Night and Fog (1956)

Night and Fog

Night and Fog (1956) French : Alain Resnais ♥♥♥♡

หนึ่งในสารคดียอดเยี่ยมที่สุดในโลก นำเสนอภาพเรื่องราวในค่ายกักกัน (concentration camps) ของ Nazi ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2, เตรียมใจให้พร้อมก่อนรับชม ทั้งๆที่ส่วนใหญ่เป็นภาพนิ่ง แต่สามารถทำให้คุณวิงเวียนคลื่นไส้ตาลายคล้ายจะเป็นลม ไม่สามารถอยู่สุขได้

ด้วยความยาวเพียง 33 นาที แต่จะทำให้คุณรู้สึกยาวนานเหมือนหลายสิบปี สิ่งที่อยู่ในสารคดีเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งน่าอภิรมย์อะไรเลย เต็มไปด้วยความโหดร้าย ชั่วช้าสามาย์ และความตาย ดูจบแล้วจะเกิดอาการกลัวขนหัวลุก รู้สึกตัวเองโชคดีมากๆที่ไม่ได้เกิดยุคสมัยนั้น และขณะเดียวกันก็จะคิดว่า เวรกรรมหมู่อะไรที่ทำให้คนนับล้านได้รับการปฏิบัติเยี่ยงนั้น

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบสิ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 1945 ผู้ชนะต่างฉลองชัย ผู้แพ้ก้มหน้ารับชะตากรรม ส่วนชีวิตยังต้องก้าวเดินต่อ, ผลกระทบจากสงครามค่อยๆกัดกร่อนจิตใจของผู้คน แผ่ขยายออกไปในวงกว้างเกิดเป็นยุคสมัย Great Depression ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจของทุกประเทศในโลก แต่ทศวรรษถัดมากสิ่งต่างๆก็เริ่มปรับเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้น รวดเร็วจนน่าใจหาย

ผมไม่พยายามมองโลกในแง่ร้ายประมาณว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตความจำสั้น ที่เมื่อเวลาผ่านไปอะไรๆในอดีตก็จะหลงลืมได้ง่ายดาย แต่เพราะชีวิตมันต้องก้าวเดินต่อจนกว่าจะตาย ยังมัวยึดติดอยู่กับอดีตอันโหดร้ายที่ผ่านไปแล้วอยู่ทำไม นี่ทำให้ทศวรรษถัดมา สามารถมองได้ว่าผู้คนเริ่มที่จะ’หลงลืม’ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อศตวรรษก่อน

นั่นทำให้ใครหลายๆคนที่ยังปรับตัวไม่ทัน รู้สึกช็อคกับพฤติกรรมของมนุษย์ นี่พวกเราหลงลืมอะไรพวกนี้เร็วเกินไปหรือเปล่า!

ประเทศฝรั่งเศสช่วงปี 1954-1955 ครบรอบ 10 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการจัดกิจกรรมหลายๆอย่างขึ้น เพื่อให้ประชาชนหวนระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านไป หนึ่งในนั้นเป็นการจัดนิทรรศการที่นำเสนอเรื่องราว รวบรวมภาพถ่ายจากเหตุการณ์จริงในค่ายกักกันของนาซี ให้ผู้ที่ไม่เคยรับรู้พบเห็นได้เกิดความตื่นตระหนกหวาดกลัว และตระหนักถึงภัยร้ายที่เกิดขึ้นจากสงคราม

โปรดิวเซอร์ Anatole Dauman มีโอกาสเข้าร่วมชมนิทรรศการนี้ เกิดความสนใจสร้างภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องราวดังกล่าว เพราะต้องการตอกย้ำเตือนภาพความโหดร้ายของนาซี ที่ดูเหมือนกำลังจะประทุขึ้นอีกครั้งในสงคราม Algerian War ได้เล็ง Alain Resnais ผู้มีประสบการณ์สร้างสารคดีมาตั้งแต่ปี 1948 แต่ครั้งแรกได้รับการบอกปัด เพราะผู้กำกับไม่อยากสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับ Holocaust แต่ภายหลังก็เปลี่ยนใจเพราะได้อ่านนิยายของ Jean Cayrol ผู้ซึ่งเคยอยู่ในค่ายกักกันของ Nazi เอาชีวิตรอดมาได้ และเขียนหนังสือเพื่ออธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น

