Alien (1979)

Alien

Alien (1979) hollywood : Ridley Scott ♥♥♥♥

ในห้วงอวกาศอันเว้งว้างว่างเปล่า มนุษย์ 7 คน ขณะกำลังเดินทางกลับโลก พบเจอกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวตนหนึ่ง มีลักษณะคล้ายกับเชื้อโรคปรสิต เกิด-เติบโต-วิวัฒนาการ ค่อยๆฆ่าล้างกำจัดพวกเขาทีละคน จะมีใครหลงเหลือรอดชีวิตกลับสู่โลกได้สำเร็จ

Alien ภาคแรกสุดของผู้กำกับ Ridley Scott คือตำนานของภาพยนตร์แนวไซไฟ ที่ได้รับการยกย่อง กล่าวขวัญ ทรงอิทธิพลสูงสุดในโลก, นิตยสาร TIMEOUT จัดอันดับ The 100 Best Sci-Fi Movies
1. 2001: A Space Odyssey (1968)
2. Blade Runner (1982)
3. Alien (1979)
4. Close Encounters of the Third Kind (1977)
5. Aliens (1986)
reference: https://www.timeout.com/london/film/the-100-best-sci-fi-movies

ถ้าคุณเป็นคอหนังไซไฟ สักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องหามารับชมดูให้ได้นะครับ

Alien เป็นภาพยนตร์ที่ผู้ชมส่วนใหญ่คงคิดว่าเป็นแนว Horror ที่สร้างความระทึก สยองขวัญ สั่นประสาท ผสมผสานกับแนว Sci-Fi ที่เป็นการผจญภัย Space Opera ของมนุษย์ในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น, แต่หนังเรื่องนี้สามารถคิดวิเคราะห์ตีความได้ลึกซึ้งมากๆ ผมตั้งคำถามให้ก่อนแล้วกัน เผื่อใครชอบครุ่นจะได้มีเวลาคิดหาคำตอบ

– Alien คืออะไร? มาจากไหน? มีนัยยะสื่อถึงอะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร? ความสามารถ? วิวัฒนาการ?
– ลูกเรือ ทำไมต้อง 7 คน? แต่ละคนมีหน้าที่ นัยยะถึงอะไร? ลำดับการตาย? ตายอย่างไร? ทำไมถึงตายแบบนั้น?
– ยานอวกาศ Nostromo มีนัยยะสื่อถึงอะไร? ทำไมลูกเรือเรียกว่า Mother? จอดแวะจอดดาวดวงนี้เพื่อ?

จากบทภาพยนตร์ของ Dan O’Bannon ผู้มีความสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวตั้งแต่สมัยเรียน เคยร่วมงานเป็นเพื่อนสนิทกับว่าที่ผู้กำกับดัง John Carpenter ทำหนังสั้น Dark Star เป็นแนว Sci-Fi Comedy สร้างเอเลี่ยนด้วยลูกบอลชายหาดพ่นด้วยสีสเปรย์ เอิ่ม… แม้จะเป็นแค่โปรเจคสนุกๆสมัยเรียน แต่ก็ทำให้ O’Bannon เกิดความใฝ่ฝันอยากสร้างหนังที่เกี่ยวกับเอเลี่ยนแบบจริงๆจังๆ

หลายปีถัดมามีโอกาสร่วมงานกับ Ronald Shusett พัฒนา Treatment ความยาว 29 หน้ากระดาษ ตั้งชื่อว่า Memory เรื่องราวของลูกเรือยานอวกาศลำหนึ่ง ระหว่างเดินทางกลับโลกได้ถูกปลุกขึ้น เพราะยานได้รับสัญญาณอะไรบางอย่างจากดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ทำให้พวกเขาต้องลงไปสำรวจตรวจสอบ ค้นหาว่ามีอะไรเกิดขึ้นกันแน่ แต่บทหนังยังไม่มีเรื่องราว รายละเอียด ตัวละครนำ พบเจออะไร และมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง

ระหว่างนั้น O’Bannon ได้มีโอกาสร่วมพัฒนาโปรเจคหนังเรื่อง Dune ของ Alejandro Jodorowsky เสียเวลาไปหลายเดือนแต่กลับไม่เป็นรูปเป็นร่าง กระนั้นทำให้เขาได้มีโอกาสอ่านหนังสือนิยาย Science-Fiction หลายเล่ม ซึ่งต่อมากลายเป็นแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะการออกแบบรูปร่างของสัตว์ประหลาด เปลี่ยนชื่อโปรเจคใหม่ว่า Star Beast แต่ไม่นานก็ลงตัวที่ Alien คำกลางๆสามารถเป็นได้ทั้งคำนามและคำคุณศัพท์ หมายถึง สิ่งมีชีวิตนอกโลก คนแปลกหน้า ต่างด้าว (noun) และความแปลกแยก แตกต่าง (adj)

“I didn’t steal Alien from anybody. I stole it from everybody!”

– คำสัมภาษณ์ของ Dan O’Bannon

นักวิจารณ์ชื่อดัง Roger Ebert กล่าวถึง Alien ในบทความวิจารณ์ย่อหน้าแรกเลย

Its most obvious influence is Howard Hawks’ “The Thing” (1951), which was also about a team in an isolated outpost who discover a long-dormant alien, bring it inside, and are picked off one by one as it haunts the corridors. Look at that movie, and you see “Alien” in embryo.

ผมไม่ค่อยมีโอกาสรับชมภาพยนตร์ไซไฟในทศวรรษ 50s – 60s สักเท่าไหร่ แต่ก็พอรู้จักบ้าง, O’Bannon ให้สัมภาษณ์พูดถึงหนังที่เขาขโมยแนวคิด ประกอบด้วย
– The Thing from Another World (1951) กำกับโดย Christian Nyby [หนังเรื่องนี้ Howard Hawks ไม่ได้กำกับนะครับ มีชื่อเป็น Uncredited เหมือนว่า Ebert จะเข้าใจผิด] เรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบสิ่งมีชีวิตไม่เคยพบเจอมาก่อน นำกลับมาฟักเลี้ยงในห้องทดลองแล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
– Forbidden Planet (1956) ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งส่งสัญญาณไม่ให้ลงจอด แต่ลูกเรือไม่มีใครฟัง ทำให้พวกเขาทะยอยถูกฆ่าโดยสิ่งมีชีวิตลึกลับนั้น สมน้ำหน้าที่ไม่ยอมเชื่อคำเตือน
– Planet of the Vampires (1965) ขณะที่ตัวละครในหนังค้นพบซากโครงกระดูกของมนุษย์ เป็นแรงบันดาลใจในฉากนักสำรวจพบเจอ Engineer ครั้งแรก

การมาของ 2001: A Space Odyssey (1968) ถือเป็นก้าวย่างแรกของหนังไซไฟอนาคตล้ำยุค แต่ก้าวสำคัญของแนวนี้คือ Star Wars (1977) กับความสำเร็จล้นหลามแบบคาดไม่ถึง ทำให้หลายสตูดิโอเกิดความสนใจเร่งด้วนในโปรเจคลักษณะเดียวกัน, 20th Century Fox ที่ตอนแรกไม่คิดจะให้ทุนสร้างหนังเรื่องนี้ แต่พอเห็นความสำเร็จของ Star Wars ก็รีบอนุมัติทุ่มงบประมาณให้ไม่อั้น

“They wanted to follow through on Star Wars, and they wanted to follow through fast, and the only spaceship script they had sitting on their desk was Alien”.

สำหรับผู้กำกับ Fox ได้เล็ง Walter Hill ไว้คนแรก แต่เขาบอกปัดเพราะไม่ค่อยมั่นใจตัวเองจะสามารถควบคุมงานสร้างที่ใช้ Visual Effect ระดับนี้ได้, ผู้กำกับถัดมาอาทิ Peter Yates, Jack Clayton, Robert Aldrich แต่ O’Bannon คิดว่าพวกเขาอาจไม่ทุ่มเทใจให้กับโปรเจคนี้อย่างเต็มที่ มองเป็นแค่หนังสัตว์ประหลาดเกรด B สุดท้ายเลยมาจบที่ Ridley Scott ที่เพิ่งมีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก The Duellists (1977) พอได้รับการติดต่อ ก็รีบตกลงแทบทันที

ตอนนั้น Ridley Scott ยังถือว่าเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ไฟแรง โอกาสได้ทำหนังทุนสูงระดับนี้ไม่ใช่มากันง่ายๆ หลังอ่านบทภาพยนตร์เสร็จได้วาด Storyboard เก็บรายละเอียด จินตนาการภาพหนังที่ตนสนใจ อาทิ แบบร่างยานอวกาศ, ชุดอวกาศ ฯ  นำไปเสนอ Fox เกิดความประทับใจชื่นชอบในความคิดสร้างสรรค์และความทุ่มเท ถึงขนาดเพิ่มทุนสร้างให้อีกเท่าตัว, Scott ให้คำอธิบายหนังโดยย่อว่า ‘The Texas Chain Saw Massacre of science fiction.’

ส่วนตัวของ Scott ไม่เคยชื่นชอบหนังแนว Horror แต่เพราะการได้รับโอกาสสร้างหนังเรื่องนี้ ทำให้เขาทดลองอะไรหลายๆอย่าง ด้วยความเชื่อหนึ่งว่า ‘ความกลัวไม่ได้เกิดจากสิ่งที่คุณเห็น แต่เป็นผลลัพท์จากสิ่งที่คุณคิดว่าตัวเองเห็น’

“I’ve never liked horror films before, because in the end it’s always been a man in a rubber suit. Well, there’s one way to deal with that. The most important thing in a film of this type is not what you see, but the effect of what you think you saw.”

สำหรับนักแสดงนำ เนื่องจากทั้งเรื่องมีตัวละครที่เป็นมนุษย์ เพียงลูกเรือในยาน Nostromo แต่ 7 คน ผู้กำกับจึงเลือกนักแสดงที่ค่อนข้างมีฝีมือ จะได้ไม่ต้องเสียเวลากำกับนักแสดงมาก เอาเวลาความคิดไปทุ่มให้กับ Visual ของหนังมากกว่า

Arthur Koblenz Dallas (รับบทโดย Tom Skerritt) กัปตันของยาน Nostromo เป็นคนมีความเป็นผู้นำสูง ชื่นชอบการผจญภัย กล้าหาญเสียสละ และรู้หน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองเป็นอย่างดี, Skerritt ตอนแรกที่อ่านบท บอกปัดปฏิเสธไม่สนใจ แต่เมื่อบทหนังมีการพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่างจากเดิมอย่างมาก ได้รับการยื่นข้อเสนอใหม่ Skerritt เลยตอบตกลง และระหว่างโปรดักชั่นหนัง เขาแอบกระซิบขอโปรดิวเซอร์ ขอลดแลกค่าตัวกับเปอร์เซ็นต์กำไรของหนัง (คงเพราะคิดว่าหนังต้องประสบความสำเร็จแน่ ซึ่งก็เป็นไปตามคาด)

เกร็ด: ในหนังจะมีการสนทนาเกี่ยวกับโบนัสของงาน นี่จงใจล้อแกล้ง Skerritt ที่ยอมลดค่าตัวแลกกับเปอร์เซ็นต์กำไรของหนังแน่ๆ

การตายของตัวละครนี้ เกิดจากความกล้าหาญเสียสละของผู้นำที่เกินตัว ในช่องอากาศ (Air ducts) อยู่ดีๆก็ถูกเอเลี่ยนจับตัวหายไปเลย, ในหนังฉบับ Director’s Cut/Delete Scene ตัวละครนี้จะปรากฎอีกครั้งตอนท้าย ติดอยู่ในรังของเอเลี่ยนสภาพร่อแร่ใกล้ตาย Ridley ใช้ Flamethrower เผาฆ่าทำลาย เสียชีวิตด้วยไฟ

