Trainspotting (1996)

Trainspotting

Trainspotting (1996) British : Danny Boyle ♥♥♥♥

Train-Spotting กิจกรรมจับจ้องรถไฟเคลื่อนผ่านไปมา ในมุมคนทั่วไปคงมองว่าเป็นงานอดิเรกที่โคตรไร้สาระ แต่สำหรับบุคคลกำลังมึนเมาเสพยา นั่นคือช่วงเวลาอันสุดมหัศจรรย์เหนือจินตนาการ (ผมก็อธิบายไม่ได้ว่าเป็นอย่างไร) ก็เหมือนภาพยนตร์เรื่องนี้อาจทำให้คุณรู้สึกโคตรเสียเวลารับชม แต่สะท้อนวัฒนธรรม ค่านิยม และจิตวิญญาณชนชาวอังกฤษยุคสมัยนั้นออกมาได้อย่างตราตรึง

คำอธิบายชื่อหนัง Trainspotting ที่เกริ่นไว้ย่อหน้าแรก ไม่ได้มาจากเนื้อหาในหนังเลยนะครับ เป็นสิ่งปรากฎอยู่ในต้นฉบับนวนิยายแต่ถูกตัดออกไป ใครมีโอกาสรับชมภาคสอง T2 Trainspotting (2017) จะมีฉากย้อนอดีตที่ Renton กับ Begbie พบเจอชายแก่ขี้เมาแถวๆสถานีรถไฟ Leith Central สนทนากันไปมาพบว่าบุคคลนั้นคือพ่อแท้ๆของ Begbie สอบถามว่า

“What’re you up to, lads, eh? Trainspotting? In Leith Central?”

จะว่าไปการนั่งดูรถไฟ ก็ไม่ต่างอะไรจากกิจกรรมดูนก ตกปลา ท่องอินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่รับชมภาพยนตร์ กล่าวคือเป็นการใช้เวลาว่างให้หมดสิ้นไปกับการกระทำอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องมีประโยชน์ หรือสร้างสรรค์ แค่ผู้กระทำสิ่งนั้นก่อเกิดความพึงพอใจสูงสุดก็เพียงพอแล้ว … ไม่ใช่รึ?

ซึ่งในบริบทของหนัง สะท้อนพฤติกรรมกลุ่มตัวละคร วันๆใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย เมาเหล้า เสพยา ลักขโมย ร่วมรักหญิงสาว ไม่ต่างจากกิจกรรม Train-Spotting นั่นทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจดูไร้สาระ แต่เชื่อเถอะว่าย่อมต้องมีบุคคลเห็นประโยชน์ทรงคุณค่า แฝงซ่อนเร้นอยู่ไม่มากก็น้อย!

มีอีกแนวความคิดที่น่าสนใจของ Trainspotting ขณะผู้เสพกำลังฉีดยาเข้ากระแส จักต้องบีบรัดแขนจนเห็นเส้นเลือดปูดขึ้นมา นั่นแลดูเหมือนรางรถไฟ และมีคำเรียกว่า ‘Track Masks’


Danny Boyle (เกิดปี 1956) ผู้กำกับสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Radcliffe, Lancashire ในครอบครัว Irish Catholic ที่เคร่งครัด เคยเป็นเด็ก Altar Boy ครอบครัวคาดหวังให้โตขึ้นกลายเป็นบาทหลวง แต่พออายุ 14 หลวงพ่อแนะนำว่าอย่างเป็นพระเลย

“Whether he was saving me from the priesthood or the priesthood from me, I don’t know. But quite soon after, I started doing drama. And there’s a real connection, I think. All these directors – Martin Scorsese, John Woo, M. Night Shyamalan – they were all meant to be priests. There’s something very theatrical about it. It’s basically the same job – poncing around, telling people what to think”.

– Danny Boyle

โตเข้าเรียน Thornleigh Salesian College, Bolton ตามด้วย Bangor University สาขาภาษาอังกฤษและการแสดง จบมาเริ่มต้นจากทำงานละครเวที Joint Stock Theatre Company ก่อนย้ายไป Royal Court Theatre จากนั้นเป็นโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ เริ่มมีความสนใจภาพยนตร์จากการรับชม Apocalypse Now (1979) กำกับผลงานเรื่องแรก Shallow Grave (1955) ติดตามด้วย Trainspotting (1996), คว้ารางวัล Oscar: Best Director จาก Slumdog Millionaire (2008)

Trainspotting ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ Irvine Welsh (เกิดปี 1958) นักเขียนชาว Scottish ตีพิมพ์ปี 1993 ซึ่งเนื้อหามีการแบ่งออกเป็น Section ละหลายตอน แต่ละบทดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละครที่แตกต่างออกไป และไม่เรียงลำดับตามเวลา (Non-Linear)

โปรดิวเซอร์ Andrew Macdonald ได้มีโอกาสอ่านนวนิยายเล่มนี้ เมื่อปลายปี 1993 ส่งต่อให้ผู้กำกับ Danny Boyle เผื่อว่าจะสามารถดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์

“[This novel it’s gonna be] most energetic film you’ve ever seen – about something that ultimately ends up in purgatory or worse”.

– Danny Boyle

Boyle ส่งต่อหนังสือให้กับ John Hodge (เกิดปี 1964) นักเขียนชาว Scottish เคยร่วมงานภาพยนตร์เรื่องแรก Shallow Grave (1994) ความท้าทายคือทำอย่างไรให้นวนิยายที่ไม่เรียงลำดับตามเวลา (Non-Linear) สามารถดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรง (Linear)

“[I had to] produce a screenplay which would seem to have a beginning, a middle and an end, would last 90 minutes and would convey at least some of the spirit and the content of the book”.

