21 Grams (2003)

21 Grams

21 Grams (2003) hollywood : Alejandro González Iñárritu ♥♥♥♥

มีการทดลองที่แม้ไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าไหร่ แต่ทำให้ใครๆเข้าใจว่าเมื่อมนุษย์เสียชีวิตจะมีบางสิ่งสูญหายไป นอกจากน้ำหนักร่างกาย 21 กรัม แล้วปริมาณในเชิงนามธรรมของผู้คนรอบข้างละ?

ผมละชอบคำโปรยจากสามใบปิดของหนังเสียจริง
– ขึ้นภาพ Sean Penn: How much does REVENGE weight?
– ขึ้นภาพ Naomi Watts: How much does LOVE weight?
– ขึ้นภาพ Benicio Del Toro: How much does GUILT weight?

Revenge, Love, Guilt คือสามนามธรรม/ความรู้สึกของมนุษย์ที่มีต่อ ‘ความตาย’ ไม่สามารถคำนวณเป็นปริมาณตัวเลขการสูญเสีย แต่ให้เชื่อเถอะว่ามากกว่า 21 กรัมอย่างแน่นอน!

21 Grams เป็นภาพยนตร์ที่มีลักษณะเหมือนจิ๊กซอร์/โมเสก/อะตอม ทุกสิ่งอย่างถูกนำเสนออย่างกระจัดกระจายชิ้นเล็กๆ ร้อยเรียงเข้ากันด้วยความสัมพันธ์บางอย่าง ถ้าอยากทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ต้องรับชมจนจบแล้วประติดประต่อ/จินตนาการ/สร้างภาพขึ้นเองในหัวสมอง

ใครเคยรับชม Amores perros (2000) ผลงานแรกแจ้งเกิดก่อนหน้าของผู้กำกับ Alejandro González Iñárritu อาจคุ้นเคยในไดเรคชั่น ทิศทาง และโครงสร้างหนัง ร้อยเรียงสามเรื่องราวที่ไม่ได้มีความต่อเนื่องสัมพันธ์ แต่สามารถเชื่อมโยงกันด้วยบางสิ่งอย่าง ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้แบ่งออกสามองก์สามตอนของใครของมัน นำทั้งสามมุมมอง (Sean Penn, Naomi Watts, Benicio Deltoto) จากสามช่วงเวลา (อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต) มาผสมผสานคลุกเคล้า ตัดสลับฉากต่อฉาก ช็อตต่อช็อต ถ้าไม่ดูตั้งแต่ต้นจนจบคงได้เกาหัวส่ายหน้าเลยทีเดียว

หรือใครเคยรับชม Traffic (2000) ของผู้กำกับ Steven Soderbergh น่าจะสังเกตเห็นความคล้ายคลึงหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องราว ไดเรคชั่น การตัดต่อ แถมนักแสดงบางคนยังหน้าตาคุ้นเคยอีกต่างหาก!


Alejandro González Iñárritu (เกิดปี 1963) ชื่อเล่น Negro ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ Mexican เกิดที่ Mexico City คนสุดท้องจากพี่น้อง 7 คน เมื่ออายุ 16 ปี ทำงานในเรือขนส่งสินค้าข้ามมหาสมุทร Atalantic จึงมีโอกาสเปิดโลกกว้าง ท่องเที่ยวยุโรป แอฟริกา สองปีถัดมาเรียนต่อสาขาสื่อสาร Universidad Iberoamericana, จบแล้วได้เป็นนักจัดรายการวิทยุ สถานี WFM ต่อมากลายเป็นโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ โฆษณา จนกระทั่งรู้จักเพื่อนนักเขียน Guillermo Arriaga ร่วมกันก่อตั้งสตูดิโอ ร่วมงานสร้างหนังสั้น ซีรีย์โทรทัศน์ และภาพยนตร์เรื่องแรก Amores perros (2000)