เกร็ด: Algerian War เป็นสงครามแบ่งแยกตัวเองของรัฐแอลจีเรียกับประเทศฝรั่งเศสในช่วงปี 1954 – 1962 ผลลัพท์คือได้แยกตัวออกเป็นประเทศแอลจีเรีย

Jean Cayrol หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันที่ Mauthausen เมื่อปี 1946 ได้เขียนหนังสือเรื่อง Poèmes de la nuit et brouillard (Poems of night and fog) อ้างอิงจากประสบการณ์ของตนเองทั้งหมด ได้ถูกขอให้มาเขียนบทบรรยายประกอบคำพูดให้กับหนังด้วย

ในระหว่างทำงาน Cayrol มีอาการย่ำแย่ ปวดหัวปวดท้องอย่างหนักจนแทบไม่สามารถทำงานต่อได้ ทำให้ผู้กำกับต้องพา Chris Marker เพื่อนสนิทเข้ามาช่วยขัดเกลาบทพูดบรรยายให้เข้ากับการตัดต่อภาพจากหนัง นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Resnais ตระหนักว่า การสร้างสารคดีเรื่องนี้เป็นอะไรที่มากกว่าชีวิตของเขานัก

เกร็ด: ตอนแรกตั้งใจจะใช้ชื่อหนังว่า Resistance and Deportation (มีนัยยะถึงฝรั่งเศสกับแอลจีเรีย) แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนตามชื่อหนังสือที่ผู้กำกับได้แรงบันดาลใจมา

Alain Resnais (1922 – 2014) ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส หนึ่งในฝั่ง Left Bank เคียงคู่ยุคสมัย French New Wave, ก่อนที่จะได้สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวที่มีชื่อเสียงอย่าง Hiroshima mon amour (1959), Last Year at Marienbad (1961), Muriel (1963) เคยเป็นผู้กำกับสารคดีขนาดสั้นมาก่อน ที่พอมีชื่อเสียงอาทิ Van Gogh (1947), Gauguin (1950) Guernica (1950) ร่วมงานกับ Chris Maker สองครั้ง Les statues meurent aussi (1953) กับ Le Mystère de l’atelier quinze (1957) ฯ

Nuit et Brouillard เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่นำเสนอ ‘ภาพ’เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ายกักกันของนาซี ทำเป็นลักษณะความทรงจำประกอบคำบรรยายภาษาฝรั่งเศสของ Michel Bouquet, ใช้การตัดสลับระหว่างภาพสีที่เป็นปัจจุบัน กับภาพขาว-ดำ ที่เป็นภาพถ่ายเก่าๆ (ตัดไปเรื่อยๆอย่างมีจังหวะ สอดคล้องรับกับคำบรรยาย), ฟุตเทจจาก Archive, newsreels และคลิปจากภาพยนตร์ชวนเชื่อ Triumph of the Will (1935) ฯ เรียงเรียงจนกลายเป็นเรื่องราวขึ้นมา

ภาพสีที่เห็นในหนัง ถ่ายทำด้วยฟีล์ม Eastmancolor ส่วนการถ่ายทำ เดินทางไปยังค่ายกักกัน 4-5 ที่ อาทิ Auschwitz, Birkenau, Majdanek, Struthof, Mathausen ฯ จะเห็นว่าแทบทั้งนั้นถูกทิ้งร้างหลังสงครามโลก ไม่มีใครกล้ารับผิดชอบหรือเข้าไปทำไปอะไร

