Atonement (2007)

Atonement

Atonement (2007) British : Joe Wright ♥♥♥♥♡

จินตนาการเพ้อไปไกลของเด็กหญิงสาว ทำให้สองคนรักพลัดพรากจาก กลายเป็นตราบาปฝังลึกในจิตใจ อยากจะขอขมาลาโทษแต่ขลาดเขลาจนสูญเสียสิ้นโอกาส วิธีการเดียวที่หลงเหลือทำได้ คือเขียนนิยายวาดฝันให้พวกเขาได้ครองคู่อยู่ร่วมกัน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าผู้ชมหลายคนอาจคิดเพ้อไปไกล -ไม่ต่างจาก Briony Tallis- ว่านิยายต้นฉบับคงอ้างอิงเรื่องราวจากชีวประวัติของผู้เขียนอย่างแน่แท้ แต่ความเป็นจริงคือ Ian Russell McEwan นักเขียนสัญชาติอังกฤษ เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และแต่งวรรณกรรมเรื่องนี้จากจินตนาการของตนเองล้วนๆ ตีพิมพ์วางขายปี 2001

เป็นความโชคดีส่วนตัวที่ผมมีโอกาสรับชม Atonement ในโรงภาพยนตร์ คุ้นๆว่าต้องดิ้นรนไปถึง Lido เพราะฉายจำกัดโรง เหตุผลที่สนใจเพราะตัวอย่างหนังมีความสวยงามมากๆ คุ้นๆว่าเพิ่งคว้ารางวัลอะไรสักอย่างจากเทศกาลหนังเมือง Venice และกำลังเข้าชิง Oscar หลายสาขา, ความประทับใจตราติดตรึงตั้งแต่ครานั้น เกือบจะกลายเป็นหนึ่งในหนังเรื่องโปรด ครึ่งแรกให้สัมผัสเหมือนฝัน ครึ่งหลังตื่นขึ้นมาพบโลกความจริงอันโหดร้าย และช็อคกับตอนจบหักมุมคาดคิดไม่ถึง หมดสิ้นเรี่ยวแรงต้องลากสังขารไร้วิญญาณกลับห้อง แผ่นออกรีบซื้อ Blu-Ray สอยเก็บ หวนกลับมารับชมครานี้ น่าจะเกือบๆรอบที่สิบกว่าแล้ว ยังหลงใหลคลั่งไคล้รักยิ่งมิเสื่อมคลาย

ขอแนะนำผู้เขียนนิยายก่อนแล้วกัน Ian Russell McEwan (เกิดปี 1948) สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Aldershot ได้รับการยกย่องจาก The Times ว่าเป็น ‘นักเขียนสัญชาติอังกฤษยอดเยี่ยมที่สุดตั้งแต่ปี 1945’ และ The Daily Telegraph ติดอันดับ 19 ของ ‘100 ผู้ทรงอิทธิพลในวัฒนธรรมชาติอังกฤษ’

วัยเด็กของ McEwan ใช้ชีวิตออกเดินทางร่วมกับพ่อที่เป็นทหารยศนายพัน ไปประจำการยังเอเชียตะวันออก (น่าจะฮ่องกง), สิงคโปร์, เยอรมัน, แอฟริกาเหนือ, ลิเบีย ฯ กลับอังกฤษตอนอายุ 12 เข้าเรียนจบจาก University of Sussex สาขาวรรณกรรมภาษาอังกฤษ และ University of East Anglia ปริญญาโทสาขาวรรณกรรม, เริ่มเขียนเรื่องสั้นคว้ารางวัลมากมาย เรื่องยาวตีพิมพ์ก็ประสบความสำเร็จ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Man Booker Prize (เทียบเท่ากับ Pulitzer Prize ของอังกฤษ) ถึง 6 ครั้ง ชนะมาหนึ่งจากผลงาน Amsterdam (1998) ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Cement Garden (1993), The Innocent (1990), Enduring Love (1997), Atonement (2001), On Chesil Beach (2007), The Children Act (2014) ฯ

สไตล์ความสนใจของ McEwan มักใช้ความใสซื่อบริสุทธิ์ของตัวละครใดหนึ่ง ก่อให้เกิดความผิดพลาด ขัดแย้ง บาดหมาง แล้วให้บริบททางสังคมเป็นผู้กำหนดลงโทษการกระทำผิดครั้งนั้น นี่อาจเป็นการสะท้อนบางสิ่งอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง แต่จะเป็นอะไรเหมือนว่าเจ้าตัวคงไม่ยอมเปิดเผยออกมาแน่

สำหรับนิยาย Atonement (2001) มีลักษณะเป็นแนว Metafiction (เป็นการนำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับการเขียนวรรณกรรม มาเป็นเนื้อหาหลักของงานวรรณกรรม, นิยายซ้อนนิยาย) รับอิทธิพลส่วนหนึ่งจากหนังสืออัตชีวประวัติ No Time for Romance (1977) ของ Lucilla Andrews (น่าจะถือว่าเป็นแรงบันดาลใจหลักๆของผู้เขียนก็ว่าได้)

โปรดิวเซอร์จากสตูดิโอ Working Title Films หลังจากติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงมาได้ ก็ยังชักชวนผู้เขียนให้ร่วมดัดแปลงบทภาพยนตร์ แต่เจ้าตัวบอกปัดปฏิเสธ ‘It would be a little dull to go redo the novel.’ จึงมอบหมายงานให้ Christopher Hampden นักเขียนสัญชาติอังกฤษชื่อดัง ที่เคยคว้า Oscar: Best Adapted Screenplay จากเรื่อง Dangerous Liaisons (1988) ให้มารับหน้าที่แทน

ในตอนแรกเล็ง Richard Eyre ที่มีผลงานเด่นเข้าตาคือ Stage Beauty (2004) และ Notes on a Scandal (2006) เพราะกำลังง่วนอยู่กับโปรเจคอื่น เลยบอกปัดปฏิเสธไป จนกระทั่งมีโอกาสได้พูดคุยกับ Joe Wright ที่พวกเขาประทับใจจาก Pride & Prejudice (2005) ไม่นานก็ได้ข้อตกลงเซ็นสัญญาโดยทันที

Joseph ‘Joe’ Wright (เกิดปี 1972) ผู้กำกับสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ London พ่อเป็นเจ้าของก่อตั้งโรงละครหุ่น Little Angel Theatre ที่ Islington ทำให้มีความสนใจศิลปะตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะการวาดรูป และเล่นกล้อง Super 8, พอโตขึ้นเข้าเรียนการแสดงที่ Anna Scher Theatre School ต่อด้วย Camberwell College of Arts และภาพยนตร์ที่ Central St Martins ในปีสุดท้ายได้ทุนทำหนังสั้นฉาย BBC คว้ารางวัลมากมาย จนได้กำกับละครซีรีย์ฉายโทรทัศน์, Music Video ภาพยนตร์เรื่องแรก Pride & Prejudice (2005) เข้าชิง Oscar ถึง 4 สาขา, ตามด้วย Atonement (2007), The Soloist (2009), Hanna (2011), Anna Karenina (2012), Darkest Hour (2017) ฯ

สไตล์ของ Wright สร้างภาพยนตร์ให้สวยงามเหมือนภาพวาดงานศิลปะ พยายามให้มีสัมผัสยิ่งใหญ่อลังการเหมือนผลงานของผู้กำกับ David Lean (แต่เหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่) เรื่องราวก็มักจะเกี่ยวกับตัวละคร ความผิดพลาด/เข้าใจผิด แบกรับภาระหน้าที่อะไรบางอย่าง และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสังคม/ผู้ชม ในการตัดสินตัวละครนั้นด้วยตนเอง

เรื่องราวของ Atonement แบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงเวลา
– ปี 1935 ประเทศอังกฤษ, เด็กหญิงสาวอายุสิบสาม Briony Tallis (รับบทโดย Saoirse Ronan) อาศัยอยู่กับครอบครัวในคฤหาสถ์หรูหลังใหญ่ พบเห็นพี่สาว Cecilia (รับบทโดย Keira Knightley) เหมือนกำลังถูก Robbie Turner (รับบทโดย James McAvoy) หนุ่มหล่อลูกของคนใช้ดูแลบ้าน ใช้มารยาลวงล่อหลอกเพื่อฉุดคร่าข่มขืน แต่จริงๆแล้วคือพวกเขาตกหลุมรักกัน ซึ่งความเข้าใจผิดนี้เป็นผลทำให้ทั้งสองต้องแยกจากกัน
– ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง (1939-1945) ที่อังกฤษและประเทศฝรั่งเศส, เมื่อ Briony เติบโตขึ้นอายุ 18 ปี (รับบทโดย Romola Garai) เริ่มตระหนักรับรู้ถึงความผิดพลาดเข้าใจผิดของตนเอง ที่ส่งผลให้พวกเขามิอาจได้ครองคู่รักอยู่ด้วยกัน เกิดการสำนึกผิด และต้องการพูดกล่าวขอขมาลาโทษต่อหน้าพวกเขา
– ปี 1999 ช่วงเวลาปัจจุบันประเทศอังกฤษ, Briony ในยามชรา อายุ 77 ปี (รับบทโดย Vanessa Redgrave) ให้สัมภาษณ์กับรายการโทรทัศน์หนึ่ง พูดถึงนิยายเล่มสุดท้ายที่กำลังวางขาย พร้อมกับเฉลยข้อเท็จจริงบางประการที่เกิดขึ้นกับตนเอง

James McAvoy (เกิดปี 1979) นักแสดงสัญชาติ Scottish เกิดที่ Glasgow ในครอบครัว Roman Catholic ในตอนแรกตั้งใจว่าจะเป็นบาทหลวง เผื่อว่าได้ออกท่องโลก พออายุ 15 ได้เล่นหนังเรื่องแรก The Near Room (1995) แต่ก็ยังไม่ได้มีความสนใจด้านนี้นัก แต่พอจากตกหลุมรักเพื่อนร่วมงาน Alana Brady เลยตัดสินใจเข้าเรียน Royal Scottish Academy of Music and Drama เข้าตาผู้กำกับ Steven Spielberg จับมาแสดงตอนหนึ่งในซีรีย์ Band of Brothers (2001), เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Chronicles of Narnia: The Lion, the Witch and the Wardrobe (2005), The Last King of Scotland (2006), Atonement (2007), Wanted (2008), โด่งดังที่สุดคงคือ Charles Xaviro ในแฟนไชร์ X-Men: First Class

แม้จะเป็นเพียงลูกคนใช้ฐานะต้อยต่ำ แต่ความเฉลียวฉลาดเป็นผู้ดีของ Robbie Turner สอบติด Cambridge ทำให้หญิงสาว Cecilia เคลิบเคลิ้มหลงใหล ความรักของพวกเขาเป็นแบบพ่อแง่แม่งอน เล่นตัวกันตลอดเวลา แต่เมื่อส่งจดหมายผิดฉบับกลับถูกใจผู้อ่าน ถาโถมเข้าใส่ แต่นั่นทำให้โชคชะตาของพวกเขาต้องพลัดพรากแยกจาก

เคราะห์ซ้ำกรรมส่งให้กับ Turner ติดคุกในสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ เลือกเป็นทหารรับใช้ชาติแทนการนั่งอยู่เฉยๆรอวันปล่อยตัว ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะกลับไปหา Cecilia ขนาดว่ามาถึงชายหาด Dunkirk เหลือเพียงขึ้นเรือข้ามกลับบ้าน แต่ก็เป็นเพียงแค่ในจิตนาการเพ้อฝัน

จากที่เคยสุขสมมีความฝันหวาน อาศัยราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ แต่เมื่อถูกฉุดดึงรั้งกลับลงมาบนโลก เลวร้ายพอๆกับตกขุมนรก ทำให้สีหน้าอารมณ์ของ McAvoy นิ่วคิ้วขมวด ครึ่งหลังไม่ปรากฎเห็นรอยยิ้ม สายตาโหยหาความสุข กลับพบเจอแต่ความทุกข์ทรมาน รวดร้าวถึงภายในทรวงจนร่างกายอดทนรับไว้ไม่ไหม, เหมือนว่าตัวละครนี้ช้ำใจตาย มากกว่าล้มป่วยเพราะภาวะโลหิตเป็นพิษเสียอีกนะ

McAvoy คือตัวเลือกเดียวของผู้กำกับ Wright หลังจากอ่านบทถึงกับต้องเอ่ยปากชม ‘best script I had ever read’. บอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการรับบทนี้ เพราะความที่ตัวละครมีความตรงไปตรงมาอย่างมาก ‘straight-ahead’ เวลาเดินยังต้อง…

มีช็อตหนึ่งได้มาโดยบังเอิญตอนครึ่งหลัง ก่อนหน้าที่ Robbie จะพบเจอภาพการสังหารหมู่เด็กนักเรียนหญิง ขณะกำลังถอดหมวกเงยหน้าขึ้น แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาพอดี และขณะที่ก้มหน้ากำลังลืมตา เมฆได้เคลื่อนคล้อยบดบังแสงสว่างนั้นได้จังหวะเปะๆเลย