– John Hodge

อีกเหตุผลหนึ่งที่ Boyle เลือกนักเขียน Hodge เพราะพื้นเพเป็นชาวสก็อตแบบเดียวกับผู้แต่ง Welsh จึงสามารถเข้าใจเนื้อหา ภาษาท้องถิ่น วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของเรื่องราวได้อย่างถ่องแท้กว่า

Mark Renton (รับบทโดย Ewan McGregor) อาศัยอยู่ชานเมือง Edinburgh, Scotland ร่วมกับเพื่อนๆอีกสี่คน วันๆใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา ไม่ยอมทำมาหากิน เอาแต่เสพยา มั่วเซ็กส์ หาเงินจากการลักขโมย ก่ออาชญากรรม จนกระทั่งถูกจับขึ้นศาล พ่อ-แม่กักขังไว้ในห้องจนกระทั่งถอนยาสำเร็จ ตัดสินใจออกเดินทางสู่ London ทำงานเป็นนายหน้าค้าบ้าน ชีวิตกำลังจะเริ่มต้นใหม่ไปได้สวย แต่เพื่อนเก่ากลับแวะเวียนมาหาหลังจากปล้นร้านเพชร กำลังถูกตำรวจไล่ล่าติดตามตัว ต่อมาจำต้องหวนกลับไปร่วมงานศพเพื่อนในกลุ่ม เสียชีวิตโรคขี้แมวขึ้นสมอง (Toxoplasmosis) [Tommy ป่วยเป็น HIV อยู่ก่อนแล้ว เลยไร้ภูมิต้านทานโรคนี้] จากนั้นได้รับข้อเสนอร่วมลงทุนขายเฮโรอีน ซึ่งเมื่อการแลกเปลี่ยนซื้อขายสำเร็จ Renton ได้กระทำบางสิ่งอย่าง อันทำให้เพื่อนๆของเขาแทบคลุ้มคลั่งเสียสติแตก


Ewan Gordon McGregor (เกิดปี 1971) นักแสดงสัญชาติ Scottish เกิดที่ Perth, Scotland เมื่ออายุ 16 ออกจากโรงเรียนเพื่อเข้าร่วม Perth Theatre ศึกษาวิชาการแสดงยัง Kirkcaldy College of Technology ต่อด้วย Guildhall School of Music and Drama หกเดือนหลังเรียนจบได้รับบทสมทบซีรีย์ Lipstick on Your Collar (1993), ภาพยนตร์เรื่องแรก Being Human (1994), ติดตามมาด้วย Shallow Grave (1994), โด่งดังระดับนานาชาติกับ Trainspotting (1996), ทำให้ได้โอกาสรับบท Obi-Wan Kenobi แฟนไชร์ Star Wars, Moulin Rouge! (2001), Big Fish (2003) ฯ

รับบท Mark ‘Rent Boy’ Renton ชายหนุ่มที่น่าจะถือว่าปกติสุดแล้วในกลุ่ม วันดีคืนดีลุกขึ้นมาตั้งใจว่าจะเลิกเสพยา ครั้งแรกก็สามารถทำสำเร็จ ได้รางวัลคือแฟนสาวอายุ 14 ปี แต่เมื่อชีวิตพานพบเจอสิ่งบัดซบมากมาย หวนกลับมาเสพติดอีกครั้ง ปล่อยตัวกายใจจนกลายเป็นอาชญากร ถูกจับเกือบติดคุก สภาพปางตาย ก็ยังสามารถเอาตัวรอดมาได้รอบสอง (แถมตรวจโรคไม่พบเชื้อ HIV) เลยหลบหนีมาทำงานยังกรุงลอนดอน แต่ก็ไม่วายผองเพื่อนชั่วทั้งหลายติดตามมารังควาญ หวนกลับมาทดลองเฮโลอีนเพื่อขาย จากนั้นก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ไม่เอาอีกแล้วชีวิตแบบนี้

เหตุผลการเสพติดยาของ Renton สามารถออกเป็นสามช่วงขณะ
– แรกเริ่มต้น หนังไม่ได้อธิบายเหตุผลว่าทำไม Renton ถึงติดยา แต่คาดคิดได้ว่าน่าจะเพราะครอบครัว พ่อ-แม่ไม่ค่อยเอาใจใส่ ปล่อยปละละเลย ทำให้ติดเพื่อนฝูง ชักชวนทดลองเสพยา
– หลังจากเลิกยาครั้งแรกสำเร็จ ชีวิตก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นสักเท่าไหร่ แถมได้แฟนเด็กอายุ 14 ปี เสี่ยงติดคุก ซึ่งสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมรอบข้างของ Renton คือเหตุผล ปัจจัยให้หวนกลับมาติดยารอบสอง
– จริงๆก็ละเลิกได้แล้ว ไม่ได้มีความตั้งใจหวนกลับไป แต่ถูกคะยั้นคะยอโดนเพื่อนๆเพื่อตรวจสอบสินค้าเฮโรอีน เลยถือว่าเป็นการทิ้งท้ายอีก 2-3 ครั้ง

เพราะเคยร่วมงานผู้กำกับ Boyle เรื่อง Shallow Grave (1994) ทำให้ McGregor แทบจะเป็นตัวเลือกของบทบาทนี้ ด้วยภาพลักษณ์มีส่วนผสมของ Michael Caine จา Alfie (1966) และ Malcolm McDowell เรื่อง A Clockwork Orange (1971)

“[Renton is] repulsive … with charm “that makes you feel deeply ambiguous about what he’s doing”.

– Danny Boyle

McGregor ทุ่มเทกับโปรเจคนี้จริงจังมากๆ ใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนัก 12.7 กิโลกรัม อ่านหนังสือเกี่ยวกับสารเสพติด พูดคุยผู้ป่วยเฮโรอีน เคยคิดจะลองเสพยาเพื่อทำความเข้าใจ แต่ถูกทัดทานไว้เลยมิได้มีโอกาสลิ้มลอง

เท่าที่ผมเคยรับชมผลงานของ McGregor ครุ่นคิดว่า Trainspotting น่าจะเป็นการแสดงสมจริงจัง ยอดเยี่ยมสุดในชีวิต (ถึงปัจจุบัน) กับคนไม่เคยทดลองเสพยา นี่น่าจะคือภาพใกล้เคียงสุดที่ใครๆสามารถจินตนาการได้ ใบหน้าซีดเซียว รูปร่างแห้งกรัง สายตาเหม่อล่องลอย แฟชั่นสะท้อนวัยรุ่นมากด้วยด้วยปัญหา ขณะที่จิตใจโหยหาซึ่งอิสรภาพ


