
Sans Soleil (1983)
: Chris Marker ♥♥♥♥
(24/11/2024) เราไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องราว เนื้อหาสาระของสารคดี Sans Soleil (1983) นั่นเพราะผู้กำกับ Chris Marker เพียงทำการแปะติดปะต่อ ร้อยเรียงสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน สร้างสัมผัสกวีภาพยนตร์ ให้ผู้ชมเพลิดเพลินไปกับภาพ-เสียง-คำบรรยาย และความเป็นไปได้ไม่รู้จบสิ้น
On a more matter-of-fact level, I could tell you that the film intended to be, and is nothing more than, a home movie. I really think that my main talent has been to find people to pay for my home movies. Were I born rich, I guess I would have made more or less the same films, at least the traveling kind, but nobody would have heard of them except my friends and visitors.
Chris Marker
มันเป็นสถานการณ์เดียวกันกับตอนที่ผมรับชม Mirror (1975) ของผกก. Andrei Tarkovsky พยายามขบครุ่นคิดหัวแทบระเบิด แต่แท้จริงแล้วมันก็แค่เส้นผมบังภูเขา แค่เพียงเราปล่อยตัวปล่อยใจ ไม่ต้องไปครุ่นคิดอะไรมากมาย ชื่นชมความงดงาม สัมผัสกวีภาพยนตร์ และอารมณ์ศิลปินผู้สร้าง
วิธีการที่อาจช่วยทำความเข้าใจ Sans Soleil (1983) ผมแนะนำให้ลองหารับชมผลงานยุคแรกๆอย่าง Sunday in Peking (1956), Letter from Siberia (1957)**เรื่องนี้แนะนำว่าห้ามพลาด, Description of a Struggle (1960), The Koumiko Mystery (1965) ฯ ทั้งหมดล้วนเป็นแนวบันทึกการเดินทาง (Travelogue) ซึ่งเต็มไปด้วยร่องรอย แนวคิด สไตล์ลายเซ็นต์ผกก. Marker ที่จักได้รับการปรับปรุง พัฒนา ต่อยอดมาเรื่อยๆ … เรื่องที่ผมยกมาทั้งหมดผ่านการบูรณะเรียบร้อยแล้ว สามารถหารับชมตามเว็บสตรีมมิ่งสารคดี หรือช่องทางธรรมชาติทั่วไป
ผมครุ่นคิดว่าความมหัศจรรย์ของ Sans Soleil (1983) ที่มักได้รับเลือก/โหวตติดอันดับ “Greatest Documentaries of All-Time” คือการแปะติดปะต่อภาพเล็กภาพน้อย ภาพโน่นนี่นั่น ร้อยเรียงเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสัมผัสกวีภาพยนตร์ กลายเป็นภาพความทรงจำที่ทำให้การรับชมแต่ละครั้ง จักค้นพบแนวคิด พบเห็นมุมมอง เปิดโลกทัศน์ ความเข้าใจอะไรใหม่ๆ … เรียกว่า ความเป็นไปได้ไม่รู้จบสิ้น!
It’s a cliché to say that about a movie – that its true shape or texture is in the eye of the beholder – but it’s true of Sans soleil, which not only withstands multiple viewings, but never seems to be the same film twice. It addresses memory even as its different threads seem to forget themselves; it parses geopolitics without betraying any affiliation; it might be Marker’s most elaborately self-effacing film, or his most plangently personal.
Adam Nayman
Chris Marker, ชื่อจริง Christian François Bouche-Villeneuve (1921-2012) ช่างภาพ ผู้กำกับสารคดี สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Neuilly-sur-Seine, โตขึ้นเคยเข้าเรียนปรัชญา แต่การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเยอรมันเข้ายึดครองฝรั่งเศส เข้าร่วมกลุ่ม Maquis (FTP) ส่วนหนึ่งของ French Resistance, หลังสงครามเริ่มต้นจากเป็นนักข่าว (Journalism) นิตยสาร Esprit ถ่ายภาพ เขียนบทความ แต่งกวี เรื่องสั้น วิจารณ์ภาพยนตร์ ฯ และพอย้ายมานิตยสารท่องเที่ยว Petite Planète (แปลว่า Small World) จึงมีโอกาสเดินทางไป(ท่องเที่ยว)ทำงานประเทศต่างๆรอบโลก
ต่อจากนั้น Marker เริ่มมีความสนใจในสื่อภาพยนตร์ รับรู้จักกับ André Bazin รวมถึงบรรดาว่าที่สมาชิกกลุ่ม Left Bank อาทิ Alain Resnais, Agnès Varda, Henri Colpi, Armand Gatti, Marguerite Duras และ Jean Cayrol, ได้รับโอกาสถ่ายทำสารคดีเรื่องแรก Olympia 52 (1952) จัดขึ้นที่ Helsinki (Finland), จากนั้นรังสรรค์ผลงานแนวบันทึกการเดินทาง (Travelogue) อาทิ Sunday in Peking (1956), Lettre de Sibérie (1957), Description d’un combat (1960), ¡Cuba Sí! (1961), Le Mystère Koumiko (1965), ก่อนหวนกลับหารากเหง้า La Jetée (1962), Le joli mai (1963), และปิดท้ายยุคสมัยแรกด้วย Si j’avais quatre dromadaires (1966) ร้อยเรียงชุดภาพการเดินทาง 10 ปี 26 ประเทศ
ยุคที่สองของผกก. Marker เริ่มต้นจากร่วมกำกับสารคดีต่อต้านสงคราม Far from Vietnam (1967) จากนั้นเข้าร่วมกลุ่มการเมืองซ้ายจัด S.L.O.N. (Société pour le lancement des oeuvres nouvelles แปลว่า Society for launching new works, ขณะเดียวกันภาษารัสเซีย Slon = Elephant) ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น I.S.K.R.A. (Images, Sons, Kinescope, Réalisations, Audiovisuelles ขณะเดียวกันยังคือชื่อหนังสือพิมพ์การเมืองของ Vladimir Lenin ภาษารัสเซีย Iskra = Spark) ผลงานยุคนี้ส่วนใหญ่เป็น Newsreel สารคดีสั้น ชวนเชื่อ ต่อต้านสงคราม ทิ้งท้ายด้วยโปรเจคมหากาพย์ Le fond de l’air est rouge (1977) ชื่ออังกฤษ A Grin Without a Cat ความยาวเกือบ 4 ชั่วโมง ร้อยเรียงฟุตเทจสถานการณ์การเมืองโลก ช่วงทศวรรษ 60s – 70s และการมาถึงของกลุ่มแนวคิดซ้ายใหม่ (New Left)
(แนวคิดของ A Grin Without a Cat มีความน่าสนใจอย่างมากๆ เริ่มต้นด้วยการตัดสลับภาพจากโคตรหนังเงียบ Battleship Potemkin (1925) เพื่อแสดงให้เห็นถึงหายนะจากอดีต ได้หวนย้อนกลับมาเกิดในปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม! แต่ตลอดทั้งเรื่องล้วนเป็นการผสมผสาน Archive Footage บทสัมภาษณ์ ภาพการชุมนุม ประท้วง ต่อสู้ มันดูอลังการเพราะความยาว 3-4 ชั่วโมง แต่คนไม่ค่อยสนใจการเมืองอย่างผมแม้งโคตรน่าเบื่อหน่าย และปัญหาคือแปลซับไตเติ้ลไม่ได้เรื่องสักเท่าไหร่ เลยยอมแพ้หลังดูจบไปแค่ครึ่งหนึ่ง … ผมอ่านเจอว่าไฮไลท์จริงๆอยู่ครึ่งหลังที่นำเสนอ ‘disillusion’ และ ‘disappointments’ ความผิดหวังของผกก. Marker ต่อกลุ่มเคลื่อนไหวเหล่านั้น เก่งทฤษฎี/อุดมการณ์ แต่ล้มเหลวในทางปฏิบัติ)
หลังเสร็จจาก A Grin Without A Cat (1977) ผกก. Marker ก็ปลดปล่อยตนเองจากวังวงการเมืองจอมปลอม (เริ่มต้นยุคสมัยที่สาม) ออกเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก เก็บบันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ก่อนปักหลักพักอาศัยอยู่ญี่ปุ่นนานเป็นปีๆ ได้แรงบันดาลใจตีพิมพ์หนังสือ Le Dépays (1982) ที่เจ้าตัวเรียกว่า ‘photo-essay’ ร้อยเรียงภาพถ่ายและคำอธิบาย … แนะนำให้ลองเปิดผ่านๆหนังสือเล่มนี้ดูนะครับ อาจพบเห็นแรงบันดาลใจในการสรรค์สร้างสารคดี Sans Soleil (1983) นำเอาภาพนิ่งเหล่านี้มาทำให้เป็นภาพเคลื่อนไหว ‘video-essay’
LINK: https://derives.tv/wp-content/uploads/2013/03/LeDpaysChrisMarker1982_text.pdf




