Yi Yi (2000)

Yi Yi

Yi Yi (2000) Taiwan : Edward Yang ♥

ฉากเปิดเรื่องขณะกำลังถ่ายภาพหมู่งานแต่งงาน Yang-Yang เด็กชายถูกเด็กหญิงที่ยืนอยู่ข้างหลังสะกิดแกล้ง เขาหันหลังกลับไปหลายครึ่ง จนเกิดคำถาม ‘ทำไมคนเราถึงมองเห็นความจริงได้แค่ครึ่งเดียว เหมือนมองเห็นข้างหน้าแต่มองไม่เห็นข้างหลัง’ นี่คือใจความของหนังเรื่องนี้ ที่ไม่ใช่แค่ภาพถ่ายจากข้างหลัง แต่รวมไปถึงเทคนิคการถ่ายภาพ การตัดต่อและเพลงประกอบที่มีใจความเช่นเดียวกันนี้

ผลงาน Masterpiece ของ Edward Yang ผู้กำกับชาว Taiwan คนแรกที่สามารถคว้ารางวัล Best Director จากเทศกาลหนังเมือง Cannes มาได้ เรื่องราวชีวิตประจำวันของครอบครัวหนึ่งพ่อ-แม่ ลูกชาย-ลูกสาวที่แม้จะต่างอายุ ต่างช่วงเวลา แต่ก็มีวิถีบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน Yi Yi: A One and a Two เป็นหนังครอบครัวที่ดูแล้วคุณจะรู้สึกอิ่มเอิบ สุขเศร้าเหงารัก เป็น 3 ชั่วโมงที่ไม่เบื่อเลย และนี่เป็นหนังที่ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมรู้จักหนังเรื่องนี้หลังได้ดู A Brighter Summer Day และผู้กำกับ Edward Yang ผมเฝ้ารอวันที่จะมีโอกาสดูหนังเรื่องนี้นับจากตอนนั้นเลยนะครับ แต่เหตุที่ทำให้เวลาล่วงมาหลายเดือน ก็เพราะผมต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมก่อน ด้วยความยาวที่สามารถดูหนังทั่วๆไปได้ 2 เรื่องเลย กระนั้นเมื่อได้เริ่มดูแล้วก็จะหยุดไม่ได้ เพราะหนังสนุกจริงๆครับ แฝงข้อคิดการใช้ชีวิตดีๆ และอัจฉริยภาพหนึ่งของ Yang คือเขาสามารถเอาแนวคิดหลักของหนัง ไปประยุกต์ให้เข้ากับองค์ประกอบต่างๆของหนังได้ มีคนเปรียบหนังเรื่องนี้คือ Citizen Kane ในรูปแบบหนังครอบครัว ส่วน Edward Yang ก็ได้รับการเปรียบกับ Michelangelo Antonioni และ Andrei Tarkovsky

Yi Yi คือผลงานหนังเรื่องที่ 7 เรื่องสุดท้ายของ Edward Yang ก่อนจะเสียชีวิตในปี 2007 และถือว่าเป็นหนังที่โด่งดังที่สุดของเขาด้วย โดยปกติหนังของ Yang มักจะมาจากความทรงจำวัยเด็ก ซึ่งก็เชื่อได้ว่าเรื่องราวของ Yi Yi ก็น่าจะเป็นเช่นกัน ไม่แน่ว่า Yang อาจจะแทนตัวเองด้วย Yang-Yang เด็กชายผู้มีความใคร่รู้ใคร่สงสัยในการค้นหาความจริงของชีวิตก็เป็นได้