สำหรับนักแสดงอื่นๆ ขอกล่าวถึงเพียงโดยย่อ
– Ewen Bremner (เกิดปี 1972) นักแสดงสัญชาติ Scottish แจ้งเกิดกับ Naked (1993) และโด่งดังกับ Trainspotting (1996) รับบท Daniel ‘Spud’ Murphy ชายหนุ่มหน้าตาเอ๋อเหรอ พูดจาตะกุกตะกัก สติปัญญาไม่ค่อยเฉลียวฉลาดสักเท่าไหร่ สัมภาษณ์งานเสพเฮโรอีนเข้าไป… ด้วยเหตุนี้เมื่อถูกจับเลยไม่สามารถปลิ้นปล้อนเอาตัวรอด ได้รับโทษตัดสินนอนคุกนานหกเดือน ออกมาแล้วก็ยังไม่เข็ดหลากจำ แต่ยังได้รับความสงสารเห็นใจจาก Renton ทอดทิ้งบางสิ่งอย่างไว้ให้เป็นของปลอมใจ
– Jonny Lee Miller (เกิดปี 1972) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เล่นหนังเรื่องแรก Hackers (1995) ประกบ Angelina Jolie ได้แต่งงานกันปีถัดมา และแจ้งเกิดโด่งดังกับ Trainspotting (1996) รับบท Simon ‘Sick Boy’ Williamson มีความชื่นชอบภาพยนตร์ คลั่ง James Bond เลยพยายามเล่นกล้าม ทำตัวเป็นเสือผู้หญิง สวมสูทแต่งตัวผู้ดี แต่ต่อมากลับกลายเป็นแมงดา และเริ่มกิจการค้ายาเสพติด
– Robert Carlyle (เกิดปี 1961) นักแสดงสัญชาติ Scottish ปีเดียวกันนั้นนอกจาก Trainspotting (1999) ยังได้แจ้งเกิดโด่งดังกับ The Full Monty (1999) เข้าชิง BAFTA Award: Best Actor} รับบท Francis ‘Franco’ Begbie แม้ไม่เคยเสพยา แต่กลับแสดงอาการมึนเมาอยู่ตลอดเวลา ชื่นชอบการหาเรื่องชกต่อยตี ใช้กำลังรุนแรงกับทุกคนที่ทำให้เสียสมาธิ หรือมีความยียวนกวนประสาทใส่ วันดีคืนดีออกปล้นโจรกรรมเพชรพลอย เลยหนีมาหลบซ่อนตัวห้องของ Renton ที่กรุงลอนดอน และชักชวนให้ร่วมธุรกิจค้าเฮโรอีน กอดแน่นกระเป๋าเงิน 16,000 ปอนด์
– Kevin McKidd (เกิดปี 1973) นักแสดงสัญชาติ Scottish หลังจากแจ้งเกิดโด่งดังกับ Trainspotting (1999) กลายเป็นนักแสดงหลังซีรีย์ Grey’s Anatomy ตั้งแต่ซีซัน 5 เป็นต้นไป, รับบท Thomas ‘Tommy’ MacKenzie แรกเริ่มมาปฏิเสธที่จะเสพยา ชื่นชอบฟุตบอล และมีรสนิยมถ่ายคลิปร่วมรักแฟนสาว Elizabeth แต่เมื่อวีดิโอม้วนนั้นสูญหายไป (Renton ขโมยไป) เป็นเหตุให้ถูกเธอทอดทิ้งขว้าง เศร้าสูญเสียใจจนหันมาเสพยาอย่างหนัก จนติดโรค HIV ครั้งหนึ่งซื้อลูกแมวน้อยเพื่อเป็นของขวัญคืนดี แต่พอเธอไม่เอา เขากลับป่วยเป็นโรคขี้แมวขึ้นสมอง (Toxoplasmosis) เสียชีวิตจากไปแบบไม่มีใครคาดคิดถึง
– ทิ้งท้ายกับ Kelly Macdonald (เกิดปี 1976) นักแสดงหญิงสัญชาติ Scottish ขณะนั้นอายุ 19-20 ปี แต่เพราะตัวเล็กน่ารัก เลยสามารถรับบท Diane Coulston เด็กหญิงอายุ 14 ปี อาศัยอยู่กับพ่อ-แม่ หลังจากร่วมรัก Renton ตื่นเช้ามาพาไปเรียนหนังสือ วางแผนแบล็คเมล์ไม่ให้เขาทอดทิ้ง ทั้งยังเป็นกำลังใจให้ได้เริ่มชีวิตใหม่ยังกรุงลอนดอน แต่หลังจากนั้นเป็นอย่างไรก็ไม่รู้เหมือนกัน


ถ่ายภาพโดย Brian Tufano สัญชาติอังกฤษ โด่งดังจากซีรีย์/ภาพยนตร์โทรทัศน์ในสังกัด BBC ขณะที่ผลงานภาพยนตร์ อาทิ Shallow Grave (1994), Trainspotting (1996), Billy Elliot (2000) ฯ

เพราะทุนสร้างจำกัด แทบทั้งหมดถ่ายทำเทคเดียวผ่าน ใช้ระยะเวลารวมแล้วประมาณ 7 สัปดาห์ เน้นมุมกล้อง สีสัน ให้ออกมาความแปลกพิศดาร ไม่มักคุ้นเคย เพื่อสะท้อนความผิดปกติของคนติดยา และบางครั้งผสมแฟนตาซีเพิ่มเข้าไป ราวกับผลข้างเคียงฤทธิ์เฮโรอีน

ช็อตแรกของหนัง ชีวิตคือการเลือกที่จะก้าวเดิน (หรือออกวิ่ง) เมื่อตัวละครกระโดดข้าม เสียงกลอง และคำบรรยาย Choose Life! นี่เป็นการสร้างจังหวะหนังให้หนังด้วยอะดรีนาลีน ตื่นเต้นรุกเร้าใจ ผู้ชมแทบจะไม่อยากนั่งติดเก้าอี้โดยทันที!

ฟุตบอล เป็นกีฬาอยู่คู่กับชนชาวอังกฤษมานาน เกมแห่งการต่อสู้ แข่งขัน ชัยชนะเท่านั้นยิงลูกบอลให้เข้าเป้าหมาย ซึ่งฟุตซอลสนามเล็ก 5 vs. 5 พอดิบพอดีกับดรีมทีม Trainspotting แต่ละคนมีสภาพกระจอกงอกง่าย เทียบกับคู่แข่งอย่างเนี๊ยบ พ่ายไปด้วยคะแนน 2-0

คงมีหลายคนหงุดหงิด ครุ่นคิดว่าไม่เหมาะสมมากๆ ที่นำทารกมาคลานเล่นกับคนเสพเฮโรอีน! คือมันภาพยนตร์นะครับ ทั้งหมดคือการจัดฉาก อย่าไปครุ่นคิดว่าใครจะเอาเด็กมาทรมานเล่นแบบนี้ (เห็นว่าทีมงานสรรหาเด็กแฝด เพื่อว่าจะได้ไม่ใช้งานใครคนใดคนหนึ่งหนักเกินไป) ซึ่งหนังก็แฝงเหตุผลเชิงสัญลักษณ์ สะท้อนถึงสมาชิกทั้งห้าของกลุ่มนี้ ยังมีวุฒิภาวะไม่ต่างจากทารกน้อย

แทบทุกช็อตที่ตัวละครทำการเสพยา จักต้องพบเห็นอะไรสักอย่างสีแดง แห่งอันตราย ความชั่วร้าย ซึ่งจะเด่นชัดมากๆยังตำแหน่งของ Swanney ‘Mother Superior’ (รับบทโดย Peter Mullan) ใครเคยรับชม Suspiria (1977) น่าจะมักคุ้นเคยชื่อนี้เป็นอย่างดี สื่อนัยยะถึงต้นตอแห่งความชั่วร้ายมวลรวมทั้งหมด

ใครไม่เคยรับชมหนัง ก็ลองจินตนาการเอาเองแล้วกันว่าเป็นอย่างไร ตัวละครดำผุดดำว่ายในโถชักโครก ประกอบโคตรบทเพลงคลาสสิก Bizet: Carmen (ท่อน Habañera)  ช่างเป็นภาพโคตรอุจาดตา แต่จริงๆแล้วทำจากช็อคโกแล็ต เห็นว่ากลิ่นหอมหวนเย้ายวนใยมากๆ

แฟนตาซีนี้ของ Renton ช่างกลับตารปัตรกับคำนิยาม ‘the worst TOILET in Scotland’ ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองคนเสพยา มักมองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว สิ่งเลวร้ายกลับกลายเป็นดี จมอยู่ในสิ่งอาดูรแต่ไม่รับรู้ตนเอง นั่งนับปริมาณรถไฟแล่นผ่าน ‘Trainspotting’ ครุ่นคิดว่านั่นคือสรวงสวรรค์หรืออย่างไร

กิจกรรมยามว่างอันไร้สาระของ Renton กับ Sick Boy ทำตัวเป็นสายลับลอกเลียนแบบ James Bond แต่กลับส่องหาเป้าหมาย จากนั้นก็ยิงลูกดอกออกไป นั่นเป็นสิ่งทำให้ชีวิตช่างมีสีสันเสียเหลือเกิน!

Spud ปกติแล้วเป็นคนติดอ่าน แต่เพราะต้องไปสัมภาษณ์สมัครงาน เลยโซ้ยผงขาวเข้าไปหน่อย ปรากฎว่าพร่ามไม่มีหยุด ใครๆก็บอกได้ว่าคงตกงานอย่างแน่นอน

ผมชื่นชอบภาพช็อตนี้เป็นพิเศษ ถ่ายจากด้านข้าง พบเห็นทิวทัศน์ท้องทะเล มันช่างดูบิดเบี้ยวอย่างประหลาด ซึ่งจะไปสะท้อนกับธรรมชาติจริงๆในมุมของ Renton


ขณะที่ Franco (แต่ใครๆเรียกว่า Begbie) หมอนี่มันจิตไม่ปกติแน่ๆ ทั้งๆไม่เคยเสพยา กลับชื่นชอบการโอ้อวด เรียกร้องความสนใจ ใช้กำลังแก้ไขปัญหา เรียกว่าเอาหัวพุ่งชนก่อน อะไรเกิดขึ้นตามมาก็ช่างแม้ง

Begbei เป็นคนโคตรจะไร้เป้าหมาย ไม่สามารถควบคุมตนเอง ความสำเร็จอยู่เบื้องหน้ากลับมิอาจไขว่คว้า ดูอย่างลูกสนุ๊กช็อตนี้ ใครแทงไม่ลงแม้งก็… แต่หมอนี่เลวร้ายยิ่งกว่า ไม้สนุ๊กทิ่มแทงโต๊ะสนุ๊ก มันทำได้ยังไงว่ะ!

กล้องค่อยๆเคลื่อนจากระยะไกลใกล้เข้ามา Spud กับ Tommy กำลังพูดคุยสนทนา … ผมรู้สึกว่าช็อตนี้ เป็นการเคารพคารวะ A Clockwork Orange (1971) โดยเฉพาะตัวอักษรประหลาดๆ ชื่อร้านด้านหลัง มันช่างดูคล้าย Milk Bar เสียจริง

เกร็ด: บางฉบับของหนัง Sequence นี้จะมีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษปรากฎ เพราะโปรดิวเซอร์กลัวว่าชาวอเมริกันจะฟังสำเนียง Scottish ไม่รู้เรื่อง (อยู่ในผับ มันไม่ค่อยได้ยินอะไรด้วยกระมัง)

ถือเป็น Sequence การตัดต่อที่เจ๋งสุดในหนัง หนุ่ม-สาวกำลังร่วมรัก Renton สำเร็จเสร็จน้ำแตกกับ Diane Coulston พอดิบพอดีกับการตัดสลับช็อตไฮไลท์การยิงประตูสุดสวย … ภาษาอังกฤษคำว่า Score ไม่ใช่เพียงแค่กีฬาฟุตบอล ยิงเข้าประตู ยังใช้เป็นความสำเร็จในการมี Sex แต่ละครั้งด้วยนะ

Tommy หลังจากถูกแฟนสาวบอกเลิกรา พาเพื่อนๆ Renton, Sick Boy และ Spud มาท่องเที่ยวธรรมชาติ … แต่นี่มันใช่ธรรมชาติของพวกเขาเสียที่ไหนกัน

นี่เป็นอีกฉากที่ผมหัวเราะหนักมาก ไม่แค่แค่การสถบคำหยาบคาย ด่าทอชาวอังกฤษ และชาติพงศ์พันธุ์ของตนเอง แต่สะท้อนถึงสันดาน จิตวิญญาณ และธรรมชาติของคนยุคสมัยนั้น (ที่ไม่ใช่ป่าเขา ลำเนาไพร)

