา-ลูกหลานไร้ซึ่งสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาคเท่าเทียม

เรื่องราวของ Tokyo Sonata แม้มีความจำเพาะเจาะจงพื้นหลังกรุง Tokyo นำเสนอวิถีชีวิต/สภาพสังคมญี่ปุ่น ในช่วงต้นสหัสวรรษใหม่ แต่เหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ถือว่าเป็นประเด็นคลาสสิก ไม่จำเพาะเจาะจงสถานที่หรือกาลเวลา … อย่างที่อธิบายไปตั้งแต่ต้นว่าบทหนังพัฒนาโดย Max Mannix นักเขียนชาว Austrialian ในช่วงทศวรรษ 80s ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 2008 แต่กลับยังสามารถสะท้อนปัญหาสังคม ครอบครัว มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะอาศัยอยู่แห่งหนไหน อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ล้วนมีโอกาสประสบพบเจอด้วยกันทั้งนั้น

วิธีแก้ปัญหาเป็นเรื่องพูดง่าย แต่ในทางปฏิบัติหลายคนมักบอกว่ายากยิ่งนัก! ต้องเริ่มจากการลดละทิฐิมานะ ความเย่อหยิ่ง ทะนงตน โยนศักดิ์ศรีทิ้งไป เรียนรู้จักเปิดใจให้กว้าง รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น มอบความเสมอภาคเท่าเทียม และที่สำคัญคือเอาใจเขามาใส่ใจเรา ลองสมมติตนเองอยู่ในสถานการณ์นั้น ย่อมสามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ไม่ยาก

สิ่งสำคัญสำหรับบิดา-มารดาควรต้องเรียนรู้ จดจำ ท่องไว้ให้ขึ้นใจ สักวันหนึ่งลูกๆต้องออกจากบ้านไป พวกเขาไม่ใช่ตุ๊กตาหรือหุ่นเชิดชัก อย่าบีบบังคับ ควบคุมครอบงำ ใช้อำนาจบาดใหญ่ ควรปล่อยให้ครุ่นคิด ตัดสินใจ เป็นตัวของตนเอง ครอบครัวควรเป็นพื้นที่สำหรับเตรียมความพร้อม มอบโอกาส สอนให้เรียนรู้จักโลกกว้าง แล้วพวกเขาจะค้นพบคุณค่าความหมายชีวิต และพร้อมเสียสละเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า

ผกก. Kurosawa ไม่ได้มีปัญหาเรื่องครอบครัว หรือขัดแย้งอะไรกับภรรยา(และบุตร) แต่ผมมองความสัมพันธ์ของ Tokyo Sonata (2008) สอดคล้องกับ A History of Violence (2005) ต่างนำเสนอเรื่องราวของบิดา พยายามปกปิดอะไรบางอย่างกับครอบครัว

เมื่อแรกเริ่มเข้าสู่วงการ ผกก. Kurosawa เป็นที่รู้จักจากภาพยนตร์แนว Pink Film มักมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ เต็มไปด้วยภาพโป๊เปลือย ความรุนแรง ฯ นั่นอาจเป็นสิ่งเขาไม่ได้ภาคภูมิใจอะไรกับมันนัก อยากปกปิด ลบเลือน ไม่ต้องการให้ภรรยา-ลูกหลานรับรู้เชยชม (นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เขาไม่ยอมมีบุตรกระมัง) … แต่อดีต/ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่มีวันปรับเปลี่ยนแก้ไข ทำได้เพียงยินยอมรับสภาพเป็นจริง และเลือกทำวันนี้ให้ดีกว่าวันวาน


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Cannes สายการประกวดรอง Un Certain Regard สามารถคว้ารางวัล Jury Prize จากนั้นเดินทางไปฉายตามเทศกาลต่างๆทั่วโลก กวาดรางวัลอีกมากมายนับไม่ถ้วน รวมถึง Asian Film Awards คว้ามาสองรางวัล Best Film และ Best Screenwriter แต่กลับไม่ได้เข้าชิงสักสาขาของ Japan Academy Film Prize ถือเป็นเรื่องน่าอัปยศยิ่งนัก!

ผมจดจำได้ลางๆว่าน่าจะเดินทางไปรับชม Tokyo Sonata (2008) ยังโรง House RCA (ปกติจะไม่ค่อยไปดูหนังแถวนั้น เพราะมันไกลเกิ้น) ยิ่งดูยิ่งเครียด เต็มไปด้วยความอัดอั้น ถ้าไม่เพราะ Debussy: Clair de Lune ระบายทุกสิ่งอย่างออกมา เกิดความตระหนักว่าโลกไม่ได้สิ้นหวังปานนั้น

นั่นคือเหตุผลที่ผมจัดให้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” แม้หนังจะไม่ได้นำเสนอหนทางแก้ปัญหา แต่สามารถเป็นบทเรียนการใช้ชีวิต การอยู่ร่วมกันในครอบครัว/สังคม เราควรรู้จักพูดคุย เปิดใจรับฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ลดละทิฐิ “Screw your authority.”

จัดเรต 15+ ครอบครัวแตกแยก คำพูดรุนแรง พฤติกรรมบ้าอำนาจของบิดา

คำโปรย | Tokyo Sonata บรรเลงท่วงทำนองแห่งหายนะของครอบครัวที่กำลังแตกแยก แฝงสาระข้อคิด บทเรียนชีวิต เตือนสติพ่อ-แม่-ลูก
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | บทเรียนชีวิต

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: