Waltz with Bashir (2008)

Waltz with Bashir

Waltz with Bashir (2008) Israeli : Ari Folman ♥♥♥♡

ร่วมออกค้นหาความทรงจำของอดีตนายทหารสัญชาติอิสราเอล Ari Folman ที่สูญหายไปในช่วงสงครามเลบานอน ค.ศ. 1982 ผ่านมากว่ายี่สิบปีทำไมถึงหลงลืม? หรือเพราะมีบางสิ่งอย่างไม่อยากจดจำ! นำเสนอด้วยรูปแบบอนิเมชั่นสอง+สามมิติ มีความแปลกประหลาดพิศดาร แต่เหมาะสมกับเรื่องราวลักษณะนี้อย่างที่สุด, คว้ารางวัล Golden Globe: Best Foreign Language Film

สำหรับคนที่อยากรู้จักสงครามเลบานอน แนะนำให้หาภาพยนตร์เรื่อง Exodus (1960) แล้วย้อนอ่านบทความที่ผมได้เขียนไว้ ไล่เรียงจุดเริ่มต้นความขัดแย้งระหว่างชาวอาหรับมุสลิม vs. ชาวยิวปาเลสไตน์ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าสร้างโลกจนกระทั้งถึงมติสมัชชาสหประชาชาติ (United Nation) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 1947 ประกาศแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ให้กับชาวยิวกลายมาเป็นประเทศอิสราเอล แต่ชาวอาหรับผู้เป็นเจ้าของดินแดนมาก่อนเรื่องอะไรจะยินยอมให้โดยดี เกิดสงครามรบพุ่งตามมาหลายครั้ง ผลัดกันแพ้-ชนะ ไล่เลียงมาอาทิ
– สงครามอาหรับ-อิสราเอล (1948–49)
– ปฏิบัติการตอบโต้ (1951–56)
– วิกฤตการณ์สุเอซ (1956)
– สงครามหกวัน (1967)
– สงครามการบั่นทอนกำลัง (1967–70)
– สงครามเลบานอนครั้งที่ 1 (1982–85)
ฯลฯ

เมื่อความขัดแย้ง/สงครามบานปลายขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสะสมทวีความโกรธเกลียดเคียดแค้นระหว่างสองศัตรู พี่น้องของฉันส่งไปเป็นทหารถูกฆ่าตาย หลายปีถัดมาลูกหลานเติบโตขึ้นโดนล้างสมองเข้าร่วมสู้สมรภูมิรบอีก เมื่อถึงจุดๆหนึ่งของความบ้าคลั่งสะสมก็เริ่มเสียสติแตก ฆ่าแม้งให้ตายหมดสิ้นเลยดีกว่า โดยไม่มีใครล่วงรู้ตัว การสังหารหมู่ (Massacre) เข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) ได้ถือกำเนิดขึ้นในดินแดนอิสราเอล/ปาเลสไตน์ เลวร้ายไม่แตกต่างจากตอนสงครามโลกครั้งที่สอง ที่นาซีกระทำต่อชาวยิว

คนส่วนใหญ่จะมีทัศนคติต่อภาพยนตร์อนิเมชั่น มีความน่ารัก เหมาะสำหรับเด็ก เข้าถึงได้ง่ายวงกว้าง แต่สำหรับ’ศิลปิน’ผู้สร้างภาพยนตร์ จะมองลึกไปกว่านั้นว่าอนิเมะ คือ’สื่อ’ประเภทหนึ่ง ช่วยนำเสนอเรื่องราวบางอย่างที่ Live-Action คนแสดงมิอาจถ่ายทอดออกมาได้

ผมมีความอึ้งทึ่งต่อการเลือกนำเสนอด้วยอนิเมชั่นของ Waltz with Bashir เป็นอย่างยิ่ง เพราะมันช่วยลดทอนภาพความรุนแรงอ้วกแตกอ้วกแตนแบบ Night and Fog (1956), เพิ่มส่วนของย้อนอดีต Flashback แทนจินตนาการคิดไปเองจากคำบรรยายของ Shoah (1985), และที่สำคัญสุดคือ สามารถใส่สิ่งสัญลักษณ์ลงในความฝัน อาทิ ฝูงหมาวิ่งไล่เห่า, หญิงสาวร่างยักษ์ว่ายขึ้นเรือ ฯ ภาพยนตร์คนแสดงงบประมาณ $2 ล้านเหรียญ เชื่อว่าไม่น่าเพียงพออย่างแน่นอน