แตกต่างจากสารคดีบันทึกการเดินทาง (Travelogue) เรื่องอื่นๆในยุคแรกๆที่ผกก. Marker คอยกำกับอยู่ด้านหลังกล้อง และเขียนบทบรรยายหลังการถ่ายทำ, Sans Soleil (1983) ถือเป็นครั้งแรกๆที่ถ่ายภาพเอง (ใช้นามปากกา Sandor Krasna) ตัดต่อเอง (ใช้เครดิต “Conception and Editing Chris. Marker”) เพลงประกอบเอง (ใช้นามปากกา Michel Krasna) ทำเองแทบทุกสิ่งอย่างยกเว้นเพียงให้เสียงบรรยาย ประกอบด้วย
- ฉบับฝรั่งเศส Florence Delay
- ฉบับญี่ปุ่น Riyoko Ikeda
- ฉบับเยอรมัน Charlotte Kerr
- ฉบับอังกฤษ Alexandra Stewart
โดยเสียงบรรยายจะมีลักษณะเป็นการอ่านจดหมาย (คล้ายๆแบบ Letter from Siberia (1957)) ในเครดิตช่วงท้ายขึ้นข้อความ “Sandor Krasna’s letters were read by …” จดหมายของตากล้อง Sandor Krasna (นามปากกาผกก. Marker) อ่านโดยชื่อผู้บรรยายภาษานั้นๆ
ข้อความในจดหมายทำให้ผู้ชมได้รับรู้จักกับ Sandor Krasna ตากล้องผู้ความหลงใหลประเทศญี่ปุ่น และอดีตอาณานิคมโปรตุเกส กาบูเวร์ดี (Cape Verde) และกินี-บิสเซา (Guinea-Bissau) (ตั้งอยู่ฟากฝั่ง West African) ทั้งสองประเทศต่างอยู่คนละซีกโลก ฟากฝั่งตรงกันข้าม “two extreme poles of survival” แต่กลับมีความละม้ายคล้ายคลึงกันในหลายสิ่งอย่าง, นอกจากนี้ Krasna ยังเคยเดินทางไป Iceland, Île-de-France และโดยเฉพาะ San Francisco เพื่อติดตามรอยภาพยนตร์ Vertigo (1958) ของผกก. Alfred Hitchcock
ภาพพบเห็นในสารคดี Sans Soleil (1983) ประกอบด้วยฟุตเทจที่ผกก. Marker ถ่ายทำด้วยตนเองโดยใช้กล้อง Beaulieu R16 (16mm), ภาพนำจาก Archive Footage, คลิปจากภาพยนตร์ โทรทัศน์ รวมถึงฟีล์มหนังของคนอื่น (มีเครดิตอยู่ท้ายสารคดี) ทั้งหมดไม่มีการบันทึกเสียง (Sync Sound) เสียงได้ยินคือการบันทึกเอาภายหลัง (Post-Production)
- Carnival in Bissau นำจากฟุตเทจของ Sana na N’hada
- Ranks Ceremony นำจากฟุตเทจของ Jean-Michel Humeau
- Guerilla in Bissau นำจากฟุตเทจของ Mario Marret & Eugenio Bentivoglio
- Death of Giraffe นำจากฟุตเทจของ Danièle Tessier
- Iceland 1970 นำจากฟุตเทจของ Haroun Tazieff
สำหรับฟุตเทจของ Video Synthesizer ด้วยเครื่อง EMS Spectre เป็นผลงานของนักออกแบบวีดิโอเกมส์ Hayao Yamaneko ด้วยการนำเอาภาพถ่ายทำเอาไว้ ฉายผ่านเครื่องสังเคราะห์ ออกมาเป็นแสง-สี สัญญาณ คลื่นไฟฟ้า ซึ่งสามารถนำมาปรับแต่ง สร้างสัมผัสเหนือธรรมชาติ ทุกสิ่งอย่างดูไร้ตัวตน สิ่งหลงเหลือในความทรงจำ … ตามคำกล่าวของ Krasna/ผกก. Marker เรียกชื่อย่อ The Zone (อ้างอิงจากภาพยนตร์ Stalker (1979)) และให้คำนิยาม “the function of remembering”
In treating images this way, Yamaneko insists that they are literally marked with traces of the inexorable passage of time, and that memory continually fabricates new versions of past events to suit the immediate interests of the present. This holds a key to this intricately worked film’s central themes and obsessions. Marker has always been concerned in his work with probing what Krasna calls “the function of remembering,” both how memory serves to constitute an individual’s sense of self and the public or collective process of forging an official version of history. Marker’s films abound with incisive interrogations of the multitude of experiences that get repressed or denied in the interest of manufacturing history and national identity, and in Sans Soleil we find the synthesized images used to show precisely aspects of Japanese culture that don’t officially exist: reasonable, anti-Imperial kamikaze pilots and the burakumin underclass, a vestige of the medieval caste system.
Catherine Lupton บทความจาก Criterion
เกร็ด: แทบทุกภาพที่ฉายผ่านเครื่อง Video Synthesizer ล้วนเคยผ่านการฉายแบบปกติมาก่อนหน้านั้นแล้ว ยิ่งครั้งสุดท้ายทำการย้อนรอย เจ้าเหมียว นกอีมู หญิงสาวในญี่ปุ่น-แอฟริกา ใบหน้า ท่าเต้น ขนบประเพณี วิถีชีวิต ฯ เพื่อสื่อให้เห็นถึงความไม่แตกต่าง เลือนลาง ทุกสรรพสิ่งล้วนคืออันหนึ่งเดียวกัน!

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้สังเกตกันก็คือ Sans Soleil (1983) เต็มไปด้วยสองสิ่งขั้วตรงข้าม ญี่ปุ่น-แอฟริกา หรืออย่างภาพช็อตแรกสามสาวพี่น้องให้คำนิยาม ‘ภาพแห่งความสุข’ ก่อนติดตามด้วยหน้าจอดำมืด (Black Screen) ไร้แสงสว่าง (Sunless)
If they don’t see happiness in the picture, at least they’ll see the black.
เกร็ด: ฟุตเทจนี้ถ่ายทำโดยนักภูเขาไฟ Haroun Tazieff ที่เกาะ Vestmannaeyjar, Iceland เมื่อปี ค.ศ. 1965 ประกอบด้วยสามสาวพี่น้อง Kristbjörg (เกิดปี ค.ศ. 1954), Halldóra (เกิดปี ค.ศ. 1957) และ Áshildur Kristmundsdóttir (เกิดปี ค.ศ. 1959) แต่พวกเธอไม่รับรู้ว่าตนเองอยู่ในสารคดีเรื่องนี้จนกระทั่งเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2015

