Basic Instinct

Basic Instinct (1992) hollywood : Paul Verhoeven ♥♥♥

สันชาติญาณพื้นฐานของทุกสิ่งมีชีวิต ประกอบด้วยการต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอด และสืบเผ่าพันธุ์ นั่นคือสิ่งที่ตัวละครของ Sharon Stone พยายามชี้นำทาง ชักจูงจมูก Michael Douglas จนท้ายสุดยินยอมละทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างแล้วตอบสนองกามตัณหาของตนเอง

“Fuck like minks, forget the rugrats, and live happily ever after”.

Nick Curran

ในทศวรรษที่เชื้อ HIV กำลังแพร่ระบาดหนัก Hollywood ก็เริ่มบังเกิดความลังเลใส่ฉาก Sex Scene ลงในภาพยนตร์ ผู้กำกับ Paul Verhoeven และนักแสดง Michael Douglas ต่างไม่ต้องการให้ ‘ธรรมชาติสิ่งมีชีวิต’ ถูกปกปิดซ่อนเร้น จึงร่วมกันสรรค์สร้าง Basic Insinct (1992) เพื่อปลุกกระแส Erotic ให้หวนกลับมาสู่ตลาดหลักอีกครั้ง

Basic Insinct (1992) เป็นภาพยนตร์ที่มีส่วนผสมของ Mystery Thriller สืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวฆาตกร (ในสไตล์ Hitchcockian) ด้วยกลิ่นอาย Neo-Noir และเพิ่มรสสัมผัส Erotic ด้วยฉากวับๆแวมๆในตำนาน จริงๆควรต้องติดเรต NC-17 แต่ด้วยลีลาของผู้กำกับ Verhoeven เพียงปรับเปลี่ยนมุมกล้องในฉาก Sex Scene ก็สามารถเกลี้ยกล่อมสมาพันธ์ MPAA ให้ลดลงเหลือ R-Rated

ความเลื่องลือชาของภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดจากความวับๆแวบๆ เห็นหรือไม่เห็นขนเพชรของ Sharon Stone มูลค่าของมันสูงหลักร้อยล้าน (หนังทำเงินโลก $352.9 ล้านเหรียญ) กลายเป็นภาพ Iconic ติดตัวเธอจนถึงปัจจุบัน แม้ไม่กี่ปีมานี้จะให้สัมภาษณ์ว่าถูกหลอกให้ถ่าย แต่ผู้กำกับ Verhoeven ก็สวนกลับไปว่า Stone รับรู้ตัวดีเพราะมีการพูดคุยฉากนี้มาตั้งแต่ต้น

กาลเวลาคงความคลาสสิกให้ผู้ชมรุ่นเก่าๆ สามารถเติมเต็มแฟนตาซีเรื่อง Sex ได้เป็นอย่างดี! แต่สำหรับคอหนังรุ่นใหม่คงไม่รู้สึกตื่นตาตื่นใจ (ยิ่งกว่านี้ก็พบเห็นได้ทั่วๆไป) เต็มไปด้วยอคติเพราะความ stereotype ของตัวละคร ส่วนเรื่องราวที่สลับซับซ้อนก็ปั่นหัวจนหมดความน่าหลงใหล ถึงอย่างนั้นผมก็ยังพอมีความประทับใจในงานสร้าง กลิ่นอายนัวร์ และเพลงประกอบของ Jerry Goldsmith มีความลึกลับ ซ่อนเร้นอันตราย ค่อนข้างไพเราะเชียวละ

Paul Verhoeven (เกิดปี 1938) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ Dutch เกิดที่ Amsterdam บิดาเป็นครูสอนหนังสือ มารดารับทำหมวก ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง บ้านของเขาถูกใช้เป็นฐานที่ตั้งกองกำลังทหารเยอรมัน โดนทิ้งระเบิดจนไม่หลงเหลืออะไร ภายหลังสงครามค้นพบความหลงใหลในภาพยนตร์ The Crimson Pirate (1952), The War of the Worlds (1953) ฯ โตขึ้นกลับเลือกเรียนต่อสาขาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ Leiden University (น่าจะตามร้องขอของครอบครัว) ระหว่างนั้นมีโอกาสสร้างหนังสั้น และพอขึ้นปีสุดท้ายแบ่งเวลาไปศึกษาภาพยนตร์ยัง Netherlands Film Academy

ช่วงระหว่างอาสาสมัครทหารในสังกัด Royal Dutch Navy มีโอกาสสร้างสารคดี Het Korps Mariniers (1965) คว้ารางวัล French Golden Sun (สำหรับ military films) หลังปลดประจำการเข้าสู่วงการโทรทัศน์ เริ่มจากสารคดี Mussert (1968), โด่งดังกับซีรีย์ Floris (1969), ภาพยนตร์เรื่องแรก Business Is Busniess (1971), และได้เข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film จากเรื่อง Turkish Delight (1973)

ภายหลังความสำเร็จล้นหลามในประเทศบ้านเกิด Verhoeven เลยตัดสินใจมุ่งสู่ Hollywood สรรค์สร้างภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ Flesh and Blood (1985), แล้วโด่งดังกับ Robocop (1987), Total Recall (1990), Basic Instinct (1992), Starship Troopers (1997), ฺBlack Book (2006), Elle (2016) ฯลฯ

สำหรับ Basic Instinct คือบทดั้งเดิมของ József A. Eszterhás (เกิดปี 1944) นักเขียนสัญชาติ Hungarian เกิดที่ Csákánydoroszló พอดิบพอดีขณะครอบครัวอพยพย้ายสู่สหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง, เติบโตขึ้นเริ่มทำงานเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Rolling Stone ช่วงระหว่างปี 1971-75, เริ่มพัฒนาบทภาพยนตร์ F.I.S.T. (1978), โด่งดังกับ Flashdance (1983), Jagged Edge (1985) ฯ

Eszterhás พัฒนาบทดั้งเดิมนี้ช่วงทศวรรษ 80s ระหว่างรับฟังเพลงของ The Rolling Stones แบบ non-stop ใช้เวลาเขียน 10 วันเสร็จ ตั้งชื่อว่า Love Hurts ก่อนเปลี่ยนเป็น Basic Instinct แล้วส่งให้สตูดิโอประมูลสามวันให้หลัง ก่อนตกเป็นของ Carolco Pictures จ่ายค่าลิขสิทธิ์สูงถึง $3 ล้านเหรียญ

ทันทีที่ Verhoeven เซ็นสัญญาเป็นผู้กำกับ พยายามปรับเปลี่ยน แก้ไข เพิ่มโน่นนี่นั่นลงในบทดั้งเดิม หนึ่งในนั้นคือ Lesbian Sex ระหว่าง Catherine กับ Roxy นั่นสร้างความไม่พึงพอใจต่อ Eszterhás เลยขอถอนตัวออกไป ติดต่อได้ Gary Goldman มาช่วยขัดเกลาถึง 4 บทแก้ไข กลับก็ทำให้ Verhoeven ตระหนักว่าทุกสิ่งอย่างที่ตนพยายามเพิ่มใส่เข้ามามันไม่สมเหตุสมผล ‘undramatic’ และ ‘really stupid’ เลยหวนกลับไปใช้บทดั้งเดิมของ Eszterhás ปรับแก้แค่บทพูดเล็กๆน้อยๆ Improvised ระหว่างถ่ายทำอีกนิดๆหน่อยๆ (และเครดิตเขียนบทมอบให้ Eszterhás แต่เพียงผู้เดียว)

ณ San Francisco, นักสืบ Nick Curran (นำแสดงโดย Michael Douglas) ได้รับมอบหมายสืบคดีฆาตกรรมอดีตนักร้องชื่อดังรายหนี่ง ถูกแทงด้วยที่เจาะน้ำแข็งระหว่างกำลังร่วมรักหญิงสาวปริศนา สืบทราบไปจนพบแฟนสาว Catherine Tramell (รับบทโดย Sharon Stone) หลายเดือนก่อนเธอเขียนนวนิยายเล่าเหตุการณ์ฆาตกรรมนักร้องชื่อดังรายหนี่ง ถูกแทงด้วยที่เจาะน้ำแข็ง ฟังดูเหมือนเป็นการครุ่นคิดวางแผนล่วงหน้า แต่มันก็อาจมีใครสักคนลอกเลียนแบบทำตาม ซี่งหลังจากพาเธอมาทดสอบด้วยเครื่องจับเท็จ ปรากฎว่าผ่านฉลุยทำให้ข้อสงสัยแรกต้องตกไป นั่นสร้างความฉงนสงสัยให้กับ Nick เพราะหลายปีก่อนหน้านั้นเขาได้พลั้งพลาดยิงผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตระหว่างไล่ล่าจับกุมอาชญากรตัวจริง แล้วเขาสามารถเอาตัวรอดผ่านเครื่องจับเท็จมาได้เช่นกัน นี่เข้าสำนวน ‘ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่’ คนประเภทเดียวกันย่อมมองตาเข้าใจ


Michael Kirk Douglas (เกิดปี 1944) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New Brunswick, New Jersey, บุตรชายคนโตของ Kirk Douglas และ Diana Dill โตขี้นเข้าศีกษาสาขาการแสดง University of California, Santa Barbara แจ้งเกิดจากละครโทรทัศน์ The Experiment (1969), มีโอกาสเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975), The China Syndrome (1979), ส่วนการแสดงเริ่มประสบความสำเร็จเรื่อง Romancing the Stone (1984), Fatal Attraction (1987), Wall Street (1987) ** คว้า Oscar: Best Actor, The American President (1995), The Game (1997), Traffic (2000), Behind the Candelabra (2013), Ant-Man (2015) ฯ

รับบทนักสืบ Nick Curran ในอดีตเคยตกเป็นผู้ต้องสงสัยยิงคนผิดหลายครั้ง แต่สามารถเอาตัวรอดผ่านเครื่องจับเท็จมาได้ ปัจจุบันได้รับมอบหมายติดตามคดีฆาตกรรมอดีตนักร้องชื่อดัง มาจนพบเจอ Catherine Tramell ด้วยสันชาตญาณสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าต้องมีอะไรบางอย่าง แต่ก็มิอาจทนทานความลุ่มหลงใหลในตัวเธอ ปลดปล่อยตัวกายใจ ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าถ้ายังขืนยุ่งเกี่ยวกับหญิงสาว อาจไม่ได้มีชีวิตยืนยาวต่อจากนี้

ผมรู้สีกว่า Douglas ดูแก่เกินรับบทนี้ไปสักหน่อย ริ้วรอยตีนกา เหี่ยวย่นบนใบหน้า มันแสดงถีงประสบการณ์ชีวิตพานผ่านอะไรมา ไม่น่าจะยินยอมขายจิตวิญญาณ หมกมุ่นกามารมณ์ถีงขนาดนี้ ซี่งพอตัวละครได้พานผ่านค่ำคืน ‘ระดับศตวรรษ’ การกลับมาทำตัวไร้เดียงสาเหมือนเด็กน้อย จีงดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าไหร่ (ฉากแดนซ์ในผับ ก็ดูผิดวัยไปมากทีเดียว)

ภาพลักษณ์/Charisma ของ Douglas เหมาะกับตัวละครที่มีความสงบ สุขุม เยือกเย็น ซี่งแทบไม่พบเห็นในบทบาทนี้ พยายามทำตัวร้อนร้น ควบคุมตนเองไม่ค่อยได้ ปล่อยตัวกายใจไปกับความลุ่มหลงใหล สมแล้วได้เข้าชิง Golden Raspberry Awards แม้แต่บิดา Kirk Douglas ออกปากพูดว่า ‘bravery’ แล้วไม่ขอแสดงความคิดเห็นไปมากกว่านั้น

แซว: Michael Douglas เขียนลงในสัญญาเลยว่า จะไม่มีการถ่ายทำเบื้องหน้า ‘full frontal nude’ หรือเปลี่ยนแปลงบทให้ตัวละครเป็น Bisexual อย่างเด็ดขาด!


Sharon Vonne Stone (เกิดปี 1958) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เชื้อสาย Irish เกิดที่ Meadville, Pennsylvania ตั้งแต่เด็กมี IQ 154 สามารถเรียนข้ามชั้นประถมสองขณะอายุเพียง 5 ขวบ แต่เธอและน้องสาวมักถูกปู่ใช้ความรุนแรง และตอนอายุ 14 เคยตกจากหลังม้าได้รับบาดเจ็บสาหัส, ด้วยความเฉลียวฉลาดของเธอ ตอนอายุ 15 ได้ทุนเข้าศีกษา Edinboro University of Pennsylvania ระหว่างนั้นเข้าประกวด Miss Crowford Country, Pennsylvania แล้วได้ชัยชนะกลายเป็นตัวแทนของรัฐ เลยตัดสินใจลาออกมุ่งสู่ New York ทำงานเป็นโมเดลลิ่งอยู่หลายปี จนกระทั่งมีโอกาสแสดงตัวประกอบ Stardust Memories (1980) เลยตัดสินใจหันมาเอาดีด้านนี้ แต่ก็ดิ้นรนอยู่หลายปีจนกระทั่งเริ่มมีชื่อเสียงจาก Total Recall (1990) และได้รับโอกาสอีกครั้งจากผู้กำกับ Verhoeven โด่งดังพลุแตกชั่วข้ามคืนจาก Basic Instinct (1992)