ความตายของทารกน้อย ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น (โดนฉีดเฮโรอินเข้าเส้นหรือเปล่านะ?) สะท้อนถึงจุดสิ้นสุดความอ่อนวัยไร้เดียงสาของสมาชิกกลุ่มทั้งห้า นับจากนี้ชีวิตพวกเขาจักต้องเผชิญหน้าโลกความจริงที่เหี้ยมโหดร้าย (จุดจบองก์แรกของหนังก็ว่าได้)

มุมเงยขึ้นช็อตนี้ สะท้อนถึงความไม่แคร์ยี่หร่าต่อผลการตัดสินของศาลสักเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้น เชือกรองเท้าที่หลุดของ Spud แน่นอนว่าเขาคือผู้โชคร้าย เพราะความซื่อบริสุทธิ์ ไม่สามารถแก้คำต่างเอาตัวรอดได้อย่าง Renton เลยโดนจำคุกไป 6 เดือน เวลา 11:10 นาที (เกือบๆครึ่งหนึ่งของหนังพอดี)

ความลุ่มหลงระเริงของ Renton ทำให้เขาต้องการทิ้งท้ายเสพยา แต่ปรากฎว่าจัดเข้าไปเกินขนาด ทำให้พบเห็นภาพในมุมมองสายตา ราวกับว่าได้ไถลลงไปนอนอยู่ในโลงศพมองขึ้นมา … ลูกเล่นฉากนี้ไม่ได้มีอะไรเลยนะ ทีมงานสร้างประตูกลขึ้นมา จากนั้นพอเริ่มถ่ายทำก็กดสวิตช์ให้ค่อยๆไหลลงพร้อมพรม เท่านั้นเอง!

ที่ผมว่าเจ๋งกว่าคือช็อตนี้ ฟางเส้นสุดท้ายของพ่อ-แม่ เลยจับขัง Renton อยู่แต่ภายในห้องนอนจนกว่าจะถอนยาสำเร็จ ภาพหลอนๆที่เขาพบเจอ รวมไปถึงเทคนิค Vertigo Effect (กล้องเคลื่อนถอยหลัง ซูมภาพเข้า) ช่างเต็มไปด้วยความน่าหวาดสะพรึงกลัวจับใจ

ช็อตนี้ก็น่าจะได้แรงบันดาลใจจาก A Clockwork Orange (1971) เริ่มจะใบหน้าอันห่อเหี่ยวละเหี่ยใจของ Renton (แบบ Kubrick Stare) จากนั้นค่อยๆถอยกล้องออกมา พบเห็นทุกสิ่งอย่างขยับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วฉับไว (จริงๆก็คือ McGregor ทำหน้านิ่งค้างไว้ให้นานที่สุด แล้วใช้การ Fast Motion เท่านั้นเอง)

อาชีพนายหน้าจัดหาบ้าน/ห้องเช่าของ Renton มีนัยยะสะท้อนถึงตัวเขา แม้ร่างกายปลอดจากยา แต่ก็ยังไม่ค้นพบสถานที่ทาง หรือความสนใจแท้จริงของตนเอง เพราะอีกไม่นานต่อจากนี้ Begbie และผองเพื่อน จะนำเอาหายนะวายป่วนคืบคลานเข้ามาเป็นคำรอบสาม

Renton เริ่มรับรู้เข้าใจแล้วว่า ผองเพื่อนชาวสก็อตไม่ใช่กัลยาณมิตรที่ดี อย่างช็อตนี้บนเตียงนอนของตนเอง Begbie แม้งหลับสบาย แต่ตัวเขากลับเต็มไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ

เพราะต้นทุนเฮโรอีนเพียง 4,000 ปอนด์ ราคาจริงๆควรขายได้คือ 20,000 ปอนด์ แต่เพราะผู้ต่อรองคือ Begbie คนที่ใจร้อนสุดในกลุ่ม ผลลัพท์เลยถูกตัดทอนราคาลงมาเรื่อยๆ เรียกว่าเสียค่าโง่เลยก็ว่าได้ แต่ถึงอย่างนั้นมุมกล้องเงยขึ้นเห็นเพดานนี้ สะท้อนว่า กำไรอยู่แล้วขอแค่ขายได้เท่านั้นเป็นพอ

จริงๆพบเห็นบ่อยครั้งทีเดียวนะ ที่ใบหน้าของ Renton ครึ่งหนึ่งอาบด้วยความมืดมิด ‘Two-Face’ แต่ครั้งที่มีนัยยะซ่อนเร้นเด่นชัดสุดคือวินาทีนี้ ขณะกำลังครุ่นคิดตัดสินใจว่าจะทรยศหักหลังพวกพ้องดีหรือเปล่า ทำ-ไม่ทำ ยังสองจิตสองใจอยู่เป็นครั้งสุดท้าย

และเมื่อ Renton ได้กระทำบางสิ่งอย่างนั้นสำเร็จ พบเห็นกล้องเอียง 90 องศา สะท้อนถึงมุมมองที่ปรับเปลี่ยนไปของ Renton ราวกับได้พบเจอโลกใบใหม่ ดิ้นหลุดพันธการจากผองเพื่อนอันธพาล วิ่งสู่อิสรภาพเสรีไม่มีใครกีดกั้นขวาง

ช็อตติดตามมานี้ก็เจ๋งไม่ใช่เล่น กระจกในตู้เก็บของ สะท้อนใบหน้าของ Renton สะท้อนอยู่หลายชั้นทีเดียว นั่นสะท้อนถึงอนาคตความเป็นไปได้ไม่รู้จบ เพราะจากนี้ถือว่าชีวิตมีอิสรภาพแล้ว สามารถทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่ถูกเหนี่ยวรั้งจากใครอื่นใด

เพราะความทะนงหลงตนเองของ Begbie ช็อตนี้ตรงกันข้ามกับตอนขายเฮโรอีน มุมก้มลงมา ทำลายข้าวของเสียหาย เรียกได้ว่าหมดสูญสิ้นความเพ้อฝันตั้งใจ ถูกเพื่อนรักทรยศหักหลังกันลง … ได้อย่างไร