ระหว่างโดยสารเรือข้ามฟากกลับจากเกาะ Hokkaido (อาจสื่อถึงการเดินทางกลับจากยุคสมัยที่ผกก. Marker หมกมุ่นยึดติดกับการเมือง S.L.O.N. และ I.S.K.R.A.) มีการร้อยเรียงภาพบรรดาผู้โดยสาร นั่งๆ นอนๆ สภาพเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า เสียงบรรยายรำพันถึงอดีต-อนาคต สงคราม ความขัดแย้งไม่รู้จักจบสิ้น มีแต่ความซ้ำซากจำเจ (สารคดีเรื่องเลยเต็มไปด้วยการร้อยเรียงชุดภาพซ้ำๆ มีความละม้ายคล้ายกัน สร้างสัมผัสกวีภาพยนตร์)
I’ve been around the world several times, and now only banality still interests me.
เกร็ด: Banality หมายถึง ความดาษดื่น เฉยชา ซ้ำซากจำเจ น่าเบื่อหน่าย ธรรมดาสามัญ



คุณรู้หรือไม่ว่ามีนกอีมูในฝรั่งเศส? นี่ไม่ใช่คำถามรู้หรือไม่รู้ หรือชักชวนให้ผู้ชมค้นหาคำตอบ (ภาพที่ปรากฎขึ้นมันก็คือนกอีมูใน Île-de-France นะแหละ!) เพียงต้องการเปิดมุมมอง ยินยอมรับความเป็นไปได้ไม่รู้จบ ยังมีสิ่งต่างๆอีกมากมายที่เราไม่รับรู้ ไม่เคยพบเห็น อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ปิดกั้น ไม่เชื่อ ไม่รับฟัง หมกมุ่นยึดติดกับอะไรบางอย่าง เมื่อสามารถปล่อยละวาง คุณอาจพบเห็นโลกใหม่

คนสมัยนี้อาจไม่ครุ่นคิดอะไรกับการที่หญิงสาวสามารถเลือกคู่ครอง ทรงซ้อ สายเปย์ ฯ มากมายถมไป! แต่ยุคสมัยก่อนเรื่องพรรค์นี้คือสิ่งแปลกประหลาด พิศดาร พวกคนขาวคงตกอกตกใจ รับไม่ได้ แถมยังปิดกั้น พยายามนำเอาศาสนา ความเชื่อศรัทธา บรรทัดฐานตนเองไปเผยแพร่ บีบบังคับ ควบคุมครอบงำ ยึดครองอาณานิคม (Colonization)

ผกก. Marker คือทาสแมวอันหนึ่งแห่งวงการภาพยนตร์ จริงๆตั้งแต่ The Koumiko Mystery (1965) ก็มีการฉายภาพแมวกวัก (招き猫 อ่านว่า Maneki Neko) แต่คราวนี้คงเพิ่งพบเจอวัดแมว (Gotokuji Temple) ในกรุง Tokyo และเล่าปรัมปราเจ้าเหมียว Tora (จริงๆแล้ว Tora, 虎 แปลว่าเสือ แต่ก็มองเป็นแมวใหญ่ได้กระมัง) หนีออกจากบ้าน ไม่เคยหวนกลับมา เลยสร้างวัดเอาไว้ให้เคารพบูชา
แน่นอนว่าสำหรับผกก. Marker วัดแมวแห่งนี้ย่อมเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ยูโทเปีย? สำหรับอธิษฐานขอพร (ปกติจะใช้ขอโชคลาภ เงินทอง คล้ายๆนางกวักเมืองไทย) ให้สรรค์สร้างสารคดีเรื่องนี้สำเร็จลุล่วงโดยดี!

Guinea-Bissau Carnival คืองานเฉลิมฉลองของชาว Guinea-Bissau ทุกชนเผ่าจะมารวมตัว ร้อง-เล่น-เต้น ทำการแสดงท้องถิ่น จำอวดความหลากหลายทางวัฒนธรรม จัดขึ้นระหว่างกุมภาพันธ์-มีนาคม ของทุกๆปี
The Guinea Bissau carnival is authentic and original, because it shows the customs of each ethnic group in the country and its cultural diversity: its dynamics, its way of singing, dressing and dancing. It is truly an authentic and original carnival!
คำโปรยของผู้จัดงาน Guinea-Bissau Carnival
หลังสิ้นสุดงาน Guinea-Bissau Carnival ฉายภาพจรวด ยานอวกาศ เครื่องบินบนท้องฟ้า เพื่อสื่อถึงการเดินทางกลับสู่ญี่ปุ่น พบเห็นเทศกาลอะไรสักอย่าง (ที่ญี่ปุ่นมีหลากหลายเทศกาลมากๆ ผมคิดว่าน่าจะเทศกาลร่ายรำแห่งฤดูร้อน Awa Dance Festival) มีขบวนแห่ เต้นรำตามท้องถนน (มีการแทรกภาพนกอีมู = หญิงสาวเต้นรำ)
ทั้งสองเทศการนี้แสดงให้เห็นว่า ญี่ปุ่น-แอฟริกา แม้ห่างไกลคนละซีกโลก ไม่น่าจะมีโอกาสไปมาหาสู่ แต่ประเพณี วัฒนธรรม กิจกรรมหลายๆอย่างกลับละม้ายคล้ายคลึงกัน!


ร้อยเรียงวิถีชีวิตชาวญี่ปุ่น “Like a cat who’s come home from vacation in this basket” ตามสไตล์ผกก. Marker ต้องหาโอกาสแทรกใส่เจ้าเหมียว และนกฮูก สัตว์สัญลักษณ์ประจำตัว ขาดไม่ได้ จะเป็นจะตาย!



ถ้าเราจะให้คำนิยาม หรือหนึ่งภาพจำกัดความกรุง Tokyo ก็ดั่งคำบรรยายประโยคนี้ “Tokyo is a city crisscrossed by trains.” คือเมืองที่เป็นจุดตัด เชื่อมโยงทุกสรรพสิ่งอย่าง ผสมผสานคลุกเคล้า กลายเป็นอันหนึ่งเดียวกัน!

โปสเตอร์ขนาดใหญ่โตขนาดนี้ อดไม่ได้ที่จะต้องหาข้อมูล The Gate of Youth (1981) กำกับโดย Kinji Fukasaku & Koreyoshi Kurahara, นำแสดงโดย Bunta Sugawara, Keiko Matsuzaka, Kôichi Satô

นี่คืออีกมุมมองที่น่าสนใจ! การทำอาหารก็ถือเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่ง (Art of Cooking) ทั้งหน้าตา รสชาติ วิธีการ ลูกค้าสามารถเพลิดเพลิน (อาหารตา) กระตุ้นต่อมน้ำลาย หิวกระหาย เมื่อรับประทานก็จะรู้สึกเหมือนว่า Okonomiyaki (พิซซ่าญี่ปุ่น) มีความเอร็ดอร่อยขึ้นกว่าปกติ

หนังผีญี่ปุ่นได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในช่วง Post-War ทศวรรษ 60s เป็นต้นไป! คาดเดาไม่ยากว่าคืออิทธิพลจากสงครามโลกครั้งที่สอง (เพราะคนที่พานผ่านหายนะครั้งนั้น ได้เติบใหญ่ขึ้นมาเป็นผู้กำกับรุ่นถัดไป) และข้อสังเกตของผกก. Marker คือผีสาวญี่ปุ่นมักซ่อนตัวอยู่ภายใต้รูปโฉมงดงาม ก็เพื่อสื่อถึง “รู้หน้าไม่รู้ใจ” “สวยแต่รูปจูบไม่หอม” เสี้ยมสอนไม่ให้ลุ่มหลงไปกับภาพมายา เปลือกภายนอก
และบรรดาตัวละครเหล่านี้ในหนังญี่ปุ่น ชอบที่จะ “Breaking the Fourth Wall” จับจ้องมองหน้าผู้ชม ให้บังเกิดความกลัว จะได้ไม่กล้ากระทำสิ่งชั่วร้าย เหมือนมีใครคอยจับจ้อง สอดส่อง ถ้ำมองอยู่ตลอดเวลา