Ellen Louise Ripley (รับบทโดย Sigourney Weaver) หญิงสาวที่เป็นตัวละครหลักในแฟนไชร์ Alien, เธอเป็นหญิงแกร่งที่เข้มแข็ง เฉลียวฉลาด เป็นตัวละครที่มีจิตสำนึก ไม่คิดทำอะไรด้วยอารมณ์แต่ด้วยเหตุผล, Weaver เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงละคร Off-Broadways เล่นหนังครั้งแรกเป็นตัวประกอบ Annie Hall (1977) ต่อมาได้รับเลือกแสดงนำใน Alien ที่ทั้งแจ้งเกิดและประสบความสำเร็จน่าจะสูงสุด ผลงานอื่นๆที่ดังๆ อาทิ Ghostbusters (1984), Gorillas in the Mist (1988), Working Girl (1988), Avatar (2009) ฯ

เดิมนั้นบท Ripley ผู้เขียนตั้งใจให้เป็นผู้ชาย แต่พอ Scott เข้ามา ได้ขอว่าตัวละครนี้ต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับ’การเกิด’ของเอเลี่ยน และการรอดชีวิตของเธอในตอนจบ จะสร้างความประหลาดใจให้ผู้ชมได้มาก

เกร็ด: Ripley เป็นตัวละครที่ AFI’s 100 Years…100 Heroes & Villains จัดอันดับฝั่งฮีโร่ยอดนิยม ลำดับที่ 8 [เป็นฮีโร่ผู้หญิงลำดับ 2 ถัดจาก Clarice Starling จาก The Silence of the Lambs (1991)]

Joan Marie Lambert (รับบท Veronica Cartwright) ต้นหนของ Nostromo เธอเป็นผู้หญิงปากจัด แต่จิตใจอ่อนแอหวาดกลัวจนตัวสั่น เมื่อตกอยู่สถานการณ์เป็นตายไม่สามารถคิดทำ เอาตัวรอดด้วยตนเองได้, Cartwright ที่เพิ่งมีบทบาทจาก Invasion of the Body Snatchers (1978) สนใจรับบท Ripley เข้ามา Audition แต่ผู้กำกับขอให้เธอรับบท Lambert พูดเกลี้ยกล่อมจนยอมเล่น, เดิมนั้นบทนี้ถือว่าเป็นตัวละครตลก ช่วยสร้างอารมณ์ขันผ่อนคลายให้หนัง แต่ Scott ก็ตัดสินใจทิ้งแนวคิดนั้นไป เปลี่ยนให้ตัวละครกลายเป็นตัวแทนของความ’สิ้นหวัง’ แทน

Samuel Elias Brett (รับบทโดย Harry Dean Stanton) ช่างเครื่อง ฝ่ายเทคนิค ลูกมือของ Parker ที่ชอบพูดว่า ‘Right.’ เออออห่อมกตามคนอื่น ไม่มีความคิดอ่านเป็นของตนเอง, Stanton ตอนมา Audition บอกกับ Scott ว่าเขาไม่ใช่แฟนของหนังแนวไซไฟหรือ Horror ผู้กำกับตอบว่า เขาก็เช่นกัน แต่ Alien มีอะไรมากกว่านั้น, การตายของตัวละครนี้ เพราะความสงสารแมว (คือแมวมันเอาตัวรอดได้นะ การกระทำของหมอนี่ Out-of-Charactor มาก) ออกตามหาช่วยเหลือ ผลลัพท์คือถูกเอเลี่ยนกระชากดึงตัวขึ้นไปด้านบน โผล่อีกทีก็อยู่ใน Cocoon เป็นวุ่นคาดว่าน่าจะเสียชีวิตไปแล้ว

Dennis Monroe Parker (รับบทโดย Yaphet Kotto) หัวหน้าช่างเครื่องผิวสี มีความกล้าบ้าบิ่นหัวรุนแรง ใจร้อน สนแต่ผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ค่อยรับฟังคำพูดเหตุผลของผู้อื่นเสียเท่าไหร่, ผู้จัดการของ Kotto แนะนำให้เขาปฏิเสธบทนี้ เพราะค่าตัวในสัญญาค่อนข้างน้อย แต่เขาตัดสินใจรับบทเพราะชื่นชอบวิสัยทัศน์ของผู้กำกับ, เห็นว่าในกองถ่าย Kotto จะคอยหาเรื่องไม่ถูกกับ Weaver นี่เป็นการเสี้ยมของ Scott เพื่อเพิ่มความตรึงเครียดในระหว่างถ่ายทำของสองตัวละคร, การตายของ Parker ส่วนหนึ่งมาจากความเสียสละ (ต้องการช่วยเหลือ Lambert แต่ยัยนั้นกลับทำอะไรไม่ได้) ใช้พละกำลังอาวุธต่อสู้อย่างสุดฝีมือ แต่ก็ไม่สามารถต่อกรเอาชนะได้

Gilbert Ward ‘Thomas’ Kane (รับบทโดย John Hurt) รองกัปตัน ที่มีความกล้าหาญบ้าบิ่น อยากรู้อยากเห็น เต็มเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของนักบุกเบิก ระหว่างออกสำรวจได้ถูกสิ่งมีชีวิตเข้ายึดร่าง กลายเป็น host ร่างฟักไข่ให้กับเอเลี่ยน, เดิมนั้น Hurt ติดงานอื่นอยู่ไม่ว่างมาแสดง เป็น Jon Finch ที่รับเล่นแทน แต่ระหว่างถ่ายทำ Finch น้ำตาลในเลือดขึ้นสูง (เป็นเบาหวาน) ทำให้ต้องถอนตัว และ Hurt สงสัยบังเอิญว่างพอดีเลยกลับมารับบท

การตายของ Kane มีชื่อเรียกว่า Violent Birth ซึ่งเกิดจากการถูกสัตว์ประหลาดข่มขืน … เดี๋ยวผมจะอธิบายอีกทีตรงส่วนวิเคราะห์หนังนะครับ

Ash (รับบทโดย Ian Holm) เจ้าหน้าที่แผนกวิทยาศาสตร์ มีความรู้เรื่องการแพทย์ ชีววิทยา และสนใจการมีตัวตนของสิ่งมีชีวิตต่างดาว, เดิมทีตัวละครนี้ไม่มีอยู่ในบท แต่ได้เพิ่มเข้าไปเพื่อสร้างพล็อตรองให้กับหนัง โดยทำให้เป็นหุ่นยนต์ (Hyperdyne Systems 120-A/2 Android) แต่กว่าผู้ชมจะรู้ความจริงนี้ก็ช่วงท้ายของหนัง คนที่ไม่รู้มาก่อนคงสร้างความประหลาดใจยิ่งยวด ซึ่งนี่สามารถอธิบายความคิดของตัวละคร ในความสุดโต่งหลายๆอย่าง, Holm เป็นนักแสดงฝั่งอังกฤษ ที่มีชื่อเสียงจากการแสดงละครเวที กับหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นการแจ้งเกิดทางฝั่ง Hollywood ครั้งแรกอย่างประสบความสำเร็จ

การตายของ Ash เกิดจากการกระทำตนเอง คงเพราะจากความคับข้องใจ (frustration) จึงได้พยายามที่จะทำร้าย ฆ่าปิดปาก Ripley แต่ถูก Parker ใช้ท่อนเหล็กทุบหัวจนศีรษะหลุดออกจากร่าง ดิ้นพร่านกระแด่วๆ … แต่ก็ยังไม่ตาย Ripley สามารถชุบชีวิตขึ้นมาได้ครั้งหนึ่ง เพื่อสนทนาสอบถามความเป็นไปได้ในการฆ่าเอเลี่ยน สุดท้ายถูก Parker ใช้ไฟเผาเห็นผิวชั้นนอกไหม้ละลายจนเห็นเนื้อหนังว่างเปล่าภายใน

อีกหนึ่งนักแสดงที่แม้จะไม่เห็นหน้า แต่ต้องพูดถึงคือ ชายในชุดเอเลี่ยน Bolaji Badejo ชาว Nigerian ที่สูง 6 ฟุต 10 นิ้ว (208 เซนติเมตร) สวมชุดที่ทำด้วย Latex มีส่วนหัวแยกออกอีกชิ้น ซึ่งจะมีกลไกสามารถควบคุมปากที่สองของเอเลี่ยนได้, ออกแบบโดย H. R. Giger ชาว Swiss ศิลปินผู้ชื่นชอบแนว Surrealist ที่วาดภาพ Necronom IV ที่ Scott เลือกมาเป็นต้นแบบของเอเลี่ยนในหนัง

Necronom IV

ไม่มีใครรู้ว่าเอเลี่ยนเริ่มต้น ถือกำเนิดจากที่ไหน (แต่ถ้าใครอยากรู้ผมคิดว่าไตรภาค Prometheus อาจมีคำตอบ) วงจรชีวิต: เริ่มต้นเป็นไข่เกิดจากราชินี ถูกกระตุ้นโดยสิ่งมีชีวิตที่เข้ามาใกล้ ฟักตัวกลายเป็น Facehugger เกาะใบหน้าเหยื่อแล้ววางไข่ในร่าง ดูดกลืนกินสารอาหาร (คล้ายกับปรสิต) แล้วเกิดใหม่ออกจากหน้าท้อง Chestburster แหกหน้าอกกลายมาเป็นร่างเอเลี่ยนเด็ก จากนั้นเติบโตพัฒนาการขยายร่างโดยการลอกคราบ กลายเป็นตัวเต็มวัยในระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

จุดเด่นของเอเลี่ยน อยู่ที่ส่วนหัวมีขนาดยาวและปากที่สองยื่นออกมา (Pharyngeal Jaws) มีลักษณะคล้ายลึงค์ เป็นสัญลักษณ์แทนการข่มขืน, ส่วนนี้สร้างโดย Carlo Rambaldi นักสร้าง Special Effect สัญชาติอิตาเลี่ยน ที่มีอีกผลงานเด่นคือ ออกแบบมนุษย์ต่างดาวใน E.T. the Extra-Terrestrial (1982)

ถ่ายภาพโดย Derek Vanlint ตากล้องสัญชาติแคนาดา, ความโดดเด่นแรกคือลีลาการเคลื่อนกล้อง โดยเฉพาะฉากแรกของหนัง Long Take ภายในยาน Nostromo เริ่มจากห้องหนึ่ง เคลื่อนผ่านห้องโถงทางเดิน ไปจบที่อีกห้องหนึ่ง นี่เป็นการเคลื่อนกล้องที่มีความพิศวงมาก คล้ายๆ Establish Shot แนะนำสถานที่ แต่ดูแล้วมีนัยยะต้องการให้เกิดสัมผัสบางอย่าง คล้ายกับในครรภ์ของมารดา, ตอนลูกเรือทั้ง 7 ตื่นนอนขึ้น เตียงนอนก็มีลักษณะรูปทรงเหมือนไข่

ยานอวกาศ Nostromo เป็นโมเดลจำลอง miniature ขนาด 1/24 เท่าของจริง สร้างขึ้นถ่ายทำในสตูดิโอ Bray Studios, Berkshire และ Shepperton Studios, London การถ่ายทำใช้กล้อง slow pass film ที่ความเร็ว 2½ เฟรมต่อวินาที นี่ทำให้ภาพที่ออกมาเคลื่อนไหวช้ามีความสมจริงมากขึ้น

เกร็ด: ยานอวกาศที่ Ridley หนีออกมาตอนจบชื่อ Narcissus, ในตำนานเทพปกรณัมกรีก นาซิสซัสเป็นนายพรานผู้หยิ่งทะนง ขึ้นชื่อในเรื่องความงามกว่าใคร ครั้งหนึ่งได้เห็นเงาของตนสะท้อนในบ่อน้ำแล้วเกิดตกหลุมรัก ไม่รู้ตัวว่านั่นเงาตนเอง สุดท้ายเสียชีวิตเพราะไม่อาจผละสายตาไปจากความงามของเงาสะท้อนนั้นได้

ส่วนยานอวกาศของเอเลี่ยน มีลักษณะเป็นเสี้ยวคล้ายๆเกือกม้า มีคนมองว่านั่นคล้ายกับมดลูกของผู้หญิง (ก็ไม่คล้ายเท่าไหร่นะ)

ผู้ชมจะไม่มีโอกาสเห็นเอเลี่ยนเต็มตัวสักครั้งในหนัง เพราะผู้กำกับจงใจที่จะไม่เปิดเผยให้เห็น เพื่อสร้างความพิศวงลึกลับ เขย่าขวัญสั่นประสาท แค่เสียง/เงา และการรับรู้ว่ามีตัวตน ก็เพียงพอให้เกิดความกลัวสั่นสะท้าน

“Every movement is going to be very slow, very graceful, and the Alien will alter shape so you never really know exactly what he looks like.”

ด้วยเหตุผลนี้แหละ ทำให้ Alien กลายเป็นตัวละครที่ได้รับการยกย่องว่า ‘one of the most iconic movie monsters in film history’

ฉากช่วงท้าย หนังเต็มไปด้วย Special Effect มากมาย แสงไฟที่หมุนกระพริบถี่ๆจนแสบตา, ควันสีขาวที่พวยพุ่งออกมาจากท่อ จนแทบมองอะไรไม่เห็น, เสียงสัญญาณเตือนภัย, เสียงเครื่องยนต์กลไกที่กำลังทำงานผิดพลาด ฯ เหล่านี้เพื่อสร้างความสับสนวุ่นวายอลม่าน ให้ผู้ชมเกิดความเครียดวิตกจริต สมัยนั้นถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง แต่สมัยนี้กับคนดูเป็นอาจจะไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่

ตัดต่อโดย Terry Rawlings และ Peter Weatherley คนแรกเคยร่วมงานกับ Scott ตั้งแต่ The Duellists, หนังใช้เวลา post-production กว่า 20 สัปดาห์ (เกือบครั้งปี) นี่รวมถึงการทำ Visual Effect ของหนังด้วยนะครับ

เทคนิคการตัดต่อ เรียกว่า ‘slow pace’ แบบไม่รีบเร่ง ค่อยๆสร้างจังหวะ บรรยากาศ สะสมให้รู้สึกอึดอัดอั้นเกิดความเครียดกดดัน ใช้เทคนิค Montage เข้าช่วยบ้างเพื่อสร้างความฉงนสงสัย เมื่อนั้นอยู่ดีๆเอเลี่ยนก็จะปรากฎตัวโผล่ขึ้นมา ผู้ชม/ตัวละครเกิดความตกใจเฉียบพลัน

“I think the way we did get it right was by keeping it slow, funny enough, which is completely different from what they do today. And I think the slowness of it made the moments that you wanted people to be sort of scared…then we could go as fast as we liked because you’ve sucked people into a corner and then attacked them, so to speak. And I think that’s how it worked.”

ตัดต่อฉบับแรกได้ความยาวกว่า 3 ชั่วโมง (คงแบบปล่อยยาวมากๆ) ฉบับที่ฉายตัดให้เหลือน้อยกว่าสองชั่วโมง

สำหรับผู้ชมสมัยนี้ รับชมหนังอาจรู้สึกเร่าร้อนรน เพราะไม่เห็นเอเลี่ยนปรากฎตัวสักที กว่าจะโผล่มาสักครั้งก็ลีลาเล่นตัวเหลือเกิน น่าตื่นเต้นยังไง?, ถ้าคุณรู้สึกอย่างนี้ ลองสวมวิญญาณตัวเองเข้าไปเป็นตัวละครหนึ่งในหนังดูนะครับ หรือเปรียบเทียบความรู้สึกของหนังกับความกลัวในชีวิตจริง เช่นว่า ฉันไม่กล้าเดินเข้าซอยนี้เพราะมืดเหลือเกิน แต่วันหนึ่งจำเป็นต้องเดินผ่าน แต่ละก้าวย่าง รู้สึกหวาดหวั่น ขนหัวลุกกลัว ใครสักคนแอบซ่อนอยู่หรือเปล่า? ฉันจะปลอดภัยไหม? นี่คือความรู้สึกเดียวกันกับหนังนะครับ เพราะการไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง นี่น่ากลัวหัวหดกว่าเห็นสิ่งอยู่ไกลๆวิ่งเข้ามา นั่นเรายังมีโอกาสคิดวิ่งหนีทัน แต่ถ้าอยู่ดีๆเหมือนไม่มีอะไรแล้วผลุบโผล่ขึ้นมา แบบนี้ช็อคตายคาที่ได้เลยละ

เพลงประกอบโดย Jerry Goldsmith นี่คืออีกโคตรไฮไลท์ของหนัง แม้ความตั้งใจแรกของ Scott จะต้องการให้ Isao Tomita ทำเพลงให้ก็ตาม แต่ไม่สามารถลุสัญญาได้, ในฉากที่กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าไปอย่างไม่รีบเร่ง เสียง Sound Effect เป็นปกติทั่วไป แต่เพลงประกอบคืออีก’ภาษา’หนึ่งของหนังที่สนทนากับผู้ชม คือสร้างสัมผัสบรรยากาศ ความรู้สึกขนลุกขนพอง ส่วนใหญ่มานิ่งๆเบาๆ แต่ลุ่มลึกล้ำเหลือเกิน เรียกความไพเราะของบนเพลงได้ว่า ‘dark beauty’

ผมคงหยิบเพลงประกอบอื่นมาให้ฟังไม่ได้ เว้นแต่ Opening Credit ดนตรีที่เป็นปฐมบทของความหลอกหลอน ถ้าคุณเป็นคนขวัญอ่อนได้ยินเพลงนี้ คืนนี้อาจได้นอนไม่หลับแน่

ในช่วงระหว่างการพัฒนาบทภาพยนตร์ Ronald Shusett ได้แรงบันดาลใจหนึ่ง ‘สัตว์ประหลาดกระทำการ Sex/Rape กับลูกเรือคนหนึ่ง ฝังไข่ไว้ในร่าง จากนั้นคลอดลูก แหกออกมาทางหน้าอก’

“I have an idea: the monster screws one of them, planting its egg in his body, and then bursting out of his chest.”