แต่บอกตามตรงว่า ส่วนตัวหาได้ชื่นชอบเรื่องราวของอนิเมะแม้แต่น้อย ถึงมีความหลงใหลประทับใจในไดเรคชั่นนำเสนอ แต่ระหว่างรับชมเครียดคลั่งศีรษะหนักอึ้ง จิตใจลุ่มร้อนรนดิ้นพร่าน บางสิ่งอย่างพร้อมปะทุระเบิดออกมา เห็นตอนขณะนายทหารคนหนึ่งลุกขึ้นมากราดยิงเต้นลีลาศ นั่นแหละความเสียสติแตกของผมไม่ต่างกัน

Ari Folman (เกิดปี 1962) ผู้กำกับ เขียนบท สร้างภาพยนตร์สัญชาติ Israeli เกิดที่เมือง Haifa, พ่อ-แม่เชื้อสาย Jews ต้นกำเนิดจาก Poland สามารถเอาตัวรอดผ่านค่าย Auschwitz ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง, โตขึ้นเข้าเรียนสาขาภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่ Tel Aviv University ระหว่างนั้นสมัครเป็นทหาร Israeli Defense Forces เข้าร่วมสงครามเลบานอน ค.ศ. 1982 ได้สร้างภาพยนตร์หลายเรื่องให้กับกองทัพ อาทิ สารคดีขนาดสั้น Sha’anan Si (1991), ตามด้วยขนาดยาวเรื่องแรก Saint Clara (1996), Made in Israel (2001)

ประมาณปี 2003 หลังจากรับใช้ชาติมากว่า 22 ปี ตัดสินใจขอลาออกพอแล้ว ระหว่างนั้นได้รับการติดต่อจากเพื่อนเก่าแก่ Boaz Rein Buskila ที่เคยร่วมผ่านสงครามมาด้วยกัน นั่งพูดคุยในบาร์เล่าถึงความฝันของตนเอง สุนัขฝูงใหญ่วิ่งกรูเข้ามาจับจ้องมองอย่างเคียดแค้นต้องการเข่นฆ่าให้ตาย สืบสาวจนพบว่าความฝันสัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่ตนเคยฆ่าสุนัขทั้งหมด 26 ตัว เพื่อปิดปากระหว่างปฏิบัติการซุ่มโจมตีกองกำลังทหารเลบานอน

ถึงความฝันของ Boaz จะมิได้เกี่ยวข้องอะไรกับ Folman แต่ก็ทำให้เขาหวนระลึกนึกถึงตนเอง เกิดความฝันหนึ่ง และค้นพบบางสิ่งอย่างในความทรงจำได้สูญหายไป จึงเริ่มออกเดินทางค้นหา พูดคุยกับเพื่อนเก่า อดีตผู้บัญชาการ พึ่งนักจิตวิทยา จนกลายมาเป็นเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้

เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกของ Folman ที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยอนิเมชั่น เพราะอิสรภาพในการสร้างสรรค์ ที่สามารถเคลื่อนจากมิติหนึ่งไปสู่อีกมิติหนึ่งได้ง่ายกว่า (นี่พูดถึงมิติของ โลกความจริง, ความทรงจำ และความฝัน)

“[Animation] from reality to dreams to subconscious issues to hallucinations to drug influences to war, which is probably the most surreal thing on earth,”

ลักษณะของอนิเมชั่น คิดค้นสร้างขึ้นโดย Yoni Goodman จากสตูดิโอ Bridgit Folman Film Gang ที่ Israel เริ่มต้นด้วยการถ่ายภาพฟุตเทจของนักแสดง (ถ่ายกันในสตูดิโอนะครับไม่ใช่ยังสถานที่จริง) นำมาเป็นแบบสร้างโมเดลสามมิติ จากนั้นใช้การระบายสีลงเส้นด้วยมือ (Tradition Animation) บนคอมพิวเตอร์ ด้วยโปรแกรม Adobe Flash