ผมค่อนข้างชอบวิธีการนำเสนอของหนัง, กับปัจจุบันถ่ายด้วยฟีล์มสี กล้องมักจะมีการเคลื่อนไปด้านข้างแทบจะตลอดเวลา (tracking shot) นี่หมายถึงการเคลื่อนผ่านของเวลา ไม่ใช่แค่จากอดีตถึงปัจจุบัน แต่ยังส่งต่อไปถึงอนาคต, ส่วนภาพจากอดีต ทั้งฟุตเทจและภาพนิ่งจะมีจังหวะการตัดต่อเปลี่ยนภาพ ที่คงที่เท่ากัน คือใช้เวลาปรากฎประมาณ 2-3 วินาที เท่ากันน่าจะแทบทุกช็อต มีนัยยะถึงช่วงเวลาที่เป็นอดีตผ่านไปแล้ว คงที่ (คือมันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะยังคงอยู่แบบนั้นถาวรตลอดไป)

ตัดต่อเรียบเรียงเรื่องราวโดย Jasmine Chasney กับ Henri Colpi (คนหลังต่อมากลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับชื่อดังของ French New Wave) เราสามารถแบ่งเรื่องราวออกเป็นส่วนๆ ได้ 12 เรื่อง

  1. ภาพทิ้งร้างของค่ายกักกันในปี 1956 (ทั้ง 4 ค่ายจะตัดสลับกันอย่างเนียนๆ)
  2. ฟุตเทจแนะนำ Nazi โดยย่อ (นำภาพจาก Triumph of the Will)
  3. Himmler เดินทางไป Dachau ครั้งแรก และการสร้างค่ายกักกัน
  4. การขนส่งนักโทษสู่ค่ายกักกัน
  5. นักโทษเดินทางถึงค่ายกักกัน วิธีการแบ่งแยกจำแนก
  6. การกักกันนักโทษ และนำเสนอชีวิตประจำวันของพวกเขา
  7. แนะนำสถานที่ต่างๆในค่าย
  8. Himmler เดินทางครั้งที่สอง, วางแผนที่จะทำอะไรบางอย่างกับนักโทษ
  9. เตรียมการเพื่อที่จะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
  10. ขั้นตอนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
  11. สงครามยุติ เมื่อฝ่ายพันธมิตรได้พบเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
  12. บทเรียนที่ได้รับ และส่งท้ายด้วยภาพพิพิธภัณฑ์ Auschwitz Museum

สำหรับเพลงประกอบ เดิมนั้นโปรดิวเซอร์ต้องการใช้ Chant des Marais (Peat Bog Soldiers) เพลงประจำตัวนักโทษที่ร้องในค่ายกักกัน ทำเป็น Leitmotif ท่อนเพลงหลักของหนัง แต่ผู้กำกับไม่เห็นด้วย (เพราะมันจะทำให้ผู้ชมหวนระลึกถึงอดีตมากเกินไป) เป็นเพื่อนผู้กำกับ Chris Marker ที่แนะนำ Hanns Eisler ให้มาเป็นผู้ประพันธ์เพลงประกอบหนัง

Hanns Eisler ชาว Austrian เป็นที่รู้จักในฐานะผู้แต่งเพลงชาติของประเทศเยอรมนีตะวันออก, กับเพลงที่เขียนขึ้นประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ เต็มไปด้วยความเศร้าสลด เจ็บปวด หดหู่ เน้นเสียงเครื่องสาย ไวโอลิน เชลโล่ ได้ยินแล้วรู้สึกบาดหู บาดใจ ทุกข์ทรมาน, เสียงเครื่องเป่า ทรัมเป็ต ทรัมโบน สร้างความพิศวงสงสัย อึมครึม (สร้างบรรยากาศที่หดหู่) แต่จะไม่มีเสียงเครื่องกระทบ เปียโน หรือเครื่องประกอบจังหวะอื่นเลยนะครับ ให้เครื่องสายกับเครื่องเป่าล้อรับกันเท่านั้น

ฉบับ remaster ของหนัง เห็นว่าบางผู้ผลิตมีการใส่เพลงและเสียงบรรยาย แก้ไขปรับปรุงเข้าไปใหม่ โดยใช้บทเพลงเขียนขึ้นใหม่ของ Fred Vogels ชาวอเมริกา, ผมไม่ได้ดูฉบับนี้เลยบอกไม่ได้ว่าดีแค่ไหน แต่คิดว่าต้นฉบับของ Eisler ทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์แบบมากๆแล้ว (ก็ไม่รู้เหมือนกันจะแก้ไขทำไม)