‘ความตาย’ คือสิ่งที่มนุษย์มีความหวาดกลัวที่สุด แล้วอะไรคือสิ่งรองลงมาละ? ความโดดเดี่ยว, ความล้มเหลวในชีวิต, ความละอาย ฯ หนึ่งในนั้นคงต้องมี ‘การถูกข่มขืน’

คำว่า ‘ข่มขืน’ เป็นคำที่กว้างมาก ไม่ได้จำกัดแค่การล่วงละเมิดโดยไม่สมยอมทางเพศเท่านั้น การถูกคุกคามทางความคิด/จิตใจ/ความรู้สึก ก็สามารถเกิดความรู้สึกเหมือนโดนข่มขืนได้เช่นกัน เราจึงสามารถแบ่งออกได้เป็น การข่มขืนทางกาย และการข่มขืนทางใจ

โดยปกติแล้วคนที่ถูกข่มขืนล่วงเกินทางกาย มักได้รับผลกระทบกระเทือนต่อจิต หรือถูกข่มขืนทางใจด้วย เพราะมักยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ ฉันทำผิดอะไรทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น! การรักษาแผลทางกายไม่นานเดี๋ยวก็หาย (ถ้าไม่ติดโรคร้ายแรงนะ) แต่บาดแผลทางใจ ยากที่จะรักษาได้หายขาด

พูดถึงการข่มขืน คนส่วนใหญ่คงจินตนาการถึงภาพ ผู้ชายข่มขืนผู้หญิง (และ/หรือ เด็ก) แต่มันก็มีนะครับ ชายข่มขืนชาย, หญิงข่มขืนชาย, ข่มขืนสัตว์ ฯ มีครบทุกรูปแบบในโลก

กับหนังเรื่องนี้ สิ่งที่เอเลี่ยนกระทำกับ Kane เหยื่อรายแรก มองได้ว่าเป็นการถูกข่มขืน (Male Rape) ด้วยการสอดแทรกอวัยวะเข้าทางปาก เรียกว่า ‘Oral Invasion’ แล้วทำการฝังไข่ไว้ในร่างของมนุษย์

“One thing that people are all disturbed about is sex… I said ‘That’s how I’m going to attack the audience; I’m going to attack them sexually. And I’m not going to go after the women in the audience, I’m going to attack the men. I am going to put in every image I can think of to make the men in the audience cross their legs. Homosexual oral rape, birth. The thing lays its eggs down your throat, the whole number.'”

บทสัมภาษณ์นี้ของ Dan O’Bannon ทำให้ผมพอจะรับรู้ความตั้งใจในการสร้าง Alien ของเขา ประหนึ่งเป็นการล้างแค้น เอาคืน (Rape Revenge) โดยเฉพาะผู้ชาย ที่สร้างปัญหาเหล่านี้ให้กับสังคม, สะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก ของผู้ถูกกระทำ ให้ผู้ชมสามารถสัมผัสรับรู้ความน่าขยะแขยง เจ็บปวดร้าวของการ’ถูกข่มขืน’

ผู้ชมจะรู้สึกเสมือนกำลังโดน’ข่มขืนทางใจ’ ร่างกายเรานั่งอยู่เฉยๆ หลังพิงพนักโซฟา ไม่ได้ถูกสัมผัสกระทำอะไร แต่จิตใจได้รับการลุกล้ำด้วยภาพ ความรู้สึกหวาดกลัวที่ประดังทะลักเข้ามา ความสะพรึงขณะตัวละครถูกทำร้ายฆ่า หัวใจหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่ม มันเหมือนว่าหนังเรื่องนี้กำลัง’ข่มขืน’ คุณอยู่นะครับ

เมื่อถูกข่มขืน… ความอัดอั้นมันแน่นอยู่เต็มอก พร้อมที่จะทะลักระเบิดออกมา นั่นคือ Chestburster ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพวาด Surrealist ของ Francis Bacon ปี 1944 ชื่อ Three Studies for Figures at the Base of a Crucifixion

การเกิดของ Chestburster ทำให้ host/Kane เสียชีวิต นี่เรียกว่า ‘violent birth’ มีนัยยะพูดถึงสิ่งที่คนสมัยก่อนมักเข้าใจผิด ด้วยความไม่รู้ว่าเด็กคลอดจากท้องของแม่อย่างไร มีความเชื่อหนึ่งก็คือ แหกหน้าอกออกมาแบบนี้

ลูกเรือที่เหลือเมื่อเห็นการเกิดของ Chestburster มี 5 คนที่สามารถตัดสิน เข้าใจได้ทันทีว่า สิ่งมีชีวิตตนนี้ไม่มาดีแน่ นั่นเพราะจิตสำนึกของคนทั่วไปสามารถรับรู้ได้ว่า ‘การข่มขืน’ มันเป็นเรื่องชั่วร้าย อันตราย สมควรอย่างยิ่งที่ต้องถูกกำจัด ทำลายล้างให้สูญสิ้น แต่มีคนหนึ่งไม่สิตนหนึ่ง Ash เป็นผู้เดียวที่หัวชนฝา ไม่เห็นด้วย ไม่ยินยอม ‘I admire its purity. A survivor… unclouded by conscience, remorse, or delusions of morality.’