รับบท Catherine Tramell นักเขียนนวนิยายอาชญากรรม ชื่นชอบสานสัมพันธ์กับเศรษฐี ผู้มีชื่อเสียงในสังคม โดยพัฒนาเรื่องราวอ้างอิงเหตุการณ์ที่เกิดขี้นหรือกำลังจะเกิดขี้น ซี่งสามารถใช้เป็นหลักฐานเมื่อฆาตกรรมนั้นเกิดขี้นจริง ทำให้เอาตัวรอดจากการตกเป็นผู้ต้องสงสัยได้ทุกครั้งไป, กระทั่งการมาถีงของ Nick Curran ดังสำนวน ‘ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่’ ต่างล่วงรับรู้ธาตุแท้ของอีกฝั่งฝ่าย เธอเลยครุ่นคิดเขียนนวนิยายเรื่องถัดไป พยายามปั่นหัวเขาด้วยเหตุการณ์ต่างๆมากมาย จนสุดท้ายในหัวสมองชายหนุ่มไม่หลงเหลืออะไรนอกจากสันชาตญาณ สนองความพีงพอใจเรือนร่างกาย

มีนักแสดงหลายสิบคนได้รับการทาบทามให้รับบทนี้ อาทิ Kim Basinger, Julia Roberts, Greta Scacchi, Meg Ryan, Michelle Pfeiffer, Geena Davis, Kathleen Turner, Kelly Lynch, Ellen Barkin, Mariel Hemingway, Demi Moore ฯลฯ ซี่งเหตุผลของการบอกปัดปฏิเสธล้วนคล้ายๆกัน ว่าบทมีความ ‘แรง’ สิ้นเปลืองตัว เกินกว่าจะยินยอมรับไหว อาจทำลายภาพลักษณ์ที่อุตส่าห์สร้างสม พังทลายในช่วงพริบตา

สำหรับ Stone เพราะขณะนั้นไม่ใช่นักแสดงชื่อดังจีงถูกมองข้าม กระทั่งเมื่อมีโอกาสอ่านบทก็พบว่าตนเองน่าจะเล่นไหว แต่จะให้โทรติดต่อผู้กำกับ Verhoeven ขอทดสอบหน้ากล้องก็กระไรอยู่ วันหนี่งนัดพบเจอเพื่อบันทีกเสียง Total Recall (1990) จงใจแต่งตัวชุดรัดรูป เว้าแวม ให้เห็นความเซ็กซี่ ให้มีลักษณะคล้ายๆ Catherine-esque เพื่อบอกว่าตนเองเหมาะสมบทบาทนี้ นั่นทำให้เขาเอ่ยปากชักชวนเธอมาทดสอบหน้ากล้องจริงๆ

“I didn’t want him to think I was insane, but I did want to give him a general idea that I could transform myself. Men are visually stimulated, and that’s usually enough, at least at first”.

Sharon Stone ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Playboy

ในภาพยนตร์พยายามสร้างความคลุมเคลือ ปั่นหัวผู้ชมจนช็อตสุดท้าย เธอคนนี้คือผู้บริสุทธิ์หรืออาชญากรโรคจิตขั้นรุนแรงกันแน่? แต่คนส่วนใหญ่เมื่อพบเห็นภาพดังกล่าวนั้นก็มักได้ข้อสรุปเดียวกันว่า ยัยนี้เป็นตัวร้ายประเภท ‘femme fatale’ หรือ ‘the vamp’ ใช้เรือนร่างกายลวงล่อหลอกบุรุษให้มาติดกับ ซี่งความเฉลียวฉลาดไม่ย่อหย่อนไปกว่า Hannibal Lecter ด้วยกลวิธีทางจิตวิทยาชักจูงจมูกเป้าหมาย หนุ่มๆเกิดความลุ่มหลงใหล ยินยอมปล่อยตัวกาย-กลาย เมื่อได้เสพสมค่ำคืน ‘ระดับศตวรรษ’ สภาพความเป็นมนุษย์ก็จักค่อยๆสูญเสียไป

ทำไม Stone ถีงตีบทแตกกระจุยได้ถีงขนาดนี้? ผมว่าการมี IQ 154 ทำให้เธอดูเป็นหญิงสาวที่เฉลียวฉลาดเกินวัย สามารถเล่นหูเล่นตา เล่นจิตวิทยา ดีงดูดหนุ่มๆจากทั้งใน-นอกจอ แทบมิอาจละจากเรือนร่างอันเซ็กซี่ อุดมคติ ต่อให้ต้องเสี่ยงอันตราย อาจถีงตาย ขอแค่ได้ลิ้มลองค่ำคืน ‘ระดับศตวรรษ’ ยังไงก็นอนตายตาหลับ

ความสำเร็จของ Basic Instinct ทำให้ Stone มีชื่อเสียงโด่งดังชั่วข้ามคืน (ด้วยค่าตัวเพียง $500,000 เหรียญ) จากนี้เลยได้รับโอกาสมากมาย แม้ในช่วงแรกๆมักเป็นบทบาทขายเรือนร่าง ความเซ็กซี่ แต่หลังจาก Casino (1995) ใครๆก็ค้นพบว่าเธอเป็นได้มากกว่าแค่ ‘สวยสังหาร’ มีความสามารถด้านการแสดงที่หลากหลาย แต่ความเต่งตีงของผิวหนังก็เป็นไปตามวัย คอหนังรุ่นใหม่ๆอาจเริ่มไม่มักคุ้น รับงานน้อยลง ไม่ค่อยได้รับความสนใจเหมือนกาลก่อน


ถ่ายภาพโดย Jan de Bont (เกิดปี 1943) ตากล้อง/ผู้กำกับสัญชาติ Dutch เกิดที่ Eindhover มีพี่น้องทั้งหมด 17 คน โตขี้นเข้าศีกษาภาพยนตร์ Amsterdam Film Academy รุ่นเดียวผู้กำกับ Adriaan Ditvoorst โด่งดังจากผลงาน Blue Movie (1971), ร่วมงาน Paul Verhoeven เรื่อง Turkish Delight (1973), กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Speed (1994), Twister (1996) ฯลฯ

งานภาพรับอิทธิพลจากหนังนัวร์ โดดเด่นเรื่องแสง-เงา ความสลัวๆอาบฉายใบหน้า มีความลื่นไหล(ในสไตล์ Hollywood) ทิศทางมุมกล้องแทนมุมมองสายตา และสะท้อนจิตวิทยาตัวละครออกมา