ข้อสังเกตภาพในความฝันของ Folman ประกอบด้วย
– ตนเองและพรรคพวกสองคน แต่จดจำได้เพียง Carmi Can’an (อาศัยอยู่ Netherlands) ขณะที่อีกคนเป็นใครจะระลึกออกหรือเปล่า?
– ร่างกายเปลือยเปล่า เดินขึ้นจากทะเลสู่เมือง Beirut
– อาบแสงไฟสีเหลือง เห็นประกายพลุไฟอยู่ลิบๆ
– และเคลื่อนผ่านผู้หญิงสวมชุดสีดำในสภาพกำลังโศกเศร้า

เพราะความสนิทสนมกับ Ori Sivan เพื่อนเก่าตั้งแต่สมัยเด็ก ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกำกับสารคดี Comfortably Numb (1991) และ Saint Clara (1996) หลังจากความฝันนั้นถูกกระตุ้นขึ้นมา พูดคุยขอคำปรึกษาจนเกิดคำพูดไฮไลท์

“Memory is dynamic. It’s alive”.

ความทรงจำเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงแปรผัน บิดเบือน หลงลืม แล้วอยู่ดีๆระลึกขึ้นได้ ก็เหมือนตัวอย่างที่ Sivan ยกมาอธิบายกับ Folman เด็กชายพบเห็นภาพไปเที่ยวเล่นสวนสนุก ทั้งๆไม่เคยไปแต่กลับจดจำว่าครั้งหนึ่งสนุกสนานมากกับครอบครัว

การจะทำความเข้าใจความฝันในระดับจิตวิเคราะห์ ก็ต้องเริ่มจากเศษขนมปังที่สามารถอธิบายหาได้, Folman เดินทางสู่ Netherlands ในช่วงฤดูหนาวจัด (ใต้ภูเขาน้ำแข็ง) Carmi Can’an เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ตอนเดินทางสู่ Beirut แล้วตนเมาเรืออ๊วกแตกอ๊วกแตนจนผลอยหลับฝันเห็นหญิงสาวเปลือยเปล่าร่างยักษ์ (เป็นสิ่งสัญลักษณ์แทนด้วยเรือนะแหละ) ตื่นขึ้นมาถึงฝั่งพอดี เตรียมตัวยกพลขึ้นบก … นี่ถือว่าอธิบายจุดเริ่มต้นความฝันของ Folman ที่ตื่นขึ้นจากท้องทะเล

เมื่อยกพลขึ้นถึงบก ด้วยความเพิ่งจะอายุ 19 ปี หวาดกลัวตายชิบหาย พบเจออะไรเคลื่อนไหวกราดยิงไม่ยั้งแบบคนไร้สติ ทั้งๆที่คนในรถคันนี้ก็แค่ประชาชนคนธรรมดาพร้อมครอบครัว พรุนอย่างนั้นไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต ว่าไปนี่เหมือนฉากยิงเรือเวียดกงของ Apocalypse Now (1979) คงคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Folman หลงลืมเลือนเหตุการณ์ขณะนี้โดยสิ้นเชิง

นี่เป็นฉากเล็กๆจากเรื่องเล่าของ Ronny Dayag อธิบายจุดเริ่มต้นของการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้อย่างตรงเผง, นายทหารคนหนึ่งพยายามโยนก้อนหินไปให้ถูกขวดที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางขวามือของภาพ แต่ครั้งแรก ครั้งสอง ไม่สำเร็จสักที สาม สี่ มันช่างน่าหงุดหงิดใจยิ่งนั่ง หมดสิ้นความอดทน หยิบปืนขึ้นมายิงแม้งเลย!

มันไม่ใช่เรื่องของคนความอดทนต่ำนะครับ แต่คือการสะสมความเครียดคลุ้มคลั่ง เมื่อถึงจุดๆหนึ่งมิอาจกลั้นฝืนต่อไปได้ วิธีการเดียวเท่านั้นคือระเบิดระบายออก ด้วยความรุนแรงเสียสติแตก