ผลงานในช่วงทศวรรษแรกๆของ Iñárritu จะยังไม่เน้น Long Take งานภาพมีความโฉบเฉี่ยวฉวัดเวียน ตัดต่อรวดเร็วฉับไว นำเสนอเรื่องราวหลากหลายมุมมองที่ไม่สัมพันธ์ แตกต่างกัน แต่สามารถเชื่อมโยงด้วยบางสิ่งอย่าง ขณะที่หัวข้อสนใจมักเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สรรพสัตว์ ธรรมชาติ เกิด-ตาย/การมีชีวิต

เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่องโปรดของ Iñárritu คือ Andrei Rublev (1966)

จุดเริ่มต้นของ 21 Grams เกิดจาก Guillermo Arriaga ระหว่างทางกลับบ้านเพื่อเตรียมฉลองวันเกิด พานผ่านพบเห็นอุบัติเหตุรถชนกันกลางสี่แยกถนน เลยครุ่นคิดถึงชีวิตตัวเองจะเกิดการปรับเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง ในมุมมองผู้ก่อเหตุ (บุคคลที่หนึ่ง) ผู้ประสบเหตุ (บุคคลที่สอง) และคนนอกได้รับผลพลอยได้ (บุคคลที่สาม)

บทหนังของ Arriaga มีลักษณะคล้ายๆ Amores perros แยกสามเรื่องราวออกจากกัน เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ด้วยอุบัติเหตุกลางสี่แยกถนน แต่เมื่อมาถึงมือผู้กำกับ Iñárritu จะให้นำเสนอด้วยโครงสร้างรูปแบบเดิมคงน่าเบื่อหน่ายแย่ เลยวิวัฒนาการสู่การเชื่อมโยงสัมพันธ์เรื่องราวในระดับโมเลกุล/อะตอม ให้สามารถตัดต่อสลับสับเปลี่ยนมุมมองไปมาได้อย่างต่อเนื่องกัน

สามเรื่องราวของหนังประกอบด้วย
– Jack Jordan (รับบทโดย Benicio del Toro) อดีตอาชญากร ซึ่งหลังจากติดคุกสองปีพานพบเจอความเชื่อศรัทธาในพระเจ้า ทำให้สามารถละเลิกสุรา ยาเสพติด ไม่ต้องการหวนกลับไปกระทำความผิดชั่วใดๆอีก แต่โชคชะตานำพาให้เขาขับรถชนคนตาย แม้ไม่มีใครพบเห็นแต่ไม่สามารถแบกรับสิ่งที่ตนก่อได้ เลยขอเข้ามอบตัวต่อตำรวจ คาดหวังจะเป็นการชดใช้กรรม
– Cristina Peck (รับบทโดย Naomi Watts) หญิงสาวผู้เคยมีชีวิตเต็มไปด้วยความสุขสำราญ แต่การเสียชีวิตของสามีและลูกๆถูกรถชน ถาโถมเข้าใส่อย่างไม่ทันตั้งตัว หวนกลับไปติดยา ทำทุกอย่างเพื่อมึนเมา หลงลืมความทุกข์โศกเศร้า แต่นั่นก็มิใช่หนทางออกแก้ไขปัญหาเลยสักนิดเดียว
– Paul Rivers (รับบทโดย Sean Penn) นักคณิตศาสตร์ ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ เฝ้ารอคอยใครสักคนที่กำลังจะตายบริจาคให้ โชคชะตานำพาให้เขาได้หัวใจสามีของ Christina Peck ติดตามสืบจนล่วงรับรู้ความจริงทั้งหมด ต้องการระบายความโกรธเกลียดเคียดแค้นต่อ Jack Jordan ด้วยการเข่นฆ่าเอาคืน แต่หัวใจอันนั้นก็กำลังหมดเรี่ยวแรงลง


Sean Justin Penn (เกิดปี 1960) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Santa Monica, California บุตรชายของผู้กำกับ Leo Penn กับนักแสดง Eileen Ryan ตั้งแต่เด็กมีความสนใจสร้างภาพยนตร์ พี่ชายเป็นนักดนตรี ส่วนน้องกลายเป็นนักแสดงเหมือนกัน และเพื่อนข้างบ้าน Emilio Estevez และ Charlie Sheen, โตขึ้นเริ่มจากตัวประกอบซีรีย์โทรทัศน์ (ที่พ่อกำกับ), ภาพยนตร์เรื่องแรก Taps (1981), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Bad Boys (1983), Dead Man Walking (1995), I am Sam (2001), 21 Grams (2003), คว้า Oscar: Best Actor สองครั้งจาก Mystic River (2003) และ Milk (2008)

