Un homme et une femme (1966)

Un homme et une femme (1966)

A Man and a Woman (1966) French : Claude Lelouch ♥♥♥♥♡

(2/2/2025) Jean-Louis Trintignant และ Anouk Aimée ต่างสูญเสียคนรักจากเหตุการณ์โศกนาฎกรรม ทั้งสองเฉี่ยวมาพบเจอกันระหว่างเยี่ยมเยียนบุตรชาย-หญิงที่โรงเรียนประจำ ก่อบังเกิดความรัก สไตล์ลิสต์ ติสต์แตก, คว้ารางวัล Palme d’Or และ Oscar: Best Foreign Language Film

หนังโรแมนติก บางครั้งมันไม่จำเป็นต้องมีเรื่องราวซาบซึ้งกินใจ แค่ภาพถ่ายสวยๆ แพรวพราวด้วยลูกเล่น เทคนิคโดดเด่น สื่อสารด้วยภาษาภาพยนตร์ ก็เพียงพอให้ผู้ชมตกหลุมรัก เข้าใจความรู้สึกของชาย-หญิง

เกือบสิบปีผ่านไป ผมจดจำ A Man and a Woman (1966) ได้แค่เพียงโคตรหนังรัก โรแมนติก ที่มีความงดงาม ตื่นตาตื่นใจ ตื่นตระการตาด้วยภาษาภาพยนตร์ที่ตอนนั้นยังดูไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ส่วนเนื้อเรื่องราว อิหยังว่ะ? หลงลืมไปหมดแล้ว คว้ารางวัล Oscar: Best Original Screenplay ได้ยังไง?

ผมหวนกลับมารับชม A Man and a Woman (1966) เพราะอยากรื้อฟื้นความหลัง ทำความเข้าใจลูกเล่นภาพยนตร์ ก่อนค้นพบว่ามันเป็นเพียงความสไตล์ลิสต์ ติสต์แตกของผกก. Lelouch แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความชื่นชอบลดน้อยลงนะครับ แค่ปรับเพิ่มคะแนนส่วนคุณภาพตามความเหมาะสม

เกร็ด: A Man and a Woman ได้กลายเป็นไตรภาค (Trilogy) ประกอบด้วย A Man and a Woman (1966), A Man and a Woman: 20 Years Later (1986) และ The Best Years of a Life (2019) โดยภาคสุดท้ายได้กลายเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของทั้ง Jean-Louis Trintignant (เสียชีวิตปี ค.ศ. 2022) และ Anouk Aimée (เสียชีวิตปี ค.ศ. 2024)


Claude Barruck Joseph Lelouch (1937-) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris, บิดาเป็นชาว Algerian Jewish ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองต้องคอยหลบๆซ่อนๆ Nazi Germany ซุกตัวอยู่ในโรงภาพยนตร์ นั่นเองคือจุดเริ่มต้น โชคชะตาพระเจ้าลิขิต

My mother hid me in movie theaters when I was little. We were wanted by the Gestapo…. Cinema, for starters, saved my life.

Claude Lelouch

หลังสอบไม่ผ่าน Baccalauréat (เรียนไม่จบมัธยมปลาย) บิดาซื้อกล้องถ่ายภาพให้เป็นของขวัญปลอบใจ ใช้บันทึกภาพกิจวัตรประจำวันเรื่อยเปื่อย, ช่วงอาสาสมัครทหาร French Army ทำงานในกองภาพยนตร์ (Film Unit) ร่วมถ่ายทำหนังสั้น/สารคดีกว่า 100+ เรื่อง!, กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Le Propre de l’homme (1960) ได้เสียงตอบรับย่ำแย่ “Claude Lelouch, remember this name well, because you will not hear it again.” ถึงขนาดว่าเจ้าตัวทำลายฟีล์มหนังทิ้งทั้งหมด

ผลงานในยุคแรกๆของผกก. Lelouch ล้วนถูกนักวิจารณ์บ่นขรม ขาดทุนย่อยยับ ถึงขนาดว่าไม่มีสตูดิโอไหนยินยอมจัดจำหน่าย The Grand Moments (1965) ในช่วงเวลาเจ็บปวดรวดร้าวใจ ขับรถเล่นรถเรื่อยเปื่อยไปจนถึงชายหาด Deauville, Normandy ตอนเวลาประมาณตีสอง แล้วนอนหลับอยู่ในรถจนฟ้าสาง แดดส่องเข้าตา เช้าตื่นขึ้นมาเดินเล่น พบเห็นหญิงสาวและสุนัขกำลังวิ่งบนชายหาดอย่างสนุกหรรษา … ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวจุดประกายความคิดสร้างสรรค์โดยพลัน!

When things are going badly. I go to Deauville. It was September 13th… so I was walking on the beach and very far away – the weather was very bad that day – I saw a woman who was also walking. From very far away, she seemed very, very beautiful. And there was a little girl playing next to her. I was trying to get closer to this lady… and as I got closer I was trying to find an explanation… Ideas came like that, and as I walked, I wrote the story of A Man and a Woman

Un homme et une femme แปลตรงตัว A Man and a Woman ภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่หกของผกก. Lelouch ร่วมพัฒนาบทกับนักเขียนขาประจำ Pierre Uytterhoeven ในระยะเวลาหนึ่งเดือน โดยชื่อหนังนำจากเสียงผู้ประกาศข่าวในวิทยุ

A man and a woman have just died after skidding in a powerful car.


Jean-Louis Xavier Trintignant (1930-2022) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Piolenc, Vaucluse บิดาเป็นเจ้าของกิจการอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง คาดหวังบุตรชายโตขึ้นกลายเป็นนักกฎหมาย แต่ภายหลังค้นพบความสนใจด้านการแสดง อพยพย้ายสู่ Paris เริ่มต้นมีผลงานละครเวที โด่งดังทันทีจากภาพยนตร์ And God Created Woman (1956), ผลงานเด่นๆ อาทิ Il Sorpasso (1962), A Man and a Woman (1966), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Great Silence (1966), The Man Who Lies (1968), Z (1969), My Night at Maud’s (1969), The Conformist (1970), Confidentially Yours (1983), Three Colors: Red (1994), Amour (2012) ฯลฯ

รับบท Jean-Louis Duroc นักแข่งรถที่เคยประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ทำให้ศรีภรรยาเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ไม่สามารถควบคุมตนเอง ขับรถตกข้างทางเสียชีวิต (ไม่รู้ว่าอุบัติเหตุหรือพยายามฆ่าตัวตาย) กลายเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว จำต้องส่งบุตรชาย Antoine เข้าโรงเรียนประจำ