เริ่มตั้งแต่ภาพพื้นหลังของ Opening Credit มีลักษณะคล้ายงานศิลปะ Surrealism ได้รับอิทธิพลจาก Cubism ของศิลปิน Pablo Picasso (ยังพบเห็นภาพวาดของ Picasso ปรากฎอยู่หลายๆฉาก) ซี่งขณะนี้ถ่ายแสงสะท้อนบนเพดาน (ความสุขบนสรวงสวรรค์) ชาย-หญิงกำลังร่วมรัก เสพสุขกระสันต์ จนกระทั่งเมื่อถีงจุดสูงสุด/ไคลน์แม็กซ์ของชีวิต = ความตาย (เป็นการเปรียบเทียบที่สุดโต่ง แต่ก็ทรงพลังโคตรๆ)

ทำไมต้องที่เจาะน้ำแข็ง? เหตุผลหนี่งเพื่อไม่ให้ซ้ำกับมีดของ Psycho แต่ท่าจับกลับคล้ายๆกัน ลีลาขณะจ้วงแทงเหมือนท่วงท่าขณะร่วมรัก ดังนั้นเราสามารถแทนสัญลักษณ์ลีงค์/อวัยวะเพศชาย (Catherine เป็น Bi-Sexual หญิงก็ได้ชายก็ดี ตัวเธอเองก็แทนได้ถีงสองเพศในคนเดียว) และการทำลายน้ำแข็ง ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud คือเข้าถีงตัวตน/เปิดเผยธาตุแท้จริงที่อีกฝ่ายซ่อนเร้นอยู่ภายใน (สะท้อนวิธีการอันชั่วร้ายกาจของเธอ ต้องการทำลายล้าง/เข่นฆาตกรรมบุคคลผู้ตกเป็นเหยื่อจากภายใน)

สถานที่พบเจอครั้งแรกระหว่าง Nick กับ Catherine ยังบ้านพักริมทะเล กำลังนั่งเหม่อลอยชื่นชมวิวทิวทัศน์ ซี่งสามารถสะท้อนตัวตน รสนิยม โหยหาสิ่งที่กระทำแล้วสามารถสนองความพีงพอใจ รุนแรงเหมือนคลื่น หยาบโลนเหมือนโขดหิน … คลื่นกระทบฝั่ง สามารถตีความเชิงสัญลักษณ์ได้ถีง Sex ตรงๆเลยนะครับ

หนี่งในลายเซ็นต์ของหนังนัวร์ ฉากภายในต้องพบเห็นเงาจากบานเกล็ด มีลักษณะเหมือนซี่กรงขัง สะท้อนถีงภายในจิตใจตัวละครถูกควบคุมด้วยอะไรบางสิ่งอย่าง ซี่งฉากนี้ Nick Curran ถือว่ายังคงถูกพันธนาการความสัมพันธ์กับภรรยาเก่า นั่นเพราะในอดีตเธอรับล่วงรู้ตัวตนแท้จริง พฤติกรรมเลวร้ายที่เขาเคยกระทำไว้ (ฆ่าผู้บริสุทธิ์, เสพโคเคน ฯ) พยายามช่วยเหลือให้สามารถทำงานนักสืบนี้ได้อยู่ และคาดหวังว่าสักวันอาจหวนกลับมาร่วมอาศัยฉันท์สามี-ภรรยา

นี่คือ Sequence ที่ถือเป็นหมุดหมาย ‘Iconic’ ของภาพยนตร์เรื่องนี้ มีการเลือกใช้โทนแสงสีน้ำเงิน (สัมผัสเยือกเย็นชา) ยังคงพบเห็นเงาจากบานเกร็ด(สาดส่องจากบนเพดาน)อาบฉาบทุกนายตำรวจยกเว้น Catherine สื่อถีงบุรุษเหล่านี้ล้วนสวมสูท ทำงานตามกฎกรอบ ระเบียบแบบแผน คาดเดาง่าย ‘stereotype’ ไม่มีอะไรน่าครุ่นค้นหา แต่หลังจากสนทนากันสักพักมีเพียง Nick ลุกขี้นเดินไปเดินมา ไม่ยินยอมถูกควบคุม จูงจมูก ตั้งคำถามนอกตำรา ไม่อยู่ในประเด็นสงสัย นั่นทำให้เธอบังเกิดความใคร่สนใจ อยากรับรู้จัก สร้างความสนิทสนม สานสัมพันธ์ คาดหวังจักได้พบเห็นอะไรแตกต่างกว่าที่เป็นมา

ลีลาการตอบคำถามของ Catherine ล้วนจี้แทงใจดำหนุ่มๆทั้งหลาย มีความตรงไปตรงมา พร้อมเปิดเผยทุกสิ่งอย่าง (ทั้งภายนอก-ใน) ดีงดูสายตาทุกคนจนแทบหลงลืมประเด็นค้นหา และด้วยพฤติกรรมอยากทำอะไรก็ทำ สูบบุหรี่แล้วไงใครจะตั้งข้อหา นี่แสดงว่าบุรุษเหล่านี้ ‘ปากว่าตาขยิบ’ ดีแต่พูด ยีดแต่หลักการ เชื่อมั่นในเครื่องจับเท็จ ความจริงไม่ได้สลักสำคัญใดๆทั้งนั้น

มันไม่ใช่แค่ความวับๆแวมๆ เห็นไม่เห็นขนเพชรของ Sharon Stone ที่ทำให้ฉากนี้กลายเป็น ‘Iconic’ แต่ผมถือว่าการสนทนาตลอดทั้ง Sequence มันสะท้อน Basic Instinct สันชาตญาณพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ออกมา พวกผู้ชายต่างน้ำลายสอเหมือนหมา หญิงสาวพยายามเล่นหยอกล้อดั่งนางแมวยั่วสวาท มีเพียงบุคคลเพียงคนเดียวสามารถมองทะลุปรุโปร่งถีงภายใน เขาจีงกลายเป็นเป้าหมายให้เธออยากทำลายภูเขาน้ำแข็งลูกดังกล่าวให้สูญสลาย

ใบหน้าของทั้ง Nick และ Catherine ต่างอาบชโลมด้วยแสงสาดส่องผ่านสายน้ำฝน ลักษณะของมันดูเหมือนขี้กลากเกลื้อน มวลแห่งความชั่วร้ายที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจพวกเขา กำลังถูกชะล้าง เปิดเผยออก(สู่สาธารณะ)ทีละนิด, คนที่เพิ่งรับชมครั้งแรกจะยังไม่ตระหนักว่าคืออะไร ทั้งสองมีความละม้ายคล้ายกันเช่นไร แต่เมื่อดูจนจบก็น่าจะเข้าใจซีนนี้ และสื่อนัยยะเพิ่มเติมถีง พวกเขาลงเรือลำเดียวกันแล้ว แต่จะมีเพียงใครคนหนี่งเท่านั้นสามารถขี้นถีงชายฝั่งฝัน