รับบท Paul Rivers นักคณิตศาสตร์ (ก็ไม่รู้เหมือนกันเป็นอาจารย์หรืออะไร) แรกเริ่มสภาพร่อแร่ใกล้ตาย มีหญิงคนรัก Mary Rivers (รับบทโดย Charlotte Gainsbourg) ให้ความช่วยเหลืออยู่ข้างกาย โชคชะตานำพาให้ได้รับบริจาคหัวใจใหม่ จากนั้นสืบเสาะจนค้นพบเจอความจริง ทอดทิ้งคนรักเก่าเพื่อเติมเต็มสิ่งขาดหายให้กับ Cristina Peck เก็บเอาอารมณ์เคียดแค้นเคืองโกรธ ต้องการเข่นฆ่าเอาคืน Paul Rivers แต่เวลากำลังเหลือน้อย เพราะหัวใจแสดงออกด้วยความไม่เข้ากันต่อร่างกาย

มันเหมือนว่า Penn รับบทสองตัวละครที่แตกต่างตรงกันข้าม แต่พื้นฐานนั้นเหมือนกันคือเป็นคนโคตรเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ไม่เคยสนฟังคำใครนอกจากเสียงเพรียกเรียกร้อง ความต้องการของตนเอง, เมื่อร่างกายอ่อนแอปวกเปียกช่างแลดูน่าสงสารเห็นใจ แต่พอกลับมาเข้มแข็งแรงแสดงออกซึ่งธาตุแท้ตัวตน ใครก็ได้นำหมอนี่ไปเก็บที!

สุดท้ายแล้วการเลือกปลิดชีวิตตนเองของตัวละคร เพราะรับรู้ว่าหัวใจนี้หาใช่ของตนเอง จึงไม่มีหนทางแทนที่เติมเต็มความต้องการของหญิงสาว ทั้งยังปอดแหกไม่กล้าเข่นฆาตกรรมอาชญากรผู้คือต้นสาเหตุทุกสิ่ง ระหว่างอดรนทนทรมานต่อไปกับเพียงพอแล้วกับการต่อเวลาชีวิต ไร้ซึ่งหนทางออกอื่น … แต่เขาก็ยังถูกยื้อไปอีกนิด เพื่อให้สามารถครุ่นคิดถึงน้ำหนัก 21 กรัมของจิตวิญญาณเมื่อตัวตาย


Naomi Ellen Watts (เกิดปี 1968) นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Shoreham, Kent แต่ไปๆมาๆเติบโตยังประเทศ Australia, Wales เกิดความสนใจด้านการแสดงหลังพบเห็นแม่แสดงละครเวที และจากภาพยนตร์เรื่อง Fame (1980), สนิทสนมกับเพื่อนร่วมรุ่น Nicole Kidman, แสดงหนังเรื่องแรก For Love Alone (1986), แจ้งเกิดโด่งดังกับ Mulholland Drive (2001), The Ring (2002), 21 Grams (2003), King Kong (2005), The Impossible (2012) ฯ

รับบท Cristina Peck หญิงสาวผู้ไม่อาจตั้งรับต่อโศกนาฎกรรมถาโถมเข้ามาในชีวิต จิตใจเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมานแสนสาหัส พยายามหาหนทางเพื่อหลบหลีหนี พึ่งสุรา ยาเสพติด ปล่อยตัวกายใจให้กับชายแปลกหน้า แต่หลังจากรับรู้ว่า Paul Rivers คือเจ้าของหัวใจของอดีตสามี แรกเริ่มเกิดปฏิกิริยาต่อต้านรับไม่ได้ ต่อมาค่อยๆโอนอ่อนผ่อนคลาย เกิดความมุ่งมั่นหมายหลังรับล่วงรู้ความจริง ต้องการทำบางสิ่งอย่างเพื่อล้างแค้นเอาคืน Jack Jordan