นอกจากร้อยเรียงภาพหนังผี ต่อด้วยรายงานข่าว, อนิเมชั่น Galaxy Express 999 (1979) [เป็นอนิเมะที่แฝงสัญญะเกี่ยวกับการหลบหนี ทอดทิ้งสิ่งต่างๆไว้เบื้องหลัง], หนังซามูไร ไม่รู้เรื่องอะไร แต่คำบรรยายเล่าว่า “samurai fighting in an immutable past” ความขัดแย้ง การต่อสู้ สงคราม เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่มีวันหลบหลีกเลี่ยง


หลังจากรับชมรายการ ‘Adult Show’ ประกวดหญิงสาวเปลือยกาย, ซีนถัดมานำเสนอโปสเตอร์ Pope Saint John Paul II เดินทางมาญี่ปุ่นวัน 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1981 … นี่ก็ชัดเจนในสิ่งที่ผกก. Marker พยายามเปรียบเทียบถึง
I watched it all, even the evening shows, the so-called adult shows. The same hypocrisy as in the comic strips, but this is a coded hypocrisy. Censorship is not the mutilation of the show. It is the show. The code is the message. It points to the absolute by hiding it, like religions have always done.


งานนิทรรศการเริ่มจากการจัดแสดงคัมภีร์ไบเบิล ชุดพระสันตะปาปา มงกุฏของศาสนาคริสต์ แล้วต่อด้วยศิวลึงค์ รูปสัญลักษณ์อวัยวะเพศชาติ ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัตถุบูชา ได้รับความเคารพนับถือของกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง … สองสิ่งนี้ว่ากันตามตรงไม่ได้มีความแตกต่าง! คุณค่า/ความศักดิ์สิทธิ์ของมันขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคล คัมภีร์ไบเบิลอาจมีคุณค่าสูงส่งสำหรับชาวคริสเตียน แต่ก็เป็นเพียงเศษกระดาษสำหรับคนนอกศาสนา


นิทรรศการจัดแสดงเพศสัมพันธ์ของสัตว์สตัฟฟ์ นี่ถือเป็น ‘earthly paradise’ แต่สำหรับมนุษย์ที่พยายามสรรหาโน่นนี่นั่นมาปกปิด เซนเซอร์เรือนร่างกาย ออกกฎหมายอนาจร มันจึงอาจเรียกว่า ‘paradise lost’


เท่าที่ผมพยายามค้นหาข้อมูล พบว่าญี่ปุ่นมีกิจกรรมเผาตุ๊กตามากมาย แต่จุดประสงค์หลักๆล้วนเพื่อขอบคุณดวงวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในตุ๊กตาให้ไปเกิดใหม่ เติบโตเป็นผู้ใหญ่
- Hatsuichi Matsuri Daruma Festival จัดขึ้นทุกเดือนมกราคมมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1600 หนึ่งในงานแสดงหลักของเทศกาลคือกองไฟตุ๊กตา Daruma ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะเผาตุ๊กตาเพื่อแสดงความขอบคุณที่ช่วยนำพาโชคลาภมาให้ในปีที่แล้ว และในเทศกาลนี้ผู้มาเยือนก็จะซื้อตุ๊กตา Daruma ตัวใหม่เพื่อนำพาโชคลาภในปีถัดไป
- Tokorozawa Doll Memorial Celebration ประเพณีเผาตุ๊กตาเด็ก (Childhood Doll) เพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยดูแล ปกป้อง ให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ปล. ช่วงท้ายสารคดีหลังวันบรรลุนิติภาวะ มีก็มีกิจกรรมเผาขยะ เผาก็ไม่รู้ให้เด็กเดินวนรอบ คาดว่าคงเคลือบแฝงนัยยะไม่แตกต่างกัน

เรื่องราวของเจ้าสุนัข Hachiko ได้กลายเป็นตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่น เสี้ยมสอนถึงความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ยังคงเฝ้ารอคอยเจ้านายโดยไม่รับรู้ว่าอีกฝ่ายตายจากไปแล้ว … มันช่างล้อ(เลียน)กับหุ่นยนต์ John F. Kennedy ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า แม้ตัวตายไปแล้วก็ยังคงพูดพร่ำสอน “Ask not what your country can do for you. Ask what you can do to your country.”


การหาเสียงของ Bin Akao, 赤尾敏 (1899-1990) หัวหน้าพรรค GJPP, Greater Japan Patriotic Party (大日本愛国党, Dai Nippon Aikokutō) เรียกย่อๆ Aikokutō ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1951 เป็นกลุ่มการเมืองขวาจัด (Far Right) ต่อต้านคอมมิวนิสต์ (anti-Communist) โปรอเมริกัน (pro-United States) ลงสมัครรับเลือกตั้งหลายครั้งแต่ไม่เคยได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสักครั้ง!
ความน่าสนใจของสองช็อตนี้คือ อดีต-ปัจจุบัน มองมุมหนึ่งคือการทุ่มเทพยายามอย่างไม่ลดละ แต่ขณะเดียวกันมันคือความไร้สาระ อุดมการณ์การเมืองสุดโต่งเกินไป จนดูสมเพศเวทนามากกว่าน่าสงสารเห็นใจ … ผกก. Marker ก็เคยมีอุดมการณ์ทางการเมืองสุดโต่ง แม้คนละฟากฝั่งแต่เขาย่อมสามารถเข้าใจ และตระหนักรับรู้ถึงความเปล่าประโยชน์ แค่เพียงฝันลมๆแล้งๆ


ในภาพยนตร์ Stalker (1979) ของผกก. Andrei Tarkovsky มีการกล่าวถึง The Zone ดินแดนอันตราย เสี่ยงความตาย แต่มนุษย์มากมายกลับต้องการเดินทางเข้าไปให้ถึง Room ห้องเล็กๆที่สามารถดลบันดาลได้ทุกสรรพสิ่งอย่าง
บุคคลที่เข้าไปใน The Zone ไม่นานจักเริ่มสำแดงสันดาน ธาตุแท้ตัวตน พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ตนเองสามารถดำเนินเดินทางไปถึง Room, ซึ่งสำหรับ San Soleil (1983) การฉายภาพผ่านเครื่อง Video Synthesizer จักทำให้ผู้ชมพบเห็นความบิดเบือน เลือนลาง ไม่สามารถแยกแยะอดีต-ปัจจุบัน คน-สัตว์-สิ่งของ ใครกำลังทำอะไร ทุกสิ่งอย่างล้วนคือสัญญาณ คลื่นไฟฟ้า เหมือนกันทั้งหมดทั้งสิ้น


คนที่หมกมุ่นเรื่องการเมืองก็รวมกลุ่ม ชุมนุมประท้วง เรียกร้องโน่นนี่นั่น ต่อสู้กันไป! ขณะเดียวกันบุคคลอีกกลุ่ม ก็ร่วมกันทำกิจกรรม ร้อง-เล่น-เต้น แสดงออกกลางสถานที่สาธารณะ … สำหรับคนที่อยู่สุดโต่งฟากฝั่งหนึ่ง ย่อมมองไม่เห็นความละม้ายคล้ายคลึงของทั้งสองภาพนี้ พวกเขาต่างโหยหาพื้นที่สำหรับแสดงออก สำแดงตัวตน เรียกร้องความสนใจจากสาธารณะ เท่านั้นเอง!