ตรรกะของ Ash เจ้าหน้าที่แผนกวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เอนเอียง อ้างอิงถึงความถูกต้องเหมาะสมทางคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม อื่นใด สิ่งที่เขาสนใจคือการมีตัวตน เหตุผล ธรรมชาติ ความบริสุทธิ์ ซึ่งถือว่ามีความน่าหลงใหล น่าสนใจศึกษา … นี่คือตัวแทนของ’นักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์’แท้ๆเลยนะครับ ที่สามารถมองนอกรอบความคิด ข้อจำกัดของมนุษย์ เฉพาะกับผู้ที่สามารถมองนอกกรอบนี้ได้ จะเห็นความสวยงามจริงแท้ของ’ธรรมชาติ’ และ’ชีวิต’

แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ยอมรับไม่ได้กับความคิดแบบนี้ (ก็เหมือนกับ กาลิเลโอ ที่ตอนคิดค้นทฤษฎีโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ แต่ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อ หาว่าเป็นคนบ้า) ความคับข้องใจจึงเกิดขึ้นกับ Ash เรียกว่า ‘Sexual Frustration’ ต้องการฆ่าปิดปาก Ripley กระทำด้วยการหยิบหนังสือม้วนเป็นแท่ง(เหมือนลึงค์) ยัดใส่ปาก นี่มองได้กับการพยายามข่มขืนแบบ ‘Oral Invasion’ ตอนที่ถูก Parker ฟาดด้วยเหล็ก มีอาการการดิ้นกระแด่วๆไปมาชักกระตุก เหมือนคนที่มีอารมณ์ทางเพศแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

ในบาป 7 ประการ (Seven Deadly Sins) กามราคะ (lust) การคิดในทางเสื่อม ความต้องการเป็นที่สนใจจากผู้อื่น ความต้องการความเร้าใจ หมกมุ่นทางเพศที่มากจนเกินไป หรือที่ผิดมนุษย์ปกติ บทลงโทษผู้กระทำบาปข้อนี้คือ ถูกรมด้วยสารกำมะถันและไฟ และตัดอวัยวะเพศ

สังเกตว่าลูกเรือทั้งหลายที่ถูกฆ่า หลายคนเสียชีวิตด้วยไฟ (แต่ไฟฆ่าเอเลี่ยนไม่ได้นะครับ) มีทั้งที่โดยสมยอม ไม่สมยอม รับรู้ตนเอง ไม่รับรู้ [ว่าไปการพ่นไฟจาก Flamethrower หรือ Special Effect ประกอบฉาก มีนัยยะถึงการโพยพุ่งของเปลวราคะ], แต่การเผาที่เป็นไฮไล์คือ Ash (แปลว่า ขี้เถ้าถ่าน) ทำให้ผิวหนังชั้นนอกไหม้ละลาย กลายเป็นขี้เถ้าที่ไร้ค่า จนเห็นร่างภายในที่ว่างเปล่าบริสุทธิ์ … นี่อาจมีนัยยะถึง ‘เหตุผล’ หนึ่งของผู้ที่กระทำการข่มขืน คือข้างในของพวกเขามักว่างเปล่า บริสุทธิ์ ไม่มีอะไร แต่ถูกบริบทของสังคม เสี้ยมสั่งสอนขัดเกลา ทำให้กลายเป็นคนที่มีความต้องการบางอย่างรุนแรง ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

ในมุมส่วนตัวของการวิเคราะห์ ผมมองว่า ‘เอเลี่ยน’ คือตัวแทนมวลรวมความชั่วร้ายจากภายนอก ภัยที่เข้ามากัดกร่อนกินจิตใจของมนุษย์, อาศัยอยู่ในยานอวกาศที่เรียกว่า แม่ (Mother) เปรียบตัวละครลูกเรือทั้ง 7 คล้ายๆกับ Inside Out แทนด้วยลักษณะนิสัย ตัวตน ความต้องการของมนุษย์ อาทิ
– Dallas ความเป็นผู้นำ
– Ripley ความสงบสุขุมเยือกเย็น
– Lambert ความขลาดหวาดกลัว
– Brett ความขี้เกียจคร้าน โอนอ่อนผ่อนตาม
– Parker ความกล้าบ้าบิ่นที่ไร้สติ
– Kane ความอยากรู้อยากเห็น กล้าหาญ
– Ash คิดด้วยตรรกะเหตุผล

ด้วยเหตุนี้ Kane ผู้มีความกล้าหาญอยากรู้อยากเห็น จึงเป็นคนแรกที่เสียชีวิต –> ตามมาด้วย Brett ผู้เกียจคร้าน –> Dallas ผู้นำที่ต้องตัดสินใจทำบางสิ่งอย่าง –> Ash ตรรกะบางอย่างย่อมใช้ไม่ได้ผล –> Lambert ความกลัวขี่เยี่ยวราดจะเอาตัวรอดได้อย่างไร (แต่อยู่รอดนานขนาดนี้นี่ไม่ธรรมดาเลย คงเพราะมัวแต่หลบซ่อนแอบหลบอยู่ข้างหลังสินะ) –> Parker ความกล้าบ้าบิ่นไร้สมอง สุดท้ายก็ไม่สามารถเอาตัวรอดได้

เช่นกันกับวิวัฒนาการของเอเลี่ยน มีนัยยะถึงการเจริญเติบโต แปรสภาพ เปลี่ยนรูปแบบ เริ่มต้นจากเป็นเพียงปรสิตเกาะกิน ความชั่วร้ายมีขนาดเล็ก นำเข้าจากภายนอกสู่จิตใจที่บริสุทธิ์ จากนั้นค่อยๆขยายร่าง กลืนกิน ครอบงำ จนมีขนาดใหญ่ตัวโตเต็มร่าง ที่สุดของความรุนแรง เกรี้ยวกราด อันตราย

แต่มนุษย์คนสุดท้าย Ripley ผู้สุขุมเยือกเย็น นี่เป็นสิ่งที่แม้แต่ความชั่วร้ายกลายร่างครอบงำทั้งหมด ก็ไม่สามารถกระทำอะไรบุคคลที่มี’สติ’คงอยู่กับตัวได้, วิธีการตอนจบคือยิงฉมวกปักร่าง แล้วให้แรงกดดันอากาศจากภายนอก ฉุดกระชากดึงเอเลี่ยนออกนอกยาน’ของตนเอง’ไป เป็นตายไม่รู้ แค่ความชั่วร้ายไม่ได้สิงสถิตอาศัยอยู่ในจิตใจก็เกินพอ (ผมเชื่อว่าเอเลี่ยนมันอึดขนาดนี้คงไม่ตายในอวกาศง่ายๆนะครับ เปรียบได้กับความชั่วร้ายไม่มีทางหมดไปจากโลก)