Trintignant อาจเรียกว่าตระกูลนักแข่งรถ, Louis Trintignant (1903-33) เสียชีวิตระหว่างฝึกซ้อมเพื่อเข้าแข่ง Prix de Picardie, ลุงอีกคน Maurice Trintignant (1917-2005) เป็นนักแข่ง Formula One เคยชนะ Monaco Grand Prix สองสมัยในสังกัด, และตัวของ Jean-Louis Trintignant ก็มีความชื่นชอบแข่งรถเป็นชีวิตจิตใจ … เป็นตัวเลือกโดยธรรมชาติของผกก. Lelouch 

ภาพลักษณ์เคร่งขรึมของ Trintignant ดูเหมือนคนพานผ่านอะไรมามาก โดดเด่นเรื่องการแสดงออกทางสีหน้า ไม่จำเป็นต้องพูดคุยอะไร ผู้ชมสามารถทำความเข้าใจสิ่งซุกซ่อนอยู่ภายใน … แต่ผมกลับไม่ค่อยรู้สึกว่าตัวละครโศกเศร้าต่อความตายภรรยาสักเท่าไหร่ อาจทำใจได้นานแล้วกระมัง เลยพร้อมมองหาคนรักใหม่ ระริกระรี้เมื่อได้พบเจอ Anne Gauthier ชื่นชมความหาญกล้าของเธอ (ที่ส่งโทรเลขมาบอกรัก) ขับรถไม่หลับไม่นอน เพื่อให้ได้ร่วมรักหลับนอน แล้วจะมาบอกเลิกกลางคัน ฉันยินยอมได้เสียที่ไหนกัน!

แซว: ผู้ชมสมัยนั้นต่างเคลิบเคลิ้มคู่รัก Jean-Louis & Anne แต่ทว่าในกองถ่าย Trintignant ไม่ค่อยได้มีปฏิสัมพันธ์กับ Aimée ดูเหินห่าง เข้าถึงยาก ไม่ชอบสุงสิงใคร, เห็นว่าผกก. Lelouch เคยพยายามขายขนมจีบ แต่เธอคลั่งรักอยู่กับ Pierre Barouh (นักร้องและร่วมแสดงเป็นอดีตสามี) และกำลังจะแต่งงาน(ครั้งที่สาม)ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า


Anouk Aimée ชื่อจริง Nicole Françoise Florence Dreyfus (เกิดปี 1932) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เป็นบุตรของสองนักแสดง Henri Murray กับ Geneviève Sorya การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สองทำให้เธอเรียนไม่จบมัธยม แต่ก็ได้เดินทางสู่อังกฤษเพื่อฝึกฝนด้านการเต้นและแสดงละครจาก Andrée Bauer-Thérond มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกตอนอายุ 14, เริ่มเป็นที่รู้จักจาก The Lovers of Verona (1949), The Crimson Curtain (1952), Les amants de Montparnasse (1958), แล้วโด่งดังพลุแตกกับ La Dolce Vita (1960), Lola (1961), 8½ (1963), A Man and a Woman (1966), A Leap in the Dark (1980) ฯ

รับบท Anne Gauthier ผู้ดูแลบทภาพยนตร์ (Script Supervisor) แต่งงานกับสามีสตั๊นแมนในกองถ่าย เสียชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างผิดคิวสตั๊น กลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว จำต้องส่งบุตรสาว Françoise เข้าโรงเรียนประจำ

Aimée คือหญิงสาวในอุดมคติของผกก. Lelouch ประทับใจจากภาพยนตร์ La Dolce Vita (1960), 8½ (1962) ติดต่อผ่าน Trintignant โน้มน้าวให้ตอบรับโดยไม่ได้อ่านบท และด้วยค่าตัวน้อยนิด … แต่น่าจะได้เพิ่มหลังจากความสำเร็จของหนังกระมัง

ผมมีภาพจำ Aimée จากความสวยเริด เย่อหยิ่ง ผู้หญิงไฮโซ ชอบวางตัวสูงส่ง แต่บทบาท Anne กลับถูกฉุดคร่าลงมาให้จมปลักอยู่กับความซึมเศร้าโศก (Melancholy) ยังทำใจไม่ได้หลังสูญเสียสามี ความรู้สึกมีให้ Jean-Louis จึงสร้างความขัดแย้งภายใน ไม่รู้จะทำอะไรยังไง เขียนโทรเลขพูดบอกความใน แต่ระหว่างมอบกาย หัวใจกลับต่อต้านขัดขืน

วิธีการทำงานของผกก. Lelouch มักไม่ค่อยอธิบายอะไรกับนักแสดง บทพูดยังมีเฉพาะของตัวละคร (ไม่มีคู่สนทนา) เพื่อบันทึกปฏิกิริยาแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะฉากสุดท้ายตอนลงจากรถไฟ Aimée ไม่ล่วงรับรู้ว่าจะต้องพบเจอ Trintignant แสดงสีหน้าตกอกตกใจ คาดไม่ถึง อ้ำๆอึ้งๆ เกือบไปต่อไม่ถูก

ขณะที่ผู้ชมฝรั่งเศสดูจะเฉยๆกับการแสดงของ Aimée แต่ทว่าต่างประเทศกลับหลงใหลคลั่งไคล้ ถึงขนาดได้เข้าชิงสาขานักแสดงนำหญิง Oscar, Gloden Globe (คว้ารางวัล), BAFTA Award (คว้ารางวัล) มันอาจเพราะ …

She had something of the young Joan Crawford, or Marlene Dietrich, or her contemporary, the French model and actress Capucine. Aimée radiated an enigmatic sexual aura flavoured with melancholy, sophistication and worldly reserve.

The enigma, sensuality and vulnerability of Aimee’s screen persona are all there in essence – and above all the loneliness that comes with beauty.

นักวิจารณ์ Peter Bradshaw จาก The Guardian

ถ่ายภาพโดย Claude Lelouch,

ด้วยทุนสร้างจำกัด ในตอนแรกผกก. Lelouch ตั้งใจจะถ่ายทำด้วยฟีล์มขาว-ดำตลอดทั้งเรื่อง (เพราะราคาถูกกว่าฟีล์มสี) แต่พอได้ผู้จัดจำหน่ายสัญชาติอเมริกัน (น่าจะ Allied Artists Pictures) เรียกร้องขอให้ถ่ายทำด้วยฟีล์มสี Eastmancolor จึงจำต้องปรับเปลี่ยนแผนใหม่ … สรุปคือภาพสี ภาพขาวดำ เคลือบแฝงนัยยะมีเงิน-ไม่มีเงินถ่ายทำ

  • ฉากภายนอกทั้งหมด (Outdoor) ถ่ายทำด้วยฟีล์มสี
  • ฉากภายใน (Indoor) และตอนกลางคืน (Night Scene) ใช้ฟีล์มขาว-ดำ บางครั้งสีซีเปีย

แม้ทุนสร้างจำกัด แต่ลีลาถ่ายภาพของผกก. Lelouch แพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ แพนนิ่ง-แทร็กกิ้ง-ซูมมิ่ง กล้องแทบไม่เคยหยุดอยู่นิ่ง แถมมีความต่อเนื่อง ลื่นไหล เต็มไปด้วยชีวิตชีวา สื่อสารด้วยภาษาภาพ บันทึกเสียงหลังการถ่ายทำ (Post-Synchronisation)

อีกสิ่งที่ต้องเอ่ยปากชมคือภาพถ่ายระยะไกล (Extreme-Long Shot) โดยใช้ Telephoto Lens แล้วซูมเข้าระยะใกล้ แต่เนื่องจากพื้นหลังคือท้องทะเลกว้างใหญ่ มันจึงสร้างสัมผัสห่างไกลแต่ใกล้ชิด และถ่ายทำช่วงเวลาฟ้าสีทอง (Golden Hour) คาบเกี่ยวระหว่างกลางวัน-กลางคืน ทำให้หนังต้นทุนถูกๆ ดูมีราคาขึ้นมหาศาล

กองถ่ายมีสมาชิกเพียงแค่ 5-7 คน เตรียมงานสร้างหนึ่งเดือน ถ่ายทำจริงสามสัปดาห์ โดยสถานที่หลักๆคือ Paris, Deauville (Calvados), นอกจากนี้ก็สนามแข่งรถ Autodrome de Linas-Montlhéry (Essonne), Circuit des 24 Heures du Mans (Le Mans) และ Monte Carlo (Monaco)


ตัดต่อโดย Claude Barrois (1941-2017) สัญชาติฝรั่งเศส ร่วมงานผกก. Claude Lulouch มาตั้งแต่ Night Women (1964), Une fille et des fusils (1965), A Man and a Woman (1966), Live for Life (1967) ฯ

หนังดำเนินเรื่องคู่ขนานระหว่าง (A Man) Jean-Louis Duroc และ (A Woman) Anne Gauthier ต่างมีบุตรชาย-หญิงอยู่โรงเรียนประจำ ณ Deauville ค่ำวันหนึ่งเฉี่ยวมาพบเจอ อาสาขับรถพากลับกรุง Paris เลยมีโอกาสพูดคุย เล่าความหลัง (Flashback) ก่อนตกหลุมรักกัน

  • A Man and A Woman
    • (ภาพสี) Opening Credit, เช้าวันอาทิตย์ Jean-Louis เดินทางมาเยียนบุตรชาย & Anne เดินทางมาเยี่ยมบุตรสาว
    • (ภาพขาว-ดำ) ตกเย็นทั้งสองพาลูกๆส่งโรงเรียนประจำ Anne ขอติดรถ Jean-Louis กลับกรุง Paris
    • (Flashback ถ่ายภาพสี) Anne เล่าความหลังถึงสามี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในกองถ่ายภาพยนตร์
    • (ภาพสี) หลังส่ง Anne กลับถึงบ้าน Jean-Louis เดินทางไปสนามแข่งรถ ซักซ้อมก่อนการแข่งขัน
  • สัปดาห์ถัดมา
    • (ภาพสี) Jean-Louis ขับรถพา Anne ไปเยี่ยมลูกๆ
      • (ภาพซีเปีย) เมื่อตอน Jean-Louis อ้างว่าตนเองเป็นมาเฟีย/แมงดา
    • (ภาพซีเปีย) Jean-Louis & Anne พาลูกๆไปรับประทานอาหาร
    • (ภาพสี) Jean-Louis & Anne พาลูกๆไปล่องเรือ เดินเล่นริมชายหาดยามเย็น
    • (ภาพขาว-ดำ) ระหว่างขับรถกลับกรุง Paris
      • (ภาพสี) ปรากฎขึ้นซีนเดียวตอน Jean-Louis ระลึกถึงภรรยา
      • (ภาพซีเปีย) Jean-Louis เล่าความหลัง อุบัติเหตุในสนามแข่ง ทำให้ภรรยาคลุ้มคลั่ง ขับรถพุ่งชนข้างทางเสียชีวิต
    • (ภาพซีเปีย) Jean-Louis กลับมาที่ห้องพัก พูดคุยกับแฟนสาวคนใหม่
      • (ภาพสี) ปรากฎขึ้นซีนเดียวตอน Jean-Louis เห็นภาพข่าวในหนังสือพิมพ์ กำลังเกี้ยวพานางแบบสาว
  • การแข่งขันทางไกล Monte Carlo Rally
    • (ภาพซีเปีย) ณ จุดออกสตาร์ท เริ่มต้นการแข่งขัน
    • (ภาพสี) Anne เห็นข่าวการแข่งขันของ Jean-Louis จากหน้าหนังสือพิมพ์
    • (ภาพซีเปีย) ตัดสลับไปมาระหว่าง Jean-Louis กำลังแข่งขันขับรถทางไกล
      • (ภาพสี) Anne กำลังถ่ายทำภาพยนตร์
    • (ภาพซีเปีย) Jean-Louis เดินทางมาถึงเส้นชัยที่ Monte Carlo เข้าร่วมงานเลี้ยง
      • (ภาพซีเปีย) Anne ส่งโทรเลข “Bravo! I love you. Anne.”
    • (ภาพขาว-ดำ) Jean-Louis ตัดสินใจขับรถข้ามคืน เดินทางกลับกรุง Paris
  • รักครั้งนี้เป็นไปได้หรือไม่ Is it possible?
    • (ภาพสี) ตอนเช้าเดินทางมาถึงอพาร์ทเม้นท์ของ Anne แต่เธอไปรับลูกที่ Deauville
    • (ภาพสี) Jean-Louis ขับรถต่อไปที่ Deauville ก่อนมาพบเจอ Anne เดินกับลูกๆริมชายหาด
    • (ภาพซีเปีย) Jean-Louis ร่วมรักกับ Anne
      • (ภาพสี) Anne ครุ่นคิดถึงสามี
    • (ภาพซีเปีย) Anne ตัดสินใจแยกจาก Jean-Louis ขึ้นรถไฟกลับกรุง Paris
    • (ภาพซีเปีย) Jean-Louis บึ่งรถกลับกรุง Paris เพื่อรอรับ Anne หน้าสถานีรถไฟ