ผมถือว่านี่คือช็อตจบของหนัง (แต่จะมีทิ้งท้ายปัจฉิมช็อต ที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร) ดูแล้วคงเป็นการถ่ายจากระยะไกล น่าจะด้วย Telephoto Lens (แบบเดียวกับหนังเรื่อง The Graduate) ตัวละครเดินตรงเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งภาพเบลอหลุดโฟกัส สะท้อนถึงอนาคตที่พร่ามัว มองไม่เห็น อะไรก็สามารถบังเกิดขึ้นได้ (ด้วยเงินปริมาณมหาศาลขนาดนี้)

ตัดต่อโดย Masahiro Hirakubo ชาวญี่ปุ่นที่เกิดและเติบโตยังประเทศอังกฤษ เริ่มต้นเป็นนักตัดต่อซีรีย์ สารคดี ต่อมามีโอกาสร่วมงานผู้กำกับ Boyld ยุคแรกๆ อาทิ Shallow Grave (1994), Trainspotting (1996), The Beach (2000) ฯ

จากนวนิยายที่มีลักษณะเป็นออกเป็นตอนๆ หลากหลายมุมมอง ไร้ความต่อเนื่องใดๆ ผู้เขียนบท John Hodge จึงได้เลือกเอาเพียง Mark ‘Rent Boy’ Renton นำเสนอเรื่องราวเป็นเส้นตรง พานพบเจอเรื่องราวต่างๆมากมาย (รายล้อมด้วยสมาชิกหลักๆอีก 4 คน)

เรื่องราวสามารถแบ่งออกเป็นสามองก์
– ชีวิตสำมะเลเทเมาของ Renton และผองเพื่อน (สิ้นสุดที่การเสียชีวิตของทารกน้อย)
– ผลกรรมตามทัน, ถูกจับ ขึ้นศาล ทำทุกอย่างเพื่อให้เลิกยา และออกเดินทางสู่ลอนดอนเพื่อเริ่มต้นใหม่
– การตัดสินใจเลือก, ความที่ Renton ยังถูกฉุดเหนี่ยวรั้งจากผองเพื่อนเลว ทำให้ต้องหวนกลับมาเสพยา ตัดสินใจร่วมทำภารกิจสุดท้าย จากนั้นตัดหางปล่อยวัด ทอดทิ้งขว้างอย่างไม่เหลือเยื่อใยดี

การตัดต่อของหนังถือว่ามีความคลุ้มคลั่งดั่งพายุเฮอร์ริเคน ไม่เพียงรวดเร็วฉับไว แต่ยังมีลีลาเย้ายวนกวนประสาทได้ใจ เพื่อสร้างจังหวะ อารมณ์ เร่งเร้าอะดรีนาลีนผู้ชมให้พลุกพร่าน ซึ่งพอผสมผสานเข้ากับท่วงทำนองบทเพลงประกอบ แทบทั้งหมดคือการ Remix ทำให้หนังมีความสดใหม่ ตื่นเต้นเร้าใจอยู่ตลอดเวลา

เพลงประกอบของ Trainspotting คือการ Remix รวบรวมบทเพลงฮิตจากอดีต หลากหลายยุคสมัย ซึ่งสาสมารถแบ่งออกเป็นสามช่วง ตามองก์ของหนัง
– ช่วงแรกแนวเพลง Pop จากยุค 70s อาทิ Iggy Pop: Lust for Life & Nightclubbing, Lou Reed: Perfect Day มักเป็นศิลปินมีความอื้อฉาว เกี่ยวข้องกับการเสพยา
– ช่วงสอง Britpop จากยุค 90s อาทิ Blur: Sing, Pulp: Mile End
– ช่างสาม Techno-dance จากยุค 90s เช่นกัน อาทิ Underworld: Dark and Long & Born Slippy, Bedrock: For What You Dream Of, Ice MC, Think About the Way (Bom Digi Digi Bom…)

บทเพลงที่เลือกมามักมีจังหวะ และท่วงทำนอง คำร้อง มักสอดคล้องกับเหตุการณ์ขณะนั้นๆ ซึ่งนั่นทำให้หนังมีความตราตรึงทรงพลังต่อผู้ชม ได้รับความนิยมล้นหลามจนกลายเป็นอัลบัมขายดีที่สุดแห่งปีไปโดยปริยาย

Lust for Life (1977) แต่งโดย Iggy Pop & David Bowie ขับร้องโดย Iggy Pop, นี่คือเพลงเปิดหนัง ที่สามารถสร้างจังหวะ อารมณ์ ผสมถ้อยคำพรรณาที่กลายเป็นตำนาน Choose Life!

Atomic (1996) แต่งโดย Debbie Harry & Jimmy Destri ขับร้องโดย Sleeper, จังหวะกลองที่ก็ธรรมดาทั่วไป แต่มันคือจังหวะหัวใจของ Renton เต้นไม่หยุดเมื่อพบเจอ(เด็ก)หญิงสาว ตกหลุมรักแรกพบ ติดตามเธอขึ้นรถกลับไปบ้าน กำลังจะได้ร่วมรักหลับนอน

นี่เป็นเพลงที่ผมรู้สึกว่าเจ๋งสุดของหนังแล้วนะ หลงใหลในท่วงทำนองมากกว่าคำร้อง (ที่ฟังไม่รู้เรื่องสักเท่าไหร่) โยกขาตาม หัวใจเต้นแรง อะดรีนาลีนสูบฉีด และเมื่อยิงประตูสำเร็จ มันเหมือนว่าทุกอะตอมในร่างกาย จะคลุ้มคลั่งสั่นสะท้านไปด้วย

Perfect Day (1972) แต่ง/ขับร้องโดย Lou Reed ดังขึ้นตอนที่ Renton เสพยาเกินขนาด ตัวเขาราวกับว่าลงไปนอนในหลุมฝังศพ

Lou Reed ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกบทเพลงนี้มาประกอบหนัง ช่างน่าขบขัน ‘laughable’ เสียเหลือเกิน เพราะตอนเขาแต่งเพลงมันไม่ได้เกี่ยวคนเสพเฮโรอีนแล้วจินตนาการถึงวันฟ้าใสแม้แต่น้อย!

