Biutiful (2010)

Biutiful

Biutiful (2010) Spainish : Alejandro González Iñárritu ♥♥♥

ชีวิตแม้ไม่ได้มีความ Beautiful เขียนผิดเป็น Biutiful แต่เราก็สามารถมองให้มันสวยสดงดงาม แม้ในห้วงเวลาไม่กี่วันสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจก็ตาม

แทบจะโดยอัตโนมัติที่ผมครุ่นคิดถึง Ikiru (1950) ของผู้กำกับ Akira Kurosawa เรื่องราวของชายคนหนึ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย พยายามทำบางสิ่งอย่างในห้วงเวลาไม่กี่วันสุดท้ายของชีวิต แต่จะว่าไปเป้าหมายปลายทางค่อนข้างแตกต่างกันทีเดียว
– Ikiru เพื่อให้ได้รับการจดจำจากสังคม/คนรอบข้าง มีอะไรสักอย่างในชีวิตที่ได้ทำแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ ไม่เสียชาติเกิด!
– Biutiful จัดแจงตระเตรียมการให้ครอบครัวและคนรอบข้าง สามารถต่อสู้ดิ้นรนมีชีวิตต่อไปได้อีกสักพักโดยไม่ทุกข์ยากลำบาก

ผมไม่ค่อยผิดแผกแปลกใจอะไรต่อเรื่องราวการนำเสนอของผู้กำกับ Alejandro González Iñárritu เพราะโลกทัศน์ชาวตะวันตก ความรักต่อครอบครัวถือเป็นสิ่งสำคัญเลอค่าสูงสุดในชีวิต จริงอยู่มันอาจดูคับแคบเห็นแก่ตัวไปเสียหน่อย แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง

สิ่งตราตรึงสุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการแสดงของ Javier Bardem แม้ยังติดภาพลักษณ์คนโฉดแห่ง No Country for Old Men (2007) แต่ผู้ชมจะรู้สึกสงสารเห็นใจตัวละคร ไม่ครุ่นคิดว่าจะมีมุมอ่อนไหว/อ่อนแอได้ถึงขนาดนี้ (จริงๆตัวตน/การแสดงของ Bardem ตรงกับหนังเรื่องนี้มากกว่า No Country for Old Men เสียอีกนะ!) ชวนให้ระลึกถึงการแสดงของ Marlon Brando จากเรื่อง Last Tango in Paris (1972) ไม่น้อยทีเดียว


Alejandro González Iñárritu (เกิดปี 1963) ชื่อเล่น Negro ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ Mexican เกิดที่ Mexico City คนสุดท้องจากพี่น้อง 7 คน เมื่ออายุ 16 ปี ทำงานในเรือขนส่งสินค้าข้ามมหาสมุทร Atalantic จึงมีโอกาสเปิดโลกกว้าง ท่องเที่ยวยุโรป แอฟริกา (ทริปแรกคือ Barcelona) สองปีถัดมาเรียนต่อสาขาสื่อสาร Universidad Iberoamericana, จบแล้วได้เป็นนักจัดรายการวิทยุ สถานี WFM ต่อมากลายเป็นโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ โฆษณา จนกระทั่งรู้จักเพื่อนนักเขียน Guillermo Arriaga ร่วมกันก่อตั้งสตูดิโอ ร่วมงานสร้างหนังสั้น ซีรีย์โทรทัศน์ และภาพยนตร์เรื่องแรก Amores perros (2000)

ผลงานในช่วงทศวรรษแรกๆของ Iñárritu จะยังไม่เน้น Long Take งานภาพมีความโฉบเฉี่ยวฉวัดเวียน ตัดต่อรวดเร็วฉับไว นำเสนอเรื่องราวหลากหลายมุมมองที่ไม่สัมพันธ์ แตกต่างกัน แต่สามารถเชื่อมโยงด้วยบางสิ่งอย่าง ขณะที่หัวข้อสนใจมักเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สรรพสัตว์ ธรรมชาติ เกิด-ตาย/การมีชีวิต

เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่องโปรดของ Iñárritu คือ Andrei Rublev (1966)

หลังเสร็จจาก Babel (2006) พร้อมกับเลิกคบหาเพื่อนร่วมงาน Arriaga, ผู้กำกับ Iñárritu เลยต้องการทดลองหาอะไรใหม่ๆให้กับชีวิตบ้าง วันหนึ่งขณะรับฟังบทเพลง Ravel: Piano Concerto in G Major เกิดความครุ่นคิดตั้งคำถามกับตนเอง

“If I had 75 days left to live. What would be important?”

– Alejandro González Iñárritu

ภาพของตัวละคร Uxbal จึงได้ปรากฎขึ้น

“Then I had this image of Uxbal visiting a doctor and I started writing sketches of him. He’s a man in free fall, trying with dignity to find redemption in the last months of his life. The question is how can he find love, forgiveness and compassion in the toughest of circumstances”.

หลังจากได้พล็อตเรื่องราวคร่าวๆ นำไปพูดคุยปรึกษากับ Armando Bó และ Nicolás Giacobone สัญชาติ Argentine ให้ช่วยขัดเกลาบทให้มีความกลมกล่อมลงตัวขึ้น

Uxbal (รับบทโดย Javier Bardem) ชายวัยกลางคนอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์สภาพซอมซ่อกับลูกๆสองคน Ana กับ Mateo แยกอยู่กับแม่ Marambra เพราะเธอป่วยเป็นโรค Bipolar ติดแอลกอฮอล์ และทำงานโสเภณี แต่ตัวเขาก็ไม่ได้ดีกว่ากันสักเท่าไหร่ เป็น ‘Street Hustler’ นายหน้าเรียกค่าคุ้มครอง คอยควบคุมจัดการธุรกิจผิดกฎหมาย รับเงินมาแล้วจ่ายใต้โต๊ะให้ตำรวจ

หลังจาก Uxbal ตรวจพบว่าตนเองป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากระยะสุดท้าย ทีแรกตั้งใจจะรักษาด้วย Chemotherapy แต่เปลี่ยนใจจากคำแนะนำของเพื่อน พยายามจัดการโน่นนี่นั่นหาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้านล่วงหน้า รวมถึงคนดูแลลูกๆเมื่อตนจากไป แต่ความผิดพลาดบางอย่างทำให้ทุกสิ่งอย่างวางแผนไว้ประสบความล้มเหลว ก่อนหมดลมหายใจส่งต่อแหวนเพชรประจำครอบครัวให้กับลูกสาว และจินตนาการภาพสุดท้ายพบเจอพ่อท่ามกลางหิมะก่อนออกเดินทางสู่สรวงสวรรค์ร่วมกัน


Javier Ángel Encinas Bardem (เกิดปี 1969) นักแสดงสัญชาติสเปน เกิดที่ Las Palmas de Gran Canaria บนเกาะ Canary Islands พ่อเป็นนักธุรกิจหย่าร้างตั้งแต่เขาเกิดกับแม่ Pilar Bardem นักแสดงที่มีชื่อเสียงพอสมควร ตั้งแต่เด็กวิ่งเล่นในกองถ่าย/หลังละครเวที พออายุ 6 ขวบ แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก El Pícaro (1976), โตขึ้นบทบาทสร้างชื่อคือ The Ages of Lulu (1990), รับบทนำครั้งแรก Jamón Jamón (1992) ประกบว่าที่ภรรยา Penélope Cruz, โกอินเตอร์กับ Before Night Falls (2000) กลายเป็นนักแสดงสัญชาติสเปนคนแรก เข้าชิง Oscar: Best Actor และคว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actor จากเรื่อง No Country for Old Men (2007)