ผู้กำกับ Iñárritu เข้าหา Watts ระหว่างกำลังถ่ายทำ The Ring พูดคุยขณะเธอยังแต่งหน้าเป็นผีเข้าฉากในบ่อน้ำ แม้จะเกิดความหวาดหวั่นวิตกในสภาพของตนเอง แต่ปฏิกิริยาตอบรับเป็นไปในทิศทางดีมาก ซึ่งนั่นทำให้เธอตอบตกลงโดยไม่ทันได้อ่านบทหนังเสียด้วยซ้ำ

ลึกๆผมว่า Watts ทุ่มเทพยายามมากเกินไป ความสุดเหวี่ยงทางอารมณ์ของตัวละคร มันระดับหมกมุ่นคลุ้มคลั่งเสียสติแตกจนถึงระดับ ‘Surreal’ แต่นั่นอาจเป็นความจงใจของผู้กำกับ เพื่อให้ผู้ชมรับรู้สึกถึงความผิดปกติ รักมากไปก็แบบนี้ ไม่สามารถปลดปล่อยวางเมื่อถึงกาลสูญเสีย

ฉากที่ส่วนตัวคลั่งไคล้ประทับใจมากๆคือ Sex Scene อารมณ์เก็บกดทุกข์ทรมานของเธอ ราวกับได้ผ่อนคลายระบายออก มันจึงรุนแรงทรงพลังหลั่งคลั่ง ชีวิตได้รับการเติม … แต่ก็พบว่ามันยังไม่เต็มอยู่ดี


Benicio Monserrate Rafael del Toro Sánchez (เกิดปี 1967) นักแสดงสัญชาติ Puerto Rican เกิดที่ San Germán นับถือ Roman Catholic โตขึ้นเข้าโรงเรียนสอนศาสนา Academia del Perpetuo Socorro (The Academy of Our Lady of Perpetual Help) พออายุ 15 ย้ายติดตามพ่อและพี่ชายสู่ Pennsylvania เข้าเรียนต่อ Mercersburg Academy จบออกมาตั้งใจเข้าเรียนคณะบริหารธุรกิจ University of California, San Diego แต่หลังจากเข้าร่วมชมรมการแสดงหันมาเอาดีด้านนี้ ลาออกมาเป็นลูกศิษย์ Stella Adler, Arthur Mendoza ยัง Circle in the Square Theatre School, เข้าสู่วงการจากบทสมทบซีรีย์โทรทัศน์, Music Video, ภาพยนตร์เรื่องแรก Big Top Pee-wee (1988), สมทบ Licence to Kill (1989), เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Usual Suspects (1995), The Funeral (1996), Basquiat (1996), Fear and Loathing in Las Vegas (1998), Snatch (2000) และคว้า Oscar: Best Supporting Actor เรื่อง Traffic (2000)

รับบท Jack Jordan อดีตอาชญากรรายเล็กๆ ออกจากคุกมากลายเป็นคนหมกมุ่นคลั่งศาสนา จนสร้างความเอือมระอาต่อทุกผู้คนรอบข้าง ซึ่งหลังจากขับรถชนคนตาย แม้ด้วยความไม่ตั้งใจก่อเกิดอาการหวาดหวั่นสั่นสะพรึงกลัว ต้องการมอบตัวต่อตำรวจแต่ถูกภรรยากีดขวางกั้น ติดคุกแค่ชั่วคราวเพราะไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ เลยตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อลงโทษทัณฑ์ทรมานตนเอง แต่อีกไม่นานก็จักได้พานพบการล้างแค้นเอาคืน อันจะทำให้เขาปรับเปลี่ยนแปลงตนเองไปชั่วนิรันดร์

