A Child Is Waiting (1963)

A Child Is Waiting

A Child Is Waiting (1963) hollywood : John Cassavetes ♥♥♥

(mini Review) Burt Lancaster กับ Judy Garland ทำงานเป็นครูในโรงเรียนสอนเด็กพิเศษ ถ้าคุณพบว่าลูกรักมีความผิดปกติทางกายหรือจิต จงอย่าอับอาย อย่าทอดทิ้ง เพราะเขาจะไม่เหลือใครให้พึ่งพิงอีกแล้ว และย่อมต้องการความเอาใจใส่มากกว่าทั่วไปแน่ๆ, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

หนังเรื่องนี้มีความทรมานในการรับชมอย่างมาก ผมถึงกับดิ้นพร่านอย่างรวดร้าวใจ ยิ่งคนที่ค่อนข้างอ่อนไหว เชื่อว่าคงไม่สามารถกลั้นบ่อน้ำตา ไหลนองทะลักออกมาเป็นสายแน่ๆ เพราะความผิดปกติของเด็กๆที่พบเจอได้ในหนังเรื่องนี้ ล้วนเกิดขึ้นจากสิ่งเรียกว่า ‘โชคชะตา’ กรรมล้วนๆ เป็นเรื่องที่ใครๆก็มีโอกาสประสบพบเจอได้ทั้งนั้น การ”ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพื่อให้เกิดความตระหนัก รับรู้สึก เข้าใจต่อสถานการณ์ ถ้าโชคร้ายคนในครอบครัวหรือลูกหลานของเรา มีความผิดปกติบางสิ่งอย่าง ขออย่าทำเหมือนตัวละครพ่อ-แม่ แบบหนังเรื่องนี้ก็แล้วกัน

หลังความสำเร็จของ Judgment at Nuremberg (1961) ผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์ Stanley Kramer มีความต้องการนำทีมงานชุดเดิมมาสานต่อสร้างภาพยนตร์อีกเรื่อง เริ่มต้นจากนักเขียนบท Abby Mann ได้แนะนำโปรเจคหนึ่ง ที่เคยพัฒนาขึ้นใน Teleplay รายการวิทยุ-โทรทัศน์ เรื่อง Westinghouse Studio One (1948-1958) ซึ่งพอ Kramer ได้อ่านบทหนังนี้เกิดความชื่นชอบสนใจเป็นอย่างมาก ติดต่อ Jack Clayton ให้มาเป็นผู้กำกับตัวตายตัวแทน แต่เจ้าตัวดันตอบตกลงอีกโปรเจคไปแล้ว ลงเอยที่ John Cassavetes แรกๆเหมือนจะไปด้วยกันได้ดี สุดท้ายเห็นว่าถูกไล่ออกช่วงการตัดต่อ Post-Production เพราะวิสัยทัศน์ไม่ตรงกัน

ต้องถือว่าโปรดิวเซอร์ Stanley Kramer มีอิทธิพลต่อไดเรคชั่นของหนังมากกว่าผู้กำกับ John Cassavetes ในผลลัพท์ที่ออกมา

Jean Hansen (รับบทโดย Judy Garland) เรียนจบจาก Juilliard School (โรงเรียนสอนดนตรีอันดับต้นๆของโลก) หางานมาหลายที่แต่ยังไม่พบเจอความสนใจจริง สมัครเป็นครูสอนดนตรีที่ Crawthorne State Mental Hospital พบเจอกับผู้อำนวยการ Dr. Matthew Clark (รับบทโดย Burt Lancaster) ที่มีความเข้มงวดเรื่องการสอนเด็กพิเศษเหล่านี้มาก แต่ติดที่เด็กชาย Reuben Widdicombe (รับบท Bruce Ritchey) เด็กชายอายุ 12 ปี น่าจะเป็นคนเดียวที่วิธีการนี้ใช้ไม่ได้ผล แต่การพบเจอครูสาว Jean Hansen ทำให้เขาค่อยๆสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองในทางทีดีขึ้นได้

มุมมองของหนังเล่าผ่านสายตาของตัวละคร Jean Hansen ก็เหมือนผู้ชมทั่วไปที่อาจไม่เคยมีความรู้จัก เข้าใจปัญหา สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กๆเหล่านี้ ความใคร่สงสัยช่วงแรก แปรสภาพเป็นสงสารเห็นใจ ต้องการทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือ แล้วเกิดความขัดแย้งกับวิธีการ จนในที่สุดก็ค้นพบบทบาท ความต้องการ สิ่งที่เธอสามารถกระทำได้เพื่อพวกเขา