หนึ่งในซีเควนซ์ที่ต้องชมเลยว่ามีความสร้างสรรค์สุดบรรเจิด! ถ่ายภาพผู้คนหลับนอนบนขบวนรถไฟ พวกเขากำลังฝันถึงอะไร? ตัวตนแท้จริงของพวกเขาเป็นใคร? พยายามคัดเลือกบุคคลที่มีใบหน้าละม้าย จากนั้นแทรกคลิปจากโทรทัศน์ ภาพยนตร์ หนังผีญี่ปุ่น นักฆ่าปลอมตัวมา ฯ
ผมมองซีเควนซ์นี้ไม่ใช่เรื่องความฝัน ต้องการแสดงให้เห็นสันดานแท้จริงของมนุษย์ อย่าไปยึดติดกับเปลือกภายนอก ภาพพบเห็น เพราะทุกคนต่างสวมใส่หน้ากาก ปกปิดบังตัวตนเองด้วยกันทั้งนั้น!



วินาทีที่แมวดำ/หญิงคนสุดท้ายลืมตาขึ้นบนขบวนรถไฟ ตัดไปภาพภายนอก ขบวนรถไฟกำลังแล่นผ่าน พบเห็นโปสเตอร์ดวงตาขนาดใหญ่ คาดเดาไม่ยากเลยว่าภาพยนตร์เรื่องใด? Raging Bull (1980)

เกมตีตัวตุ่นและ Pac-Man มันอาจไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน แต่แนวคิด/ปรัชญาของทั้งสองเกมสะท้อนปัญหาสังคมในโลกยุคสมัยใหม่ได้อย่างชัดเจน
- เกมตีตัวตุ่น ฉบับญี่ปุ่นจะใช้การทุบหัวหน้าแผนก หัวหน้างาน จุดประสงค์สำหรับระบายอารมณ์ ความรู้สึกอัดอั้นของบุคลากรแรงงานระดับล่าง เมื่อไหร่ฉันจะก้าวหน้า ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจนายจ้าง
- Pac-Man คือเกมที่ทำการไล่ล่า จับกิน คล้ายๆปลาใหญ่กินปลาเล็ก สังคมยุคสมัยใหม่ก็มีลักษณะเป็นเช่นนั้น ธุรกิจใหญ่กลืนกินกิจการเล็กๆ นายทุนมีอำนาจเหนือลูกจ้าง


แพนด้าเพศผู้ชื่อ Kang Kang, 康康 ได้รับเป็นของขวัญเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศจีน ส่งมาพร้อมคู่รัก Lan Lan เมื่อปี ค.ศ. 1974 อาศัยอยู่สวนสัตว์ Ueno Zoo ทำให้เกิดกระแสนิยม ‘panda boom’ คงไม่ต่างจากช่วงช่วง หลินฮุ่ย, แต่ทว่า Lan Lan ผ่านมาหลายปีไม่ให้กำเนิดทารกแพนด้าเสียที ทางการจีนเลยส่งเจ้าสาวตัวใหม่ Huan Huan แต่ไม่ทันไรวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1980 แพนด้า Kang Kang ล้มป่วยเสียชีวิตจากโรคไข้หวัด สิริอายุเพียง 10 ปีเท่านั้น
การเสียชีวิตของแพนด้า Kang Kang กลายเป็นข่าวใหญ่มโหฬารในญี่ปุ่นสมัยนั้น มีการจัดพิธีรำลึก ครบรอบปีสองปี เด็กๆมาร่วมงานยังคงเศร้าโศกเสียใจ … แต่การตายของแพนด้า มันต่างอะไรจากยีราฟถูกฆ่าในแอฟริกา? กลายเป็นซากศพ แร้งกาจิกกิน ไม่เห็นมีใครระลึกนึกถึง ทำบุญแผ่ส่วนกุศล หลงเหลือเพียงฟุตเทจสร้างความหวั่นไหวหัวใจเพียงไม่กี่เสี้ยววินาที


การเมืองแอฟริกัน เริ่มต้นแทบจะย้อนรอยตอนการเมืองญี่ปุ่น นำเสนอภาพอดีต-ปัจจุบัน แต่คราวนี้เป็นสองพี่น้อง Amílcar Cabral (1924-73) และ Luís Cabral (1931-2009) สองภาพห่างกันสิบห้าปี โบกมือร่ำลา ขึ้นเรือ ทำการต่อสู้จนสามารถปลดแอก Guinea-Bissau
- ขณะที่พี่ชาย Amílcar ถูกยิงเสียชีวิตก่อนที่ Guinea-Bissau จะประกาศอิสรภาพจากโปรตุเกส 24 กันยายน ค.ศ. 1973
- น้องชาย Luís ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนแรกของ Guinea-Bissau ตั้งแต่ 24 กันยายน ค.ศ. 1973 จนถูกรัฐประหารวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1980 คุมขังนาน 13 เดือน แล้วโดนขับไล่ออกนอกประเทศไปอยู่ Cuba และ Portugal


ขณะที่ขบวนรถไฟ ‘crisscrossed ‘ วิ่งตัดไปตัดมาคือภาพแทนญี่ปุ่น, ผมครุ่นคิดว่าภาพ(และข้อความ)ที่สามารถใช้เป็นตัวแทนสถานการณ์การเมืองวุ่นๆวายๆของ Guinea-Bissau ก็คือซากศพ หนอนชอนไช และคำว่า “Horror” ได้ยินเสียง Marlon Brando จากโคตรภาพยนตร์ Apocalypse Now (1979)

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผกก. Marker อ้างอิงถึงภาพยนตร์ Vertigo (1958) ก่อนหน้านี้ตอนสรรค์สร้าง La Jetée (1962) แม้จะเพียงแค่ภาพนิ่ง แต่ก็มีการชี้นิ้ววงปี ณ Jardin des Plantes เช่นเดียวกัน … ส่วนเหตุผลการอ้างอิง Vertigo (1958) แนะนำให้ไปหาอ่านจากบทความ La Jetée (1962) เพราะมีการลงรายะเอียดเกี่ยวกับแนวคิดภาพถ่าย = ความทรงจำ ทำความเข้าใจจากตรงนั้นจะง่ายกว่า


ผมไม่สามารถหาข้อมูลใดๆเกี่ยวกับพิธีกรรมนี้ เสียงบรรยายกล่าวถึงการชำล้างความบริสุทธิ์ (Purification Ceremony) พบเห็นเพียงผู้สูงวัยเดินขึ้นเขา นั่งล้อมวง ชงชา และนักบวช (มีคำเรียก Noro) สวดมนต์ ตีกลองขับไล่ผีสาง?
แต่ทว่าวัตถุประสงค์ของผกก. Marker นำเสนอพิธีกรรมนี้ในลักษณะเตรียมความพร้อม ก่อนนำเข้าสู่ภาพสงคราม กองกำลังจู่โจมพิเศษกามิกาเซ่ (Kamikaze) ฉายผ่าน Video Synthesizer รายละเอียดมันช่างเลือนลาง เพื่อสื่อถึงการเสียสละชีพเพื่อชาติในวันนั้น มันช่างไร้ค่าความหมาย ประสบความพ่ายแพ้


ทุกๆวันจันทร์ที่สองของเดือนมกราคม (ถือเป็นวันหยุดราชการ) จะมีการจัดงานวันบรรลุนิติภาวะ (成人の日 อ่านว่า Seijin no Hi) เพื่อทำการเฉลิมฉลองและให้กำลังใจหญิงสาวที่ก้าวเข้าสู่วัย 20 ปีบริบูรณ์ ถือว่าเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทุกคนต่างสวมใส่กิโมโน แต่งหน้าแต่งตา หลังเลิกงานพิธีการก็มักชวนกันไปดื่มด่ำสังสรรค์ (เพราะอายุบรรลุนิติภาวะเรียบร้อยแล้ว)
การฉายภาพงานวันบรรลุนิติภาวะ ปรากฎอยู่ช่วงท้ายของสารคดี เหมือนต้องการสื่อถึงบทสรุปชีวิตของผกก. Marker หลังจากพานผ่านเหตุการณ์อะไรๆมามาก หลังจากนี้กำลังจะได้เริ่มต้นใหม่เสียที