เรื่องเล่าของ Shmuel Frenkel ถึงนายทหารคนหนึ่ง ระหว่างที่หน่วยของเขาติดอยู่ท่ามกลางห่าดงกระสุน เกิดอาการคลุ้มคลั่งเสียสติแตก อดรนทนต่อไปอีกไม่ได้แล้ว แย่งชิงปืนกลของเพื่อนลุกขึ้นกราดยิงกลางถนนไปโดยรอบ กล้องหมุน 360 องศา ประกอบบทเพลง Chopin: Waltz in C-sharp minor, Op. 64, No. 2 โดยมีภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่ของ Bashir Gemayel (1947 – 1982) ผู้นำของ Lebanese Forces เพิ่งได้รับการเลือกตั้งเป็น ปธน. แต่ยังไม่ทันได้รับตำแหน่งถูกลอบสังหารเสียชีวิตไปเมื่อวานก่อนนี้เอง

ฉากนี้สามารถสื่อได้ถึงชื่อ Waltz with Bashir ราวกับว่านายทหารผู้นั้นกำลังเต้นรำร่วมกับวิญญาณท่านผู้นำจริงๆ

ค่ำคืนหนึ่งได้รับคำสั่งให้จุดพลุขึ้นฟ้าอย่างต่อเนื่อง แสงไฟสีเหลืองส้มดังกล่าวได้ฝังลึกในความทรงจำของ Folman ทั้งๆที่ก็จดจำไม่ได้ว่าตนเป็นผู้จุดเองหรือแค่คอยช่วยเหลือ แต่เพราะมันอาจคือเหตุการณ์ให้ชาวเมือง Sabra และ Shatila ถูกเข่นฆ่าสังหารโหดล้างเผ่าพันธุ์สังหารโหด เรื่องอะไรจะอยากจดจำ

เกร็ด: เหตุการณ์ฆ่าสังหารโหดที่ค่ายกักกัน Sabra และ Shatila ประมาณการผู้เสียชีวิต 460 – 3,500 คน (ไม่มีตัวเลขแน่นอน) ส่วนใหญ่เป็นชาวปาเลสไตน์ และ Lebanese Shiites (พวกที่เข้ากับอิสลาม) โดยพวกขวาจัด Christian Lebanese ระหว่างวันที่ 16 – 18 กันยายน 1982

และภาพสุดท้ายของอนิเมชั่น เป็น Long-Take ที่จะค่อยๆเคลื่อนเข้าหา Folman จากตรอกอันมืดมิด ผ่านกลุ่มหญิงสาวแม่หม้ายสวมชุดสีดำ กำลังเดินตรงเข้ามาหา ด้วยเสียงกรีดร่ำร้องไห้คร่ำครวญคราง ใบหน้าของเขาตื่นตระหนกหวาดสะพรึงกลัว ใครกันจะอยากไปจดจำสิ่งที่พบเห็นนี้

Archive Footage ที่ใส่มาช่วยท้าย เป็นการตอกย้ำให้ผู้ชมตระหนักรับรู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้คือเรื่องจริงทั้งหมด ไม่ใช่เพียงความทรงจำเพ้อฝันหรือจินตนาการของผู้กำกับ แม้จะมีความเบลอๆภาพไม่ชัดนัก แต่ถ้ามิได้เตรียมตัวกายใจไว้ก่อน ก็อาจถึงขั้นอ๊วกพุ่งออกมาได้

วิธีการดำเนินเรื่องคล้ายภาพยนตร์สารคดี ใช้การสัมภาษณ์พูดคุยกับบุคคลต่างๆ ผองเพื่อนคนรู้จักของ Folman เพื่อให้ตนเองหวนระลึกความทรงจำ ซึ่งจะมีการนำเสนอภาพย้อนอดีต (Flashback), ความฝันตามเรื่องเล่า และจินตนาการให้เห็นภาพ จุดสังเกตคือถ้าเป็นช่วงขณะพูดคุยสัมภาษณ์ โทนสีสันจะมีความปกติ (จริงๆดูจะสวยสดใสกว่าปกติด้วยซ้ำ) แต่เมื่อไหร่เข้าสู่มิติย้อนอดีต/ความฝัน จะมีลักษณะที่แตกต่าง บางทีสโลโมชั่น เฉดสีก็ต่างออกไปอย่างชัดเจน

การประติดประต่อร้อยเรียงเรื่องราว นักวิจารณ์ส่วนใหญ่มักเปรียบเทียบกับ Rashômon (1950) ที่แต่ละคน(ผู้ให้สัมภาษณ์) ต่างมีมุมมองเรื่องราวของตนเอง ส่วนข้อเท็จแท้จริงคืออะไรกันแน่ จุดเริ่มต้นจากไหน ไม่มีใครสามารถตอบได้