รับบท Uxbal พ่อผู้มีความเข้มงวดกวดขันต่อลูกๆ ต้องการให้ปฏิบัติตามวิถีแบบแผนอันถูกต้องเหมาะสมควร ด้วยเหตุนี้แม้รักภรรยามาก แต่ความผีเข้าผีออกของเธอเลยอดรนทนรับไม่ได้ ตรงกันข้ามกับอาชีพการงาน กินส่วนแบ่งจากค่าแรงงานต่างด้าว/จ่ายเงินใต้โต๊ะให้ตำรวจ ดูยังไงก็ผิดกฎหมายบ้านเมือง แต่เพราะเขาไม่เคยมีครอบครัว เติบโตขึ้นจากสถานกำพร้า ไร้ความรู้ความสามารถอื่นใด จะให้ไปทำกินอื่นใดย่อมไม่ได้อยู่แล้ว

ผู้กำกับ Iñárritu พานพบเจอ Sean Penn และ Javier Bardem ครั้งแรกในงานเลี้ยง ‘The Losers Party’ หลังพลาดรางวัล Oscar: Best Foreign Language Film จากหนังเรื่อง Amores Perros (2000) พวกเขานั่งดื่มเตกิล่า แสดงความสนใจถ้ามีโอกาสก็อยากร่วมงานกัน ซึ่งเป็น Penn ได้รับโอกาสนั้นก่อนกับ 21 Grams (2003) ขณะที่ Bardem ต้องรออีกหลายปีถึงได้รับการติดต่อไป

Iñárritu เขียนบทบาทนี้โดยมี Bardem อยู่ในใจตั้งแต่แรก เพราะภาพลักษณ์ภายนอกแม้ดูเข้มแข็ง เยือกเย็นชา แต่ภายในเต็มไปด้วยความอ่อนไหว/อ่อนแอ อัดแน่นอย่างเจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมาน เพิ่มเติมคือท่วงท่าลีลาเคลื่อนไหว ห่อไหล คอตก การเดินอันเชื่องช้า ดูราวกับซอมบี้/คนใกล้ตาย(ด้าน) ช่วยเพิ่มความน่าสงสารเห็นใจให้ตัวละครไม่น้อยทีเดียว

การนำเสนอชีวิตสองด้านของตัวละครนี้ ทำให้ผู้ชมไม่สามารถตัดสินถูก-ผิด ดี-ชั่ว เพราะนั่นคือความพยายามกระเสือกกระสน ดิ้นรนเอาตัวรอดจากทุกสิ่งอย่างที่ตนมี ได้เท่านี้ก็ถือว่าเหลือเฟือเกินพอ (แล้วจริงๆนะหรือ?) สำหรับฉากตราตรึงสุดของหนังคือตอนถามลูกๆอยากกินอะไร พูดอย่างหรูหราว่าสเต็กแต่กลับเทซีเรียลใส่จาน มันช่างน่าสงสารเห็นใจเสียจริง

สำหรับนักแสดงคนอื่นๆล้วนเป็นมือสมัครเล่น แทบไม่เคยผ่านผลงานการแสดงมาก่อน น่าทึ่งสุดคงเป็น Diaryatou Daff ชาว Senegal รับบท Ige เธอไม่เพียงเป็นผู้อพยพจริงๆ การแสดงยังนำจากประสบการณ์ตนเอง ร่ำร้องไห้จริงจังมากถึงขนาดกักขังตัวอยู่ในห้องต้องการฆ่าตัวตาย

“She went into a deep depression, closed herself in a room and tried to kill herself. She was out of control. She hasn’t seen her kid in three years. She sends money home, maintaining 33 people by herself. So I was dealing with a real person, who was dealing with the same pain as the character, with no acting skills”.