Keira Christina Knightley (เกิดปี 1985) นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Teddington, London ลูกของสองนักแสดงละครเวทีชื่อดัง Sharman Macdonald กับ Will Knightley สนใจด้านการแสดงเพราะได้รับการวินิจฉัยเป็น Dyslexia แสดงโฆษณา ละครซีรีย์ฉายโทรทัศน์ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ภาพยนตร์อาทิ Innocent Lies (1995), Oliver Twist (1999), รับบท Sabé หนึ่งในคนรับใช้ของ Padmé Amidala เรื่อง Star Wars: Episode I – The Phantom Menace (1999), แสดงนำครั้งแรก Princess of Thieves (2001), มินิซีรีย์ Doctor Zhivago (2002), โด่งดังทั่วโลกกับแฟนไชร์ Pirates of the Caribbean, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Pride & Prejudice (2005), The Jacket (2005), Atonement (2007), The Imitation Game (2014) ฯ

Cecilia Tallis เพราะรู้จักสนิทสนม Robbie มาตั้งแต่เด็ก มีความน่ารักแก่นแก้ว เลยไม่ค่อยระมัดระวังตัวเองต่อหน้าผู้ชาย แต่เมื่อได้อ่านจดหมายคำรัก ทำให้เกิดจินตนาการเพ้อคลั่งไปไกล รับรู้ตนเองว่าตกหลุมรัก ทั้งชีวิตนี้ไม่ต้องการอะไรอย่างอื่น รอคอยเขาแต่เพียงผู้เดียวไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

เดิมนั้นผู้กำกับ Wright อยากให้ Knightley รับบท Briony ตอนโต (อายุ 18) เพราะความประทับใจจากการร่วมงานกันเรื่อง Pride & Prejudice (2005) แต่เจ้าตัวต้องการลบภาพลักษณ์ Typecast เดิมๆของตนเอง เลยขอบทที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงมาลงเอยที่ Cecilia

เกร็ด: ผู้กำกับ Wright เตรียม Knightley ด้วยการให้รับชมภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษหลายเรื่องในยุค 30s – 40s โดยเฉพาะของ David Lean และ Noël Coward อาทิ In Which We Serve (1942), Brief Encounter (1945) ฯ

ผมชอบสำเนียงอังกฤษชนชั้นสูง พูดเร็วๆรัวๆของ Knightley เป็นอย่างยิ่ง ฟังดูหรูราไฮโซมีระดับ สีหน้าอารมณ์เริ่มจากไร้เดียงสา ตามด้วย Passion ครั่นด้วยความหวาดกลัว จากนั้นพอแยกจากเกิดความโหยหา คิดคำนึงถึง และช่วงท้ายเจ็บแค้นรวดร้าว (แต่ยังพอควบคุมตนเองได้) แทบจะครบทุกอรรถรสชาติแห่งชีวิต ไม่ได้มีแค่ความแก่นแก้วกร้าวกระด้างที่พบเจอในผลงานก่อนหน้าๆอีกต่อไป

ชุดเดรสสีเขียวของ Cecilia ออกแบบโดย Jacqueline Durran [คว้า Oscar: Best Costume Design จากเรื่อง Anna Karenina (2012)] ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร InStyle ว่ามีความสวยงามคลาสสิกยิ่งใหญ่พอๆกับ
– ชุดดำของ Audrey Hepburn เรื่อง Breakfast at Tiffany’s (1961)
– ชุดขาวของ Marilyn Monroe เรื่อง The Seven Year Itch (1955)
– และชุดแดงของ Vivien Leigh เรื่อง Gone with the Wind (1939)

สำหรับ Briony Tallis ใช้นักแสดงทั้งหมดสามคน แทนสามช่วงอายุ ประกอบด้วย

Saoirse Una Ronan (เกิดปี 1994) นักแสดงหญิงสัญชาติ Irish-American เกิดที่ The Bronx, New York, ทั้งพ่อ-แม่ ต่างเป็นนักแสดงละครเวที ทำให้ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านนี้ เคยมาคัดเลือกในบท Luna Lovegood แฟนไชร์ Harry Potter เห็นว่าเข้ารอบลึกๆทีเดียว, แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก I Could Never Be Your Woman (2007), โด่งดังพลุแตกกับ Atonement (2007) เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Lovely Bones (2009), Hanna (2011), The Grand Budapest Hotel (2014), Brooklyn (2015) ฯ

รับบทขณะ Briony อายุ 13 ขวบ เด็กหญิงสาวมีความสดใสโลกสวย ชื่นชอบเพ้อฝันจินตนาการนำมาพิมพ์เป็นบทละคร/นิยาย ชอบเรียกร้องความสนใจ ใคร่แต่เรื่องของตนเอง ยกตนข่มผู้อื่น วางอำนาจบาดใหญ่ รับไม่ได้กับ Robbie คนที่ตนแอบชอบ จะไปใคร่พิศวาสพี่สาวตนเอง เกิดเป็นความริษยามาดร้าย อาจจะรู้หรือไม่รู้แต่ก็ได้ใส่ร้ายให้พวกเขาแยกย้ายจากกันชั่วนิรันดร์

ส่วนหนึ่งที่เด็กสาวความปฏิเสธต่อต้าน Robbie อย่างรุนแรง (อาจเพราะริษยา Cecilia ด้วย) น่าจะเพราะครั้งหนึ่งเคยตกหลุมรัก แสร้งทำเป็นตกน้ำให้ช่วยเหลือชีวิต แต่กลับถูกพูดจาตำหนิต่อว่ากล่าว ตั้งแต่นั้นมาคงเก็บกดเป็นความคับข้องแค้นส่วนตัว พออะไรมาสะกิดต่อมตัณหาก็เลย…

ความจริตจ้านของ Ronan แรดร่านเกินวัยเสียเหลือเกิน ถ่ายทอดออกมาทางสายตา หนักแน่นในคำโกหกปลิ้นปล้น หลงทางติดอยู่ในจินตนาการเพ้อฝันของตนเองโดยไม่รู้ตัว

ถ่ายจากด้านข้าง ค่อยๆเคลื่อนซูมเข้าไปที่ดวงตาของเด็กหญิงช็อตนี้ พร้อมดนตรีอันทรงพลังกระหึ่มขึ้น สะท้อนความหยิ่งผยองจองหองภาคภูมิใจในตนเอง ได้กระทำสิ่งคิดว่าคือจักรวาลความถูกต้องของตนเอง

ภาพของ Saint Matilda นี่เป็นการพาดพิง/อ้างอิงกับบทกลอนของ Hilaire Belloc (1870-1953) ที่มีชื่อว่า ‘Matilda who Told Lies and was Burned to Death’ เริ่มต้นท่อนแรกว่า

Matilda told such Dreadful Lies,
It made one Gasp and Stretch one’s Eyes;

LINK: อ่านเต็มๆบทกวีนี้ [click here]

Romola Sadie Garai (เกิดปี 1982) นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Hong Kong (ตอนยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ) ย้ายติดตามพ่อไปสิงคโปร์ ก่อนกลับอังกฤษตอนอายุ 8 ขวบ โตขึ้นเข้าเรียน City of London School for Girls ตามด้วย National Youth Theatre ได้รับเลือกให้เป็นนักแสดงวัยเด็กของ Judi Dench ภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง The Last of the Blonde Bombshells (2000), ภาพยนตร์เรื่องแรก Nicholas Nickleby (2002), I Capture the Castle (2003), Inside I’m Dancing (2004), Atonement (2007) ฯ

รับบท Briony ตอนอายุ 18 สายตาของเธอสะท้อนออกมาด้วยความทุกข์ทรมานแสนสาหัส หมดอาลัยท้อแท้สิ้นหวัง เพราะหลังจากได้รับรู้ข้อเท็จจริงว่าตัวเองปรักปรำคนผิด ต้องการที่จะไถ่โทษถอนคืน เลือกไม่เข้าเรียน Cambridge แต่เป็นพยาบาลฝึกหัด เหมือนเพื่อทรมานตัวเองให้สามารถยอมรับ เผชิญหน้าพบเจอ และกล้าพูดเอ่ยคำขอขมาลาโทษกับ Robbie และ Cecilia

ความผิดที่ Briony สำนึกได้ ไม่ใช่แค่การโกหกหลอกลวง แต่ส่วนหนึ่งเพราะเคยตกหลุมรักมากต่อ Robbie เริ่มรับรู้ความทุกข์ทรมานจากการแยกจาก แถมพี่สาว Cecilia ยังตีจากไม่หลงเหลือใคร (นี่ยังไม่รวมถึงลูกพี่ลูกน้องและ Lola Quincey เบื้อนหน้าหนีอย่างไม่แยแส) ตอนนั้นคิดว่าตัวเองทำสิ่งถูก แต่เพราะความเขลาด้อยปัญญา โตขึ้นมาเลยรับรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นผิดหมด

นี่เป็นฉบับของ Briony ที่ไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงมากสักเท่าไหร่ หาใช่ว่า Garai เล่นแย่หรือยังไง ภาพลักษณ์ยังคงคล้ายเดิม แถมชอบเดินแข็งทื่อเป็นเส้นตรง เริดเชิดหยิ่งเหมือนเคย แต่จิตวิญญาณภายในของตัวละครที่เปลี่ยนแปลงไป (ตรงกันข้ามฉบับของ Ronan เลยนะ) กลายเป็นหญิงสาวที่อ่อนแอปวกเปียก เมื่อเทียบกับความแรดแรงร่านของ Ronan รัศมีความโดดเด่นเจิดจรัสมันก็ไม่เท่ากันจริงๆนะแหละ

Vanessa Redgrave (เกิดปี 1937) นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ ‘Triple Crown of Acting’ เกิดที่ Greenwich, London ลูกสาวของสองนักแสดงชื่อดัง Sir Michael Redgrave กับ Rachel Kempson หลังเรียนจบจาก Central School of Speech and Drama เริ่มมีผลงานการแสดงใน West End ค่อยๆมีชื่อเสียงโด่งดังจนกลายเป็นตำนาน ขณะที่ภาพยนตร์เรื่องแรก Behind the Mask (1958), ตามด้วยเข้าชิง Oscar ทั้งหมด 6 ครั้ง คว้า Best Supporting Actress จากเรื่อง Julia (1977), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Isadora (1968), A Man for All Seasons (1966), Blowup (1966), Camelot (1967), The Devils (1971), Murder on the Orient Express (1974), Howards End (1992), Mission: Impossible (1996), Atonement (2007) ฯ

Briony ยามชราอายุ 77 ปี ใช้เวลากว่า 5 ทศวรรษ เขียนนิยายเล่มสุดท้ายนี้ ขัดเกลาจนเป็นที่พึงพอใจ ให้สัมภาษณ์กับรายการโทรทัศน์หนึ่ง พูดเล่าเหตุผลทำไมใช้เวลานาน เพราะต้องการเล่าความจริงทุกสิ่งอย่างซื่อตรงไปตรงมา แม้ชื่อตัวละครก็ไม่มีเปลี่ยน เว้นแค่ทั้งหมดนี้คือความต้องการของฉัน อยากให้ทั้ง Robbie และ Cecilia ได้ครองคู่รักกันสมปรารถนา

แม้จะปรากฎตัวแค่ไม่กี่นาที แต่ดวงตาของ Redgrave สะท้อนทุกสิ่งอย่างในชีวิตของตัวละครออกมา ทั้งความทุกข์โศกเศร้า สำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี และเหมือนว่าวัยวุฒิจะทำให้เธอสามารถเอาชนะความขลาดหวาดกลัว กล้าที่จะออกมาพูดบอกยอมรับตนเอง, ผู้ชมจะไม่ใช่แค่ช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่จะเริ่มรู้สึกสงสารเห็นใจ ยัยตัวแสบ Briony ที่พบเจอตั้งแต่แรก ภาพลักษณ์คล้ายเดิม แต่จิตใจเปลี่ยนไปราวกับคนละคน

ต้องชมเลยว่า ทั้งสามนักแสดงที่รับบท Briony ต่างซักซ้อมเตรียมการ พูดคุยหาข้อตกลงร่วมกันมาอย่างดี ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ทรงผม ไฝที่แก้มขวา ตาสีฟ้า แต่ยังภาษากาย ท่าทางการเดิน และสำเนียงเสียงพูด ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของผู้กำกับจะเลือกเก็บเกี่ยวอะไรจากพวกเธอ

“Saoirse Ronan and Romola Garai and I [Vanessa Redgrave] did some improvisations on body language, among other things, for Briony. Joe – who is brilliant with actors – was able to pick and choose what he wanted focused on during the filming.”

ถ่ายภาพโดย Seamus McGarvey ตากล้องสัญชาติ Irish ก่อนหน้านี้มีผลงานเด่นอย่าง The Hours (2002), Sahara (2005), หลังจากนี้เลยได้เป็นขาประจำของผู้กำกับ Wright และมีผลงานเด่นอื่นๆคือ The Avengers (2015), Godzilla (2014), The Greatest Showman (2017) ฯ

หนังไปตระเวนถ่ายทำทั่วเกาะอังกฤษในช่วงฤดูร้อนปี 2006 มีทั้งฉากของใหม่ของเก่า อาทิ
– บ้านตระกูล Tallis ถ่ายทำที่ Stokesay Court, Onibury, Shropshire
– ฉาก Long-Take ฉากรออพยพที่ Dunkirk เลือกหาด Redcar, North Yorkshire
– บ้านใหม่ของ Cecilia อยู่แถวๆ Streatham Hill, London
– และกระท่อมติดทะเลในฝันของ Robbie กับ Cecilia ตั้งอยู่ที่หน้าผา Seven Sisters บริเวณ South Downs National Park (กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมไปโดยปริยาย)
ฯลฯ

ครึ่งแรกของหนัง ราวกับอยู่ในความฝัน สรวงสวรรค์ มีการปรับแสงให้สว่างจ้าจนแสบตา ทุกสิ่งอย่างดูระยิบระยับเป็นประกายสวยสดใส, ผมไม่รู้จัดภาพวาดที่แขวนอยู่บนผนัง แต่นั่นเหมือนหญิงสาวกำลังอธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้า มีแสงสว่างสว่างเล็กๆส่องลงมา ราวกับความเพ้อฝัน

ผู้หญิงขอบุหรี่จากผู้ชาย … ผมเพิ่งมาคิดได้จากหนังเรื่องนี้เองนะ เพราะเจ้าบุหรี่มีลักษณะแท่งยาวๆเหมือนลึงค์/อวัยวะเพศ ที่จำเป็นต้องจุดไฟ (ราคะ) สูบดูดเข้าไปในร่างกาย เพื่อให้เกิดความสุขกระสันต์สำราญ สรุปแล้วมันตีความได้เหมือนการขอมี Sex เลยนะครับ

ฉากของ Briony ที่ผมชอบสุดเลย คือขณะเธอวิ่งเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ และจะมีช็อตหนึ่ง เดินเข้าไปในซุ้มแห่งจินตนาการ ราวกับกำลังหลุดเข้าไปยังโลกอีกใบหนึ่ง

น้ำพุ, ทะเลสาบ, ลำธารเล็กๆ, มหาสมุทร ฯ เหมือนว่าผู้กำกับจะชื่นชอบสายน้ำไม่น้อยเลยนะ และตัวละครที่มักดำดิ่งลงไปแหวกว่ายคือ Cecilia

นัยยะหนึ่งของน้ำ คือภาพสะท้อนตัวตน อย่างช็อตนี้หญิงสาวนอนอยู่บนแท่นกระโดด เห็นภาพสะท้อนพริ้วไหวบนผิวน้ำ ตัวตนความต้องการจริงๆของเธอแสดงว่าหลบซ่อนอยู่ภายใต้

ขณะที่ช็อตนี้ Robbie นำมือแค่เอื้อมเตะสัมผัส คือยังเกิดความลังเลไม่แน่ใจ เลยมิกล้าแหวกว่ายดำดิ่งลงไป ในโลกภายใต้จิตใจของ Cecilia (ฉากนี้หลังจาก Cecilia งมลงไปดำเอา ‘หู’ แจกันที่แตกกลับคืนมา นี่เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่า เธอพร้อมรับฟังเสียงเพรียกเรียกร้องของเขา)

ดอกบัวนี่มัน… (ความรัก)กำลังเริ่มผลิบานแล้วสินะ

ครึ่งหลังของหนัง ตกจากสวรรค์อันสุขสบาย งานภาพเต็มไปด้วยภาพความเย็นยะเยือก แห้งแล้ง สงครามอันโหดร้าย ความตายใกล้เข้ามาเยือน แสงสว่างกำลังถูกเมฆหมอกบดบังพร่ามัว

Cee นั่งรอเขาอยู่ที่กระท่อมริมทะเล (เห็นพื้นหลังฉากนี้ นึกถึง Inception ขึ้นมาเลย) เทียบกับภาพข้างบน เธอหันมองซ้าย ขณะที่ Robbie หันมองขวา ถือเป็นสองช็อตที่เติมเต็มกันและกัน

สำหรับฉาก Long Take ความยาว 5 นาที 4 วินาที ก็ว่ากันตามตรงยิ่งใหญ่อลังการ บ้าคลั่งกว่า Dunkirk (2017) เป็นไหนๆ

เป็นความพยายามอยากให้อลังการยิ่งใหญ่ระดับเดียวกับหนังของ Sir David Lean เตรียมการล่วงหน้า 3 สัปดาห์ สำหรับเคลียร์พื้นที่สร้างฉาก นักแสดงตัวประกอบกว่า 1,000 คน ค่าจ้าง 50 ปอนด์ ใช้เวลาถ่ายทำสองวัน วันแรกซักซ้อม วันที่สองถ่ายทำจริง ประมาณ 5 เทค เลือกใช้ครั้งที่ 3 สูญงบไปประมาณ 1 ล้านปอนด์, กล้อง Stedicam ควบคุมถือโดย Peter Robertson มีทั้งเดินยก นั่งบนรถลาก ขึ้นรางเลื่อนที่เตรียมไว้ ฯ

Roger Ebert นักวิจารณ์ชื่อดังของอเมริกา ยกย่องฉากนี้ว่า

“that is one of the great takes in film history”.

มันมีเหตุผลเล็กๆที่มากกว่าแค่ ‘show off’ ของผู้กำกับ คือการนำเสนอความ ‘ยาวนาน’ ในการรอคอย, ใครที่เคยรับชม Dunkirk (2017) คงรับรู้ถึงเบื้องหลังของยุทธการนี้ คือการพยายามขนคนกลับสู่ประเทศอังกฤษ แต่ปริมาณทหารที่มีเป็นแสนๆ จะทำยังไงล่ะ! ซึ่งเหมือนว่า Robbie จะมิอาจอดรนทนต่อแถวรอคอย เพื่อหวนกลับสู่อ้อมอกคนรักครั้งนี้ได้

ภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศสเรื่อง Port of Shadows (1938) เป็นแนว Poetic Realism ที่มีลักษณะ Film Noir เรื่องแรกๆของโลก นำแสดงโดย Jean Gabin และแจ้งเกิดนางเอก Michèle Morgan, ผมเคยเขียนบทความถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้วนะครับ ตั้งชื่อเล่นๆให้ว่า ‘Casablanca ฉบับฝรั่งเศส’

เรื่องของพระเอกที่ต้องการหนี(ทหาร)ไปให้ไกล แต่กลับได้พบเจอหญิงสาวทำให้เกิดความชะล่าใจ และใคร่ครวญครุ่นคิดถึงจิตสำนึกตนเอง เพราะความรักนั้นมีอิทธิพลสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจคนได้

แซว: ใครเคยรับชมหนังเรื่องนี้ ย่อมรับทราบชะตากรรมตอนจบ ซึ่งสะท้อนกึกก้องมาในหนังไม่ต่างกัน

ภาพช็อตนี้ที่เกิดขึ้นราวกับในความฝัน/ความทรงจำของ Robbie ในขณะทุกสิ่งอย่างกำลังหวนย้อนกลับ (Reverse Shot) มันมีความพิศวงอย่างหนึ่งของการถ่ายภาพ

กล้องจะค่อยๆซูมเข้า ควันสีขาวโพยพุ่งสะท้อนแสงสีน้ำเงิน เมื่อเคลื่อนมาถึงระยะหนึ่งแสงสีแดงอาบฉายที่ตัวละครของ Knightley ซึ่งใส่ชุดสีเขียว นี่ครบแม่สี (RGB) เลยนะครับ คงมีนัยยะเป็นการบอกว่า ทุกสิ่งกำลังกลับคืนสู่จุดเริ่มต้น (คือถ้าเอา แดง+เขียว+น้ำเงิน ผสมกัน ก็จะกลายเป็นสีดำ หรือแสงขาว)

แต่นี่มีนัยยะแฝงอีกหนึ่งประการหนึ่ง ทุกสิ่งอย่างหวนย้อนกลับคืนสู่จุดเริ่มต้น เป็นการบ่งบอกกลายๆถึงความตายที่แอบย่องเข้ามาเยี่ยมเยือนตัวละคร

อีกฉากหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเจ๋งมากๆ คือหลังจาก Briony ตอนสาวเดินทางกลับ หลังจากสารภาพพูดบอกกล่าวขอโทษกับ Cecilia และ Robbie เธอกำลังนั่งอยู่บนรถไฟใต้ดิน เสียงเพลง/แป้นพิมพ์ดังขึ้นเป็นจังหวะ ขณะเดียวกันแสงสว่างก็จะกระพริบเป็นจังหวะสอดคล้องรับกันพอดิบพอดี

จริงๆคือทุกฉากที่ถ้าคุณตั้งใจฟังเสียง Sound Effect หรือ Soundtrack แล้วได้ยินเสียงเคาะพิมพ์ดีดดังขึ้น นั่นมีนัยยะถึงการกำลังพิมพ์ หรือคือจุดเริ่มต้นจินตนาการเพ้อฝันของ Briony ซึ่งมักจะมีทั้งเริ่มต้นและขณะสิ้นสุด

ซึ่งฉากนี้ เป็นช่วงของการกำลังสิ้นสุดการพิมพ์ มันจะมีเสียงลากยาวขณะพิมพ์เสร็จดังขึ้นด้วยในแสบกระพริบสุดท้าย

สองครั้งสำคัญๆที่ Briony ขณะกำลังพูดสารภาพบางอย่างออกมา ถ่ายภาพหน้าตรง พื้นหลังมืดมิดดำสนิท แต่มีหลายสิ่งอย่างของตัวละครสะท้อนซึ่งกันและกันอยู่

ตอนอายุ 13 (Lucky Number) ขณะกำลังสารภาพสิ่งที่เกิดขึ้น (ด้วยการโกหก) น้ำเสียงหยาบกระด้าง ใบหน้าของเธอเชิดเงยขึ้นเอียงขวา เงามืดอาบใบหน้าจากด้านซ้าย

ตอนวัยชราอายุ 77 ขณะกำลังพูดถึงข้อเท็จจริงในนิยายของตนเอง น้ำเสียงนุ่มนวม เหมือนว่าเธอจะโน้นตัวก้มหน้าลงเล็กๆเอียงซ้ายเหมือนคนนอบน้อม และเงามืดอาบใบหน้าฝั่งขวา

ตัดต่อโดย Paul Tothill ขาประจำของผู้กำกับ Wright จะถือได้ว่าใช้มุมมองของ Briony ทั้งหมดในการเล่าเรื่อง ซึ่งจะมีทั้งภาพจริงๆที่เธอเห็น และจินตนาการเพ้อฝันปั้นแต่งขึ้น (เป็นนิยาย)

เบื้องต้นเราสามารถแบ่งหนังออกได้เป็น 3 องก์
– องก์แรก: เรื่องราวขณะ Briony อายุ 13 ขวบ, ครึ่งหนึ่งคือภาพที่เด็กหญิงมองเห็น อีกครึ่ง(ที่มักเกิดวนซ้ำ) นั่นคือจากจินตนาการของเธอล้วนๆ
– องก์สอง: สงคราม และ Briony อายุ 18 ปี, นี่คือจินตนาการเพ้อฝันล้วนๆ
– องก์สาม: ตอนแก่ Briony อายุ 77 ปี, นี่คือเหตุการณ์จริงล้วนๆ

ในองก์แรกจะมีอยู่ 2 ครั้งใหญ่ๆที่ Briony จินตนาการภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
– มองลงไปจากหน้าต่าง เห็น Robbie ยืนมอง Cecilia กระโดดดำลงไปในน้ำพุ (ผู้ชายแมนๆที่ไหนจะยืนทื่อไม่สนใจ)
– อีกครั้งหนึ่งคือฉากห้องสมุด เริ่มจากเศษขนมปังที่ทิ้งไว้ เปิดประตูเข้าไปเห็นแสงไฟส่องสว่าง Robbie กำลังกดทับร่างของ Cecilia

ซึ่งจังหวะก่อนหน้าที่จะมีการฉายภาพซ้ำในมุมมองของ Robbie/Cecilia หรือจินตนาการที่ Briony คาดคิดถึง เราจะได้ยินเสียงพิมพ์ดีดดังขึ้นก่อนเสมอ ทั้งขณะเริ่มต้นและสิ้นสุด