สำหรับเพลงประกอบมีส่วนผสมของดนตรีคลาสสิก, ที่ได้รับความนิยมทศวรรษ 80s และ Original Song โดย Max Richter สัญชาติ German โดดเด่นกับสไตล์ Post-Minimalist ด้วยเครื่องดนตรี Electronic เพื่อเร่งเร้าสร้างจังหวะอารมณ์ให้เกิดขึ้น

บทเพลง Haunted Ocean แค่ชื่อก็ชวนให้หลอกหลอนขนหัวลุก ท่วงทำนองพรรณาความฝันสโลโมชั่นของ Folman ได้ยินทั้งหมด 5 ครั้งในลักษณะแตกต่างออกไปเล็กน้อย ชักชวนให้ใคร่สงสัยว่ามันคืออะไร ต้องใช้หลักจิตวิเคราะห์เท่านั้นถึงตอบได้

บทเพลง Good Morning Lebanon ขับร้อง/ทำนอง/บรรเลงโดย Navadey Haukaf ชื่อเพลงถือว่าล้อกับชื่อหนัง Good Morning, Vietnam (1987) ที่นำแสดงโดย Robin Williams แต่ท่วงทำนองผมว่าคัทลอกจาก You Are My Sunshine (1939) ต้นฉบับแต่งโดย Jimmie Davis และ Charles Mitchell

บทเพลง Beirut ดัดแปลงจากต้นฉบับคือ I Bombed Korea (1994) ขับร้อง/แต่งโดย John McCrea ของวง Cake แนว Alternative Rock, สำหรับฉบับภาษา Hebrew ขับร้อง/แต่งทำนอง/เรียบเรียงโดย Ze’ev Tene นักร้อง Alternative สัญชาติ Polish

ฉากหลังจากบทเพลง Beirut เมื่อกองกำลังทหารเดินทัพเข้าไปในสวนไร่แห่งหนึ่ง บทเพลง Bach: Concerto No. 5 in F Minor for Harpsichord and Strings, BWV 1056 กับภาพสโลโมชั่นของเด็กชาย อายุน่าจะไม่ถึง 14-15 ยิงจรวด RPG ทำลายรถถัง ทำให้เขาถูกกราดยิงจนเสียชีวิต

นี่เป็น Sequence ที่ผมชื่นชอบสุดของอนิเมะ ด้วยบทเพลงที่มีท่วงทำนอง Piano/Harpsichord แสนจะเอื่อยเฉื่อยชา ไร้เดียงสา แต่ภาพที่ปรากฎกลับตารปัตรตรงกันข้าม โหดร้ายระดับ Apocalypse Now (1979)

สำหรับบทเพลง Waltz ที่ถือเป็นชื่ออนิเมชั่นเรื่องนี้คือ Chopin: Waltz in C-sharp minor, Op. 64, No. 2 แต่งขึ้นปี 1847 อุทิศให้ Charlotte de Rothschild ผู้หลงใหลในงานศิลปะและดนตรี ผู้เคยเป็นลูกศิษย์เรียนเปียโนของ Chopin ก่อนหน้านี้เคยแต่ง Ballade No. 4 in F minor, Op. 52 ให้เป็นของขวัญแต่งงาน

สัมผัสของบทเพลงนี้ ราวกับใบไม้ที่ถูกลมโชยพัดปลิว ล่องลอยพริ้วไหวโบยบิน สะบัดระบำเริงร่า แต่แทนที่จะตกลงยังผืนพสุธา กลับขึ้นสู่ก้อนเมฆเมฆา สูญหายไปสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า คนธรรมดามิอาจรับรู้มองเห็น

การเลือกบทเพลงนี้ ไม่ได้ต้องการสื่อถึงความสวยงามของสงคราม ตรงกันข้ามคือสะท้อนความบ้าคลั่งเสียสติแตก เมื่อถึงจุดสูงสุดแตกหัก ไม่ต่างอะไรจากใบไม้โบยปลิวถึงสรวงสวรรค์

“You’re very young and you’re totally clueless. The fear is that you don’t know if you’ll live the next day. And you don’t have any decisions that can change it. But when do you realize everything you hear and see … second- and third-hand information, when do you put everything into one frame and you say, ‘OK, there is something very bad, there is mass murder going on just around the hill.’ And then what do you do in order to prevent it?”