ลีลาตัดต่อมีความแพรวพราวไม่น้อยกว่าการถ่ายภาพ โดยเฉพาะขณะดำเนินเรื่องคู่ขนาน ตัดสลับกลับไปกลับมาแทบจะซีนต่อซีน เปรียบเทียบให้เห็นถึงการแข่งรถ = กำกับภาพยนตร์, ขณะร่วมรัก = ระลึกถึงสามีเก่า ฯ เป็นการเล่าเรื่องด้วยภาษาภาพยนตร์อันแยบยล ชวนให้ลุ่มหลงใหล … ใช้เวลาตัดต่อแค่สามสัปดาห์เท่านั้น


เพลงประกอบโดย Francis Albert Lai (1932-2018) นักแต่งเพลงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Nice, Alpes-Maritimes ตั้งแต่เด็กหลงใหลบทเพลง Jazz เข้าสู่วงการด้วยการชักชวนของ Claude Goaty จากนักดนตรี มาเป็นนักแต่งเพลง และเมื่อปี ค.ศ. 1965 พบเจอผู้กำกับ Claude Lelouch ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ A Man and a Woman (1966) โด่งดังระดับนานาชาติโดยพลัน! และผลงานได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุด Love Story (1970) คว้ารางวัล Oscar: Best Original Song

ผกก. Lelouch ขอให้ Lai แต่งเพลงประกอบหนังขึ้นก่อนเริ่มต้นโปรดักชั่น เพื่อนำมาเปิดสร้างบรรยากาศในกองถ่าย นักแสดงเข้าใจอารมณ์เรื่องราว และยังช่วยให้งานตัดต่อง่ายขึ้นด้วย (ตัดต่อให้เข้ากับท่วงทำนองเพลง)

งานเพลงของ Lai แม้เป็นดนตรี Pop ที่แสนเรียบง่าย บรรเลงตัวโน๊ตไม่ซับซ้อน แต่เลือกใช้เครื่องดนตรีที่มีเสียงโดดเด่น กลายเป็นท่วงทำนองติดหู ได้ยินครั้งแรกก็บังเกิดความประทับใจ (Impressionist) วาบหวิวทรวงใน โหยหาใครสักคนเคียงข้างกาย

บทเพลงขับร้องจากท่วงทำนอง Main Theme เนื่องจากได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เห็นว่ามีการแปลหลากหลายภาษา แต่ผมขอเลือกต้นฉบับฝรั่งเศส ขับร้องโดย Nicole Croisille และ Pierre Barouh

เหตุผลที่ Main Theme ติดหูผู้ฟังโคตรๆ เพราะหลายๆบทเพลงในหนังล้วนใช้ท่วงทำนองเดียวกัน แค่เพียงสลับเปลี่ยนเครื่องดนตรี เร่งจังหวะช้า-เร็วตามเรื่องราว อารมณ์ขณะนั้นๆ อย่างบทเพลง Plus fort que nous แปลว่า Stronger than us เปลี่ยนจากเครื่องกระทบมาเป็นเชลโล่ และเครื่องเป่า สร้างสัมผัสโหยหวน คร่ำครวญ เจ็บปวดรวดร้าวจากเหตุการณ์โศกนาฎกรรม

แถมท้ายกับฉบับออร์เคสตราเมื่อตอน Joe Hisaishi นักแต่งเพลงขาประจำ Hayao Miyazaki ตอนเดินทางไปเปิดคอนเสิร์ตที่ฝรั่งเศส (แต่คลิปนี้เหมือนทำการแสดงที่ญี่ปุ่น) เคยเลือกบทเพลงนี้มาบรรเลง ฟังแล้วรู้สึกขนลุกขนพอง ตระหนักว่าผลงานของ Hisaishi รับอิทธิพลจาก Lai ไม่น้อยทีเดียว

A Man and a Woman (1966) นำเสนอเรื่องราวชาย-หญิง ต่างเป็นหม้าย คนรักตายจากไป เลยต้องเลี้ยงดูแลบุตรชาย-สาวโดยลำพัง ส่งเข้าโรงเรียนประจำ แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนทุกวันอาทิตย์ โชคชะตาเลยนำพาให้ทั้งสองมาพบเจอ ตกหลุมรัก และก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาเลวร้ายไปด้วยกัน

ตอนสร้างหนังเรื่องนี้ ผกก. Lelouch ยังไม่เคยแต่งงาน (เห็นว่าพยายามขายขนมจีบ Anouk Aimée) หรือสูญเสียคนรัก/สมาชิกในครอบครัว แต่ผมมองว่าเบื้องหลัง/โศกนาฎกรรมของตัวละครชาย-หญิง สะท้อนความห่อเหี่ยวสิ้นหวังจากความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน จนไม่มีสตูดิโอไหนอยากให้ทุนสร้างภาพยนตร์แก่ผู้กำกับหนังเจ๊ง หนังห่วย

แต่ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้นเอง ผกก. Lelouch ได้พบเห็นประกายแสงสว่างยามเช้า หญิงสาววิ่งเล่นกับสุนัขริมชายหาด นั่นคือภาพติดตาฝังใจ แรงบันดาลใจสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ราวกับสวรรค์บันดาล ฟ้าประทาน ประสบความสำเร็จอย่างล้มหลาม ลบคำสบประมาทนักวิจารณ์ ได้รับการยกย่องสรรเสริญเหนือกาลเวลา!

หรือก็คือการพบเจอกันระหว่างชาย-หญิง, Jean-Louis & Anne เมื่ออดีต-ปัจจุบัน กลางวัน-กลางคืนมาบรรจบ ทำให้ทั้งสองสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ ครอบครัวสุขสันต์ ฤาเปล่า? … ใครเคยรับชมภาคต่อ ก็คงรับรู้ว่า …

แซว: Claude Lelouch เป็นผู้กำกับที่มีความขยันขันแข็ง สรรค์สร้างภาพยนตร์ปีละเรื่องสองเรื่อง จนถึงปัจจุบันใน IMDB ขึ้นปริมาณ 74 เรื่อง! ประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวส่วนใหญ่ แต่นอกจาก A Man and a Woman (1966) ก็ไม่มีเรื่องอื่นไหนได้รับการจดจำเทียบเท่า

เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Cannes เสียงตอบรับดีล้นหลาม สามารถคว้ามาสองรางวัล

  • Grand Prix (ชื่อเดิมของ Palme d’Or) เคียงข้างกับ The Birds, the Bees and the Italians (1966)
  • OCIC Award

ด้วยทุนสร้าง 470,000 ฟรังก์ฝรั่งเศส (ผมสอบถาม AI Bard ให้เทียบค่าเงินดอลลาร์เมื่อปี ค.ศ. 1966 ได้ประมาณ $95,142 เหรียญ) มียอดจำหน่ายตั๋วในฝรั่งเศส 4,272,000 ล้านใบ, เข้าฉายครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาทำเงินได้ $4.6 ล้านเหรียญ ต้องถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม!