อีกหนึ่งการแสดงของ del Toro ที่ตราตรึงมากๆ (ผมว่าพอๆกับ Traffic เลยนะ!) สีหน้าสายตาเต็มไปด้วยความหมกมุ่นครุ่นยึนติด เมื่อเกิดความเชื่อในอะไรก็คลุ้มคลั่งสุดเหวี่ยง ใครพยายามพูดโน้มน้าวก็ไม่โอนอ่อนไหวติง มองมุมหนึ่งดูน่ายกย่องสรรเสริญ (ในความเชื่อมั่นศรัทธาแรงกล้า) ขณะเดียวกันทั้งหมดราวกับภาพลวงตา หลอกตัวเอง ไม่กล้าเผชิญหน้าโลกความจริง

สิ่งที่น่าพิศวงมากๆของ del Toro คือใบหน้าและสายตา ทุกการ Close-Up สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก จิตวิญญาณตัวละครออกมาอย่างสมจริง สัมผัสจับต้องได้

“you see a lot of things going on in him just by putting the camera in front of his face”.

– Alejandro González Iñárritu


ถ่ายภาพโดย Rodrigo Prieto ตากล้องสัญชาติ Mexican หลังจากแจ้งเกิดโด่งดังกับ Amores perros (2000) กลายเป็นขาประจำช่วงแรกๆของผู้กำกับ Iñárritu และโกอินเตอร์ อาทิ 8 Mile (2002), Alexander (2004), Brokeback Mountain (2005), Argo (2012), Silence (2016), The Irishman (2019) ฯ

หนังไม่ได้ระบุพื้นหลังของเรื่องราว แต่ใช้สถานที่คือเมือง Memphis, Tennessee และ Albuquerque, New Mexico

หนังถ่ายทำด้วย Moviecam บางทีก็แบกขึ้นบ่าของ Iñárritu ขยับเคลื่อน สั่นไหว แทบไม่เคยหยุดอยู่สงบนิ่งกับที่ ซึ่งก่อนเริ่มถ่ายทำจะมีซักซ้อมตระเตรียมการแสดง จากนั้นกล้องทำหน้าที่บันทึกภาพเหตุการณ์นั้นๆ โดยมักหลบซ่อนเร้นแอบถ่ายเบื้องหลังโดยไม่ให้นักแสดงรับรู้ตัว

ไม่แน่ใจว่าตั้งแต่กระบวนการถ่ายทำหรือ Post-Production ที่มีปรับแต่งความเข้มแสง โทนสีสัน มอบสัมผัสอันเหือดแห้งแล้ง เยือกเย็นชา ไร้ชีวิตชีวา แถมเม็ดทราย/Gain/Noise มอบความดิบเถื่อน หยาบกระด้าง เสมือนโลกที่เหี้ยมโหดร้าย เต็มไปด้วยภยันตราย หาความน่าอาศัยอยู่ไม่ได้เลยสักนิด!

สามกลุ่มตัวละคร ใช่ว่าจะรู้จักกันมาตั้งแต่ต้น หลายครั้งพานพบเห็นเดินสวน เคลื่อนตัดกันโดยไม่รับรู้ตัว ซึ่งกล้องมักจะเคลื่อนไหลจากมุมมองหนึ่งสู่อีกมุมมองหนึ่ง อาทิ
– ฉากในโรงพยาบาล, Mary เดินไปนั่งตรงเก้าอี้ แพนไปหา Cristina  สวนออกไปอีกทางหนึ่ง
– ในร้านขายไวน์, Cristina เดินสวนกับ Paul
ฯลฯ


ตัดต่อโดย Stephen Mirrione สัญชาติอเมริกัน สาเหตุหลักๆที่เลือกคนนี้ เพราะคว้า Oscar: Best Film Editing จากเรื่อง Traffic (2000) ซึ่งต่อจากนี้ก็ได้กลายเป็นขาประจำของ Iñárritu โดยทันที

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่า หนังมีลักษณะเหมือนจิ๊กซอร์/โมเสก/อะตอม ทุกสิ่งอย่างถูกนำเสนออย่างกระจัดกระจายชิ้นเล็กๆ ร้อยเรียงเข้ากันด้วยความสัมพันธ์บางอย่าง ซึ่งถ้าผู้ชมสามารถแบ่งแยกแยะมุมมองเรื่องราวออกเป็นสามส่วน ก็จักสามารถทำความเข้าใจภาพรวมได้ไม่ยาก