นำแสดงโดย Wu Nien-jen รับบท NJ ผู้เป็นพ่อ Wu Nien-jen ปกติแล้วไม่ได้นักแสดงนะครับ เขาเป็นนักเขียน เคยเขียนนิยาย เขียนบทภาพยนตร์ กำกับหนัง ถ้าเป็นการแสดงมักเป็นแค่ Cameo ในหนังของ Yang และ Hou Hsiao-Hsien สำหรับบท NJ ถือเป็นบทนำแรกและบทเดียวของเขาเลย การที่ Yang เลือก Wu Nien-jen คงเพราะความธรรมดาๆ หน้าตาบ้านๆ ไม่เน้นนักแสดงมีชื่อ การแสดงของเขาก็ถือว่าใช้ได้เลย มีความเป็นธรรมชาติสุดๆ อาจเพราะหนังไม่ค่อยมีฉาก close-up เลยกระมัง จึงทำให้นักแสดงไม่ต้องเค้นฝีมือมาก เน้นให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด ส่วนตัวผมชอบพ่อแบบนี้นะ คือเท่ห์มากๆ ดูคนต้องดูที่จิตใจ ขนาดไปทริปบริษัทที่ญี่ปุ่น เจอกับแฟนเก่า ยังสามารถควบคุมใจตนเองได้ไม่ให้เลยเถิดไปไกลได้ เป็นคนอื่นผมว่าถ่านไฟเก่าคงลุกโชติไปแล้ว แต่ไม่ใช่กับพ่อคนนี้ น่านับถือจิตใจของเขาจริงๆ

Elaine Jin รับบทแม่ บทเธอมีไม่เยอะ โผล่มาแปบๆ ส่วนใหญ่จะหนีไปอยู่วัด แต่ขอพูดถึงสักหน่อย เพราะผมเชื่อว่าแม่ของหลายๆคนก็อาจจะเป็นแบบในหนัง คือเธอดูภายนอกแข็งแกร่งนะ ทำงานเป็นเจ้านายคนอื่น แต่ภายในกลับอ่อนไหว Sensitive มากๆ การแสดงของเธอทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงเพศแม่ ที่มักจะมีความอ่อนแอเมื่อต้องพบกับช่วงเวลา เป็นๆตายๆ เสมอ ทำไมนะเหรอ? ก็เพราะเพศแม่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ต้องมีความสัมพันธ์กับคนอื่น มีลูกก็ต้องรักลูก ผมเรียกว่าสายสัมพันธ์แห่งชีวิต เมื่อเธอมีลูกก็มักจะมองย้อนกลับไปหาแม่ของตน ไม่รู้ย่าเป็นแม่ของพ่อหรือของแม่ ซึ่งนั่นทำให้เธอทนไม่ได้เพราะกลัวความสูญเสีย จนต้องหนีไปอยู่บนเขา ที่สงบๆเพื่อฟื้นฟูจิตใจ เมื่อตอนเธอกลับมาเล่าให้ฟัง ที่ๆเธอไปหลายสิ่งหลายอย่างสะท้อนกลับเข้ามาหาตัวเอง จากที่เธอไม่สามารถคุยกับยายที่เป็นโคม่าได้ เมื่อต้องฟังเรื่องเล่าซ้ำๆของคนอื่น เธอก็เข้าใจตัวเอง ใครมีแม่ที่เป็นแบบนี้ อย่าให้เธอวนเวียนอยู่กับสิ่งพวกนี้นะครับ พาเธอออกไป นั่งสมาธิ ฟังเพลง เที่ยวธรรมชาติ น่าจะช่วยได้ อย่าให้เธอยึดติดกับสายสัมพันธ์นี้มากเกินไปเพราะเธอจะตัดไม่ขาด

Kelly Lee รับบท Ting-Ting ลูกสาว เหมือนเธอจะเล่นหนังแค่เรื่องเดียวนะครับ โตขึ้นกลายไปเป็นนักออกแบบภายใน (interior designer) บท Ting-Ting นี่ทำให้ผมนึกถึงบท Ming ใน A Brighter Summer Day เป็นเด็กหญิงที่มีความต้องการคล้ายๆกัน ผมรู้สึกว่าผู้กำกับ Edward Yang ได้ยัดเยียดมุมมองของเขาต่อเด็กผู้หญิงในแง่ร้ายพอสมควร ถ้านายรักฉันก็ต้องเป็นของฉัน นี่อาจเป็นทัศนคติของเขาที่ได้จากการแต่งงาน เลิกกับภรรยาแล้วแต่งงานใหม่ เราอาจจะมองตัวละครนี้ว่า ยังไร้เดียงสาในความรัก ทำให้เธอทำไปโดยไม่คิดอย่างรอบคอบ แต่ผมกลับรู้สึกเป็นการดูถูกผู้หญิง ที่บอกว่า ผู้หญิงจะไปคิดเรื่องอื่นทำไม ถ้าชอบก็ยอมเป็นของเขาเสีย จะได้รู้ว่าเขาชอบเราจริงหรือเปล่า

Jonathan Chang บทเด็กน้อยตัวแย่งซีน Yang-Yang ตอนนี้เขาก็โตเป็นหนุ่มใหญ่เรียบร้อย มีผลงานการแสดงให้เห็นบ้างประปราย ความใสซื่อน่ารักไร้เดียวสาของตัวละครนี้ เอาใจผมไปเลย มีหลายเหตุการณ์ที่เราอาจไม่เข้าใจว่าเขาทำไปเพื่ออะไร แต่คำตอบมันอยู่ในหนังทั้งหมดนะครับ สังเกตดูดีๆก็จะเจอ เช่น ทำไมถ่ายรูปแมลงวัน, ทำไมถ่ายภาพจากข้างหลัง, ทำไมถึงไปดำน้ำ ฯ ผมชอบมากๆตอนที่เฉลยว่าทำไมเขาถึงชอบถ่ายภาพเฉพาะข้างหลัง มันทำให้ผมเอะใจถึงฉากตอนต้นเรื่อง และภาพหนังบางฉากก็ถ่ายเห็นเฉพาะด้านหลัง นี่แสดงถึงวิสัยทัศน์ของผู้กำกับที่กว้างไกลมากๆ, ฉากจบกับการอ่านจดหมายที่เขียนถึงยาย ผมเชื่อว่าหลายคนน้ำตาซึมแน่นอน ความรู้สึกของเด็ก 8 ขวบ ต่อการจากไปของยาย มันช่างบริสุทธิ์ ซื่อตรง ไม่มีความชั่วร้ายเจือปนเลย

เดิมทีนั้น Yang ต้องการนักแสดงเด็กที่อายุ 15 ขวบกับ 10 ขวบ แต่ Kelly Lee อายุ 13 และ Jonathan Chang อายุ 8 ขวบ ทำให้ต้องมีการปรับบทเล็กน้อยให้สมกับวัยมากขึ้น

ถ่ายภาพโดย Wei-han Yang นี่เป็นหนังที่มีเทคนิคการถ่ายภาพเจ๋งมากๆ จากที่ผมเอ่ยไปตั้งแต่ต้น หนังมีใจความหลักเกี่ยวกับ ‘ครึ่งหนึ่งที่เรามองไม่เห็น’ เทคนิคของ Yang คือพยายามถ่ายภาพที่เห็นมากกว่าแค่มุมมองเดียว มีการถ่ายจากห้องบน Apartment หนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง, บางครั้งถ่ายผ่านกระจกที่สะท้อนตัวละคร ทำให้เราเห็นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง, บางฉากถ่ายเห็นเฉพาะด้านหลัง, บางฉากเห็นเฉพาะด้านหน้า ที่เด่นสุดๆคือการตั้งกล้องไว้เฉยๆ และให้นักแสดงในฉากเล่นตามใจอยาก เช่นฉากงานเลี้ยง ผมไม่คิดว่าบทหนังจะมีสำหรับทุกคนนะครับ มันต้องตัวประกอบที่ดันสดแน่นอน และการตั้งกล้องไว้เฉยๆ เป็นการเปิดโอกาสเราสามารถมองส่วนไหนในภาพก็ได้ที่อยากมอง ไม่ถูกจำกัดด้วยมุมกล้อง

การตัดต่อที่โดดเด่นโดย Bo-Wen Chen นี่เป็นส่วนที่อธิบายชื่อหนัง Yi Yi นะครับ ความหมายจริงๆของมันคือ 1-1 (one-one) แต่การออกเสียงซ้ำ ภาษาไทยก็มีการออกเสียงแบบ หนึ่ง-สอง-ซ้ำ (แทนที่จะเรียก 3) ในความหมายมันจึงเป็น หนึ่ง-สอง หรือ หนึ่ง-ซ้ำ ก็ได้ ชื่อภาษาอังกฤษ A One and a Two ก็คือคำแปล Yi Yi นั่นเอง, เราจะเห็นตัวละครแทบทุกตัวจะมีชื่อ 2 พยางค์ซ้ำกันแทบทั้งนั้น Yang-Yang, Ting-Ting, Min-Min ฯลฯ แล้วมันเกี่ยวกับการตัดต่ออย่างไร? คำตอบคือ การตัดต่อก็มีลักษณะเป็น หนึ่ง-สอง เหมือนกัน ช่วงที่เด่นสุดและผมชอบมากๆตอนที่พ่อไปทริปบริษัทแล้วได้พบกับแฟนเก่า ในขณะที่ไต้หวันลูกสาว Ting-Ting กำลังพบรักกับแฟนหนุ่ม เสียงพ่อคุยกับแฟนเก่าเล่าเหตุการณ์สมัยหนุ่มๆที่จีบกัน ตัดสลับกับเหตุการณ์ที่ Ting-Ting พรอดรักกันแฟนหนุ่ม ต่างคน ต่างวัย ต่างช่วงเวลา แต่กลับมีอะไรบางอย่างเหมือนกัน เป็นความบังเอิญที่จงใจ ช่วงขณะอื่นของหนังอาจจะไม่มีการตัดต่อที่โดดเด่นเท่ากับการถ่ายภาพ แต่ฉากนี้การตัดต่อถือว่ายอดเยี่ยมสุดๆเลย

เพลงประกอบ หนังของ Yang จะมีความสมจริง Realistic พอสมควร ดังนั้นจึงไม่มีเพลงประกอบหนัง แต่เราก็จะได้ยินเสียงเปียโน และเสียงเพลงคลาสสิคบ้าง เพลงที่ใช้อาทิ Beethoven: Moonlight Sonata, Cello Sonata No.1 และ J.S. Bach: Toccata in E minor (BMV 914) เล่นโดย Kaili Peng ภรรยาคนปัจจุบันของ Edward Yang

ความจริงเพียงครึ่งเดียว นี่เป็นแนวคิดที่น่าสนใจมากๆ ผมมาคิดดูเอาจริงๆมันไม่ใช่แค่ครึ่งเดียวที่เราเห็นนะ บางสิ่งบางอย่างเทียบแล้วน้อยกว่าเศษเสี้ยวของครึ่งต่อครึ่งเสียอีก ยกตัวอย่าง ไพ่ในสำรับมี 56 ใบ การจดจำไพ่ใบหนึ่งได้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะจดจำทั้งสำรับ 56 ใบ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย, เปรียบมุมมองต่อเรื่องราวของแต่ละคน อย่างหนังเรื่องหนึ่ง มีคนชอบ, ไม่ชอบ, มีคนรัก, มีคนเกลียด คร่าวๆแค่นี้ก็ 4 มุมมองแล้ว จะเป็นไปได้ยังไงที่ใน 1 คนจะสามารถมีทั้ง 4 มุมมองนี้ หรือถ้าเข้าใจได้มันก็ยังมีมุมอื่นๆที่เราไม่รู้อีก นี่เป็นเหตุผลที่บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยคนๆหนึ่งจะสามารถเห็นความจริงทุกสิ่งทุกอย่าง

แล้วทำอย่างไรเราถึงจะเห็นมุมมองต่อสิ่งๆหนึ่งได้หลากหลายที่สุด นี่คือสิ่งที่หนังพยายามนำเสนอนะครับ อย่างถ่ายภาพก็พยายามทำให้เราเห็นหลายมุมมองมากที่สุด กระนั้นมันก็ยังไม่ 360 องศา ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว (ต่อให้กลัอง VR-360 องศาก็เถอะ) เพราะมุมมองที่เราสามารถรับได้ มันก็แค่ตาสองข้างที่มองเห็นได้แค่ข้างหน้าเท่านั้น วิธีที่หนังบอกกับเรา ง่ายๆเลยก็คือ ถ่ายภาพข้างหลัง ให้คนอื่นเป็นอีกมุมองให้กับเรานะครับ นี่แสดงถึงประเด็นความสัมพันธ์ของหนังที่บอกว่า มนุษย์เราไม่ได้มีชีวิตอยู่คนเดียว ต้องมีความสัมพันธ์ มีครอบครัวเพื่อเติมเต็มมุมมองต่างๆให้กันและกัน เด็กหญิงที่แสวงหาความรัก เด็กชายที่ต้องการแสวงหาความจริง ทุกตัวละครต่างมีมุมมองที่ต่างออกไป เด็กๆอย่าง Yang-Yang อาจไม่เข้าใจทำไมเราถึงไม่สามารถเห็นได้ แต่ผู้ใหญ่อย่างเราเมื่อเห็นหนังเรื่องนี้ควรจะเข้าใจได้ทันที นั่นเพราะมนุษย์เรามีข้อจำกัด เราจึงต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นเพื่อทำลายข้อจำกัดนี้

ประเด็นโรแมนติกในหนัง มีนักวิเคราะห์เปรียบกับหนังยุโรปและอเมริกา ที่ถ้าชายหญิงตกหลุมรักกัน passion ของทั้งสองก็มักจะพากันลงเอยในที่สุด นี่กลายเป็นวัฒนธรรมของพวกเขา มันเป็นมาตั้งแต่ Casablanca, Gone With the Wind หรือก่อนหน้านั้นอีก ภาพยนตร์ได้ปลูกฝังวัฒนธรรม ชอบกันก็ต้องได้กันมาอย่างยาวนาน นี่ไม่ใช่วัฒนธรรมของชาวเอเชีย และใน Yi Yi นำเสนอสิ่งที่น่าสนใจมากๆ มันเหมือนว่า Ting Ting จะดูหนังตะวันตกมากไป ทั้งๆที่จริงในหนังก็บอกอยู่ว่าเธอไม่ชอบดูหนัง แล้วอิทธิพลนี้มาจากไหนกัน? บอกตามตรงผมก็ไม่รู้ว่าทั้งสองแอบไปชอบกันตอนไหน ถ้าจะโทษคงต้องเป็นฝ่ายชาย ที่จริงเขาชอบผู้หญิงข้างห้องอีกคนหนึ่ง แต่เห็นมีปากเสียงตบตีกัน ทำให้ผู้หญิงเล่นแง่ไปมั่วกับคนอื่น ส่วนผู้ชายก็พยายามตามตื้อ แต่ไปๆมาๆกลับหลงรักคนส่งจดหมาย Ting-Ting เสียงั้น คำพรอดรักของเขาก็ประมาณว่า ‘จริงๆแล้วฉันชอบเธอ …’ ผู้ใหญ่คงมองว่าน้ำเน่าโคตรๆ แต่เด็กสมัยนั้น นี่เป็นเหตุผลที่หวานมากๆ Ting-Ting เลยตกหลุมพราง เมื่อเพื่อนสาวข้างห้องจับได้ เธอจึงต้องการพิสูจน์ด้วยการแสดงความเป็นเจ้าของ แต่เมื่อไปถึงโรงแรม ชายหนุ่มกลับพูดว่า “This is not right!” … ฮะ ฮะ ฮา จะเรียกหมอนี่ว่าอะไรดี ไก่อ่อน, ปอดแหก, ตุ๊ด ฯ หรือ แมนว่ะ, คนดี, พ่อโลกสวย ฯ แล้วแต่จะคิดนะครับ ฉากนี้ผมยิ้มร่า นี่แหละเอเชีย บรรยากาศแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าหนังมีความโรแมนติกมากๆ ยิ่งกว่าการที่อยู่ดีๆ มองตาปิ๊งกัน หยอดคำหวานแล้วไปต่อในห้องนอน, ผมเห็นใจ Ting-Ting นะครับ กลายเป็นว่าพอไปเจอหมอนี่อีกครั้ง กลับถูกด่าทอ ขับไสไล่ส่ง ประมาณว่ารับไม่ได้ แท้จริงแล้วใครกันที่ผิด ผู้ชายปลิ้นปล้อนหลอกตัวเอง หรือผู้หญิงที่ต้องการถูกเป็นเจ้าของ

ประเด็นรักครั้งแรกของพ่อ ก็น่าสนใจนะครับ ทำไมบางครั้งรักครั้งแรกมันถึงไม่สมหวัง มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วหรือมีเหตุผลอะไร? ‘ทำไมเธอถึงไม่มาตามนัดฉันวันนั้น’ นี่เป็นปริศนาที่ถูกถามขึ้นตั้งแต่ต้นเรื่อง ยั่วให้คนอยากรู้มากๆว่ามีอะไรเกิดขึ้น ทีแรกผมไม่คิดว่าหนังจะเฉลยนะครับ เล่าไปแบบให้เราคาดเดาเองได้ แต่กลับเป็นพอกลางๆเรื่องก็มีเหตุการณ์ที่เฉลยปริศนานี้ นี่ถือเป็น sub-plot ที่ใหญ่มากๆ ใส่เข้ามาเป็นประเด็นให้คนเกิดความสงสัยและอยากติดตามหนังจนจบ, ผมค่อนข้างพอใจกับเหตุผลของหนังนะครับ ทำไมเธอถึงไม่มาตามนัด เชื่อว่าหลายคนอาจจะมองว่า ผู้ชายเป็นฝ่ายผิด แต่ผมกลับมองว่า สังคมมันต้องเป็นแบบนี้แหละ คือมีคนหนึ่งที่กล้าตัดสินใจเมื่อรู้ว่าคงไปกันต่อไม่ได้ และคนที่มักจะตัดสินใจได้ส่วนมากเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง, จุดนี้อาจมีความคลุมเคลือ ว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร ผมว่ามันอาจไม่มีเหตุผลหนึ่งใดที่ชัดเจนนะครับ มันอาจเป็นหลายๆอย่างสุมรวมเข้ามา จนถึงจุดๆหนึ่งที่มากเกินจนทนต่อไปไม่ได้แล้ว ให้ลองนึกถึงตัวเองตอนมีแฟนและเลิกกับแฟนดูนะครับ ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครที่มีปัญหาทะเลาะกันครั้งเดียวแล้วเลิกคบกันเลย (นอกจากเป็นปัญหาใหญ่มากๆ) อย่างน้อยมันควรจะมีปมปัญหาเกิดขึ้นหลายๆครั้ง หลายอย่างสุมรวมกันมา จนเราไม่สามารถพูดออกมาได้ทั้งหมด นั่นเป็นจุดที่ความรักไม่พอที่จะซุกซ่อนปัญหาเหล่านั้นไว้ได้อีกต่อไปแล้ว มันจึงเกิดการระเบิดออกมา นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าทำให้คู่รักส่วนใหญ่เลิกกันนะครับ

นอกจากประเด็นรักๆใคร่ๆ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย หนังยังมีครบวัฏจักรชีวิต เริ่มต้นด้วยการแต่งงานคือการสร้างความสัมพันธ์ จบลงด้วยการตายคือความสัมพันธ์ขาดสะบั้น ระหว่างนั้นมีย่าเข้าโคม่า (เจ็บ) เด็กเกิด, ไปโรงเรียน, พ่อไปทำงาน, แม่เข้าวัด ฯ เหล่านี้คือ ชีวิตประจำวันหรือวิถีชีวิต ผมรับประกันได้ว่าอีก 10 ปี 20 ปี กลับมาดูหนังเรื่องนี้จะยิ่งได้อารมณ์ nostagia เหมือนกับ A Brighter Summer Day แน่ๆ

อะไรที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้? ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน เหมือนอะไรต่างๆมันสุมรวมมา คล้ายๆกับที่ผมเล่าเมื่อย่อหน้าก่อน คนจะเลิกกันบางทีมันไม่ได้เกิดจากเหตุผลเดียว อาจมีปัญหาต่างๆเกิดขึ้นมากมายสุมรวมกันจนถึงจุดแตกหัก ความชอบของผมต่อหนังเรื่องนี้ก็คล้ายๆกันนี้ ชอบอะไรหลายๆอย่าง ภาพสวย ตัดต่อเยี่ยม ประเด็นน่าสนใจ รวมๆแล้วจากชอบกลายเป็นหนังโปรดไปเสียงั้น

ขอแนะนำหนังเรื่องนี้กับทุกคน ทุกวัยเลย คนมีครอบครัว พ่อ แม่ ลูก นั่งดูหนังด้วยกัน ถ้าเป็นไปได้พ่อแม่ดูกับลูกที่เป็นวัยรุ่น จบแล้วพูดคุยกันถึงหนัง จะเห็นชัดว่าหนังมีประโยชน์มากๆ เพราะพ่อแม่จะเข้าใจลูกมากขึ้น และลูกก็เข้าใจพ่อแม่มากขึ้น, จัดเรต PG เพราะมีฉากที่ดูรุนแรงอยู่นิดนึง, ความยากในการดู คนทั่วๆไปก็สามารถดูได้แต่อาจไม่ซึมซับความสวยงามเท่ากับคนที่มีประสบการณ์การดูหนังมาบ้าง ขอจัดระดับความยากอยู่ที่ amateur

TAGLINE | “Yi Yi ของ Edward Yang เป็นหนังครอบครัวระดับ MASTERPIECE ที่ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | FAVORI 

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of