– Iñárritu พูดถึง Diaryatou Daff


ถ่ายภาพโดย Rodrigo Prieto ตากล้องสัญชาติ Mexican ของผู้กำกับ Iñárritu แจ้งเกิดโด่งดังกับ Amores perros (2000) และโกอินเตอร์ อาทิ 8 Mile (2002), Alexander (2004), Brokeback Mountain (2005), Argo (2012), Silence (2016), The Irishman (2019) ฯ

เพื่อที่จะจมดำดิ่งในมุมมองโลกอันเหี้ยมโหดร้ายของ Uxbal ใช้กล้อง Hand Held ขยับเคลื่อนสั่นไหวตลอดเวลา (สะท้อนความลุกรี้ลุกรน/เร่งรีบร้อน) ระยะภาพประชิดใกล้ตัว ส่วนใหญ่เป็น Close-Up และ Medium Shot หลายครั้งหลบซ่อนเร้นแอบๆอยู่ด้านหลัง โทนสีมอบสัมผัสยะเยือกเย็นชา ปกคลุมด้วยความมืด พื้นหลังดูรกๆ อะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด

เกร็ด: ว่ากันว่าทุกฉากในหนังจะมีบางสิ่งอย่างที่คอยสะท้อนตัวตนของตัวละคร อาทิ กระจก, พื้นผิวน้ำ,  ฯ

ช่วงต้น-ตอนท้าย ในสไตล์ของ Iñárritu มักนำเสนอเหตุการณ์เดียวกันแต่สลับสับเปลี่ยนมุมมองเห็น, เริ่มต้นช็อตนี้คือพ่อส่งมอบต่อแหวนเพชรให้กับลูกสาว ซึ่งกว่าผู้ชมจะรับรู้ว่าคืออะไร ยังไง เกิดขึ้นตอนไหน ก็เมื่อฉากรองสุดท้ายของหนังโน่นนี่เลย คือวินาทีเศษเสี้ยวลมหายใจสุดท้าย สะท้อนสิ่งสำคัญทรงคุณค่ายิ่งที่สุดในชีวิตของตัวละคร/Bardem/Iñárritu คือความรักและครอบครัว

หนัง Horror อย่าง ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (พ.ศ. ๒๕๔๗) ชิดซ้ายไปเลยนะ! การที่หนังให้ Uxbal มีสัมผัสพิเศษถึงคนตาย แล้วอยู่ดีๆวินาทีนี้พบเห็นมนุษย์จิ้งจกเบลอๆอยู่เบื้องหลัง มันช่างขนลุกขนพอง สั่นสยอง หวาดสะพรึงเสียเหลือเกิน ซึ่งก็แล้วแต่การตีความของผู้ชม ผีจริง ภาพหลอน หรืออะไร? นัยยะสื่อถึงอาการเกรงกลัวความตาย รู้สำนึกผิด นี่ฉันไม่น่ากระทำอะไรโง่ๆแบบนั้นลงไปเลย!

แซว: Iñárritu นำหนังไปเปิดให้ Guillermo del Toro วิพากย์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นฉากนี้ ซึ่งพี่แกถึงกับสะดุ้งโหยง สั่นสะพรึงกลัว แต่ก็ชมว่ากำลังพอดิบพอดี เพราะถ้ามันมากไปกว่านี้จะกลายเป็นสยองขวัญ (Horror) โดยไม่รู้ตัว

ใน Ikiru (1950) ใช้ฉากการร้องเพลง Happy Birth Day เพื่อสะท้อนการเกิดใหม่(ทางจิตวิญญาณ)ของ Kanji Watanabe ก้าวขึ้นมากระทำอะไรบางอย่างเพื่อแลกกับช่วงเวลาชีวิตที่หลงเหลืออยู่

ขณะที่ Biutiful (2010) เหมือนจะไม่ได้มีนัยยะอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น แต่คือการส่งต่อความรักจากพ่อสู่ลูก และสังเกตว่าใช้พลุที่ลุกโชติช่วงชัชวาลย์ ตรงกันข้ามกับปัสสาวะสีเลือดของ Uxbal ชีวิตมีขึ้น-มีลง เกิด-ตาย ว่ายเวียนวนดั่งวัฏจักร