ความสำเร็จดังกล่าวทำให้หนังได้รับเลือกเป็นตัวแทนฝรั่งเศสส่งลุ้นรางวัล Oscar: Best Foreign Language Film แถมยังมีโอกาสเข้าชิงอีกหลายสาขา

  • Academy Awards
    • Best Foreign Language Film **คว้ารางวัล
    • Best Director
    • Best Actress (Anouk Aimée)
    • Best Original Screenplay **คว้ารางวัล
  • Golden Globe Awards
    • Best Foreign-Language Foreign Film **คว้ารางวัล
    • Best Director
    • Best Actress – Drama (Anouk Aimée) **คว้ารางวัล
    • Best Original Score
    • Best Original Song บทเพลง A Man and a Woman
  • BAFTA Award
    • Best Film from any Source
    • Best Foreign Actress (Anouk Aimée) **คว้ารางวัล

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ ฉบับที่เข้าฉาย Cannes Classic เมื่อปี ค.ศ. 2016 ผมไม่แน่ใจว่าคุณภาพ HD หรือ 2K แต่ล่าสุดเมื่อปลายปี ค.ศ. 2024 พบเห็นฉบับ 4K เข้าฉายเทศกาลหนังเทศกาลหนังที่ไต้หวัน คงต้องรออีกสักพักก่อนมีแผ่น Blu-Ray จัดจำหน่าย

เกือบสิบปีหลังการรับชมหนัง มันช่างเป็นดั่งคำพยากรณ์ที่เคยเขียนเอาไว้ เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านสิ่งหลงเหลือจาก A Man and a Woman (1966) มีเพียงความประทับใจ (Impressionist) ภาพสวย เพลงเพราะ แพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ ตกหลุมรักสองนักแสดง Jean-Louis Trintignant & Anouk Aimée เช่นนั้นแล้วอนาคตอีก 20-30 ปี ผมเชื่อว่ามันคงไม่ผันแปรเปลี่ยนแล้วละ

จัดเรต 13+ กับความหลังโศกนาฎกรรม

คำโปรย | A Man and a Woman ความรักหลังโศกนาฎกรรมที่มีความสไตล์ลิสต์ ติสต์แตก
คุณภาพ | ล์ลิต์
ส่วนตัว | ตกหลุมรัก


A Man and a Woman

A Man and a Woman (1966) French : Claude Lelouch ♥♥♥♥

(11/10/2016) จะมีหนังสักกี่เรื่องที่ได้ทั้ง Palme d’Or และ Oscar: Best Foreign Language Film โดยผู้กำกับสุดติสต์ชาวฝรั่งเศส Claude Lelouch ถ่ายทำด้วยฟีล์ม 3 แบบ ขาว-ดำ, ซีเปีย, ภาพสี ตามอารมณ์ฉัน (และตามทุนสร้างที่มี) เรื่องราวของพ่อหม้ายลูกชายติด กับแม่หม้ายลูกสาวติด ที่บังเอิญมาพบกันเพราะลูกของทั้งสองอยู่โรงเรียนเดียวกัน นำแสดงโดย Anouk Aimée (La Dolce Vita, 8 1/2), Jean-Louis Trintignant (The Man Who Lies, Z, Amour) และเพลงประกอบเพราะๆของ Francis Lai

คำตอบคือมี 5 เรื่องนะครับ ที่ได้ Palme d’Or และ Oscar: Best Foreign Language Film
– Black Orpheus (1959) หนังสัญชาติ French ของผู้กำกับ Marcel Camus
– A Man and a Woman (1966)
– The Tin Drum (1979) หนังสัญชาติ German ของผู้กำกับ Volker Schlöndorff
– Pelle the Conqueror (1987) หนังสัญชาติ Danish ของผู้กำกับ Bille August
– Amour (2012) หนังสัญชาติ French ของผู้กำกับ Michael Haneke

Claude Lelouch (1937-ยังมีชีวิตอยู่) เป็นผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ นักเขียนบท ตากล้อง และนักแสดงชาวฝรั่งเศส, ผมอยากดูหนังของปู่แกมาสักพักแล้ว ทั้งๆที่ก็ไม่ได้เคยรู้จักอะไรหรอกนะ (เหตุผลก็คือ Lelouch มันทำให้ผมนึกถึงอนิเมะซีรีย์เรื่อง Code Geass) เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นตากล้อง แล้วได้โอกาสกำกับหนังเรื่องแรก Le propre de l’homme (1960) ที่ล้มเหลวทั้งคำวิจารณ์และรายได้ ถึงขนาด Lelouch ทำลายฟีล์มหนังเรื่องนี้ทุก Copy ไม่มีหลงเหลือถึงปัจจุบัน, กับเรื่องที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังที่สุดก็คือ Un homme et une femme หรือ A Man and a Woman เรื่องนี้นะครับ จากที่ไม่มีใครออกทุนสร้างให้ ค่อยๆเก็บเล็กผสมน้อย ถ่ายหนังแบบตามมีตามเกิด จนพอเข้าฉายได้รับความนิยมอย่างคาดไม่ถึง กวาดรางวัลใหญ่นับไม่ถ้วน จนชื่อของ Lelouch กลายเป็นที่รู้จักของคอหนังทั่วโลก

เขียนบทโดย Claude Lelouch ร่วมกับ Pierre Uytterhoeven, จุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้ เกิดขึ้นขณะที่เขากำลังมีปัญหาในการหาผู้จัดจำหน่ายหนังเรื่อง Les Grands Moments (1965) ด้วยนิสัยส่วนตัวที่เวลาทำตัวไม่ถูกก็จะขับรถไปเรื่อยๆ ซึ่งครานี้ไปหยุดอยู่ที่ชายฝั่ง Deauville ตอนตี 2 หลังจากผลอยหลับตื่นขึ้นมาตอนรุ่งเช้า ได้พบเห็นหญิงสาวเดินอยู่บนหาด พร้อมลูกสาวและสุนัขตัวหนึ่งวิ่งเล่น … นี่ทำให้เขาเกิดไอเดียหนังเรื่องนี้ขึ้น

เรื่องราวของหญิงหม้ายลูกสาวติด Anne Gauthier (รับบทโดย Anouk Aimée) และชายหม้ายลูกชายติด Jean-Louis (รับบทโดย Jean-Louis Trintignant) ที่บังเอิญมาพบกันเพราะลูกของทั้งสองอยู่โรงเรียนเดียวกัน ความเหงาทำให้ทั้งสองใกล้ชิดตกหลุมรักกัน แต่ก็ทำให้ทั้งสองแยกจากกัน