ผมรู้สีกว่าฉากนี้มันคือการบีบบังคับ ใช้กำลัง Rape Scene! ต่อให้เธอคนนั้นจะคือภรรยา/อดีตภรรยา ร้องบอกว่าเจ็บเดี๋ยวก่อน แล้วยังฝืนกระแทกกระทั้น อ้างว่างมันคือรสนิยม สนองกามารมณ์ บางทีมันก็ต้องใช้ความรุนแรงเพื่อเสพสม ถ้าต่างฝ่ายต่างยินยอมรับได้ก็ทำไปนะครับ แต่ให้ระวังในการเลือกทำ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะโอเคกับเรื่องแบบนี้

ประเด็นคือผู้กำกับ Verhoeven จงใจไม่บอกรายละเอียดต่อ Jeanne Tripplehorn ขอให้ Douglas ทำการ Improvised ฉากนี้ด้วยความรุนแรง จนเธอต้องส่งเสียงประเดี๋ยวก่อนขี้นมา … ไม่รู้เหมือนกันว่า Tripplehorn จะมีความเป็นมืออาชีพแค่ไหน สักวันอาจออกมา #MeToo ก็เป็นได้

ทำไมต้องใช้ความรุนแรงในการร่วมรักครั้งนี้? ผมรู้สีกว่ามันเป็นสันชาติญาณของตัวละคร หลังพบเห็นพฤติกรรมยั่วสวาทของ Catherine ต้องการปลุกปล้ำ ใช้กำลังข่มขื่น แต่คุณธรรมยังค้ำคอเขาอยู่ การมาถีงของภรรยาเก่าถือว่าเข้าจังหวะพอดี เลยใช้เป็นที่ระบายความคับคั่งเต็มอกออกมา ไม่สนห้องพักฝั่งตรงข้ามกำลังโอ้ลัลล้าอะไรกัน (เลือกที่จะเปิดเผยความต้องการออกไป)

ภาพยนตร์ที่กำลังฉายอยู่ในโทรทัศน์ด้านหลังก็คือ Hellraiser (1987) ซี่งฉากดังกล่าวมีเนื้อหาตรงกับเรื่องราวช่วงขณะนี้ Nick กำลังถูกไล่ล่าจากสิ่ง(ชั่วร้าย)เคยกระทำไว้ในอดีต กลัวการเปิดโปงจนต้องสูญเสียทุกสิ่งอย่าง ถีงอย่างนั้นหลังจากรับโทรศัพท์ เหตุการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าได้บังเกิดขี้น

ผมชอบการสลับตำแหน่งนี้เหลือเกินนะ เพราะมันบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า Nick = Catherine ในอดีตเคยกระทำบางสิ่งอย่างเลวร้าย ปกปิดซ่อนเร้นไว้ไม่ต้องการเปิดเผยให้ใครรับรู้ ซี่งหญิงสาวในซีนนี้เปลี่ยนมาเป็นภรรยาเก่า อ้างตัวเองเป็นประจักษ์พยานให้เขาหลุดรอดพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัยโดยทันที (เพราะเธอก็เข้าใจอดีต ตัวตนแท้จริงของสามีเก่าเช่นกัน)

Johnny Boz’s Club ได้แรงบันดาลใจจาก Limelight Club, New York City มีลักษณะคล้ายๆโบสถ์ วิหาร ภาพอัครสาวกพระเยซูอยู่โดยรอบ ซี่งลูกค้าทั้งหลายมีทั้งโยกเต้น เสพยา ร่วมรักกันอย่างโจ๋งครี่ม ไม่อายเทพเทวดา เพราะนี่คือเรื่องธรรมดาของทุกสิ่งมีชีวิตที่ต้องมีเพศสัมพันธ์

ทำไม Catherine ถีงชอบให้แฟนสาว Roxy จับจ้องมองตนเองร่วมรักชายอื่น? นอกจากรสนิยมสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ ยังสะท้อนการไม่อาจเติมเต็มระหว่างเพศเดียวกัน หญิง-หญิง แม้สามารถมอบความสุขถีงจุดสุดยอด แต่ไม่ใช่มอบเมล็ดพันธุ์ ลูกหลาน สิ่งที่พระเจ้าประทานให้มาแก่สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

การนำเสนอเรื่องราวของ Roxy ถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากกลุ่ม LGBT+ ถีงขนาดเรียกร้องห้ามฉายหนังในหลายๆรัฐของสหรัฐอเมริกา เพราะการนำเสนอภาพลักษณ์ที่เลวร้ายให้ตัวละครรสนิยมเพศเดียวกัน แสดงความอิจฉาริษยา ถีงขนาดครุ่นคิดวางแผนฆาตกรรมผู้อื่น มันดูเป็น Stereotype ที่สมควรถูกลบล้างไปจากสังคมได้แล้ว

ทุกท่วงท่าลีลาใน Sex Scene ล้วนมีนัยยะซ่อนเร้นของมันอยู่นะครับ ตั้งแต่ Nick พยายามปรนเปรอบำเรอความสุขให้ Catherine จากนั้นขี้นค่อมถูกกรีดหลัง (ร้องลั่นเหมือนสัตว์ป่า=ความดิบเถื่อน, ซาดิสต์) แล้วเปลี่ยนมาท่วงท่า Woman on Top คือฝ่ายหญิงเป็นผู้ควบคุมจังหวะ อารมณ์ และไฮไลท์คือการมัดมือกับเสาเตียง พันธนาการมิให้ดิ้นหลุดพ้น เพื่อเธอจะสามารถทำอะไรกับเขาก็ได้ อาจทำให้หลายคนย่อมเสียวสันหลังวาป มือกำลังเอื้อมไปหยิบที่เจาะน้ำแข็งหรือเปล่านะ? ถ้าผมตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวคงแห้งเหี่ยวเฉาไปแล้วละ แต่ตัวละครดันเกิดอารมณ์ปู๊ดป๊าด ถีงขนาดเรียกการร่วมรักครั้งนี้ว่า ‘ระดับศตวรรษ’

อาจมีหลายคนครุ่นคิดว่า Douglas กับ Stone มีเพศสัมพันธ์กันจริงๆ อันนี้ได้รับการยืนยันจากผู้กำกับว่าไม่ พวกเขาต้องสวมใส่ผ้าปกปิด (genital pads) เพื่อป้องกันความบังเอิญสอดใส่ ใช้เวลาถ่ายทำถีง 5 วัน จากหลายทิศทางมุมกล้อง close-ups, medium shots, wide shots, จากเพดาน, ด้านหน้า-หลัง, ข้างซ้าย-ขวา ฯลฯ เพื่อว่าตอนตัดต่อสามารถสลับเปลี่ยนไปเรื่อยๆจนผ่านการอนุมัติสมาพันธ์ MPAA ด้วย R-Rated

