2046 (2004)

2046

2046 (2004) Hong Kong : Wong Kar-Wai 

การเฝ้ามองคนที่อาศัยอยู่ในห้อง 2046 เปรียบเสมือนการสังเกตการณ์ รถไฟแห่งกาลเวลาที่ค่อยๆเคลื่อนผ่านไป มีสถานีปลายทางคือปี 2046 เป็นเวลาครบ 50 ปี ที่ฮ่องกงจะกลายเป็นดินแดนของจีนแผ่นดินใหญ่โดยสมบูรณ์

นี่เป็นหนังที่ดูยาก และหน้าหนังกับใจความเป็นคนละเรื่องกัน ต่อให้พยายามทำความเข้าใจเนื้อเรื่องแค่ไหน ก็คงมึนงงสับสน มองไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง ว่าหนังต้องการเล่าสื่อถึงอะไร, ผมจัดระดับความยากในการรับชมที่ Professional กับคนที่เข้าใจสไตล์ของผู้กำกับหว่องกาไวอย่างถ่องแท้ คงไม่มีปัญหาอะไรมากนัก แต่ถ้าไม่ก็คงต้องใช้ความพยายามสักหน่อยนะครับ

หรือไม่ก็ลองหา Days of Being Wild (1990) และ In the Mood for Love (2000) มารับชมดูก่อน รวมกับ 2046 (2004) ผมเรียกว่า ‘ไตรภาคความสัมพันธ์ ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับเกาะฮ่องกง’ (คนทั่วไปจะเรียกว่า Wong Kar-wai Trilogy) ทั้ง 3 เรื่องมีพื้นหลัง ช่วงเวลาต่อเนื่องกัน ตัวละครเดิม แต่เรื่องราวต่อเนื่อง สัมพันธ์กัน

เกาะฮ่องกง (Hong Kong) เดิมเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในเขตอำเภอซินอัน (Xin’an County) เมืองเซินเจิ้น ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษากวางตุ้ง ซึ่งมาจากภาษาจีนกลางว่า เซียงกั่ง แปลว่า ‘ท่าเรือหอม’ มีความเป็นมา สืบเนื่องมาแต่ครั้งที่กวางตุ้ง เป็นแหล่งปลูกไม้หอมชนิดหนึ่ง ส่งขายเป็นสินค้าออก

เมื่อราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีเรือของกองทัพเรือสหราชอาณาจักร แล่นผ่านมา ได้พบเกาะแห่งนี้ที่ร่ำลือกันว่า เป็นที่หลบลมพายุของพวกโจรสลัด, กัปตันเรือได้กลิ่นหอมชนิดหนึ่ง จึงจอดเรือขึ้นฝั่ง ได้พบว่าเป็นท่าเรือหอม ใช้ขนถ่ายไม้หอม เมื่อกลับสู่อังกฤษ ได้กราบทูลรายงานต่อพระราชินีวิคตอเรีย ซึ่งขณะนั้นสหราชอาณาจักรกำลังต้องการอาณานิคมในแถบทะเลจีนใต้ เพื่อใช้เป็นที่จัดส่งสินค้า (ฝิ่น) ประจวบเหมาะกับที่ฝ่ายสหราชอาณาจักรและจีน กำลังมีปัญหาเรื่องการค้าฝิ่นในแถบกวางตุ้ง จนทำให้เกิดสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 ขึ้น ในปี 1839 ทำให้สหราชอาณาจักรยกพลขึ้นฝั่ง เข้ายึดเกาะฮ่องกงไว้, สงครามฝิ่นครั้งที่ 2 ในปี 1856 ทำให้อังกฤษได้บีบบังคับรัฐบาลจีน ให้ทำสัญญาเช่าฮ่องกงทั้งหมด เป็นเวลา 99 ปี โดยกำหนดวันไว้ถึง 30 มิถุนายน 1997