เมื่อตอนต้นสารคดีที่มีกล่าวถึงภาพความสุข และหน้าจอดำมืด, ช่วงท้ายก็เวียนวนกลับสู่จุดเริ่มต้น ฉายภาพแห่งความสุข สามสาวพี่น้อง แต่แทนที่จะหน้าจอดำ กลับพบเห็นขี้เถ้า เขม่าภูเขาไฟ กลบฝังหมู่บ้าน Icelandic จนเหลือแต่หลังคา
ผมมองนัยยะขี้เถ้าภูเขาไฟ คือการกลบฝังสารพัดความทรงจำเลวร้ายที่เคยบังเกิดขึ้นกับผกก. Marker เพื่อว่าต่อจากนี้จะได้ถือกำเนิด เริ่มต้นชีวิตใหม่ กระทำในสิ่งแตกต่าง


มันอาจจะเริ่มจาก Description d’un combat (1960) ที่ภาพสุดท้ายนำเสนอใบหน้าเด็กหญิง = รูปโฉมของ Israel, เฉกเช่นเดียวกับ Le Joli Mai (1963) ร้อยเรียงใบหน้าอันบูดบึ้งของชาว Parisian, เพื่อสื่อถึงอัตลักษณ์ของประเทศ/สารคดีเรื่องนั้นๆ (National Identity)
แต่สำหรับ Sans Soleil (1983) ผมอยากให้เหมารวมตลอดทั้ง Video Synthesizer มากกว่าแค่ใบหน้าหญิงสาวคนสุดท้าย เคลือบแฝงนัยยะของ The Zone (อ้างอิงจาก Stalker (1979)) ภาพสังเคราะห์ที่เปิดเผยอีกมุมมอง อีกตัวตน (ภาพที่มาฉายตอนจบนี้ล้วนเคยปรากฎพบเห็นมาก่อน) ธาตุแท้จริงของทุกสรรพสิ่งอย่าง ล้วนเพียงสัญญาณ คลื่นไฟฟ้า ฉัน-เธอ อดีต-ปัจจุบัน คน-สัตว์-สิ่งของ ทุกสิ่งอย่างแทบไม่มีความแตกต่าง ล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ทิ้งท้ายด้วยการให้ข้อสังเกตเครดิตไม่มี “Directed By: Chris Marker” แต่จะเป็น “Conception and Editing: Chris Marker” นั่นอาจเพราะเขามองว่าตนเองไม่ได้ทำการ “กำกับ” ไม่มีนักแสดง ทุกสิ่งอย่างล้วนคือการบันทึกภาพจริง งานของเขาคือรวบรวมฟุตเทจทั้งหลาย นำมาร้อยเรียง แปะติดปะต่อ ตามแนวคิด/คอนเซ็ปของตนเองเท่านั้น!