ความสัมพันธ์ที่ว่าของการตัดต่อ มักเป็นลักษณะคล้องจอง/คล้ายคลึงของสองเหตุการณ์ ยกตัวอย่างเช่น
– Paul ในสภาพนอนโคม่าบนเตียง -> Cristina กำลังเสพยา (ในสภาพมึนๆเมาๆ) -> Mary ให้หมอตรวจสภาพครรภ์ (นอนบนเตียงเหมือนกัน)
– Paul หลังจากสูบบุหรี่ในห้องน้ำ เดินไปหา Mary สภาพร่อแร่ -> ตัดไปตอนที่ Paul ได้รับบาดเจ็บปางตาย Cristina ร้องขอความช่วยเหลือจาก Jack ให้เรียกรถพยาบาล (ต่อเนื่องของ Paul ไม่ว่าอย่างไรก็หนีความตายไม่พ้น)
– Paul กำลังจะช่วยตนเองเพื่อเก็บสเปิร์ม -> งานเลี้ยงปาร์ตี้วันเกิดของ Jack <-> Cristina รับทราบข่าวการเสียชีวิตของสามี (วันเกิด=วันตาย)
– Cristina เมื่อเริ่มถูกใจ Paul ชักชวนเขาไปที่บ้าน -> Jack ถูกปืนจ่อหลัง ต้องการฆ่าล้างแค้นโดย Paul (การกระทำของ Paul เพื่อตอบสนองความต้องการของ Cristina) -> Jack ร่วมรักกับภรรยา (นั่นคือความพึงพอใจสูงสุดของ Jack ต้องการได้รับโทษทัณฑ์จากความผิดพลาดที่ก่อ)
– เมื่อ Paul บอกความจริงต่อ Cristina เธอขับไล่เขาออกจากบ้าน -> Jack ในสภาพไปต่อไม่ถูก หวนกลับไปยังห้องเช่ากลาง
– Cristina เมื่อสืบรับทราบคนขับรถชนฆาตกรรมสามี เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง โมโหโทโส ต้องการเข่นฆ่าล้างแค้น -> Jack ใช้มีดรนไฟ ทำลายรอยสักไม้กางเขนที่แขนของตนเอง
ฯลฯ

มันค่อนข้างอธิบายความสัมพันธ์ของการตัดต่อได้ยากยิ่งทีเดียว เพราะมันไม่ได้มีรูปแบบแน่นอนตายตัว ลักษณะคล้ายๆการเล่นต่อกลอนไปเรื่อยๆ บางส่วนของวรรคก่อนสัมผัสคล้องจองวรรคถัดไป

แซว: ลักษณะดังกล่าวดูคล้าย The Phantom of Liberty (1974) ของผู้กำกับ Luis Buñuel อยู่ไม่น้อยทีเดียว

ถึงส่วนตัวมองว่าเทคนิคการดำเนินเรื่องดังกล่าว ทำให้หนังดูโคตรยากเกินไป และไร้ความจำเป็นที่จะการนำเสนอรูปแบบนี้ แต่ในมุมของผู้กำกับ Iñárritu เห็นเป็นความทดลอง ท้าทาย รหัสลับสมองโดยแท้

“It’s an experimental structure which in the end is a very simple one. Once people get the code, everything comes together and there’s no problem if I jump from here to here”.

– Alejandro González Iñárritu

เกร็ด: หนังถ่ายทำแบบไล่เรียงลำดับ Chronological Order แค่ว่าตอนตัดต่อถึงคลุกเคล้าสลับกันไปมาแบบนี้


เพลงประกอบโดย Gustavo Santaolalla สัญชาติ Argentine ขาประจำผู้กำกับ Iñárritu, คว้ามาแล้วสองรางวัล Oscar: Best Original Score จากเรื่อง Brokeback Mountain (2005) และ Babel (2006)