ด้วยภูมิประเทศของฮ่องกง เป็นเมืองท่าน้ำลึก เหมาะแก่การจอดเรือสินค้าขนาดใหญ่ การตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ได้พัฒนาจนกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโลก แต่เมื่อถึงกำหนดครบรอบสัญญา อังกฤษพยายามยื้อรัฐบาลจีนต่อสัญญาออกไป แต่ทางนั้นไม่สนใจ ยื่นฟ้องศาลโลกแล้วก็ไม่รับฟัง นั่นทำให้อังกฤษยอมจำนน คืนเกาะฮ่องกงให้กับรัฐบาลจีนตามสัญญา, แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเกาะฮ่องกงต่างมีความคลางแคลงใจ สงสัยในอนาคตของตนเอง เพราะฮ่องกงที่ขณะนั้นมีระบบการปกครองของตัวเอง เป็นประชาธิปไตย หากต้องกลับไปสู่การปกครองของประเทศแม่อย่างสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาชนจีน ที่ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ คงเหมือนโยนเนื้อเข้าปากเสือ มีแต่จะฉุดดึงให้ตกต่ำลง, เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจ รัฐบาลจีนประกาศยืดเวลาเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองของฮ่องกง ‘one country, two systems’ ยกให้เป็นเขตการปกครองพิเศษ นับจากปี 1997 ไปอีก 50 ปี คือ 2047 ที่จะรวมฮ่องกงจะต้องรวมกลับเข้ามา เป็นหนึ่งเดียวกับประเทศจีน

ไม่มีใครรู้ว่าอีก 50 ปีข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้น ปล่อยให้เป็นเรื่องของลูกหลานรุ่นถัดไป ที่จะเป็นผู้ตัดสินชะตากรรมของฮ่องกง

ในระหว่างกำลังสร้าง In the Mood for Love หว่องกาไว มีความตั้งใจ วางแผนสร้าง 2046 เป็นภาคต่อส่งท้าย ใจความแสดงถึงความวิตกกังวล ต่อสิ่งที่ไม่มีใครรู้ว่าอีก 50 ปีข้างหน้า อะไรจะเกิดขึ้นกับเกาะฮ่องกง โดยได้แทรก 2046 เป็นเลขห้องที่พระเอก (รับบทโดย Tony Leung Chiu-Wai) ได้เช่าไว้เพื่อเขียนนิยายกำลังภายใน

เรื่องราวของ 2046 เล่าต่อหลังจากตัวละครโจวมู่อวิ๋น (คุณโจวหวิน) เมื่อกลับมาฮ่องกง มีความต้องการเช่าห้อง 2046 ในโรงแรม Oriental Hotel แต่เพราะห้องไม่ว่าง จึงเช่าห้อง 2047 ที่อยู่ข้างๆ เฝ้าสังเกตมองผู้คนที่เข้าออก อาศัยอยู่ห้อง 2046 นำมาเขียนเป็นนิยายไซไฟโลกอนาคต (เรื่องราวเกิดขึ้นบนขบวนรถไฟสาย 2046)

เหลียงเฉาเว่ย กลับมารับบทคุณโจวหวิน เรื่องนี้เขาเปลี่ยนไปแบบตรงกันข้าม จากที่เคยเชื่อมั่นคงในความรักและคุณธรรม กลับกลายเป็นเพลย์บอย เสเพล จริงจังแต่ไม่จริงใจ, ครั้งหนึ่งเคยถูกถามว่า ‘ชีวิตนี้มีอะไร ที่ไม่สามารถให้ใครยืมได้หรือเปล่า’ ถึงไม่ได้พูดออกมา แต่สามารถเข้าใจได้ว่าคือ ‘ความรัก’ เพราะความทรงจำในอดีต ที่ไม่สามารถลืมได้ ทำให้เขาสุขที่สุดและเศร้าเสียใจที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดอารมณ์ ความรู้สึกนี้ขึ้นอีก จึงไม่มีวันให้ใครยืมได้อีก

กับคนที่เคยดู Days of Being Wild มาแล้ว จะรู้สึกว่าพฤติกรรมของโจวมู่อวิ๋น กลายเป็นแบบ ยกไจ๋ (ที่รับบทโดย Leslie Cheung) ไม่มีผิดเพี้ยน มีหญิงสาวมาตกหลุมรัก แต่ตัวเองมีความหลังบางอย่าง (ที่ไม่มีใครรู้ว่าคืออะไร) จึงไม่สามารถมอบหัวใจให้พวกเธอได้, เพราะแบบนี้ ผู้ชมสามารถสมมติ อดีตของยกไจ๋ น่าจะคือแบบเดียวกับโจวมู่อวิ๋น