ช็อตที่มีความพิศวงงงงวย น่าทึ่งสุดของหนัง! กล้องค่อยๆเคลื่อนจาก Uxbal นอนสิ้นลมหายใจอยู่เคียงข้างลูกสาว จากนั้นไหลขึ้นมาถึงกระจกเงาซึ่งสะท้อนภาพ Uxbal นั่งอยู่ข้างเตียงนอนของพ่อ (พ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก) จากนั้นซูมเข้าไปถึงดวงตา และค่อยๆสว่างขึ้นย้ายฉากพื้นหลังสู่ทิวทัศน์ปกคลุมด้วยหิมะ

ทำไมต้องถ่ายฉากนี้ให้โคตรสลับซับซ้อน? เพื่อยั่วหลอกล่อผู้ชมให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะยุคสมัยนั้น-นี้ อะไรๆก็ CGI เกลื่อนกลาดเต็มเมืองไปหมด Iñárritu ถ่ายทำฉากนี้ด้วยเทคนิคภาพยนตร์ ไม่ได้พึ่งพา Visual Effect อะไรทั้งนั้น เพื่อร้อยเรียงโลกความจริง -> กระจกสะท้อนความตาย -> และสรวงสวรรค์ ราวกับทั้งสามภพนี้อยู่ในระนาบเดียวกัน

ผมก็เพิ่งรับรู้เหมือนกันว่า ‘Snowy Winter Landscape’ การพบเจอพ่อยังทิวทัศน์ปกคลุมด้วยหิมะ คือภาพสุดท้ายวินาทีหลังความตายในความเชื่อของชาวคริสเตียน (ไม่รู้นิกายไหนนะ) ก่อนออกเดินทางขึ้นสู่สรวงสวรรค์

คือถ้าเป็นชาวพุทธ (และหลายๆศาสนา) ในปรัมปราความเชื่อ มักเป็นการข้ามแม่น้ำ … อะไรสักอย่าง …

ตัดต่อโดย Stephen Mirrione ขาประจำของ Iñárritu ตั้งแต่ 21 Grams (2003), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Traffic (2000), Good Night, and Good Luck (2005), The Hunger Games (2012) ฯ

หนังดำเนินเรื่องในลักษณะ Film Noir ผ่านมุมมองสายตาตัวละคร Uxbal ไม่เพียงแค่เหตุการณ์ 75 วันสุดท้ายของชีวิต แต่ยังในความครุ่นคิด/ภาพหลอน และก้าวสู่โลกหลังความตาย

เกร็ด: Iñárritu ใช้เวลาตัดต่อหนังยาวนานถึง 14 เดือน

แม้ไม่ได้เล่นลีลากับโครงสร้างดำเนินเรื่องแบบผลงานเก่าก่อนหน้า แต่การตัดต่อก็มีโคตรไฮไลท์ฉากในผับ มีความรวดเร็ว คลุ้มคลั่ง ต่อให้ไม่กระพริบตาก็มองติดตามแทบไม่ทัน ฉับไวทุกวินาทีที่แสงสว่างสาดส่อง จะว่าสะท้อนความมึนเมาหลังจากเสพยาของตัวละครก็เหมือนจะไม่ใช่เท่าไหร่

เห็นตูดเป็นนม ศีรษะกลม ผู้คนต่างเอื้อมมือขวนไขว่คว้า … ผมว่าคงเป็นการสะท้อนความผิดปกติ วิปริต พิศดาร กลับตารปัตรหัวเป็นหาง คือสิ่งที่มนุษย์โหยหาต้องการ เพราะมันช่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ สามารถทำให้หลุดจากความทุกข์ทรมานของชีวิตได้ชั่วครั้งคราว

เพลงประกอบโดย Gustavo Santaolalla สัญชาติ Argentine ขาประจำผู้กำกับ Iñárritu, คว้ามาแล้วสองรางวัล Oscar: Best Original Score จากเรื่อง Brokeback Mountain (2005) และ Babel (2006)