สไตล์ของ Santaolalla ยังคงเป็นกีตาร์นำ (เรื่องนี้เป็นการลีดกีตาร์ไฟฟ้าทั้งหมด) มอบสัมผัสแห่งความตาย ปฏิกิริยาอารมณ์มนุษย์เมื่อพานพบเจอความเวิ้งว้างว่างเปล่า ย่างกรายเข้ามาในชีวิต เจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมาน หมกมุ่นครุ่นยึดติด และโหยหาบางสิ่งเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าภายในจิตใจ

แต่ก็ไม่ใช่แค่กีตาร์เท่านั้นที่โดดเด่น บทเพลง Can Dry Leaves Help Us ใช้เสียงแอคคอร์เดียน มอบสัมผัสอันเหือดแห้งแล้ง ความเวิ้งว้างว่างเปล่า เฉกเช่นเดียวกับผืนแผ่นดินแดนทะเลทราย ไม่หลงเหลือสิ่งรูปธรรมให้สัมผัสจับต้องได้ เฉกเช่นนั้นแล้วชีวิตจะดำเนินต่อไปได้เช่นไร

ความตาย เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบพบเจอ คือวัฎจักรชีวิตไม่สามารถหลบหลีกเลี่ยงหนีพ้น ขณะที่ชาวตะวันออกมักเสี้ยมสอนให้มนุษย์เรียนรู้จักปรับตัว ค้นหาสัจธรรมความจริงเบื้องหลังความตาย โลกตะวันตกมักชี้นำให้เต็มที่กับปัจจุบัน สนุกสุดเหวี่ยงกับทุกลมหายใจเข้าออก

นี่คือสาเหตุผลให้ชาวตะวันตก นิยมชมชอบใช้ชีวิตเพื่อสนองอารมณ์ความต้องการ กิเลสตัณหาราคะ ปลดปล่อยจิตวิญญาณให้ล่องลอยไปตามความเพ้อใฝ่ฝัน เมื่อไหร่ตื่นขึ้นพานพบเจอโลกความจริงนั้น มักจะเกิดอาการสะดีดสะดิ้ง ปี๊ดแตก ยินยอมรับไม่ได้!

สามเรื่องราวของ 21 Grams ประติดประต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับความตาย อดีตเคยเป็นสุขสำราญ-เมื่อพานพบเจอการสูญเสีย-อนาคตจึงอ่อนเพลียด้วยความทุกข์ทรมาน
– Jack Jordan อดีตเคยเป็นอาชญากรติดคุกหัวโต ปัจจุบันราวกับได้เกิดใหม่เพราะความเชื่อศรัทธาในพระเจ้า แต่อนาคตกลับไม่มีอะไรมั่นคงแน่นอน โชคชะตานำพาให้ประสบโศกนาฎกรรม ตระหนักขึ้นว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงการหลอกตัวเอง
– Cristina Peck อดีตเคยมีชีวิตสุขสำราญ ปัจจุบันเมื่อประสบพบความสูญเสีย จมปลักในทุกข์เศร้าโศก ไม่อาจปล่อยวางให้ชีวิตก้าวเดินต่อ กระทั่งได้พบเจอหัวใจของสามี ถึงกระนั้นก็มิอาจเติมเต็มช่องว่างขาดหาย กระทั่งเขาตั้งใจจะฆ่าตัวตาย และหมอบอกว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ อนาคตแห่งความหวังจึงเริ่มต้นขึ้นเสียที
– Paul Rivers อดีตคือบุคคลผู้กำลังสูญเสียหัวใจ ปัจจุบันได้มาใหม่เลยพยายามออกค้นหาความจริง แต่นำเอาความเคียดแค้นที่ไม่ใช่ของตนมาสะสมหมกมุ่น จนท้ายที่สุดร่างกายมิอาจรับต้านทานไหว อนาคตหลงเหลือเพียงโลกหลังความตาย

Iñárritu กล่าวถึงแนวคิดของหนังเรื่องนี้ เกี่ยวกับการสูญเสียและความหวังจะดำรงชีวิตอยู่ต่อไป สิ่งที่ตัวละครเอาชนะในตอนท้ายคือตัวเขาเอง เพราะคนเราไม่สามารถพึ่งพาสิ่งต่างๆ สุรา นารี ยาเสพติด หรือแม้แต่ศรัทธาพระเจ้า เพียงเพื่อให้หลบหลีกหนีความทุกข์เศร้าโศกในปัจจุบันได้พ้น การเผชิญหน้า’ยินยอมรับความจริง’เท่านั้นคือหนทางออก