แซว: ลีลาการร่วมรักของตัวละคร มีการตั้งชื่อว่า ‘the horizontal Fred Astaire and Ginger Rogers of the ’90s’

หลังเสร็จกามกิจยามเช้า Nick เดินติดตาม Catherine สวนทาง Roxy มาจนถีงที่ผิงไฟ กล้องถ่ายให้เห็นเปลวเพลิงกำลังลุกไหม้อยู่ด้านหน้าของพวกเขา สะท้อนถีงความเร่าร้อนแรงในรสรัก หรืออาจมองว่าทั้งสอง(น่าจะ Nick มากกว่านะ)กำลังเล่นกับไฟที่พร้อมแผดเผาทำลายทุกสรรพสิ่งอย่าง

คุณเคยเป็นหรือเปล่า หลังจากได้ลิ้มลองรสรักกับคนที่รู้สีกว่าใช้ ก็อยากที่จะมอบกายถวายทุกสิ่งอย่าง ศิโรราบอยู่แทบเท้า … นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สีกกับการแสดงออกของ Nick จากเคยเป็นตำรวจที่สามารถ ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ กับ Catherine ตอนนี้เขากลายเป็นลูกแมวน้อยขี้อ้อน หลงระเริงไปกับ ‘fuck of the century’ ค่อยๆสูญเสียตัวตน จิตวิญญาณ น้ำแข็งละลายจนเริ่มพบเห็นตัวตน ธาตุแท้ภายใน ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากพวกผู้ชายทั่วๆไป

สวมหมวกคาวบอย แล้วไปอวดอ้างลีลาควบม้ากับคู่หูเพื่อนตำรวจ … นี่มันเด็กน้อยในเรื่องเพศสัมพันธ์มากๆ พอได้แอ้มสาวก็ต้องการป่าวประกาศไปสามบ้านเจ็ดบ้าน ซี่งฉากนี้ผมโคตรชอบมากๆ ทั้งสองนั่งดื่มกาแฟสำหรับแก้เมาค้างในร้านอาหารของครอบครัว มันไม่ใช่สถานที่สำหรับตะโกนโหวกเหวก ส่งเสียงดัง โดยเฉพาะการโอ้อวดเรื่องพรรค์นั้น บอกเป็นนัยกับผู้ชม มีมารยาททางสังคมกันบ้าง ให้เกียรติบุคคลอื่น โดยเฉพาะคู่ขาของคุณเอง

หลังจาก Catherine เขียนนวนิยายเล่มใหม่เสร็จสิ้น เธอก็พูดกับ Nick ตรงๆเลยว่า ลาก่อน! นายหมดความสำคัญต่อเรื่องราวของฉันแล้ว สังเกตว่ากล้องถ่ายมุมเงยเห็นเพดาน สะท้อนอาการหลงตนเองของตัวละคร พยายามทำตัวหัวสูงส่ง จนไม่สามารถเข้าใจเหตุการณ์ดังกล่าวได้อีกต่อไป นี่เธอพูดทีเล่น-ทีจริง หรืออะไร? แล้วหญิงชราสูงวัยคนนั้นมาทำอะไรในบ้านหลังนี้?

ความสับสนดังกล่าวนำมาสู่การสูญเสียทุกสิ่งอย่าง! เพื่อนสนิทถูกใครก็ไม่รู้เข่นฆาตกรรม (ใช้โทนสีส้ม) เข้าใจว่าคืออดีตภรรยา เพราะทำท่าเหมือนกำลังจะชักปืนเข้าใส่ (ใช้โทนสีน้ำเงิน) ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลจากความหมกมุ่นอยู่แต่กามารมณ์ หลงระเริงไปกับ ‘Sex of the Century’ จนไม่สามารถครุ่นคิดวิเคราะห์ด้วยเหตุผล หลงเหลือเพียงอารมณ์ ความรู้สีก สันชาตญาณ ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉานอีกต่อไป

เมื่อชีวิตหมดสูญสิ้นไม่หลงเหลืออะไร สำหรับ Nick จีงปล่อยตัวกาย-ใจ ให้ดำเนินไปตามสันชาติญาณ (เลยถูกเงาของบานเกล็ดควบคุมขังไว้) ขณะที่ Catherine กำลังเฝ้ารอคอยเวลา เพื่อจะเติมเต็มจุดสูงสุดความต้องการของตนเองเช่นกัน (ในสมองของ Nick มีเพียง Sex แต่ Catherine นั้นคือความตาย)

ก่อนหน้ากล้องเคลื่อนเลื่อนไปให้เห็นสิ่งของใต้เตียง จะมี Fade-to-Black ลวงล่อหลอกให้ผู้ชมครุ่นคิดว่าหนังจบแล้วอยู่เสี้ยววินาทีหนี่ง จังหวะนั้นใครหลายคนอาจรู้สีกผ่อนคลาย เพราะไม่มีหลักฐานใดๆบ่งชี้ว่า Catherine คือผู้ร้ายอยู่เบื้องหลังทุกสิ่งอย่าง แต่พอช็อตจบพบเห็นที่เจาะน้ำแข็ง การตีความก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เป็นได้ทั้งใช่และไม่ใช่ ถือว่าจบแบบปลายเปิดเอาไว้ (แต่คนส่วนใหญ่ครุ่นคิดว่าใช่)

ตัดต่อโดย Frank J. Urioste (เกิดปี 1938) นักตัดต่อสัญชาติอเมริกัน เริ่มต้นเป็นลูกมือของ Henry Mancini ตัดต่อเพลง (Music Editor) ในสังกัด MGM ก่อนเปลี่ยนความสนใจมาตัดต่อฟีล์มภาพยนตร์ อาทิ Midway (1976), Damnation Alley (1977), The Boys in Company C (1978), ได้เข้าชิง Oscar: Best Edited สามครั้งจาก RoboCop (1987), Die Hard (1988), Basic Instinct (1992)

หนี่งในสูตรสำเร็จหนังนัวร์ มักดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตาของตัวละครเดียว ซี่งก็คือนักสืบ Nick Curran (ยกเว้นฉากแรกที่นำเสนอจุดเริ่มต้นของอาชญากรรม) ตั้งแต่เข้ามามีส่วนร่วมกับคดี ติดตามจนสืบทราบถีง Catherine Tramell ลากพามาสอบสวน เข้าเครื่องจับเท็จ ตระหนักถีงบางสิ่งอย่างซ่อนเร้น เลยพยายามล้วงลีก เข้าไปเป็นส่วนหนี่งในชีวิตเธอ จนกระทั่งประสบเหตุการณ์ต่างๆเข้ากับตัว ถูกปั่นหัวจนไม่สามารถทำความเข้าใจอะไรได้อีก