มีหญิงสาวที่อาศัยในห้องเช่า 2046 ทั้งหมด 3 คน

เจ้าของห้องคนแรกคือ มีมี่/ลูลู่ รับบทโดย หลิวเจียหลิง (Carina Lau) หญิงสาวที่เคยปรากฎตัวใน Days of being Wild หลงรักยกไจ๋แบบโงหัวไม่ขึ้น และคิดว่าตัวเองคงไม่เหมือน โซวไหล่เจิน (รับบทโดย จางม่านอวี้) แต่สุดท้ายชะตากรรมเดียวกับไม่ผิด, ลูลู่ในเรื่องนี้ แทบจะไม่มีบทเลย เป็นเหมือนดอกไม้ข้างทางที่ให้คนอื่นเด็ดดม เชยชมแล้วจากไป (เธอเป็นคนชักชวนโจวมู่อวิ๋น มาที่ Oriental Hotel)

เจ้าของห้องคนที่สองคือ ลูกสาวเจ้าของโรงแรมชื่อ หวังจิ้งเหวิน รับบทโดย เฟย์ หว่อง (Faye Wong) ที่ตกหลุมรักหนุ่มญี่ปุ่นไร้ชื่อ (รับบทโดย Takuya Kimura) ตัวละครนี้ไม่มีความสัมพันธ์โรแมนติกับโจวมู่อวิ๋น แต่เป็นเพื่อนที่คอยช่วยเหลือ เป็นกำลังใจให้กัน แถมเคยช่วยแต่งนิยาย (เป็น Ghost Writer) ให้ด้วย, เราจะเห็นหวังจิ้นเหวิน ไปๆมาๆ บางครั้งหนีไปอยู่กับแฟนที่ญี่ปุ่น พอเบื่อก็กลับมา สุดท้ายหายลับไปแต่งงานไม่กลับมาอีก

เจ้าของห้องคนที่สามคือ ไป๋หลิง รับบทโดยจางจื่ออี๋ (คนไทยมักเรียก จางซิยี่, Zhang Ziyi) เธอเป็นสาวเต้น (Cabaret) ที่ตกหลุมรักโจวมู่อวิ๋นอย่างเร้าร้อนแรง แต่พอต้องการให้เขาแสดงความรักตอบกลับ กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย เธอจึงเดินออกจากชีวิตเขา (นี่เหมือนกับตอนคุณโจวหวิน เดินออกจากชีวิตคุณนายเฉิน ไม่มีผิด)

การเฝ้าสังเกตหญิงสาวทั้ง 3 ในห้อง 2046 โจวมู่อวิ๋น นำสิ่งที่เขาพบเห็นนี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนนิยายไซไฟ เรื่องเกิดในปี 2046 เล่าเรื่องหนุ่มญี่ปุ่นที่ตกหลุมรักกับแอนดรอยด์สาว (รักต้องห้าม) แต่ในนิยายจะมีแค่ ลูลู่กับหวังจิ้งเหวิน เท่านั้น!, เชื่อว่าหลายคนคงไม่คิดอะไร แต่ผมพยายามหาเหตุผล ว่าทำไมไป๋หลิงถึงหายไป เพราะเธอถือเป็นตัวลำครสำคัญ มีบทบาทอิทธิพลต่อโจวมู่อวิ๋นอย่างมาก ซึ่งพอไม่พบเธอในนิยาย นี่ถือว่าทำให้หนังขาดความลงตัว ครบถ้วน สมบูรณ์, เชื่อว่าความตั้งใจของหว่องกาไว ต้องมี ไป๋หลิงอยู่ในบทแน่ แต่เพราะความล่าช้าของโปรเจค อาจทำให้จางซิยี่ไม่สะดวกมาถ่ายทำ (เธอถือเป็นดาราดัง คิวงานแน่นคนหนึ่ง) นี่เลยจำเป็นต้องตัดบทตัวละครนี้ออกไป กลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถหาอะไรมาเติมเต็มได้

ยังมีหญิงสาวอีกคน ซูลี่เจิน รับบทโดยกงลี่ (Gong Li) เธอปรากฎตัวตอนต้นและท้ายเรื่อง เป็นเหมือน prologue/epilogue แต่ใช้การเล่าย้อนหลัง, สังเกตว่าชื่อของเธอตรงกับ ซูลี่เจิน รับบทโดยจางม่าวอวี้ ใน In the Mood for Love มันดูเป็นความบังเอิญ (ที่จงใจของผู้กำกับ) หญิงสาวที่โจวมู่อวิ๋นหลงรักที่สุด เขาหาเธอไม่เจอ แต่ได้พบกับหญิงสาวชื่อเดียวกัน ซึ่งเหมือนว่าเธอก็มีปม อดีตบางอย่างที่คล้ายกับเขา (และเธอ), แต่ดวงชะตาที่เหมือนเล่นตลก บางทีก็เป็นการจัดฉาก เพราะเมื่อโจวมู่อวิ๋น ชักชวน ซูลี่เจิน กลับฮ่องกงด้วยกัน (ตอนต้นเรื่อง) เธอให้เขาเลือกไพ่ ตัวเองหยิบได้ เอโพดำ, เช่นกันกับตอนท้าย (ที่เป็นการเล่าย้อนอดีต) โจวมู่อวิ๋นถามเรื่องอดีต เธอให้เขาเลือกไพ่ ตัวเองหยิบได้ เอสโพดำ … สังเกตให้ดีจะพบว่า ตำแหน่งที่เธอหยิบไพ่ คือบนสุดของสำรับเหมือนกันทั้งสองครั้ง นี่เป็นดังที่โจวมู่อวิ๋นคิดในใจตอนหลังว่า นี่เป็นวิธีปฏิเสธโดยอ้อมของเธอ

น่าเสียดายเช่นกันที่ ซูลี่เจิน ไม่ปรากฎตัวในนิยายของโจวมู่อวิ๋น

ถ่ายภาพเริ่มต้นโดย Christopher Doyle จากนั้นเป็น Kwan Pun-leung และ Lai Yiu-fai, งานภาพของหนัง รู้สึกว่าจะชอบแอบ/หลบมุม เยอะเป็นพิเศษ คือให้เห็นใบหน้าคู่สนทนาน้อยที่สุด บ้างอยู่ซ้ายของภาพ/ขวาสุด เห็นผ่านช่องว่าง สะท้อนกระจก ฯ งานภาพของหนัง กลับไปเหมือน Chungking Express (1994) และ Fallen Angels (1995) ที่แสงสีดูสวยสด แต่มีความมืดหม่น และภาพกระตุกๆ (อนาคตเป็นภาพที่ไม่ค่อยชัดเสียเท่าไหร่)

แต่เสื้อผ้าหน้าผม ยังคงจัดเต็มกับผู้หญิงทุกคน (จริงๆก็แอบรำคาญกับทรงผม คนจีนแฟชั่นยุค 60s เสียจริง อะไรมันจะฟูฟ่องอยู่ทรงได้ขนาดนั้น) กับโลกอนาคต หุ่นแอนดรอยด์ ทรงผมกระเซอะกระเซิงมาก นี่แสดงถึงความยุ่งเหยิง สับสน ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น

สำหรับฉากโลกอนาคต ใช้ Computer Graphic สร้างขึ้นแบบเชยๆ (เท่าที่สมัยนั้นจะสร้างได้) ในขบวนรถไฟ มีการเล่นกับแสงสี ทั้งเสื้อผ้า/หน้าผม ที่บ่งบอกอารมณ์ของแอนดรอยด์/ตัวละคร แบบตรงไปตรงมา ชัดมากๆ (หุ่นในหนังก็สามารถแสดงอารมณ์ออกมาได้แบบไม่มีปกปิด แต่ความคิดบางอย่างจะล่าช้าไม่มีคำตอบ)

เห็นป๋าเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ปรากฎอยู่ 3 วินาทีในหนัง แค่รับเชิญเฉยๆ แต่ตอนหนังเรื่องนี้ฉายในไทย มีการโปรโมทใหญ่โต ราวกับเป็นตัวประกอบสำคัญ ซึ่งป๋าเบิร์ดเหมือนจะฟ้องค่ายที่โปรโมทหนังด้วย ว่าทำอะไรเกินจริงไปมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าผลลัพท์เป็นยังไง

ตัดต่อโดย William Chang, นี่เป็นส่วนที่มีความซับซ้อนมาก กับผู้ชมครั้งแรกคงได้สับสนมึนงงเป็นอย่างแน่ เพราะมีการตัดต่อแบบสลับไปมา อดีต/ปัจจุบัน/อนาคต กระโดดไปมาตาม ‘อารมณ์’ ของหนัง, อนาคตสังเกตง่ายสุด เพราะใช้ Computer Graphic เข้าช่วย, ส่วนอดีต โทนภาพจะแตกต่างจากปัจจุบัน มีทั้งภาพขาวดำ/สีน้ำตาลอ่อน และมี Sequence เดียวที่เป็น Flashback ขณะที่ โจวมู่อวิ๋นพบกับซูลี่เจิน ที่สิงคโปร์ (ที่เลือกเล่าย้อนอดีตฉากนี้ตอนนี้ คงเพราะ ต้องการพูดถึงความเป็นไปได้ของอนาคต ในช่วงท้ายทีเดียว)