หนังที่มีภาพความสยดสยองรุนแรงขนาดนี้ มีหรือจะได้ฉายในโรงภาพยนตร์ ตอนส่งไปให้กองเซนเซอร์ของฝรั่งเศส ถูกร้องขอให้ตัดภาพช่วงท้ายของหนัง ขณะร่างของผู้เสียชีวิตถูกรถไถกวาดลงหลุมฝังศพ แต่ผู้กำกับไม่ยอม จึงได้ทำการประณีประณอมยอมให้เซนเซอร์บางฉาก แต่แค่ไม่มีการตัดออกสักฉากเดียว

แรกสุดหนังวางโปรแกรมฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes ในปีนั้น แต่รัฐบาลกลางของ German พยายามล็อบบี้ไม่ให้หนังฉายซึ่งก็สามารถทำได้สำเร็จ ผู้จัดถอดถอนหนังออกจากโปรแกรมแล้ว แต่ก็มีชาวฝรั่งเศสจำนวนมากออกมาเรียกร้อง บอกถ้าไม่ฉายหนังเรื่องนี้จะเข้าไปก่อกวนปิดงานไม่ให้ได้ฉายหนัง จนสุดท้ายก็ยอมฉายในสาขา Out of Competition

เรื่องตลกคือ พอหนังฉายเสร็จได้รับคำชมล้นหลาม ผู้จัดงานเทศกาลหนัง Berlin (ของ German) พยายามล็อบบี้หนังให้ได้ฉายในงาน

นิตยสาร Sight & Sound จัดอันดับภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมเมื่อปี 2014 (ครั้งแรกที่จัดอันดับสารคดี) Night and Fog เรื่องนี้ติดอันดับ 4 ถือว่าสูงมากๆ แม้ในด้านเทคนิคอาจไม่มีอะไรหวือวาเป็นพิเศษ แต่ผลกระทบต่อผู้ที่ได้ชมมันยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยายจริงๆ

เกร็ด: François Truffaut ยกย่อง 33 นาทีของหนังเรื่องนี้ว่า ‘the greatest film ever made’

คงไม่มีผู้ชมสติดีๆ รับชมสารคดีเรื่องนี้แล้วเกิดความชื่นชอบหลงใหลเป็นแน่แท้ มันน่าขยะแขยงสะอิดสะเอียนเจ็บปวด เต็มไปด้วยความอึดอัดอั้น ทุกข์ทรมานที่ค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆอย่างไร้ขีดจำกัด ขนาดว่าผ่านมาก็ไม่รู้กี่ปีผมก็ยังรู้สึกสัมผัสได้ นี่แสดงว่าอีกร้อยอีกพันปีข้างหน้า ผู้ชมรุ่นใหม่ก็ยังคงต้องสามารถรับรู้เข้าใจความรู้สึกนี้ได้ นับเป็นความสำเร็จของผู้กำกับ Alain Resnais ที่สามารถถ่ายทอดความทรงจำอันชั่วร้ายของสงครามครั้งนี้สู่ฟีล์มภาพยนตร์ ส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปให้ได้รับรู้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้

แนะนำกับผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ กำลังศึกษาเรื่องราว ผลกระทบ ความเลวร้ายที่เกิดจากสงครามโลกครั้งที่ 2, ไม่เหมาะกับคนขวัญอ่อน เด็กเล็กและสตรีมีครรภ์

ผมอยากเสนอแนะให้นำภาพยนตร์เรื่องนี้ไปเปิดฉายต่อผู้นำประเทศ นายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีที่เพิ่งรับตำแหน่งทุกคนทุกประเทศในโลกได้รับชม มีความเชื่อว่าถ้าพวกท่านได้รับชมหนังเรื่องนี้น่าจะไม่เกิดความคิดที่จะก่อการสงครามให้เกิดขึ้นแน่

จัดเรต R กับภาพความโหดร้ายทั้งหลาย

TAGLINE | “Night and Fog สารคดีสั้นของ Alain Resnais จะทำให้คุณหวาดกลัวสงครามจนขี้เยี่ยวเล็ดหด”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of