“I don’t object to that, particularly…whatever you think is perfect. But this guy’s vision of a perfect day was the girl, sangria in the park, and then you go home; a perfect day, real simple. I meant just what I said”

– Lou Reed

Born Slippy (1995) แต่งโดย Rick Smith & Karl Hyde แห่งวง Underworld, ดังขึ้นขณะที่ Renton ได้ตัดสินใจทรยศหักหลังพรรคพวกพ้อง ทำบางสิ่งอย่างเพื่อที่ตนเองจะได้รับอิสรภาพ ก้าวออกจากพันธการกรงขัง ราวกับว่าได้ถือกำเนิดชีวิตใหม่

สหราชอาณาจักร ทศวรรษ 80s คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ จากเคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร เป็นถึงประเทศบุกเบิกยุคสมัยอุตสาหกรรม แต่ความก้าวกระโดดของเทคโนโลยีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สู่ยุคสมัยหลังอุตสาหกรรม (Post-Industrial) โรงงานถ่านหิน เหมืองขุดแร่ หลายๆธุรกิจ(ในอังกฤษ)จำต้องปิดกิจการ พนักงานถูกเลหลัง ตกงานเป็นทิวแถว แถมไม่เคยมีความรู้วิชาชีพอื่นใด ให้ไปหาอาชีพการงานใหม่ จะเอาตัวรอดได้เสียที่ไหน

เด็กรุ่นใหม่ วัยรุ่น เติบโตขึ้นในยุคสมัยนั้น พบเห็นธรรมชาติของคนตกงาน บ้านช่องทรุดทราม ร่วมด้วยกับบุปผาชน (ต่อเนื่องจากทศวรรษ 60s – 70s) พยายามเสี้ยมสอนให้มนุษย์รักในอิสรภาพเสรี ทำทุกสิ่งอย่างที่เสียงหัวใจเรียกร้องปรารถนา ด้วยเหตุนี้อะไรสามารถมอบความสุขสำราญ มันจึงกลายเป็นค่านิยมแห่งยุคสมัย ยาเสพติดแล้วจะทำไม มันหนักหัวใครตรงไหนกัน??

Trainspotting นำเสนอเรื่องราวของ Renton ชายหนุ่มผู้เคยใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อย ไร้แก่นสาสน์สาระ วันหนึ่งครุ่นคิดตระหนักได้ถึงบางสิ่ง ต้องการปรับเปลี่ยนแปลงตนเอง ก้าวออกมาจากโลกเสื่อมทรามยุคสมัย 80s แต่เขากลับถูกหลายสิ่งอย่างฉุดดึงเหนี่ยวรั้งไว้
– อย่างแรกคือเฮโรอีน เพราะเมื่อเคยเสพเข้าไป มันจักมอบความสุขสำราญเหนือกว่าสิ่งอื่นใด (จนไม่ต้องการอะไรอื่น)
– พ่อ-แม่ ครอบครัว สังคม พยายามควบคุม ครอบงำ ชี้นิ้วสั่ง เรียกร้องโน่นนี่นั่นสารพัดเพ
– พรรคเพื่อนฝูง เพราะได้ปาปมิตร (ตรงกันข้ามกับ กัลยาณมิตร) ชักชวนนำพาให้หลงผิด ประสบพบเจอแต่เรื่องร้ายๆ
– (เฉพาะ Renton) แฟนสาวอายุ 14 ปี แก่แดดเดินวัย แม้คำแนะนำของเธอจะค่อนข้างดี แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับ ‘คบเด็กสร้างบ้าน’

คำกล่าวอ้างของ Renton ที่ว่าตนเองไม่ขอเลือกอะไร แท้จริงก็แค่คำลวงหลอกตนเองประการหนึ่ง

“Choose life… But why would I want to do a thing like that? I chose not to choose life. I chose somethin’ else. And the reasons? There are no reasons. Who needs reasons when you’ve got heroin”?

เพราะทุกวินาทีของชีวิตคือการเลือก หายใจเข้า-ออก กลืนน้ำลาย กระพริบตา ขยับซ้ายขวา ลุกนั่ง เดินไปเข้าห้องน้ำ ฯลฯ เช่นกันกับการเลือกเสพยา ความสุขสำราญที่ได้รับ ทำให้เขาไม่ต้องการสิ่งอื่นใดอีกเลยมากกว่า

วินาทีที่ Renton พลิกตัวลุกขึ้นมา ตัดสินใจว่าจะเลิกเล่นยา(ครั้งแรก) นั่นเช่นกันคือการเลือก คงเพราะความอยากมีชีวิตเป็นอยู่ที่สุขสบาย ดีกว่านี้ จักสามารถเป็นที่พึ่งพักพิงของครอบครัว และได้รับนับหน้าถือตาจากสังคม

มิตร มีอยู่ 3 ประเภท
1. กัลยาณมิตร หรือมิตรที่ดี มักเป็นผู้มีอิทธิบาท 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) มักชักชวนเราไปทำความดี ให้การส่งเสริมสนับสนุน เกื้อหนุนนำ เป็นกำลังใจให้
2. ปาปมิตร (ปา-ปะ-มิด) หรือมิตรชั่ว ตรงกันข้ามกับกัลยามิตร ไร้ซึ่งอิทธิบาท 4 มักชักชวนไปกระทำความชั่ว แสดงความเห็นต่าง ขัดแย้ง พูดจาส่อเสียดสี ประชดประชัน เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
3. พันธมิตร หรือมิตรที่มีกิจกรรมทำงานร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องดีหรือชั่ว ส่วนใหญ่ด้วยข้ออ้างผลประโยชน์ คบหาได้แต่ต้องระมัดระวังตัวให้มาก

เพื่อนทั้ง 4 ของ Renton เรียกได้ว่า ปาปมิตร หรือมิตรชั่วที่ชอบชักชวนกันไปทำเรื่องร้ายๆ สร้างความเสียหายให้ผู้อื่นไม่เว้นวัน … หนังไม่ได้นำเสนอจุดเริ่มต้น ทำไมเขาถึงคบหาพรรคพวกพ้อง นิสัยสารเลวต่ำทรามปานนี้ แต่ก็พอคาดเดาได้ว่าน่าจะสนิทสนมกันมานาน อาจจะตั้งแต่ยังเด็กเล็ก เติบโตมาด้วยกัน พานผ่านพบเห็นวิถีชีวิต โลกที่เหี้ยมโหดร้าย การแสดงออกของพวกเขาจึงถือว่าเป็นผลพลอยได้ สะท้อนสภาพสังคมที่ตกต่ำทราม หาความสวยสดงดงามไม่ได้สักเท่าไหร่