ในมุมมองของนายทหาร สิ่งที่รับรู้พบเห็นในสงครามมักเป็นเพียงเหตุการณ์ต่อหน้าหรือได้ยินรับฟังมา ไม่มีทางรับรู้ถึง ‘ภาพรวม’ ของการต่อสู้รบ มันต้องระดับผู้บัญชาการ นายพล แม่ทัพถึงสามารถเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ออกคำสั่งชี้แนะนำให้แต่ละหน่วยฝักฝ่าย ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้

แต่เมื่อสิ่งที่นายทหารผู้นี้ได้ยินรับฟังมา เกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ ครั้งแรกไม่อยากเชื่อ ครั้งที่สองสาม เห้ย! มันบ้าอะไรกันเนี่ย แล้วนี่ฉันควรจะรู้สึก กระทำการเช่นไร? โดยไม่รู้ตัวครึ่งหนึ่งเป็นเพียงผู้ยิงประทัดไฟ แสงสีเหลืองที่สุกสว่างตลอดทั้งค่ำคืน อาจทำให้คนบ้าโรคจิตกลุ่มหนึ่งเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ตายนับไม่ถ้วน

เป้าหมายของการออกค้นหาความทรงจำของ Ari Folman เพื่อสร้างภาพยนตร์ที่ตัวเขาและชาวโลกจะได้ไม่หลงลืมกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับอิสราเอลและเลบานอน ย้ำเตือนถึงเภทภัยความโหดร้ายบ้าคลั่งของสงคราม เมื่อไหร่จะหมดสิ้นไปจากโลกใบนี้เสียที … แต่เขาคงได้แค่เพ้อฝันนะแหละ เพราะตราบใดที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ยังดำรงอยู่ ความขัดแย้งเป็นสิ่งต้องเกิดขึ้นหลีกเลี่ยงไม่มีวันได้

“All wars are useless … and sometimes in films we tend to glorify them by making all of those great characters and they show you it’s all about bravery and brotherhood of man. And I don’t believe in that”.

ด้วยทุนสร้าง $2 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกา $2.28 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $11.1 ล้านเหรียญ กำไรล้นหลาม

ความแปลกประหลาดพิศดารของ Waltz with Bashir คือสามารถเข้าชิงได้ทั้ง Best Animated Feature และ Best Documentary Feature แต่สุดท้ายกลับได้เข้าชิงเพียง Best Foreign Language Film (ตัวแทนของ Israel) ของ Oscar [พ่ายให้กับ Departures (2008)] และ Golden Globe [คว้ารางวัลเป็นเรื่องที่สองของประเทศ ถัดจาก The Policeman (1971)]

ประเด็นคือผมอยากหลงลืมทุกสิ่งอย่างที่รับชมพบเห็นกับภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาทันทีเลย ขนาดเป็นเพียงอนิเมชั่น แต่การเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสงครามเลบานอน ยังหลอกหลอนน่าสะพรึงกลัว แถมจดจำติดตาไม่รู้จะเลือนหายไปเมื่อไหร่ ต่อให้คลั่งไคล้ในไดเรคชั่นวิธีการนำเสนอแค่ไหน เจอแบบนี้ก็ระทมทวยหมดสิ้นเรี่ยวแรง

แนะนำคอหนังอนิเมชั่นแบบอาร์ทๆ หลอนๆ นำเสนอเรื่องราวเชิงสารคดี, นักประวัติศาสตร์ ตะวันออกกลาง สนใจสงครามเลบานอน ค.ศ. 1982, จิตแพทย์ นักจิตวิทยา วิเคราะห์ทำความเข้าใจความฝันของตัวละคร

จัดเรต 18+ กับสงคราม ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ความตาย และ Sex อันโจ๋งครึ่ม

TAGLINE | “หลอกหลอนหลับฝันร้ายไม่รู้ลืมไปกับ Waltz with Bashir ขนาดเป็นภาพอนิเมชั่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสงครามเลบานอน ยังน่าสะพรึงกลัวเสียเหลือเกิน”
QUALITY | RARE
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of