เพลงประกอบโดย Shigeru Umebayashi และ Peer Raben, เราจะได้ยินเสียงโหยหวนถึงอนาคตบ่อยครั้ง (เป็นเสียงร้องโอเปร่า) จริงอยู่ความหมายได้ แต่ความรู้สึกไม่ได้เลยนะครับ

กระนั้นก็มีหลายๆเพลงของ Umebayashi ที่ถือว่าเด่นมาก โดยเฉพาะ Polonaise ใช้เครื่องสาย Cello, Double Bass สร้างบรรยากาศถึงอนาคตที่มีความมืดมัวหมอง จะได้ยินแทบทุกครั้งเมื่อมีการเล่าถึงนิยาย มีรถไฟสายอนาคตวิ่งผ่าน

ส่วนเพลงของ Peer Raben (คีตกวีชาวเยอรมัน ขาประจำของ Rainer Werner Fassbinder) ทำนองมีลักษณะนุ่มๆ เพลง Dark Chariot ใช้เพียงเปียโนบรรเลง ฟังแล้วรู้สึกทั้งสุข ทุกข์ เศร้า หลายอารมณ์ผสมผสาน จนเกิดความฉงนสงสัย ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

เสียงประกอบ (Sound Effect) นี่อาจต้องตั้งฟังสักหน่อย เพราะจะมีเสียงหวูด/รถไฟ, ขณะเคลื่อนผ่าน บ่อยครั้ง (ก็ไม่รู้ Oriental Hotel อยู่ใกล้ทางรถไฟหรืออย่างไร) นี่มีนัยยะถึงการเดินทางที่เกิดขึ้นตลอดเวลา, เสียงหวูดจะดึงขึ้นเมื่อขณะรถไฟกำลังมาถึงชานชลา/หรือกำลังออกจากสถานี นี่ย่อมเปรียบได้กับสิ่ง/เหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เวลาบนโลกหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไป

Everyone who goes to 2046 has the same intention, they want to recapture lost memories. Because in 2046 nothing ever changes. But, nobody knows if that is true or not because no-one has ever come back.

ผมจะขอแปลประโยคนี้ ในภาษาที่น่าจะเข้าใจง่ายขึ้น ‘ใครก็ตามที่เฝ้ารอคอยให้ปี 2046 ผ่านมาถึง มีความสงสัยเดียวกัน คือจะเกิดอะไรขึ้นกับเกาะฮ่องกง คนที่มีชีวิตผ่านช่วงเวลานั้น คงหวนระลึกถึงเมื่อ 50 ปีก่อน (ตอนที่ฮ่องกงได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ กลับคืนสู่อ้อมอกจีนแผ่นดินใหญ่) มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้างหรือเปล่า ไม่มีใครในปัจจุบันนี้ที่รู้ เพราะคนที่ถึงช่วงเวลานั้น ไม่สามารถย้อนเวลากลับมาบอกได้’

ขบวนรถไฟแห่งกาลเวลาที่หว่องกาไว สร้างขึ้นนี้ เป็นการสะท้อนสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลา 50 ปีของฮ่องกง
– อังกฤษอาจกลับมาเป็นเจ้าของเกาะฮ่องกง (ซูลี่เจิน ที่เคยช่วยเหลือให้เลิกเล่นพนัน [อังกฤษเข้ามาพัฒนาฮ่องกง] ตอนหลังชักชวนให้กลับฮ่องกงด้วยกัน)
– อาจเป็นญี่ปุ่น (หรือประเทศที่ 3) เข้ามาแทรกแซง (หวังจิ้งเหวิน ที่ตกหลุมรัก แต่งงานกับคนญี่ปุ่น)
– หรือไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นเหมือนเดิม (ได้พบกับลูลู่ โดยบังเอิญ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น)
– ฮ่องกงเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นเหมือนจีนแผ่นดินใหญ่ (กับไป๋หลิง มี Sex กัน/เป็นของกันและกัน กายใช่แต่ใจไม่)