เมื่อ Renton เดินทางมาทำงานยังกรุงลอนดอน ทำให้เขาได้เปิดมุมมองโลกทัศน์ ออกจากกะลาครอบ พบเจอสิ่งดีๆมากมาย รู้สึกสุขกายสบายใจ นี่แหละอาจเป็นสถานที่ที่แห่งความเพ้อใฝ่ฝัน แสวงหามาตั้งแต่วินาทีต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองนั้น แต่จนแล้วจนรอด เมื่อ Begbie และผองเพื่อนเก่าเดินทางมาเยี่ยมเยียน พยายามฉุดเหนี่ยวรั้งให้หวนกลับสู่ขุมนรก นั่นเองทำให้เริ่มครุ่นคิดได้ ฉันจำเป็นต้องหาวิธีตัดขาด เลิกคบหา ปาปมิตรเหล่านี้

มองมุมหนึ่ง การกระทำของ Renton ถือว่าทรยศหักหลังพวกพ้อง แสดงออกด้วยความเห็นแก่ตัว ลุ่มหลงใหลสิ่งข้าวของเงินทอง กลายเป็นทาสวัตถุนิยม, ในมุมกลับกัน นั่นคือวิธีการที่ Renton ตัดขาดสะบั้น เลิกคบหาปาปมิตร เพื่อนเลวๆทั้งหลายเหล่านี้ และนำเงินที่ใช่ว่าได้มาด้วยดี มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ของตนเอง

Trainspotting เป็นภาพยนตร์ที่สามารถมองได้สองฟากความคิด ให้อิสระผู้ชมในการเลือกเข้าข้างฝั่งไหน
– เป็นหนังโคตรไร้สาระ เต็มไปด้วยการกระทำสุดเลวทราม, Pro-drug เสี้ยมสอนวิธีการลิ้มลองยา ลุ่มหลงใหลในวัตถุนิยมเงินตรา กล้าที่จะทรยศหักหลังพรรคพวกพ้อง
– Anti-Drug สอนให้รู้จักคุณ-โทษของยาเสพติด กล้าที่จะครุ่นคิดตัดสินใจเลือกกระทำด้วยตนเอง และพยายามเลิกคบหา ปาปมิตร พวกแม้งไม่นำพาสิ่งดีๆสักอย่างกลับเข้าตัวเรา

เกร็ด: หนังเรื่องนี้เป็นโปรแกรมปฐมทัศน์เปิดโครงการ Lido Connect วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ น่าจะเพราะใจความที่ว่า Choose Life! ต้องการชีวิตแบบไหน ก็ตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง!


หนังเข้าฉายนอกสายการประกวด เทศกาลหนังเมือง Cannes ได้รับคำเสียงวิจารณ์ท่วมท้นล้นหลาม ดีกว่าภาพยนตร์ในสายการประกวดเสียอีก นั่นเองจากทุนสร้าง £1.5 ล้านปอนด์ ทำเงินในประเทศอังกฤษ £12 ล้านปอนด์ (สูงสุดแห่งปี) ขณะที่สหรัฐอเมริกาเข้าฉาย 350+ กว่าโรง รายรับ $16.4 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $72 ล้านเหรียญ (=£48 ล้านปอนด์)

สิ้นปีได้ลุ้นรางวัล
– Oscar: Best Adapted Screenplay
– BAFTA Award: Best British Film
– BAFTA Award: Best Adapted Screenplay ** คว้ารางวัล

ความสำเร็จอันล้นหลามของ Trainspotting (1996) ทำให้ผู้กำกับ Boyle ต้องการสร้างภาคต่อ แต่เขาตัดสินใจรอให้ทีมนักแสดงเติบโตขึ้นก่อนตามวัย ซึ่งนวนิยาย Porno (2002) ดำเนินเรื่องต่อจากภาคแรก 9 ปี กว่าจะเริ่มสร้างภาคต่อจริงๆกลับกว่าสองทศวรรษ T2 Trainspotting (2017)

อดไม่ได้จะเปรียบ Trainspotting (1996) กับ Requiem for a Dream (2002) และ น้ำพุ (พ.ศ. ๒๕๒๖) ต่างนำเสนอโทษของยาเสพติดได้อย่างเลิศเลอทรงคุณค่า ถึงส่วนตัวจะคลั่งไคล้ Requiem for a Dream มากกว่า แต่ในแง่คุณภาพรู้สึกว่า Trainspotting มาเหนือใคร

สิ่งที่ผมชื่นชอบสุดใน Trainspotting คือการมองหนังได้หลายมุมมอง และโดยเฉพาะลีลาการตัดต่อเต็มไปด้วยพลัง ทำให้อะดรีนาลีนหลั่งคลั่ง เป็นประสบการณ์รับชมที่เหมือนกำลังเสพยาเข้ากระแสเลือด (แต่เพราะผมไม่เคยลอง เลยบอกไม่ได้ว่าความสุขจากการเสพยาเป็นแบบหนังเรื่องนี้จริงๆเลยหรือเปล่า)

จริงๆหนังควรค่าแก่การ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” แต่ผมว่าผู้ชมส่วนใหญ่ (ที่ไม่ใช่คนอังกฤษ) คงเข้าไม่ถึงหนังสักเท่าไหร่ และอาจพบเห็นใจความ pro-Drug มากกว่า anti-Drug เลยขอละไว้ในฐาน ฉ. แล้วกันนะครับ

เห็นเข้าฉายเมืองไทยจัดเรต 20+ ต้องตรวจบัตรก่อนเข้าชม แต่สูงสุดของเว็บนี้คือ NC-17 ก็ตามนั้นนะครับ ในประเด็นเสพยา ความรุนแรง คำหยาบคาย และการก่ออาชญากรรม

คำโปรย | Trainspotting คือยาเสพติดประเภทหนึ่ง ผู้ชมรับเข้าสู่ร่างกาย ทำให้อะดรีนาลีนหลั่งคลั่ง แต่จะมีประโยชน์หรือโทษ ก็สุดแล้วแต่จะพิจารณา
คุณภาพ | รีลี 
ส่วนตัว | ชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of