Anouk Aimée (1932- ยังมีชีวิตอยู่) เธอเป็นนักแสดงสัญชาติฝรั่งเศสนะครับ แต่มีผลงานดังจากการเล่นหนัง Italian ของ Federico Fellini เรื่อง La Dolce Vita (1960) และ 8 1/2 (1963) ซึ่งทำให้เธอได้รับการยกย่องว่า เป็น ‘ดาวดวงใหม่ที่เจิดจรัสจ้า (rising star who exploded), กับหนังเรื่องนี้ ต้องถือว่า Aimée เจิดจรัสแสงอย่างที่สุด กับตัวละครผู้หญิงที่มีความอ่อนไหว แต่เก็บซ่อนอารมณ์ความรู้สึกไว้มิดชิด (a woman of sensitivity whose emotions are often kept secret.) มีการยกย่องกันว่าเธอได้สร้างรูปแบบใหม่ของการแสดงประเภท Femme Fatale (สวยสังหาร)

เกร็ด: Femme Fatale เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ผู้หญิงที่มีความสวยดึงดูด ยั่วยวน ล่อตาล่อใจ แต่มักจะนำอันตราย ความเสียหายมาสู่ผู้ชายที่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเธอ (an attractive and seductive woman, especially one who will ultimately bring disaster to a man who becomes involved with her.)

สวยสังหาร (Femme Fatale) มีมานานแล้วนะครับ หนังดังก่อนหน้านี้ก็อย่าง The Maltese Falcon (1941), Double Indemnity (1944), The Lady from Shanghai (1947) ฯ แต่สิ่งที่ Aimée สร้างขึ้นใหม่กับหนังเรื่องนี้ เธอไม่ได้ฆ่าใครหรือทำให้ใครตาย แต่ผู้ชายที่ตกหลุมรักเธอ ยอมศิโรราบทุกสิ่งอย่าง ขนาดว่าขับรถ 3,000 กิโล มาหาโดยไม่หยุดพัก เพราะเธอส่งโทรเลขบอกแค่ ‘I love you’

คำพูดในหนัง ‘ฉันขับรถ 2,000 ไมล์ 3,000 กิโลเมตร มาหาเธอ’ นี่จริงๆนะครับ
– วันที่แข่งจาก Oslo, Norway มาถึง Monte Carlo, Monaco, Italy นี่ประมาณ 2,200 กิโลเมตร (1,400 ไมล์)
– และจาก Monte Carlo ถึง Montmartre, Paris อีกประมาณ 1,000 กิโลเมตร (600 ไมล์)
รวมแล้ว 3,200 กิโลเมตร (เกือบๆ 2,000 ไมล์)

Jean-Louis Trintignant (1930-ยังมีชีวิตอยู่) นักแสดงชาวฝรั่งเศสชื่อดัง ที่ปัจจุบันก็ยังเล่นหนังอยู่นะครับ ล่าสุดเห็นในหนังรางวัล Palme d’Or และ Oscar: Best Foreign Language Film อีกเรื่อง Amour (2012) ของผู้กำกับ Michael Haneke ประกบ Emmanuelle Riva ที่ถือว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้กัน (น่าเสียดายมากที่ไม่ได้เข้าชิง Oscar: Best Actor จากหนังเรื่องนี้)

Trintignant มาจากครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย เป็นหลายชายของนักแข่งรถชื่อดัง Louis Trintignant ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อปี 1933 และลุง Maurice Trintignant ก็เป็นนักแข่งรถ Formula One ที่ได้แชมป์ 2 สมัยใน Monaco Grand Prix และแข่ง 24 ชั่วโมงใน Le Mans (24 hours of Lemans), ด้วยเหตุผลนี้ Trintignant จึงถือเป็นตัวเลือกแรกของ Lelouch ให้มารับบทนี้เลย และฉากที่ถ่ายภายในรถแข่ง ก็เป็น Trintignant นี่แหละที่ขับเอง

การแสดงของ Trintignant เน้นถ่ายทอดออกมาทางกายภาพเสียมาก ความอดทน เหน็ดเหนื่อย ทุ่มเท ตรงข้ามกับ Aimée ที่เน้นการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกภายในออกมา เจ็บปวด อัดอั้น ทุกข์ทรมาน, ไม่รู้เพราะผมเป็นผู้ชายหรือเปล่า จึงไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลของนางเอกเสียเท่าไหร่ คือเธอลืมแฟนเก่าไม่ได้ แต่คบเขาเพราะต้องการลืมแฟนเก่า สุดท้ายก็ลืมไม่ได้ … wtf, กับผู้ชายด้วยกันเราเข้าใจดี คือชีวิตมันต้องเดินต่อไป บางสิ่งเราไม่ลืมหรอก แต่เลือกที่จะเก็บไว้ลึกๆ นานๆนึกถึงทีก็พอ, เหตุนี้ละมั้งครั้งที่โลกสร้าง ผู้ชาย (Un Homme) และผู้หญิง (Une Femme)

เกร็ด: นักแสดงนำทั้งสองของเรื่องนี้ ต่างเคยได้รางวัลสาขาการแสดงจากเทศกาลหนังเมือง Cannes มาแล้วทั้งสิ้น
– Anouk Aimée ได้ Best Actress จากหนังเรื่อง A Leap in the Dark (1980)
– Jean-Louis Trintignant ได้ Best Actor จากหนังเรื่อง Z (1969)

ถ่ายภาพโดย Claude Lelouch, กับผู้กำกับที่ถ่ายภาพเองหรือเคยเป็นตากล้องมาก่อน จะมีวิสัยทัศน์ต่องานภาพที่ชัดเจนมากๆ คือรู้ว่าตนต้องการอะไร ใช้เทคนิคอะไรถึงมีความเหมาะสม, กับหนังเรื่องนี้ด้วยทุนสร้างที่ไม่ค่อยมี ความตั้งใจแรกคือถ่ายหนังด้วยฟีล์มขาว-ดำล้วนๆ (เพราะราคาถูกกว่าฟีล์มสี) แต่พอหนังได้ผู้จัดจำหน่ายฝั่งอเมริกา ที่ให้ทุนเพิ่ม $40,000 แลกกับการถ่ายภาพสี เขาจึงใถ่ายภายนอก (Outdoor) ใช้ฟีล์มสี ส่วนถ่ายภายใน (Indoor) ใช้ฟีล์มขาว-ดำ, ทีแรกผมก็พยายามสังเกตนะครับ ว่ามันมีเหตุผลอะไรหรือเปล่ากับการใช้ภาพสี/ซีเปีย/ขาว-ดำ หนึ่งในความคิดที่น่าจะใกล้เคียงที่สุดคือ ภาพสีกับเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวละครเหมือนรู้สึกมีชีวิตชีวา จับต้องได้ ไม่ใช่น่าเบื่อ อึดอัดเหมือนปัจจุบัน (ที่ใช้ภาพขาว-ดำ) … แต่ไปๆมาๆรู้สึกไม่น่าใช่ ข้อสรุปที่ใครๆก็ว่ากัน คือมันแล้วแต่อารมณ์ผู้กำกับล้วนๆนะครับ ตามงบที่เขามีนะแหละ ไม่ได้มีเหตุผลหรือความหมายเชิงสัญลักษณ์อะไร