นอกจากนี้ Iñárritu ยังสะท้อนพฤติกรรมการแสดงออกของตัวละคร (โดยเฉพาะ Naomi Watts) สามารถสะท้อนอาการ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) จากเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน

“The journey of Christina which is about loss, then grief and confusion and the need of revenge—works on a human scale and on a country scale, which is exactly what happened on Sept. 11,”

– Alejandro González Iñárritu

เกร็ด: ชื่อหนัง 21 Grams อ้างอิงจากการทดลองของนักฟิสิกส์ Dr. Duncan MacDougall จาก Haverhill, Massachusetts เมื่อปี 1907 ทำการทดลองชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบก่อน-หลังเสียชีวิต จากคนไข้ 6 คน มีเพียงคนเดียวเท่านั้นน้ำหนักลดลง 21.3 กรัม (ที่เหลือไม่ทราบว่าเพิ่ม-ลด-หรือเท่าเดิม) แต่กลับอุปโหลกข้ออ้าง วิญญาณน้ำหนักเฉลี่ย 21 กรัม ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการทดลองที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ให้การยินยอมรับสักเท่าไหร่


หนังเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลเมือง Venice คว้ามา 4 รางวัล
– Volpi Cup: Best Actor (Sean Penn)
– Wella Prize มอบให้ Naomi Watts
– Audience Award: Best Actor มอบให้ Benicio Del Toro ได้เคียงคู่กับ Omar Sharif เรื่องMonsieur Ibrahim (2003)
– Audience Award: Best Actress มอบให้ Naomi Watts

ด้วยทุนสร้าง $20 ล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $16.29 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $60.4 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จทีเดียว

น่าเสียดายได้เข้าชิง Oscar เพียง 2 สาขา ไม่มีลุ้นรางวัล
– Best Actress (Naomi Watts)
– Best Supporting Actor (Benicio Del Toro)

ต้องถือว่าหนัง SNUB สาขา Best Actor [แต่ Sean Penn ได้เข้าชิงกับ Mystic River (2003) และคว้ารางวัลไปครอบครอง] และ Best Film Editing ที่ผมว่ายังไงก็ดูดีกว่า The Lord of the Rings: The Return of the King (2003)

มันคงดูโรคจิตไปหน่อยถ้าจะบอกว่า ผมคลั่งไคล้หนังเรื่องนี้เพราะ Sex Scene ระหว่าง Senn Penn กับ Naomi Watts เป็นการแสดงออกทางอารมณ์ที่คลุ้มคลั่ง ปั่นป่วน สมบูรณ์แบบมากๆ แถมพ่วงท้ายด้วยความจัดจ้านของ Benicio Del Toro หน้าแบบนั้นมันศรัทธาพระเจ้าหรือหื่นกระหายกันแน่

แนะนำคอหนังอาชญากรรม ดราม่า โศกนาฎกรรม, ผลกระทบ/สภาพทางจิต ของบุคคลที่หมกมุ่นครุ่นยึดติดกับการสูญเสีย, นักเรียนภาพยนตร์ ทำงานเบื้องหลังตัดต่อ, แฟนๆผู้กำกับ Alejandro González Iñárritu และรวมทีมนักแสดง Sean Penn, Naomi Watts, Benicio del Toro และ Melissa Leo ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับความรุนแรงบ้าคลั่ง บรรยากาศความตาย เสพยา ก่ออาชญากรรม คลั่งศาสนา และ Sex Scene อันโจ๋งครึ่ม

คำโปรย | ความตายไม่ได้แค่สูญเสียน้ำหนัก 21 Grams ในมุมมองผู้กำกับ Alejandro González Iñárritu เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบยับตระการตา เกินกว่าใครหลายคนจะสามารถทำเข้าใจ  
คุณภาพ | ซับซ้อนเกินไปนิด
ส่วนตัว | ตกหลุมรัก

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of