ช่วงการตัดต่อที่ผมชอบสุดในหนังคือขณะที่ Robbie กำลังพิมพ์จดหมาย ตัดสลับกับ Cecilia ที่กำลังใส่เสื้อผ้าแต่งหน้าทำผม (จริงๆฉากนี้จะมองว่าคือหนึ่งในจินตนาการของ Briony ก็ยังได้ เพราะเราจะได้ยินเสียงแป้นพิมพ์ตอนขณะที่เธอเปิดจดหมายออกอ่าน) ระหว่างนั้นจะมีโอเปร่า La bohème (1897) ประพันธ์ทำนองโดย Giacomo Puccini คำร้องโดย Giuseppe Giacosa, Luigi Illica อ้างอิงจากนิยายเรื่อง Scènes de la vie de bohème (1851) แต่งโดย Henri Murger (1822 – 1861), ซึ่งฉบับที่หนังใช้ขับร้องโดย Jussi Björling, Victoria de los Ángeles (หรือ Victoria de los Angeles) ร่วมกับ The RCA Victor Orchestra โดยวาทยการ Thomas Beecham น่าจะคือฉบับที่นำมาให้ฟังนี้เลยนะครับ

เรื่องราวของ La bohème กล่าวถึงความรักแรกพบระหว่างหญิงสาวชื่อ Mimì กับหนุ่มคนรักนักกวีชื่อ Rodolfo แรกๆก็สวีทหวานไปด้วยกันได้ดี แต่ต่อมาชายหนุ่มพยายามตีจากหญิงสาว เพราะไม่พึงพอใจที่เธอหว่านร่านเสน่ห์ไปทั่ว ทำเอา Mimì หัวใจรวดร้าวรานแตกสลาย สุขภาพทรุดเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักพวกเขาถึงค่อยตระหนักในรักแท้ และหวนกลับมามีความสุขร่วมกันในช่วงสั้นๆ ก่อนหญิงสาวจะสูญเสียชีวิต

จุดผิดพลาด: Record นี้บันทึกเสียงปี 1956 แต่เรื่องราวของหนังมีพื้นหลังก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเกิดอีกนะ

เพลงประกอบโดย Dario Marianelli นักแต่งเพลงสัญชาติอิตาเลี่ยน ขาประจำของ Wright คว้า Oscar: Best Original Score จากหนังเรื่องนี้

โคตรเจ๋งมากๆเลยนะ กับการผสมผสานเสียงพิมพ์ดีดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทำนองเพลง ราวกับเป็นเครื่องดนตรีประกอบชิ้นหนึ่ง ซึ่งมันไม่ใช่แค่เสียงกดแป้นพิมพ์อย่างเดียว ยังมีขึ้นบรรทัดใหม่ กริ๊งพิมพ์เสร็จ ดึงกระดาษออก ครบถ้วนทั้งกระบวนการ

ช่วงองก์ 2 ของหนัง บทเพลงมักจะมีลักษณะโหยหวน คิดถึงคำนึงหา อมทุกข์โศกเศร้า เจ็บปวดรวดร้าวทรมานใจ สะท้อนความต้องการกันและกันของความรักถูกถูกพลัดพรากจาก

บทเพลง Elegy For Dunkirk เน้นเครื่องสายไวโอลิน วิโอล่า เชลโล ที่จะค่อยๆประสานทำนองดังขึ้นเรื่อยๆ รับเข้ากับการถ่ายทำ Long-Take สร้างความปั่นป่วนพลุกพล่านให้กลับตัวละคร ฉันอยากกลับบ้านหาคนรักใจแทบขาด แต่มันกลับช่างเนิ่นยาวนานห่างไกลโอกาสเสียเหลือเกิน ร่างกายจะอดรนทนต่อไปไหวไหมเนี่ย,

บทเพลงนี้มีช่วงหนึ่งเป็นฮัมคำร้องคอรัส Dear Lord and Father of Mankind บทกวีที่แต่งโดย John Greenleaf Whittier เมื่อปี 1884 ท่อนหนึ่งได้ยินเด่นชัดคือ

Take from our souls the strain and stress,
And let our ordered lives confess
The beauty of thy peace.

สำหรับบทเพลงที่มีความโดดเด่นด้านอารมณ์สูงสุดคือ The Cottage By The Beach ถึงภาพจะเป็น Cecilia กับ Robbie ได้ครองคู่อยู่ร่วมรักกันในกระท่อมริมทะเล แต่เพราะผู้ชมรับรู้แล้วว่านั่นคือภาพในจินตนาการของ Briony เป็นคุณจะรู้สึกอย่างไง ดีใจกับสิ่งที่เห็น หรือรวดร้าวเจ็บปวดทรมานใจหนักยิ่งกว่าเดิม … นี่เป็นเพลงที่ปลดปล่อยจินตนาการของผู้ชมให้ครุ่นคิดตีความเข้าใจกันไปเอง แบบไหนก็ไม่ผิดทั้งนั้น

Atonement แปลว่าการชดเชย แก้ตัว แก้ไขสิ่งผิดพลาดในอดีต รับรู้สึกสำนึกตนเองจากคำพูด/การกระทำครั้งเก่าก่อน ที่อาจส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบัน(และอนาคต)

ต้องให้อายุเท่าไหร่ มนุษย์เราถึงเริ่มรู้จักมีความรับผิดชอบ? คำตอบในทัศนะของผมคือตั้งแต่คลอดลืมตาดูโลก อย่าคิดว่าทารกเด็กน้อยมันไม่มีสติปัญญาความเฉลียวฉลาดของตนเองนะครับ แค่ว่าพวกเขายังมิอาจสื่อสารทำความเข้าใจเป็นภาษาสากลกับคนอื่นได้ กระนั้นผู้ใหญ่สามารถเสี้ยมสั่งสอน ‘ความรับผิดชอบ’ ปลูกฝังกันได้ตั้งแต่ขณะนั้นเลย เล็กๆน้อยๆอย่างหยิบจับแย่งของเล่นเด็กอื่น คุณจะพูดจาแนะนำดีๆ ตำหนิต่อว่าตบตี หรือปล่อยให้แก่งแย่งชิงดีกันเอง

Briony คือตัวอย่างของเด็กที่คงถูกเลี้ยงดูมาแบบปล่อยปละตามใจ เหล่าคนใช้ปลูกฝังความหัวสูงผู้ดีไฮโซ วางตัวแสดงออกเริดเชิดหยิ่งยโสโอหัง ดูถูกแคลนคนชนชั้นต่ำต้อยกว่า และยิ่งเมื่อทัศนคติผสมจินตนาการเพ้อฝันแฟนตาซ๊ ทำให้บรรเจิดเลิศพร่านไปไกล ได้ข้อสรุปเป็นความสมเหตุสมผลที่หนักแน่นมั่นใจเกินร้อยไม่มีวันผิดพลาดแน่