สารคดีของผกก. Marker ไม่ได้ดำเนินเรื่องตามโครงสร้างสามองก์ (Three-Act Structure) แต่ใช้วิธีเล่าเรื่องเป็นตอนๆ (Episodic) โดยสังเกตจากความแตกต่างของแต่ละซีเควนซ์ จะมีรูปแบบ วิธีการ ลีลานำเสนอแตกต่างกันออกไป
- อารัมบท,
- ภาพความสุขของ Krasna คือสาวเด็กสาวชาว Icelandic
- ส่วนคนมองไม่เห็นความสุขดังกล่าว คงเห็นเพียงความมืดมิด
- การเดินทางกลับจาก Hokkaido สู่ญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่ ร้อยเรียงภาพผู้โดยสารบนเรือข้ามฟาก สิ้นสุดลงด้วยภาพรถไฟชิงกันเซ็งมาถึงกรุง Tokyo
- เล่าถึงวิถีความเชื่อของญี่ปุ่น vs. แอฟริกา
- หญิงสาวบนเกาะ Bijagós Islands จะเป็นผู้เลือกคู่ครองของตนเอง
- ร้อยเรียงภาพ Gotokuji Temple หรือที่รู้จักในนาม “วัดแมว” เล่าปรับปราเกี่ยวกับเจ้าเหมียว Tora ที่หนีหายออกจากวัด เป็นตายร้ายดีไม่มีใครรู้ เลยสร้างศาลเจ้าเอาไว้ปกปักษ์รักษา
- ร้อยเรียงวิถีชีวิตชนชั้นล่าง กรรมกรแรงงานของญี่ปุ่น vs. แอฟริกา
- Carnival in Bissau → การเดินทางของจรวด เครื่องบิน สัญจรข้ามทวีปเป็นเรื่องง่ายขึ้น → Carnival in Japan
- ร้อยเรียงวิถีชีวิตชาวญี่ปุ่น จากชนบทสู่สังคมเมือง จบลงด้วยศิลปะการทำอาหาร
- รายการโทรทัศน์ เริ่มจากภาพสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ สารคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สารพัดหนังผี จับจ้องมองผู้ชม
- ต่อด้วยภาพข่าว เลือกตั้ง ฆาตกรรม อนิเมะ ภาพยนตร์ซามูไรฆ่ากัน แมวเหมียว และรายการ 18+
- กิจกรรม/นิทรรศการในญี่ปุ่น, เริ่มจากการมาถึงของ Pope Saint John Paul II (25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1981)
- นิทรรศการศิวลึงค์
- นิทรรศการเพศสัมพันธ์สัตว์
- พิธีกรรมในญี่ปุ่น vs. ความเชื่อเรื่องวิญญาณ/ผีสางในแอฟริกา
- ร้อยเรียงวิถีชีวิตชาวแอฟริกัน
- กล่าวถึงตำนานรูปปั้น สุนัขผู้ซื่อสัตย์ Hachiko → พัฒนาสู่หุ่นยนต์ John F. Kennedy
- การเมืองในญี่ปุ่น
- การหาเสียงของพรรคการเมือง
- แจกใบปลิว ชักชวนลงนาม เรียกร้องอะไรบางอย่าง
- การชุมนุมของกลุ่มผู้ต่อต้าน ปะทะกับทหาร ตำรวจ
- ฉายภาพการชุมนุมประท้วงผ่านเครื่อง Video Synthesizer
- หนุ่ม-สาวญี่ปุ่น ซักซ้อมเต้นรำในที่สาธารณะ
- กระชากหน้ากากชาวญี่ปุ่น
- ภายนอกใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ห้างสรรพสินค้า
- บันทึกภาพผู้โดยสารรถไฟ แทรกภาพเปรียบเทียบกับ…
- เมื่อมาถึงสถานีปลายทาง ท่องเที่ยวย่าน Ginza
- รับชมการแข่งขันซูโม่ผ่านหน้าจอโทรทัศน์
- ท่องเที่ยวย่านขายอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เล่นเกมส์
- ฉายภาพผ่านเครื่อง Video Synthesizer
- จบลงด้วยเกมส์ Pac-Man
- ผู้คนมาเข้าร่วมงานศพหมีแพนด้าเสียชีวิตเมื่อปีก่อน, จบลงด้วยภาพนายพรานยิงยีราฟล้มลง
- การเมืองในแอฟริกัน ร้อยเรียงฟุตเทจผู้นำทหาร ภาพการต่อสู้ดิ้นรน ความหลอกหลอนจากสงครามภายใน
- อธิบายการทำงานของเครื่อง Video Synthesizer
- ย้อนรอยภาพยนตร์ Vertigo (1958)
- ร้อยเรียงภาพทิวทัศน์ธรรมชาติ ต้นไม้ ห้องพัก/เมืองว่างเปล่า
- เข้าร่วมพิธีกรรมชำระล้างความบริสุทธิ์ เดินขึ้นเขา ดื่มชา
- ในอดีตพิธีกรรมนี้ใช้สำหรับเตรียมความพร้อมทหารหาญที่กำลังจะ Kamikaze (เสียสละชีพเพื่อชาย)
- จบลงด้ายการฉายภาพสงครามโลกครั้งที่สองผ่านเครื่อง Video Synthesizer
- ร้อยเรียงภาพทิวทัศน์เหือดแห้งแล้งในแอฟริกา สุนัขกำลังระเริงรื่นกับท้องทะเล
- วันบรรลุนิติภาวะของหญิงชาวญี่ปุ่น
- ภาพแห่งความสุข ก่อนที่จะถูกกลบฝังด้วยขี้เถ้า เขม่าภูเขาไฟ
- ประมวลผลภาพทุกสิ่งอย่างผ่านเครื่อง Video Synthesizer
หลายคนพยายามจะขมวดปม มองหาข้อสรุป ใจความสำคัญ แต่ให้ตายเถอะโรบิน! ครุ่นคิดจนหัวระเบิดก็อาจไม่พบเจอคำตอบใดๆ เพราะแต่ละเรื่องราวมันคือเหมือนการจดบันทึกประจำวัน ภาพความทรงจำ มีความสะเปะสะปะ กระโดดไปกระโดดมา ไร้ระเรียบแบบแผน ‘Free Form’ เพียงเชื่อมโยงกันด้วยชุดภาพ คำบรรยาย หรือใจความอะไรบางสิ่งอย่าง คล้ายๆสัมผัสนอกของบทกวี
ปล. เป็นสารคดีที่มีวิธีการดำเนินเรื่องอยู่กึ่งกลางระหว่าง Mirror (1975) [เรื่องนี้เล่าเป็นตอนๆ กระโดดไปกระโดดมา เชื่อมโยงด้วยสัมผัสกวี] และ As I Was Moving Ahead Occasionally I Saw Brief Glimpses of Beauty (2000) [เรื่องนี้ช็อตต่อช็อต เฟรมต่อเฟรม เชื่อมโยงด้วยสัมผัสบทกวี]
ผมไม่แน่ใจว่านี่คือครั้งแรกของผกก. Marker (ใช้นามปากกา Michel Krasna เสมือนว่าเป็นพี่น้องกับตากล้อง Sandor Krasna) ลงมือทำเพลงประกอบด้วยตนเอง แต่เขาก็ไม่ประพันธ์เพลงขึ้นมาเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่นำจาก Sound Archive (แบบเดียวกับ Stock Footage หรือ Archive Footage) ใช้เสียงสำเร็จรูป บทเพลงที่มีความสอดคล้องเข้ากับภาพฟุตเทจนั้นๆ
แต่สิ่งที่ผกก. Marker ลงมือทำด้วยตนเองคือการสร้างเสียงสังเคราะห์ (ในเครดิตขึ้นว่า Electronic Sound: Michael Krasna) ด้วยอุปกรณ์ Moog Synthesizer ฟังแล้วมีความโหยหวน คร่ำครวญ สัมผัสเหนือธรรมชาติ มักดังขึ้นในซีเควนซ์เกี่ยวกับชีวิต-ความตาย ไม่ก็ระหว่างฉายภาพ Video Synthesizer
ชื่อสารคดี Sans Soleil ได้แรงบันดาลใจจากเพลงชุด (Song Cycle) ชื่อว่า Без солнца (1874) อ่านว่า Bez Solntsa แปลอังกฤษ Without Sun หรือ Sunless ประพันธ์โดย Modest Mussorgsky (1839-81) คีตกวีสัญชาติรัสเซีย แห่งยุคสมัย Romantic Era
Mussorgsky หลังมีโอกาสรับรู้จักนักกวี Arseny Golenishchev-Kutuzov (1848-1913) ค้นพบว่าเป็นญาติห่างๆของตนเอง จึงคัดเลือก 6 บทกวีที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ นำมาเรียบเรียงประพันธ์เพลงชุด
- В четырех стенах (Within four walls)
- Меня в толпе ты не узнала (Thou didst not know me in the crowd)
- Окончен праздный шумный день (The noisy festival day is ended)
- Скучай (Boredom: For the album of a fashionable young lady)
- Элегия (Elegy)
- Над рекой (By the River)
ผมไม่ได้มีเวลาศึกษารายละเอียด เนื้อคำร้องของทั้งหกเพลงนี้ แต่เท่าที่อ่านพบเจอ Mussorgsky ไม่ได้เลือกบทกวีแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ทั้งหกเพลงล้วนมีเรื่องราว ความต่อเนื่อง และอาจเป็นอัตชีวประวัติของเขาเองด้วยซ้ำไป!
These poems comprise a loose narrative that is nostalgic, surreal, and pessimistic, dwelling upon lost love, romantic rejection, and doubts from the protagonist’s past, culminating in a contemplation of death.
LINK: https://muswrite.blogspot.com/2015/03/mussorgsky-song-cycle-sunless.html
แน่นอนว่าผกก. Marker ย่อมต้องมีการอ้างอิงถึงบทเพลงนี้ และเลือกเอาเพลงสุดท้าย Над рекой มาเรียบเรียงโดยใช้ Moog Synthesizer เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความตาย ลองอ่านคำแปลบทกวีนี้ดูแล้วกันนะครับ
Pensive moon crescent, far-away stars
Admiring the waters from a blue sky.
I look in silence at the deep waters;
My heart senses magical secrets in them.
They splash mysteriously, tender-caressing waves;
There is much mystical power in their muttering.
I hear boundless thoughts and passions…
Unknown voice, which stirs my soul,
Caresses, frightens, and evokes doubts.
When it commands me to listen — I can’t move;
When it drives me away — I want to run in fear;
When it calls into the depths — I want to jump without hesitation.