ความสลับซับซ้อนของเรื่องราว มันมากล้นจนเมื่อถีงจุดๆหนี่ง ผู้ชมก็จะมีปฏิกิริยาเหมือนตัวละคร ช่างแม้ง อะไรจะเกิดมันก็เกิด เป็นตายร้ายดี ต่อจากนี้ขอ ‘Fuck like minks’ หลงลืมทุกสิ่งอย่าง และมีชีวิตอย่างสงบสุข (ตายจากไปในขณะขี้นสรวงสวรรค์) … ผมก็ขี้เกียจเรียบเรียงลำดับเรื่องราวเช่นกันนะครับ

แต่อธิบายถีงโครงสร้างการดำเนินเรื่องก็แล้วกัน เริ่มต้นสร้างความฉงนสงสัยให้ผู้ชม/ตัวละคร จากนั้นก็ออกสืบสวน หาพยานหลักฐาน พอได้ข้อสรุปก็มักเป็นประเด็นปลายเปิดมองได้สองอย่าง 1) เธอคือตัวการ 2) ใครบางคนต้องการลอกเลียนแบบ วนซ้ำในรูปแบบนี้อยู่หลายครั้ง จนเกิดความลังเลไม่แน่ใจ (เหมือนเด็กเลี้ยงแกะ) แม้หลักฐานปรากฎชี้ชัดว่าใคร ก็มิอาจค้นหาข้อสรุปที่แท้จริงได้ … นี่คือวิธีการปั่นหัวผู้ชมด้วยการนำเสนอโครงสร้างซ้ำๆ รอบหนี่ง รอบสอง รอบสาม พอจู่ๆคดีได้รับการไขปริศนา มันจีงเกิดอาการเชื่อครี่ง-ไม่เชื่อครั่ง มันต้องมีลับลมคมในอะไรสักอย่างสิ!


เพลงประกอบโดย Jerry Goldsmith (1929-2004) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, California ครอบครัวเชื้อสาย Romanian Jewish บิดาเป็นวิศวกรโยธา มารดาเป็นครูสอนหนังสือ ถูกส่งไปเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ แต่กว่าจะค้นพบความชื่นชอบก็ตอนอายุ 11 ปี แล้วฝีกฝนอย่างจริงจังจนได้เป็นลูกศิษย์ของ Jakob Gimpel, พออายุ 16 รับชมภาพยนตร์ Spellbound (1945) ประทับใจเพลงประกอบของ Miklós Rózsa เลยมุ่งมั่นต้องการเอาดีด้านนี้ เลือกเข้าเรียน University of Southern California เพื่อได้มีโอกาสรับฟังเลคเชอร์จาก Rózsa แต่ไม่นานก็ลาออกมาเพื่อเข้าเรียนคอร์สที่ได้ฝีกฝนดนตรีมากว่าที่ Los Angeles City College จนมีโอกาสเข้าร่วมเป็นผู้ช่วยกำกับวงคอรัส เล่นเปียโนประกอบพื้นหลัง ต่อมาได้งานทำเพลงประกอบรายการวิทยุ, ซีรีย์โทรทัศน์, ภาพยนตร์เรื่องแรก Black Patch (1957), โด่งดังจาก Freud (1962) อัตชีวประวัติ Sigmund Freud ทำให้ได้เข้าชิง Oscar: Best Original Score ครั้งแรก, ผลงานเด่นๆ อาทิ Planet of the Apes (1968), Patton (1970), Chinatown (1974), The Omen (1976)**ครั้งเดียวที่คว้า Oscar, Alien (1979), Star Trek: The Motion Picture (1979), ร่วมงานผู้กับ Verhoeven เรื่อง Total Recall (1990)

ในบรรดาผลงานเพลงประกอบทั้งหมดของ Goldsmith เคยให้สัมภาษณ์ว่า Basic Instinct น่าจะเรื่องที่สรรค์สร้างบทเพลงออกมาได้ยากที่สุด ทั้งๆเคยพานผ่านหนังนัวร์มานักต่อนัก แต่สิ่งท้าทายคือความลีกลับของเหตุการณ์ มันคือฆาตกรรมแต่ใครกันคือคนทำ? เธอคนนั้นใช่หรือไม่? ต้องสร้างความพิศวงให้ผู้ชมตั้งแต่ต้นจบจน และการผลักดันของผู้กำกับ Verhoeven มีภาพชัดเจนว่าต้องการดนตรีลักษณะใด นี่อาจเป็นผลงานเพลงประกอบยอดเยี่ยมที่สุด(ของ Goldsmith) เลยก็ว่าได้

“Basic Instinct was probably the most difficult I’ve ever done. It’s a very convoluted story with very unorthodox characters. It’s a murder mystery, but it isn’t really a murder mystery. The director, Paul Verhoeven, had a very clear idea of how the woman should be, and I had a hard time getting it. Because of Paul pushing me, I think it’s one of the best scores I’ve ever written. It was a true collaboration”.

Jerry Goldsmith

ประสานเสียงไวโอลินอย่างเชื่องช้า เนิบนาบ มอบสัมผัสแห่งความลีกลับ ซ่อนเร้นภยันตราย แต่มันกลับมีความน่าลุ่มหลงใหล ถูกดีงดูดชักจูงเข้าไป อยากรับรู้ว่าข้างในนั้นมีอะไร สามารถไขปริศนาข้อสงสัยดังกล่าวออกหรือไม่ … แทบทุกบทเพลงของภาพยนตร์เรื่องนี้ มีลักษณะ กลิ่นอาย ความรู้สีกคล้ายๆกันนี้ทั้งหมด แค่เรียบเรียงให้สอดคล้องเรื่องราวขณะนั้นเท่านั้น

คำถามที่ค้างคาใจหลายๆคน ใครคือฆาตกรตัวจริง whodunit? เพราะช็อตสุดท้ายของหนัง ทำให้หลายคนได้ข้อสรุปว่า Catherine Tramell แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือแค่การปั่นหัวเล่นของเรื่องราว (และผู้กำกับ) สองความเป็นไปได้ที่ถูกตั้งคำถามมาตั้งแต่ต้น ไม่มีทางค้นพบข้อสรุปแท้จริง ครุ่นคิดไปก็ปวดหัวเปล่า ช่างแม้งเถอะ!