ซึ่งเมื่อเธอเติบโตขึ้น ได้มีโอกาสรับรู้ข้อเท็จจริงความผิดพลาดดังกล่าว เกิดอาการเจ็บปวดรวดร้าวเศร้าถึงทรวง ตำหนิติต่อว่าทรมานตนเอง เพราะความโง่เง่าเขลาเบาสติปัญญา ทำให้ทั้งชีวิตของผู้อื่นมิได้ครองคู่สุขสมหวัง, จริงอยู่ส่วนใหญ่เป็นความผิดชั่วร้ายแรงของ Briony แต่พื้นฐานกว่าจะกลายมาเป็น ล้วนเกิดจากบริบทสิ่งแวดล้อม สังคมที่อยู่อาศัย รอบๆข้างกายเธอทั้งหมดทั้งสิ้น

นี่ยังรวมการมาถึงของคนนอก Paul Marshall (รับบทโดย Benedict Cumberbatch) เจ้าของโรงงานขายช็อกโกแล็ต ที่หลังจากถูกเสน่ห์ยั่วเย้ายวนของลูกพี่ลูกน้อง Lola Quincey (รับบทโดย Juno Temple) ทั้งคู่ถือเป็นบุคคลผู้ไร้จิตสำนึกมโนธรรม เห็นนิ่งๆเงียบๆแต่ร้ายนัก (ช็อกโกแล็ต ถือเป็นของหวานที่อร่อยแต่ไร้สาระ กินมากอ้วน สิวขึ้น มีประโยชน์อะไร?) ความดีชั่วเราไม่สน สนองกามอารมณ์ตัณหาราคะ เสพสมหมาย ก็ไม่รู้คู่นี้ไปจบ Happy Ending เสียได้กันอย่างไร! (แต่ชีวิตพวกเขาจะ Happy Ending จริงๆนะหรือ)

เกร็ด: ฉากที่ Cumberbatch เปลือยก้นขณะกำลังจะข่มขืน เห็นว่าใช้ CG ลบกางเกงในออก ลองไปส่องดูกันเองเน้อ

มันเพียงพอจริงๆนะหรือ แค่เขียนหนังสือ/นิยาย พรรณาความสุขสมหวังของพวกเขา แล้วอาจทำให้ Briony ได้นอนตาหลับสู่สุขคติ … จริงๆผมว่าไม่พอหรอกนะครับ กรรมอะไรที่ทำกันไว้มันไม่เคยจบแค่ชาติภพนี้ แต่สำหรับชาวตะวันตกเชื่อว่า ขอแค่มันได้ทำแล้วเกิดความสุขพึงพอใจ แค่นั้นก็เหลือเฟือเพียงพอ ซึ่งกาลเวลากว่า 50 ปีในชีวิตของ Briony เธอคงก็ไม่มีวันไหนหลงลืมเลือนความผิดพลาดร้ายรุนแรงครั้งนั้นอย่างแน่นอน เป็นตราบาปที่ฝังใจตราบจนวันตายจริงๆ

เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice คว้ารางวัล Prize of the Forum for Cinema and Literature ซึ่งขณะนั้น Joe Wright อายุ 35 ปี กลายเป็นสถิติผู้กำกับอายุน้อยสุดที่คว้ารางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นี้

ด้วยทุนสร้าง $30 ล้านเหรียญ ในอเมริกาทำเงินได้ $50.9 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $129.3 ล้านเหรียญ, เข้าชิง Oscar 7 สาขา คว้ามาเพียง 1 รางวัล
– Best Motion Picture of the Year
– Best Supporting Actress (Saoirse Ronan)
– Best Writing, Adapted Screenplay
– Best Cinematography
– Best Art Direction
– Best Costume Design
– Best Original Score ** คว้ารางวัล

สาขาที่ถูก SNUB คือ Best Director และ Best Edited ขณะที่เรื่องคว้ารางวัลใหญ่ปีนั้น No Country for Old Men กวาดเรียบ PGA, WGA, SAG, DGA ทำเอา Atonement แทบจะไม่มีโอกาสลุ้นเลยสักนิด แต่ก็ยังสามารถแย่งเอา Golden Globe: Best Motion Picture – Drama และ BAFTA Award: Best Film มาครอบครองได้

ไม่มีอะไรในหนังเรื่องนี้ที่ผมไม่ชื่นชอบเลยนะ คลั่งไคล้สุดๆก็การแสดงสุดแสบของ Saoirse Ronan, ภาพถ่ายสวยๆโดย Seamus McGarvey, เพลงประกอบสร้างสรรค์สุดลึกล้ำจาก Dario Marianelli และตอนจบหักมุมคาดคิดไม่ถึง มันคือความสมบูรณ์แบบที่ตรงใจถูกรสนิยมอย่างยิ่ง

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เชื่อว่าใครๆในยุคสมัยนี้ต่างต้องเคยกระทำพลาด อันเกิดจากความไม่รู้เข้าใจผิด อาจโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม หนังเรื่องนี้ได้นำเสนอผลกระทบที่เมื่อตัวละครตระหนักถึงข้อเท็จจริง ได้กลายเป็นตราบาปฝังจิตฝังใจ จนกว่าจะสามารถแก้ไข พูดเอ่ยปากขอโทษ หรือปรับปรุงตัว ถึงทำให้มีโอกาสหลุดพ้นจากวังวนของความทุกข์ทรมานหนักอึ้ง ของการรู้สึกผิดนี้ได้

แนะนำโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอหนัง Period, Romantic, Drama มีพื้นหลังในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุทธการ Dunkirk (แค่ภาพสวยๆอลังการ ไม่ได้เจาะลึกลงรายละเอียด), ภาพสวยๆ เพลงประกอบเพราะๆ, เคยอ่านผลงานนิยายของ Ian McEwan, แฟนๆผู้กำกับ Joe Wright และนักแสดง James McAvoy, Keira Knightley, Saoirse Ronan ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ ให้เท่าอายุของ Briony น่าจะเริ่มรู้จักได้แล้วว่าความรับผิดชอบคืออะไร

TAGLINE | “ถึงทุกความผิดพลาดในชีวิต จะสามารถสำนึกตัวแก้ไขได้ แต่ผู้กำกับ Joe Wright สร้าง Atonement ไม่มีตำหนิสักนิดเลย”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of