จริงอยู่ที่แต่ละตัวละครมีบทสรุปของตนเอง แต่ปลายทางของหนังถือว่าไม่มีข้อสรุป คำตอบเกิดขึ้นตอนจบนะครับ ว่าเมื่อถึงปี 2046 อะไรจะเกิดขึ้น (หรือโจวมู่อวิ๋นสมหวังกันใคร), ตอนที่ หวังจิ้งเหวินขอให้โจวมู่อวิ๋น เขียนตอนจบไหม เขาค้างปากกาไว้ 1 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง 100 ชั่วโมง ก็ไม่สามารถจรดลงได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีใครตอบได้

คือหนังเรื่องนี้ เป็นการแสดงความกังวล ใคร่สงสัยของหว่องกาไว คงเพราะเขาอยากให้ปี 2046 มาถึงเร็วๆ (แต่ก็ไม่รู้ตอนนั้นจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า) จึงทำหนังเรื่องนี้เพื่อเป็นจดหมายส่งถึงคนในอนาคต ให้ลูกหลานเหลนของตน ที่จะมีชีวิตผ่านช่วงเวลานั้น ให้ระลึกถึง จดจำคนรุ่นก่อนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ต่อสิ่งที่พวกเขาวิตก ถึงตอนนั้น ก็ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น … อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด Que Sera, Sera

แต่ใช่ว่าหนังจะจบลงเลยนะครับ อีก 2 เหตุการณ์ที่เหลือ ล้วนเป็นการย้อนคิดถึงอดีต
– ย้อนอดีต (Flashback) ถึงตอนได้พบซูลี่เจิน ที่สิงคโปร์ และจบด้วยการจูบบดขยี้ แบบที่ไม่มีวันลบเลือน
– ย้อนหวน (Reunite) พบกับไป๋หลิง ที่กำลังย้ายไปสิงคโปร์ ซึ่งเธอต้องการยืนยันสภาวะหัวใจ ของทั้งตนเองและโจวมู่อวิ๋นอีกครั้ง

ส่วนตัวเฉยๆกับหนัง ไม่ชอบ ไม่เกลียด ข้องใจตรงการย้ำคิดย้ำพูดย้ำทำของตัวละคร ที่เหมือนหว่องกาไวพยายามจะย้ำเตือนให้ผู้ชมได้ตระหนัก ระลึกบางสิ่งอย่างได้ แต่หลายครั้งมันทำให้รู้สึกรำคาญเกินจะทน

ปัญหาใหญ่ของหนังคือ การนำเสนอไปไม่ถึงระดับที่จะสนองความทะเยอทะยานของหว่องกาไวได้, ผมคิดว่า หนังเรื่องนี้สร้างเร็วไปประมาณ 10-20 ปี (อย่าง In the Mood for Love สร้างหลังจาก Days of Being Wild ถึง 10 ปี อย่างน้อย 2046 ก็ควรมากกว่าเท่ากับ, แต่หนังฉายห่างกันแค่ 4 ปี จริงๆก็ไม่ใช่ 4 ปีนะครับ เพราะหนังสร้างต่อกัน แค่โปรดักชั่นนานอย่างเดียว) กับฉากอนาคตของหนังเรื่องนี้ ดูในสมัยปัจจุบัน เฉิ่มเชย ตกยุค ล้าสมัย ทั้งๆที่หนังควรยังดูสดใหม่เมื่อเวลาผ่านไป (ผิดกับ In the Mood for Love ที่ปัจจุบันก็ยังสดใหม่ แม้ไม่มีจากโลกอนาคตเลยสักฉาก) ถ้า 2046 สร้างในสมัยปัจจุบัน ผมคิดว่าความล้ำของหนัง เมื่อถึงปี 2046 จริงๆ ก็น่าจะยังคงดูสดใหม่ ไม่เชยสนิทเหมือนหนังตอนนี้

แนะนำกับแฟนเดนตายของหว่องกาไว ชื่นชอบการคิดวิเคราะห์ ใจความพูดถึงโลกอนาคต (ไซไฟ), แฟนหนังเหลียงเฉาเหว่ย จางซิยี่ และ เฟย์ หว่อง ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 15+ กับ love scene วับๆแวมๆ เร่าร้อนรุนแรง

TAGLINE | “2046 คือห้องแห่งกาลเวลาที่ไปไม่เคยถึงอนาคตของ Wong Kar-wai”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of