ด้วยความสำเร็จอันล้นหลามของ Alien ทำให้ทัศนะคติ มุมมอง ความรู้สึกของชาวโลก ต่อสิ่งมีชีวิตต่างดาวเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คือ ถ้าพูดเอเลี่ยน คนสมัยนี้จะรู้สึกหวาดหวั่นกลัว เป็นสิ่งอันตราย ไม่ควรเข้าใกล้ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากภาพลักษณ์เอเลี่ยนของหนังเรื่องนี้ (ทั้งๆที่มนุษย์ต่างดาว อาจไม่ได้มีหน้าตาแบบนั้น หรือเป็นผู้อันตรายแบบในหนังก็ได้)

ตอนหนังฉายรอบปฐมทัศน์ ได้ยินว่ามีคนวิ่งออกจากโรงภาพยนตร์

“It was the most incredible preview I’ve ever been in. I mean, people were screaming and running out of the theater.”

– นักตัดต่อ Terry Rawlings พูดถึงประสบการณ์ฉายรอบปฐมทัศน์

ทุนสร้างเริ่มต้น $4.2 ล้านเหรียญ แต่บานปลายไปถึง $9-11 ล้านเหรียญ หนังทำเงินในอเมริกา $78.9 ล้านเหรียญ ขณะรายรับรวมทั่วโลก ไม่มีระบุตัวเลขที่แน่นอน อยู่ช่วงระหว่าง $104.9 – 203.6 ล้านเหรียญ (อาจเพราะหนังมีการฉายใหม่หลายรอบ ทำให้ตัวเลขไม่แน่นอน), เมื่อตอนที่หนังได้ลง Home Video ยอดขาย/ให้เช่า VHS และ Betamax เฉพาะในอเมริกา ประเมินว่าไม่ต่ำกว่าอีก $40.3 ล้านเหรียญ [ด้วยเหตุนี้ผู้สร้างจึงเข็น Alien ออกมาอีกหลายฉบับ อาทิ Director’s Cut, ครบรอบ 35 ปี ฯ]

เข้าชิง Oscar 2 สาขา ได้มา 1 รางวัล
– Best Art Direction-Set Decoration
– Best Visual Effects ** ได้รางวัล

ส่วน Golden Globe เข้าชิงสาขา
– Best Original Score – Motion Picture

ถือว่าในปีที่ฉาย หนังได้รับการมองข้ามโดยสิ้นเชิงจากคณะกรรมการ Academy คงเพราะคิดว่านี่เป็นหนังแนว Horror, Sci-Fi ที่ถึงจะดูสนุก โปรดักชั่นอลังการ Visual Effect ตระการตา แต่ไม่ค่อยมีคุณค่าทางศิลปะเท่าไหร่ (ทัศนคตินี้ยังคงไม่เปลี่ยนนะครับ เพราะยังคงไม่มีหนัง Sci-Fi ที่ VFX อลังการๆ ได้ Oscar: Best Picture สักเรื่อง!)

กาลเวลาได้แปรสภาพหนังเรื่องนี้ให้กลายเป็นตำนาน’เหนือกาลเวลา’ รับชมสมัยนี้ยังสนุกได้ (แม้อาจจะรู้สึกหนังดำเนินเรื่องช้า น่าเบื่อเสียหาย) แต่ถือเป็นประสบการณ์ที่ตราตรึง ยากนักที่หนังสมัยนี้จะสามารถสร้างปรากฎการณ์ เทียบเท่าความสำเร็จได้กับต้นฉบับอีกแล้ว, สำหรับภาคต่อที่นำแสดงโดย Sigourney Weaver มีทั้งหมด 4 ภาค
– Alien (1979)
– Aliens (1986)
– Alien 3 (1992)
– Alien: Resurrection (1997)

ที่เป็น Prequel โดยผู้กำกับ Ridley Scott ถึงปี 2017 มี 2 ภาค
– Prometheus (2012)
– Alien: Covenant (2017)

ส่วนตัวแค่ชอบใน direction ภาพ แสง เสียง และโปรดักชั่นงานสร้าง, แต่ผมไม่เคยมีความประทับใจหนังประเภท ฆ่าไว้ก่อน เหตุผลไว้ทีหลัง บ้าคลั่งเลือดสาด เล่นกับอารมณ์ความหวาดกลัวขนหัวลุก เต็มไปด้วยความรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อนัยยะแฝงนำ’การข่มขืน’ นี่เป็นสิ่งที่ผมไม่รู้สึกอภิรมณ์โดยสิ้นเชิง

แนะนำกับคอหนัง Horror สยดสยอง เลือดสาด ขนหัวลุก
คอหนัง Sci-Fi ชื่นชอบการครุ่นคิดปรัชญา และตั้งคำถาม
คอหนัง Feminist แจ้งเกิดนักแสดงนำหญิง Sigourney Weaver
และเพลงประกอบโคตรเพราะๆของ Jerry Goldsmith

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แฟนหนังแฟนไชร์ Alien, คอหนังสมัยนี้แทบทุกคนรู้จักเอเลี่ยน แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่เคยดูต้นฉบับ ถ้าจะเรียกตัวเองว่าแฟนพันธุ์แท้ พลาดเรื่องนี้ไปได้อย่างไร

จัดเรต 18+ กับความบ้าคลั่ง รุนแรง ความตาย และประสบการณ์การรับชมที่เหมือนกำลังถูก’ข่มขืน’

TAGLINE | “Alien ของ Ridley Scott คือต้นฉบับความสมบูรณ์แบบเหนือกาลเวลาของหนัง Horror Sci-Fi ที่จะชวนให้คุณขนหัวลุก ตราตรึง จดจำไม่มีวันลืม”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of