เกร็ด: Lelouch ถือเป็น pioneer ผู้ที่บุกเบิกการใช้ฟีล์มหลากหลายประเภทในภาพยนตร์ อาทิ ฟีล์มขาว-ดำ/ฟีล์มสี จากกล้อง 35mm, 16mm และ Super 8

หนังมีช็อตถ่ายภาพเจ๋งๆ อยู่เยอะเลยละ อาทิ การใช้ Telescope Lens เพื่อถ่ายภาพระยะไกล ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ใกล้จับต้องได้, กับภาพ Long Shot ที่ตัวละครทั้งหลายเดินทอดน่อง วิ่งเล่นอยู่บนชายหาด ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายได้ชิล บรรยากาศผ่อนคลาย สวยงามที่สุดแล้ว (เห็นฝูงนกบินด้านหลัง ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมากๆ)

มีหลายช็อตทีเดียวที่ใช้การเคลื่อนกล้องเร็ว (Rapid Montages) นี่เพื่อสะท้อนภาพการแข่งรถที่มีความรวดเร็ว นี่เปรียบได้กับชีวิต ที่อะไรๆมันก็ผ่านไปเร็วเหลือเกิน แปบๆก็… ผ่านไปหนึ่งวัน หนึ่งเดือน หนึ่งปีแล้ว

การถ่ายภาพของหนัง จะสะท้อนถึงความรู้สึกที่อยู่ในใจของตัวละคร มีคนเรียกสไตล์หนังลักษณะนี้ว่า Impressionist เหมือนภาพวาดของ Vincent Van Gogh, Claude Monet, Pierre-Auguste Renoir ฯ เห็นแล้วเกิดความประทับใจ พึงพอใจ หลงใหล ชื่นชม, กับตัวละครในหนังก็เช่นกัน ทั้งพระเอก-นางเอก สาเหตุที่ตกหลุมรัก เพราะความ Impression ต่อกันและกัน ไม่มีเหตุผลอะไรอื่นซ่อนอยู่เลยนะครับ

ตัดต่อโดย Claude Barrois, รวดเร็ว ฉับไว สามารถใช้อธิบายเรื่องราว ทุกสิ่งทุกอย่างของหนังได้โดยไม่ต้องใช้คำบรรยายประกอบใดๆ ว่ากันว่าความยาวหนัง 102 นาที แต่มีภาพทั้งหมด 4,000 กว่าช็อต (นี่เยอะมากๆนะครับ), หนังมี 2 มุมมองที่ใช้การตัดต่อสลับไปมา ระหว่างนางเอกและพระเอก บางครั้งเล่าเรื่องไปข้างหน้า บางครั้งเล่าย้อนอดีตเป็น Flashback บางครั้งตัดไปอนาคตก่อนแล้วค่อยย้อนกลับมาเล่าจุดเริ่มต้น นี่ถือว่าหนังไม่มีความแน่นอนหรือคาดเดาไม่ได้ว่าเรื่องราวต่อไปจะเป็นยังไง (Unorthodox), ลีลาการตัดต่อของหนัง ถือว่าน่าประทับใจมาก ผมชอบช่วง ช็อตต่อช็อตตัดสลับกันระหว่าง 2 เหตุการณ์ของ 2 ตัวละคร ที่ไม่ได้มีความสอดคล้องอะไรกันเลย เป็นเอกเทศน์ของใครของมัน แต่มีความต่อเนื่อง เข้ากันได้อย่างประหลาด

ไฮไลท์การตัดต่ออยู่ที่ช่วงท้าย ระหว่าง Sex Scene หนังใช้ภาพย้อนอดีตอธิบายว่า เกิดอะไรขึ้นในจิตใจของหญิงสาว ซึ่งหลังจากจบฉากนี้ เธอได้ตัดสินใจบางสิ่งบางอย่าง และกำลังขึ้นรถไฟแยกจากกัน แต่แทนที่จะจบลงที่จุดนี้ หนังกลับตัดต่อถอยย้อนไปจุดที่พวกเขาพบกันก่อนเริ่ม Sex Scene นี่เป็นอะไรที่น่าพิศวงดีแท้ เหมือนเป็นการประมวลภาพความทรงจำ ความประทับใจสุดท้ายก่อนแยกจากกัน นี่สร้างความตราตรึงมากกว่าตอนจบแบบแยกกันอีกนะครับ

นี่ทำให้ผมระทึกได้ว่า วันที่ชาย-หญิง เลิกกัน สิ่งแรกที่พวกเขาหวนนึกถึงคือ ความประทับใจเมื่อแรกพบเจอ

เพลงประกอบโดย Francis Lai ชาวฝรั่งเศส นี่ถือเป็นผลงานประกอบภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา และกลายเป็นขาประจำของ Lelouch ที่ทำหนังร่วมกันหลายสิบเรื่อง, เห็นว่า Lai แต่งเพลงประกอบหนังเสร็จก่อนที่จะเริ่มต้นเปิดกองถ่ายทำเสียอีก นี่ทำให้ขณะถ่ายทำ Lelouch ใช้การเปิดเพลงประกอบในกองถ่าย เพื่อสร้างบรรยากาศให้กับนักแสดง, เพลงประกอบของ Lai ต้องถือว่าเสียงดังกลบทุกสิ่งอย่างในหนัง เพลง A Man and a Woman (Un homme et une femme) ร้องโดย Nicole Croisille และ Pierre Barouh ได้เข้าชิง Best Original Score จาก BAFTA Awards และ Golden Globe Awards น่าเสียดายไม่ได้เข้าชิง Oscar เพลงออกจะไพเราะขนาดนี้

นี่เป็นหนังที่ไม่มีเงียบเสียงเลยนะครับ ถ้าไม่ใช่เพลงประกอบ ก็จะมี Sound Effect ที่แสนหนวกหู (บางทีเพลงประกอบก็หนวกหูเช่นักัน) อาทิ เสียงเครื่องยนต์, เสียงคลื่น ฯ ผมรู้สึกการเล่นกับเสียงที่มีความชัดเจนขนาดนี้ ได้สร้างโลกส่วนตัวของหนังขึ้นมา ที่มีพระเอก-นางเอก แค่พวกเขาสองคนเท่านั้นอาศัยอยู่, ความรู้สึกล่องลอย เบาหวิวที่เกิดขึ้น คือบรรยากาศของโลกใบนี้ ที่ทำให้พวกเขาอิ่มเอิม เป็นสุข ทั้งกายและใจ

นี่เป็นหนังที่มีโปรดักชั่นเร็วมาก บทหนังเสร็จภายใน 1 เดือน เตรียมการถ่ายทำ 1 เดือน ถ่ายหนัง 3 สัปดาห์ และตัดต่ออีก 3 สัปดาห์ รวมแล้ว 3 เดือนกว่าๆก็เสร็จสมบูรณ์

ใจความของหนังที่แสนเรียบงานเรื่องนี้ ชายหญิงพบกัน ตกหลุมรัก และแยกจาก แค่นี้เองนะครับ ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนมากมาย ตรงไปตรงมา แต่ความสวยงามของหนังเรื่องนี้ มันซับซ้อนเกินจะหาคำมาบรรยายได้ ผมไม่ขอบรรยายอะไรมากแล้วกัน อยากรู้ว่าสวยงามน่าประทับใจยังไง หาหนังมาดูเองดีกว่า

การขับรถมาหาสาว 3,000 กิโลเมตร นี่มันโคตรจะโรแมนติกเลยนะครับ ผมเองก็เคยทำอะไรลักษณะนี้ ที่เป็นการเซอร์ไพรส์หญิงสาวแบบคาดไม่ถึง (แต่ไม่ใช่ขับรถมาหา 3,000 กิโลนะ) ตอนเธอได้รับ ปากก็บอกดีใจ ประทับใจ รู้สึกดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป… แล้วไง สิ่งที่ทำวันนั้นไม่ได้มีค่าอะไรเลยใช่ไหม, ผมเคยพยายามทำความเข้าใจนะ คือเราอาจจะไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเธอ นั่นทำให้ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้ สวยงามยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ไร้ค่าเปล่าประโยชน์ แต่ใครมันจะไปเข้าใจ อ่านใจ เรียนรู้ความต้องการของหญิงสาวกันได้ละ เหตุนี้ผมเลยตั้งข้อสรุปว่า จิตใจของผู้หญิงซับซ้อนเกินกว่าที่จะเข้าใจได้, ดูหนังเรื่องนี้ระลึกได้ว่า 3,000 กิโลเมตร สุดท้ายมันก็ไม่มีค่าอะไร

ด้วยทุนสร้าง ที่คิดว่าน่าจะประมาณ $40,000 เหรียญ มียอดจำหน่ายตั๋วเฉพาะในฝรั่งเศส 4,272,000 ใบ ในอเมริกาทำเงิน $14 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลามเมื่อเทียบกับทุนสร้างที่น้อยนิด, นอกจาก Palme d’Or แล้ว เข้าชิง Oscar 4 สาขา ได้มา 2 รางวัล
– Best Director
– Best Actress in a Leading Role (Anouk Aimée)
– Best Writing, Original Screenplay **ได้รางวัล
– Best Foreign Language Film **ได้รางวัล

ผมชอบหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่เห็นความติสต์ของการถ่ายภาพใน 2-3 ฉากแรก แต่สิ่งที่ทำให้ผมหลงรักหนังคือการแสดงของ Anouk Aimée และลีลาการตัดต่อที่อธิบายเรื่องราวของหนังให้เข้าใจ โดยไม่ต้องใช้คำบรรยายใดๆ นี่ถือว่าเป็นหนังที่มีลีลา สไตล์ของผู้กำกับที่ใส่ลายเซ็นต์ไว้โดดเด่นมาก, ถึงเรื่องราวของหนังจะมีความเรียบง่าย ดูธรรมดา แต่มีชั้นเชิงในการเล่าเรื่องมีความโดดเด่นมาก (ถึงขนาดได้ Oscar สาขาบทดั้งเดิมนี่ ไม่น่าเชื่อเลย), และเพลงประกอบโดย Francis Lai ที่ได้สร้างโลกอีกใบหนึ่งขึ้นมา (และเสียง Sound Effect ด้วยที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับโลกใบนี้) รวมๆกันหลายๆองค์ประกอบ ก็แทบจะทุกสิ่งอย่างของหนังที่ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบ จะไม่ให้ตกหลุมรักแล้วหลงใหลได้ยังไง

ติดอย่างเดียวในความรู้สึกของผมคือ มันธรรมดาเกินไป นี่อาจจะคือจุดเด่นของหนัง แต่ขณะเดียวกันก็คือจุดด้วย, ผมดูหนังเรื่องนี้เมื่อประมาณสัปดาห์ก่อน แต่เพิ่งมีโอกาสได้เขียนรีวิว กลายเป็นว่าผมจำเรื่องราวของหนังไม่ได้เลย (นี่แค่สัปดาห์เดียวนะ) คือมันไม่ได้มีความพิเศษอะไรเลย แต่ยังจำรสสัมผัสที่หอมหวาน ไออุ่นที่หอมกรุ่นได้เป็นอย่างดี นี่ทำให้ผมคิดว่า เมื่อเวลาผ่านไป เราจะจดจำได้แค่ว่า นี่เป็นหนังที่สวยงามเรื่องหนึ่ง แต่จะจดจำไม่ได้ว่างดงามยังไง

หนังมีภาคต่อด้วยนะครับ สร้าง 20 ปีถัดมาในชื่อ A Man and a Woman: 20 Years Later (Un Homme et une Femme, 20 Ans Déjà) ออกฉายปี 1986 โดยทีมงานนักแสดงชุดเดิม แต่ผลลัพท์เห็นว่าเทียบไม่ได้เลย กับคนที่ชอบหนังเรื่องนี้แนะนำว่าอย่าเสียเวลาไปหาดูนะครับ จะทำให้ความชอบต่อหนังเสียไปเปล่าๆ

แนะนำกับคอหนังฝรั่งเศส แนว Romantic, คนที่ชื่นชอบแนว Visual Style งานภาพสวยเลิศ ลีลาตัดต่อแหลมคม ฉับไว นักแสดงยอดฝีมือ, แฟนหนังของ Anouk Aimée, Jean-Louis Trintignant และเพลงประกอบเพราะๆของ Francis Lai ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 13+ กับเลิฟซีน และอุบัติเหตุที่รุนแรง

TAGLINE | “A Mand and a Woman ของ Claude Lelouch เป็นหนังที่สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่ง มีรสสัมผัสที่หอมหวาน ไออุ่นที่หอมกรุ่น แต่เชื่อว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป ใครๆจะจดจำไม่ได้ว่าหนังงดงามยังไง”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LOVE


MEAT Category: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)