มีอีกบทเพลงที่ผมพยายามค้นหาอยู่นาน Arielle Dombasle ขับร้องผ่านหน้าจอ Video Synthesizer (มีเห็นตัวจริงอยู่แวบๆด้วยนะครับ) ก่อนค้นพบว่าจริงๆแล้วนำจากละคอนเวที Hamlet ของ William Shakespeare อยู่ใน Act 4, Scene 5 มีคำเรียก Ophelia’s Song
How should I your true love know
From another one?
By his cockle hat and staff,
And his sandal shoon.He is dead and gone, lady,
He is dead and gone;
At his head a green-grass turf,
At his heels a stone.White his shroud as the mountain snow,
Larded with sweet flowers,
Which bewept to the grave did go
With true-love showers.
ผกก. Marker เคยพานผ่านหายนะจากสงครามโลกครั้งที่สอง จึงพยายามออกสำรวจ มองหาอุดมการณ์ทางการเมืองที่สามารถสร้างดินแดนอุดมคติ (Utopia) มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้ากับกลุ่มขวาใหม่ (New Left) เข้าร่วม S.L.O.N. และ I.S.K.R.A. วาดฝันอนาคตสดใส ทว่าทศวรรษผ่านไปค่อยตระหนักว่าทุกสิ่งอย่างก็แค่ภาพลวงตา ไม่มีทางนำเอาทฤษฏีมาใช้ในทางปฏิบัติได้จริง
หลังเสร็จสิ้นสารคดีมหากาพย์ A Grin Without A Cat (1977) ผกก. Marker จึงเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ เชื่อว่ายังคงพยายามมองหาดินแดนอุดมคติ (Utopia) ก่อนพบเจอญี่ปุ่นที่เคยพ่ายแพ้สงคราม ทุกสิ่งอย่างมอดไหม้ วอดวาย ราบเรียบเป็นหน้ากลอง แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน สามารถพลิกฟื้น เริ่มต้นจากศูนย์ ก่อร่างสร้างตัว จนกลายเป็นมหานครแห่งอนาคต … ต้องถือว่าญี่ปุ่นมีความสอดคล้องเข้ากับผกก. Marker ที่เพิ่งสูญเสียทุกสิ่งอย่าง และกำลังมองหาที่ทางสำหรับเริ่มต้นใหม่
บทเรียนจากความสุดโต่งทางการเมืองฟากฝั่งหนึ่ง ยังทำให้ผกก. Marker เรียนรู้ที่จะไม่ฝักใฝ่ซ้าย-ขวา พยายามมองหาตำแหน่งกึ่งกลาง ความเพียงพอดี เรียบง่ายสามัญ
I’ve been around the world several times, and now only banality still interests me.
Chris Marker
หนึ่งในชื่อเล่นของประเทศญี่ปุ่นคือ Land of the Rising Sun, ดินแดนอาทิตย์อุทัย (เพราะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนประเทศอื่นเกือบทั้งโลก) ทว่าสารคดีเรื่องกลับใช้ชื่อ Sans Soleil ซึ่งแปลว่า Without Sun หรือ Sunless ในบริบทนี้ไม่ได้จะสื่อถึงมุมมืด ยามค่ำคืน สิ่งชั่วร้าย หรือความตาย แต่ต้องการนำเสนอความเป็นไปได้ทั้งสองฟากฝั่ง สำรวจญี่ปุ่นผ่านมุมมองที่ผู้ชม(ชาวตะวันตก)ไม่เคยรับรู้ พบเห็น มีความสุดโต่ง ขั้วตรงกันข้าม
My constant comings and goings are not a search for contrasts; they are a journey to the two extreme poles of survival.
ตั้งแต่ช็อตแรกของสารคดีที่ฉายภาพสามสาวพี่น้อง ให้คำนิยาม ‘ภาพแห่งความสุข’ ก่อนติดตามด้วยหน้าจอดำมืด (Black Screen) ไร้แสงสว่าง (Sunless) นี่เช่นกันคือสองสิ่งขั้วตรงข้าม “If they don’t see happiness in the picture, at least they’ll see the black.”
ตรงกันข้ามทางภูมิศาสตร์ของญี่ปุ่น คืออดีตอาณานิคมโปรตุเกส สองประเทศในทวีปแอฟริกา กาบูเวร์ดี (Cape Verde) และกินี-บิสเซา (Guinea-Bissau) แม้อยู่คนละฟากฝั่งโลก คนเชื้อชาติ คนละภาษา ทว่ากลับมีหลายสิ่งอย่าง วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม ฯ ละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างคาดไม่ถึง!
L’éloignement des pays répare en quelque sorte la trop grande proximité des temps.
บทละคอนโศกนาฎกรรม Bajazet (1672) ประพันธ์โดย Jean Racine
The distance between the countries compensates somewhat for the excessive closeness of the times.
ความพยายามสำรวจสองฟากฝั่ง ทำให้ผกก. Marker ค้นพบแนวคิดที่น่าสนใจระหว่างการฉายภาพผ่านเครื่อง Video Synthesizer ไม่ว่าจะญี่ปุ่น-แอฟริกัน ประเพณี-พิธีกรรม ฯ เมื่อมองจากอีกมุม อีกโลกทัศน์ อีกจักรวาลคู่ขนาน ผ่านการแปลงสัญญาณ คลื่นไฟฟ้า ฉัน-เธอ อดีต-ปัจจุบัน คน-สัตว์-สิ่งของ ทุกสรรพสิ่งอย่างแทบไม่มีความแตกต่าง ล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
There, where trees flower, and springs flow, for there is nothing again
Because I know that time is always time
And place is always and only placeAnd what is actual is actual only for one time
บทกวี Ash Wednesday (1930) ประพันธ์โดย T. S. Eliot
And only for one place
I rejoice that things are as they are and
I renounce the blessèd face
And renounce the voice
Because I cannot hope to turn again
อันนี้คือบทสรุปของผมต่อ Sans Soleil (1983) คือสารคดีรำพันความห่อเหี่ยว สิ้นหวัง ไร้แสงสว่างภายในจิตใจของผกก. Marker หลังจากสูญเสียศรัทธาต่ออุดมการณ์(การเมือง)เคยยึดมั่น ออกเดินทางค้นหาสถานที่แห่งความหวัง พบเจอความเจิดจรัสของดินแดนอาทิตย์อุทัย สาดส่องเข้ามาในจิตใจ ทำให้สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ = วันบรรลุนิติภาวะของสาวแรกรุ่น, ขี้เถ้า เขม่าภูเขาไฟปกคลุมบ้านหลังเก่า, และจบลงด้วยด้วยก้าวเข้าสู่ The Zone (Video Synthesizer)
ปล. หนึ่งในการตีความ The Zone จากภาพยนตร์ Stalker (1979) ที่ผมชื่นชอบมากสุดก็คือ “metaphor for life and one’s journey towards happiness and their dreams and aspirations”
เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Berlin ในสายการประกวด Forum of New Cinema แม้เสียงตอบรับจะมีแตกๆอยู่บ้าง แต่สามารถคว้ารางวัล OCIC Award – Honorable Mention ก็ถือว่าไม่เลวร้าย
ปัจจุบัน Sans Soleil (1983) ได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 2K เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2013 สามารถหารับชมออนไลน์ทาง MUBI หรือเว็บสตรีมมิ่งสารคดีทั่วไป (ไม่มีจัดจำหน่าย DVD/Blu-Ray) แต่ถ้าใครสนใจบ็อกเซ็ตของ Criterion ที่แพ็กคู่กับ La Jetée (1962) คุณภาพแค่แสกนใหม่ HD (High-Definition) [จัดจำหน่ายก่อนการบูรณะ]
กาลเวลาทำให้ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ หนึ่งในภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมตลอดกาล ติดอันดับนิตยสาร Sight & Sound ทั้งชาร์ทปกติและสารคดี … ในบรรดาผลงานของผกก. Marker มีอยู่แค่สองเรื่อง La Jetée (1962) และ Sans Soleil (1983) ที่เคยติดอันดับชาร์ทนี้
- Sight & Sound: Critic’s Poll 2012 #อันดับ 69
- ต่ำกว่าLa Jetée (1962) #อันดับ 50
- Sight & Sound: Greatest Documentaries of All Time 2014 #อันดับ 3
- Sight & Sound: Critic’s Poll 2022 #อันดับ 59
- สูงกว่า La Jetée (1962) #อันดับ 67
- Sight & Sound: Director’s Poll 2022 #อันดับ 72
- ต่ำกว่า La Jetée (1962) #อันดับ 35
ถ้าลงรายละเอียดในตัวสารคดี ซีเควนซ์ที่ส่วนตัวรู้สึกอึ่งทึ่ง คาดไม่ถึง คือฉายภาพนิทรรศการเพศสัมพันธ์สัตว์สตัฟฟ์ เห้ย! มันมีคนกล้าจัดงานแบบนี้ด้วยเหรอ (บ้านเราแค่งาน AV Expo ยังถูกสั่งห้าม) เชื่อว่าผู้ชมส่วนใหญ่คงพยายามเบือนหน้า บ่ายเบี่ยง เกิดความอึดอัด กระอักกระอ่วน ไม่ใช่หนังโป๊สักหน่อย จะเขินอายไปทำไม? สำหรับผมแล้วไอ้บริเวณแดงๆมันช่างล่อตาล่อใจ
ขณะที่นิทรรศการสัตว์สตัฟฟ์ รับชมแล้วรู้สึกอิ่มตา, วันบรรลุนิติภาวะของสาวๆแรกรุ่น สวมใส่กิโมโน แต่งหน้าแต่งตา อวดสวยสะพรั่ง นั่นเห็นแล้วสร้างความอิ่มอกอิ่มใจ ราวกับดอกไม้แรกแย้ม กำลังผลิดอกเบิกบาน
จัดเรต 15+ สำหรับภาพเปลือย ซากศพ ฆ่ายีราฟ


ใส่ความเห็น