สไตล์ของ Santaolalla ยังคงเป็นกีตาร์นำ, กึกก้องไปด้วยความเวิ้งว้างว่างเปล่าของชีวิต สอดแทรกสัมผัสทุกข์ทรมาน/เจ็บปวดรวดร้าวแทบใจจะขาด มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับฉันเมื่อพานพบเจอความตาย ไม่มีใครบอกได้จนกว่าถึงเวลานั้นด้วยตัวตนเอง

ความฝันของ Uxbal คือต้องการกระทำบางสิ่งอย่างให้กับครอบครัว สามารถเอาตัวรอดต่อเองได้ ภายหลังจากหมดสิ้นลมหายใจลาจากโลกนี้ไป มันช่างเป็นภาพวาดอนาคตที่สวยเลิศหรู และคลุกเคล้าน้ำตา เพราะเขาไม่สามารถพานพบเห็นวันข้างด้วยสายตาของตนเอง

แน่นอนว่า Iñárritu ต้องหาทางแทรกใส่บทเพลงคลาสสิกที่เป็นแรงบันดาลใจหนัง Piano Concerto in G major ท่อน Adagio Assai ประพันธ์โดย Joseph Maurice Ravel (1875 – 1937) คีตกวีสัญชาติฝรั่งเศส

บทเพลงนี้ดังขึ้นช่วงท้าย ประกอบเข้ากับภาพของ ‘Snowy Winter Landscape’ หนทางสู่โลกหลังความตาย และตัดขึ้นเครดิตเพื่อให้จินตนาการผู้ชมดื่มด่ำเข้ากับท่วงทำนอง อารมณ์ และครุ่นคิดถึงเป้าหมายปลายทางชีวิต

ความสวยงามของชีวิตมันอยู่ที่ “มุมมอง” ของตัวคุณเอง, มันอาจปกคลุมด้วยแสงสีสัน ระยิบระยับเลิศหรูหราตระการตา มากมายเต็มไปด้วยสิ่งข้าวของราคาแพงมีค่า … ขณะเดียวกันก็อาจแค่ก้อนหิน วัตถุธรรมดาๆ เปลอะเปลื้อนสกปรกโสโครก แลดูอัปลักษณ์น่ารังเกียจขยะแขยง ปกคลุมด้วยความมืดมิดหมองหม่น หรือกระทำสิ่งโฉดชั่วร้ายเลวทราม

เรื่องราวชีวิต Uxbal ดูยังไงก็ไม่เห็นจะ Beautiful เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก กระทำสิ่งผิดกฎหมาย ชั่วร้ายเลวทราม แต่ถ้าคุณพยายามจับจ้องมองเข้าไปภายในตัวตนของเขา พบเห็นความตั้งใจทำทุกสิ่งอย่างเพื่อลูกๆ ครอบครัว รวมถึงมิตรสหายรอบข้าง สำนึกในความผิดที่ก่อกระทำ เชื่อว่าพระเจ้าย่อมสามารถยกโทษให้อภัยได้แน่ ตายไปก้าวย่างสู่สรวงสวรรค์ นั่นต่างหากที่คือความ Biutiful

การแทรกใส่เรื่องราวของผู้อพยพ/ลักลอบเข้าเมือง ขายของหนีภาษีผิดกฎหมาย สะท้อนถึงชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อโอกาสเอาตัวรอด อนาคตมีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน ทุกข์ยากลำบากยังประเทศพัฒนาแล้ว(มั้ง) ย่อมมีประโยชน์กว่าอยู่เฉยๆไม่มีอะไรทำที่บ้านเกิดของตนเอง

ผู้กำกับ Iñárritu ให้สัมภาษณ์ถึงสิ่งน่าหวาดสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต

“As a kid one of my biggest fears was my father dying. I remember I would hear my father breathing when he was snorkeling and the thought of my father dying was my scariest thing”.

ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้นเครดิตท้ายเรื่องเขียนอุทิศให้พ่อ “To my beautiful old oak… my father” ซึ่งขณะนั้นเห็นว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่ก็แก่ชราภาพโรยรา ซึ่งหลายๆอย่างก็ดึงนำมาเป็นแบบอย่างให้กับตัวละคร Uxbal

“I saw Uxbal as an old oak, a big noble tree with strong roots, and everybody depends on him. But this big tree is falling”.

Biutiful ไม่ใช่ภาพยนตร์เกี่ยวกับความตาย แต่เปรียบได้กับบทกวีแห่งชีวิต ตราบใดที่มนุษย์ยังมีลมหายใจ ก็ยังจำต้องดิ้นรนสู้ต่อไป ไม่ว่าจะชนเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ไหน ต่างโหยหาความสุขสงบสันติ อนาคตที่สวยงามขึ้นกว่าปัจจุบัน

Someone spoke to me all the days of my life,
into my ear, slowly, taking their time.
Said to me: live, live, live!
It was death.

– On Myth ของนักกวีชาวเม็กซิกัน Jaime Sabines


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ามาสองรางวัล
– Best Actor (Javier Bardem) เคียงคู่กับ Elio Germano จากเรื่อง La nostra vita (2010)
– Vulcain Prize for the Technical Artist มอบให้ทีมบันทึกเสียง

โดยปกติผลงานของ Iñárritu จะถูกแก่งแย่งชิงจากผู้จัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา ยกเว้นแต่ Biutiful กลับแทบไม่มีใครใคร่สนใจ น่าจะเพราะบรรยากาศ/เนื้อเรื่องราว ซึ่งมีความมืดหม่นหดหู่เกินไป (อีกเหตุผลหลักๆ เพราะไม่ใช่ภาษาอังกฤษสื่อสาร) ค่ายหนังได้ไปคือ Roadside Attractions ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $5.1 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $24.7 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง $35 ล้านเหรียญ ขาดทุนย่อยยับเยิน

แม้เสียงตอบรับค่อนข้างแตก แต่หนังก็ได้เข้าชิงรางวัล
– Oscar: Best Actor (Javier Bardem)
– Oscar: Best Foreign Language Film
– Golden Globe: Best Foreign Language Film
– BAFTA Award: Best Actor (Javier Bardem)
– BAFTA Award: Best Foreign Language Film

ส่วนตัวแม้ชื่นชอบประทับใจการแสดงของ Javier Bardem แต่โดยรวมกลับไม่ค่อยชอบหนังสักเท่าไหร่ เพราะผมเห็นว่าการกระทำเสียสละเพื่อส่วนรวมแบบ Ikiru (1950) ยิ่งใหญ่ทรงคุณค่ากว่าเพื่อครอบครัวคนรักแบบ Biutiful (2010)

แนะนำคอหนังดราม่า จิตวิทยาตัวละคร(ต่อความตาย/อาการไบโพลาร์), ผู้อพยพ/ลี้ภัยทั้งหลาย ศึกษาเอาไว้ถ้าต้องการเอาตัวรอดต่างแดน, นักปรัชญา ค้นหาเป้าหมายชีวิต, แฟนๆผู้กำกับ Alejandro González Iñárritu และแฟนๆนักแสดง Javier Bardem ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับบรรยากาศอันอึมครึมตึงเครียด อาชีพผิดกฎหมาย อาการไบโพลาร์ เสพยา เปลื้องผ้า

คำโปรย | ในสายตาผู้กำกับ Alejandro González Iñárritu สิ่งสวยงาม Biutiful ของชีวิต ไม่มีหรอกซึ่งความสมบูรณ์แบบ
คุณภาพ | สวยงามในความอึมครึม
ส่วนตัว | ไม่ชอบเท่าไหร่

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of