นี่เป็นผลงานการแสดงเรื่องรองสุดท้ายของ Judy Garland (1922 – 1969) เหมือนว่าเธอจะมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงตัวละครมากทีเดียว แสดงออกด้วยความเหน็ดเหนื่อย สับสนวุ่นวาย อ่อนล้า จริงอยู่นี่ช่วยเสริมมิติให้กับตัวละครมีความซับซ้อนขึ้น แต่เหมือนว่านี่ไม่ใช่การแสดง เป็นตัวเธอเองเสียมากกว่า

Burt Lancaster (1913 – 1994) ยังคงอยู่ในมาดชายถึก ‘tough guys’ ตัวละครมีความเชื่อมั่นแรงกล้าในวิธีการของตนเอง ทั้งๆที่อาจรู้ตัวด้วยซ้ำว่าผิด แต่มิอาจแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้ เพราะมันจะทำให้ทุกสิ่งที่เคยยึดถือปฏิบัติมาล่มสลายลงทันที

สำหรับตัวประกอบเด็กๆทั้งหลายล้วนเป็นผู้มีความผิดปกติทางกายและจิต อาศัยอยู่ Pacific State Hospital ที่ Pomona, California ซึ่งใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำอีกด้วย, เห็นว่าหนังมีการ improvise ระหว่างถ่ายทำอยู่เรื่อยๆ เพราะไม่มีใครคาดการณ์หรือควบคุมสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ ฉากเด่นชัดมากๆคือตอนตัวละครของ Garland เดินทางถึงโรงเรียนครั้งแรก โดนเด็กๆลุมห้อมล้อม นี่ไม่น่ามีในบทแน่ๆ พวกเขาแสดงออกด้วยความใคร่สนใจจริงๆ (สีหน้าของ Garland ฉากนี้ก็ค่อนข้างสับสน ประหลาดใจมากเลยทีเดียว)

แต่เด็กชาย Bruce Ritchey ที่รับบท Reuben Widdicombe ไม่ได้มีความปกติอะไรเลยนะครับ ผ่านการคัดเลือกจากการ Audition คงด้วยท่าทางมีความขบถอยู่ในใจ และสายตาอันใสบริสุทธิ์แต่ล่องลอยโหยหา, ทั้งชีวิตเห็นเล่นหนังอีกเรื่องคือ The Silencers (1966) แต่คงเทียบไม่ได้กับ A Child Is Waiting เป็นแน่

ความผิดปกติของเด็กชาย คือการครุ่นคิด-พูดช้า อันน่าจะเกิดจาก IQ ต่ำ ซึ่งพอถูกครอบครัวทิ้งจากการโดนหลอกให้ลงจากรถโดย Dr. Matthew Clark ก็เกลียดขี้หน้าเขาจับใจ ปฏิเสธคำสั่งทุกสิ่งอย่าง ต่อต้านสังคม ไม่กล้าคบเพื่อน กลัวการยอมรับ จึงอยู่ตัวคนเดียว อ้างว้างโดดเดี่ยว มีสถานะแน่นิ่ง เหม่อลอยเหมือนผัก (Vegetative State) แต่หลังจากพบเจอครูสาว Jean Hansen ที่มอบความรักความจริงจังให้ ก็เริ่มสามารถปรับตัว แต่ขณะเดียวกันเกิดความหึงหวงริษยา ต้องการเป็นเจ้าของครอบครองเธอแต่เพียงผู้เดียว

ว่าไป Reuben กับ Jean มีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก ทั้งสองต้องการค้นหาที่พึ่งพิง บางสิ่งอย่างเพื่อเป็นเป้าหมายในชีวิต ราวกับถูกทอดทิ้ง ยังไม่ได้พบเจอ ด้วยเหตุนี้ทั้งคู่จึงแสวงหากันและกัน เติมเต็มความต้องการ หัวใจของอีกฝ่ายได้อย่างลงตัว

ถ่ายภาพโดย Joseph LaShelle ตากล้องสัญชาติอเมริกา ขาประจำของ Otto Preminger กับ Billy Wilder ผลงานเด่น อาทิ Laura (1944), Fallen Angel (1945), Marty (1955), The Apartment (1960) ฯ หนังใช้ภาพขาว-ดำ เพื่อเล่นกับเงาอย่างมีนัยยะสำคัญ ได้สัมผัสของ Noir (LaShelle เป็นตากล้องสาย film noir) สะท้อนความเจ็บปวดรวดร้าวด้วยความเข้มแสง

ปัญหาของหนังเกิดขึ้นในช่วงการตัดต่อโดย Gene Fowler, Jr. กับ Robert C. Jones

“It was a fight of technique. Stanley is a more traditional picture-maker, and Cassavetes was, I guess, called Nouvelle Vague. He was trying some things, which frankly I disagreed with, and I thought he was hurting the picture by blunting the so-called message with technique.”

– Gene Fowler, Jr.

Cassavetes สร้างหนังเรื่องนี้ ด้วยเป้าหมายนำเสนอเด็กๆที่ถึงปัญหาความผิดปกติ แต่มีความเป็นตัวของตนเอง (better in their own way) โรงเรียนสอนการใช้ชีวิต ปรับตัวเข้ากับสังคม เผื่อว่าโตขึ้นจะสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องรับการช่วยเหลือจากผู้อื่นเสมอไป, แต่กับ Kramer คนหัวโบราณ ต้องการหนังนำเสนออย่างตรงไปตรงมา เด็กๆ/คนที่มีความผิดปกติ สมควรต้องอาศัยอยู่ในสถาบันเหล่านี้ตลอดไป

“My dream was to jump the barrier of ordinary objection to the subject matter into an area in which the treatment of it and the performance of it would be so exquisite that it would transcend all that. Somewhere we failed.”

– John Cassavetes

กับหนังเรื่องนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่าวิสัยทัศน์ของ Cassavetes ค่อนข้างน่าสนใจ ดูยิ่งใหญ่มีความหวังกว่าของ Kramer เป็นไหนๆ เพราะผลลัพท์ของหนังที่ออกมา ราวกับจะบอกว่าเด็กๆพวกนี้คงไม่สามารถเอาตัวรอด เติบโตขึ้นพึ่งพาตัวเองได้แน่ พุ่งเป้าไปที่การสร้างความเข้าใจและยอมรับของครอบครัว (พ่อ-แม่) ต่อลูกที่มีความผิดปกติ ถึงส่งเขาไปอยู่โรงเรียน/สถาบัน/โรงพยาบาลบ้า ก็ใช่ว่าควรทอดทิ้งให้เป็นภาระสังคม

เพลงประกอบโดย Ernest Gold เจ้าของรางวัล Oscar: Best Original Score จากเรื่อง Exodus (1960) ใช้เสียงเปียโนนุ่มๆ นำทางหนังทั้งเรื่อง, กระนั้นบทเพลงทรงพลังสุดของหนังคือ Snowflakes แต่งโดย Marjorie D. Kurtz ขับร้องโดย/บรรเลง Judy Garland นี่เป็นการสอนร้องเพลงที่ยากยิ่ง ทรมาน เรียกน้ำตาไหลพรากๆ

ด้วยทุนสร้าง $2 ล้านเหรียญ ทำเงินได้เพียงประมาณ $925,000 เหรียญ ขาดทุนย่อยยับ (แค่ค่าตัวของ Lancaster ก็ $500,000 เหรียญแล้วนะครับ) นี่ถือว่าไม่ผิดคาดประการใด เพราะหนังที่ดูยาก นอกจากแฟนๆของ Burt Lancaster กับ Judy Garland คงไม่ค่อยมีใครอยากทนทุกข์ทรมานสักเท่าไหร่แน่

จริงๆผมไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนะ คือมันค่อนข้างอึดอัด ทรมานเกินไปเสียหน่อย แต่ให้ความเห็นส่วนตัวชอบเพราะรู้สึกว่าเป็นหนังที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งทำให้ผมเองเกิดความตระหนักในเรื่องพวกนี้พอสมควรเหมือนกัน เห็นแค่นี้ยังทุกข์ขนาดนี้ แล้วเด็กๆเหล่านี้ละไม่ยิ่งกว่าพวกเราๆหรอกหรือ

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศหนัง และความทรมานในการรับชม

TAGLINE | “A Child Is Waiting เป็นการเฝ้ารอคอยอย่างทุกข์ทรมาน แต่ด้วยการแสดงของ Burt Lancaster และ Judy Garland ก็ยังพอมีหวังอยู่”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of