A Bay of Blood (1971)

Ecologia del delitto

A Bay of Blood (1971) Italian : Mario Bava ♥♥♡

ร้อยเรียง 13 การฆาตกรรมที่คงทำให้คนส่วนใหญ่คลื่นไส้ปั่นป่วน หาสาระอะไรแทบไม่ได้ แต่กลับกลายเป็นรากฐานสำคัญของ Modern Slasher Film อาทิ Friday the 13th (1980), Scream (1996) ฯ และการถ่ายภาพ แพนนิ่ง เคลื่อนไหล ซูมเข้า-ออก อย่างคลุ้มคลั่งเสียสติแตก

ในบรรดาผลงานของผู้กำกับ Mario Bava ว่ากันว่า A Bay of Blood คือภาพยนตร์ทรงอิทธิพลต่อวงการมากที่สุดจนถึงปัจจุบัน ทั้งๆเนื้อหาสาระไม่มีอะไรจับต้องได้ทั้งนั้น ความตั้งใจก็แค่ร้อยเรียง 13 เหตุการณ์ฆาตกรรมเข้าด้วยกัน ประติดประต่อเรื่องราวหลวมๆคิดกันสดๆตรงนั้น ตอนออกฉายถูกนักวิจารณ์เหยียบย่ำจมมิดดิน แต่กาลเวลาไม่เพียงแปรสภาพกลายเป็นโคตร Cult Film แต่ยังได้รับการยกย่องเทิดทูนบูชาโดยกลุ่มผู้คลั่งไคล้ Slasher Film

ถึงผมเองไม่ได้คลุ้มคลั่งปั่นป่วนกับการตายของตัวละครมากนัก (คงพบเห็นการตายโหดๆมาจนชินชา) แต่ก็มิใคร่ในรสนิยม High-Art สุดโต่งลักษณะนี้สักเท่าไหร่ ถ้าสุดท้ายหลงเหลืออะไรให้จับต้องได้บ้างคงเป็นการดีกว่านี้

Mario Bava (1914 – 1980) ผู้กำกับ ตากล้อง สัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่ San Remo, Liguria พ่อเป็นนักแกะสลัก ทำงานแผนก Special Effect ในยุคหนังเงียบ, วัยเด็กวาดฝันอยากเป็นจิตรกร แต่ไม่สามารถนำภาพวาดของตนเองไปขายเพียงพอเลี้ยงชีพได้ เลยเลือกเดินตามรอยเท้าพ่อ กลายเป็นผู้ช่วยตากล้อง Massimo Terzano เริ่มรับงานเองเมื่อปี 1939 และตั้งแต่ Ulysses (1955) เมื่อผู้กำกับทิ้งงาน กึ่งๆบีบบังคับให้เขาต้องควบหน้าที่ไปด้วย ต่อมายัง I Vampiri (1956), The Day the Sky Exploded (1958), Caltiki – The Immortal Monster (1959), The Giant of Marathon (1959) พอมันหลายเรื่องเข้าชักทนไม่ไหว (คือสตูดิโอไม่ให้ Bava รับเครดิตกำกับด้วยไง) สุดท้ายเลยยอมมอบโอกาสให้กำกับหนังเรื่องแรก Black Sunday (1960), The Girl Who Knew Too Much (1963), Black Sabbath (1963), Blood and Black Lace (1964)

สำหรับ A Bay of Blood เกิดจากความต้องการร่วมงานกันอีกระหว่าง Bava กับนักแสดง Laura Betti ต่างประทับใจกันและกันตอนสร้าง Hatchet for the Honeymoon (1969) ตั้งชื่อโปรเจคในตอนแรกว่า Odore di carne (แปลว่า Stench of Flesh) นำแนวคิดไปเสนอต่อโปรดิวเซอร์ Giuseppe Zaccariello จนได้รับอนุมัติเมื่อถึงปริมาณ 13 การฆาตกรรม

Federico Fellini เคยให้สัมภาษณ์ว่า ได้ร่วมพัฒนาบทหนัง Horror เรื่องหนึ่ง (คาดกันว่าเรื่องนี้แหละ) ที่มีการฆาตกรรมจำนวนมาก โดยแต่ละครั้งกลับไม่ได้มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงอะไรกันสักเท่าไหร่ หลังนำเสนอผู้กำกับไปหลายๆแนวคิดกลับถูกปฏิเสธหมด ให้คำแนะนำที่น่าจะสร้างสรรค์ที่สุดในชีวิต ‘เช่นนั้นก็ถ่ายทำตามบทไปก่อน ส่วนเรื่องราวค่อยครุ่นคิดประติดต่อเอาทีหลัง’

เครดิตสร้างเรื่องคือ Dardano Sacchetti กับ Franco Barberi, บทภาพยนตร์ประกอบด้วย Mario Bava, Giuseppe Zaccariello, Filippo Ottoni และฉบับภาษาอังกฤษแปลโดย Gene Luotto

ค่ำคืนแห่งหนึ่ง ณ แมนชั่นริมทะเลสาป Countessa Federica Donati (รับบทโดย Isa Miranda) ถูกรัดแขวนคอเสียชีวิตโดยสามี Filippo (รับบทโดย Giovanni Nuvoletti) แต่ทำให้ตบตาตำรวจว่าเป็นการฆ่าตัวตาย กระนั้นยังไม่ทันผ่านค่ำคืนนั้นกรรมตามทันด้วยการถูกแทงยับสิ้นลมคาที

เรื่องราวก็จะชุลมุนวนเวียนอยู่ในแมนชั่นติดทะเลสาปแห่งนี้ ประกอบด้วย
– นายหน้าค้าที่ Frank Ventura (รับบทโดย Chris Avram) ร่วมกับคนรัก Laura (รับบทโดย Anna Maria Rosati) วางแผนจะฮุบแมนชั่นดังกล่าวเพื่อขายทอดตลาด สุมหัวร่วมมือกับพ่อ Filippo เพื่อให้ฆ่าแม่
– Albert (รับบทโดย Luigi Pistilli) กับภรรยา Renata (รับบทโดย Claudine Auger) มีลูกด้วยกันสองคน วางแผนฮุบแมนชั่นดังกล่าวเช่นกัน ออกติดตามหาตัวพ่อ Filippo ที่หายตัวไป เมื่อพบเจอเลยรู้ว่ามีการเข่นฆ่ากันตายเกิดขึ้น ร่วมกันจัดการฆ่าปิดปากทีละคนที่เหลืออยู่
– Paolo Fassati (รับบทโดย Leopoldo Trieste) นักกีฏวิทยา อาศัยอยู่กับภรรยาชื่นชอบดูดวงไพ่ทาโร่ต์ Anna (รับบทโดย Laura Betti)
– Simon (รับบทโดย Claudio Volonté) บุตรชายนอกสมรสของ Countess Federica วันๆชอบล่องเรือ หว่านแห ออกจับปลาหมึกในทะเลสาป ไม่ได้ใคร่สนใจในแมนชั่นริมทะเลสาปนี้นัก แต่แอบเซ็นสัญญารับเงินสดจาก Frank Ventura เพื่อฆ่าปิดปาก Filippo
– วัยรุ่นหนุ่มสาวสี่คนผู้โชคร้าย ประกอบด้วยหนุ่มขี้อาย Bobby (รับบทโดย Robert Bonnani) กำลังเดทอยู่กับสาวฝรั่งเศส Brunhilda (รับบทโดย Brigitte Skay) ขณะที่ Duke (รับบทโดย Guido Boccaccini) พยายามหาจังหวะหนทางล่อลวง Denise (รับบทโดย Paola Rubens) ให้ร่วมรักหลับนอน

ไล่ๆนับดูก็ครบ 13 คนพอดี เข่นฆ่ากันแบบงูกินหาง เกี่ยวเนื่องด้วยผลประโยชน์ แต่ผมขอไม่ไล่เรียงว่าใครฆ่าใครก่อนหลัง และปิดท้ายยังไงดีกว่า เผื่อมีคนอยากลุ้นว่าหนังจะจบลงเอยเช่นไร ซึ่งก็อาจสร้างความตกตะลึงเซอร์ไพรส์ได้มากทีเดียว

เนื่องจากหนังมีทุนสร้างจำกัด ทำให้ Bava ไม่มีงบประมาณว่าจ้างตากล้องมืออาชีพ ด้วยเหตุนี้เลยต้องรับหน้าที่ถ่ายทำเสียเองเลย ซึ่งก็ได้นำประสบการณ์ครั้งเก่าก่อน เช่นว่าถ่ายภาพ Tracking ก็วางลงบนรถเข็นเด็กเลื่อนไถลไป เพิ่มเติมคือซูมเข้า-ออก เน้นแพนนิ่งมากกขึ้น และหาสิ่งที่สามารถสร้างความต่อเนื่องลื่นไหลขณะทำการร้อยเรียงภาพเหตุการณ์ต่างๆเข้าด้วยกัน

สถานที่ถ่ายทำ ปักหลักอยู่ที่เมืองริมทะเล Sabaudia, Latina, Lazio แต่บริเวณนั้นเห็นว่ามีต้นไม้เพียงไม่กี่ต้นเท่านั้น

“All of this had to occur in a forest. But where was it? Bava said, ‘Don’t worry. I will do the forest.’ And he found a florist who was selling these little stupid branches with little bits of foliage on them, and he began to make them dance in front of the camera! We had to act the scenes strictly in front of those branches—if we moved even an inch either way, the ‘woods’ would disappear!”

– Laura Betti เล่าถึงประสบการณ์ในกองถ่าย

ผมว่าช็อตนี้ชัดเจนมากๆเลยว่า กิ่งก้านใบไม้ที่ดูเขียวๆรกๆ มันไม่ใช่ผลผลิตจากธรรมชาติจริงๆสักเท่าไหร่ แต่ถ้ามองผ่านๆคงไม่ครุ่นคิดอะไร

ความคลุ้มคลั่งของการถ่ายทำคือ จากภาพเบลอปรับโฟกัสแล้วซูมออก -> แพนนิ่งหรือเคลื่อนติดตามจากตำแหน่งหนึ่งไปสอง -> จากนั้นซูมเข้าจนระยะประชิดแล้วทำการปรับโฟกัสจนเบลอ นี่เป็นไดเรคชั่นที่ค่อนข้างยุ่งยากเพราะต้องอาศัยการคำนวณ คาดคะเน กะจังหวะเปะๆถึงออกมาลงตัวพอดิบพอดี ประเด็นคือไม่ใช่เทคนิคพบเห็นเพียงครั้งสองครั้งในหนังแต่หลักหลายสิบเลยละ ต้องระดับเก๋าเกมฝีมือจัดจ้านจริงๆถึงกล้าถ่ายออกมาแบบนี้

จริงอยู่เทคนิคนี้ทำให้หนังมีความ Stylish แต่ก็จักสูญเสียจังหวะเล่าเรื่อง ที่ต้องปล่อยให้ทุกสิ่งอย่างเคลื่อนคล้อยตามการเคลื่อนไหลงานภาพไป … กระนั้นเนื้อหาของหนังก็ใช่ว่ามีอะไรจับต้องได้อยู่แล้ว จะถือเป็นไดเรคชั่นเพื่อเติมเต็มส่วนบกพร่องขาดแหว่ง สานสัมพันธ์ระหว่างรอคอยเหตุการณ์ฆาตกรรมก็ยังได้

อีกเทคนิคหนึ่งพบเห็นบ่อย คือการถ่ายภาพในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง นี่จะสร้างความพิศวงงงงวยให้กับผู้ชมว่า ใครคือตัวละครดังกล่าว พบเห็นการกระทำเช่นว่า เอาเชือกตวัดรัดคอ, มีดจ้วงแทงคนตาย, หรือดวงตาซุ่มแอบมองอยู่เบื้องหลัง ฯ แต่ผมว่าไม่มีความจำเป็นใดๆต้องล่วงรู้หลอกนะว่าใครฆ่าใคร เพราะสุดท้ายก็ตายหมดเกลี้ยงอยู่ดี

สำหรับนักแต่งหน้า Make-Up Special Effect ติดต่อว่าจ้าง Carlo Rambaldi (1925 – 2012) สัญชาติอิตาเลี่ยน เจ้าของว่าที่สามรางวัล Oscar
– Special Achievement for Best Visual Effects จากเรื่อง King Kong (1976)
– Best Visual Effect จากเรื่อง Alien (1979) และ E.T. the Extra-Terrestrial (1982)

ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากสุดคือมีดอีโต้จามหน้า ช็อตนี้แหละครับ ขนาดว่า Christopher Lee ทนความขยะแขยง รับไม่ได้จนต้องเดินออกจากโรงหนังโดยทันที!

ตัดต่อโดย Carlo Reali, ให้ถือว่าแมนชั่นริมทะเลสาปแห่งนี้คือจุดหมุนของหนังก็แล้วกัน เพราะการเล่าเรื่องมิได้เฉพาะเจาะจงใครคนใดเป็นพิเศษ ช่วงแนะนำตัวละครก็ใช่ว่าลำดับแรกสุดจะคือพระเอก นี่เพื่อมิให้ผู้ชมสามารถคาดเดาบุคคลผู้อาจเอาตัวรอดพ้นจนถึงตอนจบได้นั่นเอง

และเพื่อเป็นการอธิบายจุดเริ่มต้น ช่วงท้ายๆเรื่องจะมีเล่าย้อนอดีต Flashback ถึงบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตของ Countessa Federica Donati อันเป็นชนวนเหตุให้เกิดการเข่นฆ่า แก่งแย่งชิง ฮุบมรดกพื้นที่ดินติดริมทะเลสาปแห่งนี้

เพลงประกอบโดย Stelvio Cipriani (1937 – 2018) สัญชาติอิตาเลี่ยน ผลงานเด่น อาทิ The Stranger Returns (1967), The Anonymous Venetian (1970), A Bay of Blood (1971) ฯ

รสนิยมทางดนตรีของผู้กำกับ Bava ต้องชมเลยว่ามีความกล้าจะทดลองสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ฟังเฉพาะจาก Soundtrack ถ้าไม่รู้ว่าประกอบหนัง Horror ก็คงคิดว่าบทเพลงฟังสบายๆ เพลินหูเพลินใจ แต่เมื่อเกิดความตระหนักขึ้นแล้ว มันจะมีความทรงพลัง สยิวกาย ‘Skin Crawling’ เขย่าขวัญสั่นหัวใจเพิ่มเข้ามาด้วย

ผมขอเรียกว่า ‘รสนิยมไฮโซของการฆาตกรรม’ คือมันไม่จำเป็นต้องกรีดกราย รุกเร้า บาดแทงไปถึงขั้วหัวใจ สามารถนำเอาเพลงหวานๆแนว Waltz มาเปิดฟังขณะกำลังเชือดเฉือนฆ่าคนตาย นั่นอาจเป็นสิ่งขัดแย้งต่อความรู้สึกหลายๆคน แต่มันคืออารมณ์’ศิลปิน’ของฆาตกร เหมือนว่าเขาได้ยินบทเพลงลักษณะนี้จริงๆระหว่างกระทำการเข่นฆ่าผู้อื่น

ในโลกที่ทุกคนเต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา ราคะ ต่างต่อสู้ดิ้นรน เข่นฆ่าแกงแย่งฉกชิงเพื่อมีชีวิตตัวรอด และตนเองได้ผลประโยชน์สูงสุดจากความขัดแย้ง ช่างเป็นความโง่งมบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เหมือนผลลัพท์ตอนจบ ‘ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว’ พวกเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไร เกิดอะไรขึ้น แค่ดำเนินชีวิตไปตามโชคชะตาฟ้าลิขิต พึงพอใจส่วนตนเท่านั้นเอง

หลายคนอาจครุ่นคิดหาสาระของ A Bay of Blood ไปต่างๆนานา สะท้อนความโลภละโมบ เห็นแก่ตัว วัวลืมตน ขาดสติฉุกยับยั้งคิด ขัดแย้งภายในครอบครัว ฯลฯ แต่เหล่านั้นล้วนไม่ใช่ความตั้งใจ/เป้าหมายของผู้สร้างที่จะนำเสนอข้อคิดคติสอนใจคน ทั้งหมดเป็นเพียงการบำบัดความใคร่สนใจส่วนตัวตนเอง ‘ศิลปิน’ ไม่ได้มีเหตุผลอะไรลึกซึ้งไปมากกว่านี้

เพราะนี่คืองานศิลป์ระดับ High-Art สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อพุ่งเป้าทำลายบรรทัดฐานเก่า แล้วสร้างเพดานข้อจำกัดใหม่ให้กับวงการ สุดโต่งเพื่อจักกลายเป็นรากฐาน อิทธิพล แรงบันดาลใจให้คนรุ่นถัดไปดำเนินเดินรอยตาม กาลเวลาเท่านั้นเป็นสิ่งพิสูจน์คุณค่าของงานศิลปะประเภทนี้

ไม่ได้มีการจดบันทึกไว้ทั้งหมด แต่ A Bay of Blood เป็นหนังที่เมื่อตอนออกฉายมีชื่ออื่น (Alternate Title) มากเสียจนอาจจะเยอะสุดแล้วกระมัง อาทิ
– Ecologia del delitto ภาษาอิตาเลี่ยน แปลว่า Ecology of Crime
– Reazione a catena ภาษาอิตาเลี่ยน แปลว่า Chain Reaction
– Bahia de Sangre ภาษาอิตาเลี่ยน แปลว่า Bay of Blood
– Carnage
– Twitch of the Death Nerve
– Blood Bath
– Last House on the Left – Part II (or Last House – Part II) [ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับ The Last House on the Left (1972) ของผู้กำกับ Wes Craven]
– New House on the Left
ฯลฯ

ภาพยนตร์ Hollywood ที่ถือว่ารับอิทธิพลจากเรื่องนี้มากสุดคงหนีไม่พ้น Friday the 13th (1980) และภาคต่อ พบเห็นตั้งแต่พื้นหลังในป่าดง ตัวเลข 13 กลุ่มวัยรุ่นหล่อๆสวยๆ ทำตัวสำมะเลเทเมา การตายของบางตัวละคร ฯ เรื่องอื่นๆ อาทิ The Burning, Just Before Dawn (1981), Scream (1996), I Know What You Did Last Summer (1997), Urban Legend (1998) ฯ

Dario Argento ตกหลุมรักคลั่งไคล้หนังเรื่องนี้อย่างมาก ถึงขนาดให้เพื่อนที่เป็นคนฉายหนัง ขโมยฟีล์มเรื่องนี้ส่งมอบให้เขาหลังจากฉายได้สัปดาห์กว่าๆ เห็นว่าปัจจุบันก็ยังคงเก็บสะสมอยู่ในคอลเลกชั่นส่วนตัว [สำหรับโรงหนังดังกล่าวที่ถูกขโมยฟีล์มโดยไม่รู้ตัวการ จำต้องจัดฉายเรื่องอื่นแทน A Hatchet for the Honeymoon (1970) ]

เกร็ด: ในบรรดาผลงานของตัวเอง Mario Bava บอกว่าชื่นชอบหนังเรื่องนี้ที่สุดแล้ว

นอกจากการถ่ายภาพและเพลงประกอบที่ต้องเอ่ยปากชมว่าโคตรเจ๋ง แต่เนื้อเรื่องราว ฆาตกรรม การตาย ภาพรวมเป็นอะไรที่ไร้สาระสุดโต่ง High-Art แบบนี้คือรสนิยมส่วนตัวล้วนๆ ไม่ถูกโฉลกกับผมสักเท่าไหร่

แนะนำคอหนัง Horror, Slasher Film, ฆาตกรรมซ่อนเงื่อน, ทำงานแผนกเบื้องหลัง แต่งหน้า Special Effect, ชื่นชอบงานภาพเจ๋งๆ ตื่นตระการกับเทคนิค, แฟนๆผู้กำกับ Mario Bava และนักแสดงสาวสุดสุวย Laura Betti ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับความรุนแรง ฆาตกรรม ไร้สาระเหตุผล

TAGLINE | “A Bay of Blood อาจเป็นผลงานทรงอิทธิพลที่สุดของ Mario Bava แต่คือ High-Art ที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทนรับชมดูได้”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of