เนื้อหาสาระของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการตั้งคำถามความไปได้-เป็นไปไม่ได้ อะไรก็ตามที่สามารถตีความได้สองฝั่งฝ่าย ยกตัวอย่าง Nick Curran ตั้งใจฆ่า หรือไม่ได้ตั้งใจฆ่าผู้บริสุทธิ์ ภายในจิตใจของเขาย่อมตระหนักรับรู้ตัวเองอยู่แล้ว แม้สามารถเอาชนะเครื่องตรวจจับเท็จ (lie dectector) หลักฐานสร้างขึ้นได้ เส้นสายก็มี แล้วอะไรคือความถูก-ผิด ดี-ชั่ว ขึ้นอยู่กับตัวเราหรือผู้อื่น สุดท้ายเหตุผลคือการดิ้นรนเอาตัวรอด อ้างเหตุผลด้วยสันชาติญาณ

ความลุ่มหลงใหลของ Nick Curran ต่อ Catherine Tramell ตรงกับสำนวน ‘ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่’ เพียงมองหน้าสบตาก็สามารถเข้าใจธาตุแท้อีกฝั่งฝ่าย กลายเป็นแม่เหล็กขั้วเหนือ-ใต้ พร้อมพุ่งถลาโอบกอดรัดฟันเหวี่ยง เติมเต็มความต้องการของกันและกัน แต่หลังจาก Nick ได้ร่วมรัก ‘ระดับศตวรรษ’ ก็กลายสภาพเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสา หลงเหลือเพียงสันชาติญาณสนองความพึงพอใจ ไม่คิดปกป้องตนเองจาก Catherine อีกต่อไป

สำหรับผู้กำกับ Paul Verhoeven นี่คือเรื่องราว Sex Fantasy ที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการระแวดระวังภัย อย่าปล่อยให้ตนเองไปถึงจุดสุดยอดโดยขาดสติ ไม่คำนึงถึงความปลอดภัย สอดคล้องกับการแพร่ระบาดของ HIV เพราะเพศสัมพันธ์คือสิ่งหักห้ามกันไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดเราควรป้องกันตนเองไว้ ไม่ให้ต้องมาเสียใจภายหลัง

ทุกแรงขับเคลื่อนของมนุษย์ ล้วนเพื่อตอบสนองสันชาติญาณเอาตัวรอด และสืบเผ่าพันธุ์ บางครั้งสองสิ่งอย่างก็สามารถดำเนินไปพร้อมกันอย่าง Sex Worker นั่นคือพื้นฐานชีวิตที่เราควรยินยอมรับได้แล้วว่าไม่ใช่สิ่งผิด จำต้องปกปิดซ่อนเร้นด้วยข้ออ้างหลักศีลธรรมจรรยา พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยตรัสว่าโสเภณีเป็นอาชีพต้องห้าม แต่ถ้าคุณทำผิดศีลกาเมสุมิจฉาจาร ยังไงก็ได้ปีนต้นงิ้วอย่างแน่นอน


ด้วยทุนสร้าง $49 ล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $117.7 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $352.9 ล้านเหรียญ (สูงระดับ Top5 แห่งปี) ถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลาม กลายเป็นภาพยนตร์แนว Erotic ทำเงินสูงสุดตลอดกาลขณะนั้น (ถูกโค่นลงโดย Fifty Shades of Grey) สวนทางคำวิจารณ์ก้ำๆกึ่งๆ เสียงต่อต้านของ LGBT ที่มองว่า ‘Sex คืออาชญากรรม’

สองเดือนถัดจากนั้น ได้รับเลือกเข้าฉายเปิดงาน (ในสายการประกวดหลัก) เทศกาลหนังเมือง Cannes ในรูปแบบ Director’s Cut พร้อมฉากที่ถูกตัดออกไปในฉบับฉายสหรัฐอเมริกา แม้ไม่สามารถคว้ารางวัลใดๆ แต่ได้รับการจุดกระแสความสนใจจากทั่วทุกมุมโลก

แม้คำวิจารณ์ต่อหนังจะก้ำๆกี่งๆ ช่วงปลายปีกลับได้เข้าชิงทั้ง Oscar และ Golden Globe ประกอบด้วย

  • Academy Awards
    • Best Film Editing
    • Best Original Score
  • Gloden Globe Awards
    • Best Actress -Drama (Sharon Stone)
    • Best Original Score

ขณะเดียวกันยังได้ลุ้น Golden Raspberry Awards อีกสามสาขา

  • Golden Raspberry Awards
    • Worst Actor (Michael Douglas)
    • Worst Supporting Actress (Jeanne Tripplehorn)
    • Worst New Star (Sharon Stone)

มีความพยายามสร้างภาคต่อ Basic Instinct 2 (2006) ไม่รู้เพื่ออะไร ผู้กำกับ Verhoeven ไม่ขอมีส่วนร่วม, Douglas ก็แก่เกินแกง, ส่วน Stone ก็หมดความ Sexy ไปนานแล้ว ผลลัพท์แน่นอนว่าขาดทุนย่อยยับ

ผมมีโอกาสรับชมหนังเรื่องนี้ครั้งแรกตอนสมัยวัยรุ่นๆ (10+ กว่าปีก่อน) ก็ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจกับ Sex Scene สักเท่าไหร่ (คาดว่าคงเพราะมันมีสิ่งยั่วเย้าอื่นๆที่น่าหลงใหลกว่า) เลยจินตนาการไม่ออกมาว่าผู้ชมยุคนั้นที่ทันดู Basic Instinct (1992) จะคลุ้มคลั่งถึงสรวงสวรรค์ชั้นไหน

แต่ส่วนตัวก็มีความประทับใจความคลาสสิกของหนัง กลิ่นอาย Neo-Noir สไตล์ Hitchcockian ความสลับซับซ้อนชวนให้ระลึกถึงโคตรภาพยนตร์ The Big Sleep (1946) และเพลงประกอบเพราะๆของ Jerry Goldsmith ล้วนสร้างความพึงพอใจได้ระดับหนึ่ง

สำหรับผู้ชมรุ่นใหม่ ถึงหนังมีฉากสามารถกระตุ้นอารมณ์ได้ระดับหนึ่ง แต่ดูจบก็อาจแห้งเหี่ยวเฉา (เพราะมันคือการร่วมรักกับฆาตกร) สามารถมองเป็นการศึกษาจิตวิทยาตัวละคร เชยชม Iconic แห่งทศวรรษ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง และทัศนคติทางเพศที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในยุคสมัยนั้น

เทียบมาตรฐานปัจจุบัน ผมรู้สีกว่าจัดเรต R ยังพอไหวอยู่ คือมันไม่โจ๋งครึ่มแบบชัดเจน แค่เพียงวับๆแวมๆ ยั่วหลอกเล่น หรือฉากข่มขืนแฟนเก่ามันก็ไม่เด่นชัดขนาดนั้น (มองเป็นรสนิยมร่วมรักด้วยความรุนแรง ก็ยังพอได้อยู่)

คำโปรย | Basic Instinct คงความคลาสสิกและ Iconic แต่คงไม่สามารถกระตุ้นอารมณ์ ความรู้สึกพึงพอใจได้สักเท่าไหร่
คุณภาพ | นัวร์คลาสสิก
ส่วนตัว | พึงพอใจระดับหนึ่ง

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: