Cabiria (1914)

Cabiria

Cabiria (1914) : Silent Film – Giovanni Pastrone

หนังเงียบในตำนานสัญชาติ Italy โดยผู้กำกับ Giovanni Pastrone นี่คือหนังแนว Historical-Epic ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ D.W. Griffith สร้าง Intolerance (1916) และ Cecil B. DeMille สร้าง The Ten Commandments (1923) พบกับความยิ่งใหญ่อลังการที่สุดของหนังเงียบ กับฉากภูเขาไฟระเบิด กำแพงเมืองที่สูงใหญ่ กองทัพที่เดินข้ามเทือกเขา Alps เพื่อทำสงครามกับ Roman Empire เสื้อผ้าหน้าผม เครื่องประดับที่จัดเต็ม เป็นหนังเงียบที่ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมรู้จักหนังเรื่องครั้งแรกนี้เมื่อตอนเขียนรีวิว The Birth of a Nation ได้พบว่า หนังเรื่องแรกที่ฉายในทำเนียบขาวคือ Cabiria หนังสัญชาติอิตาลี ไม่ใช่หนังอเมริกัน ไฉนเป็นเช่นนั้น? (ที่ได้โอกาสไปฉายที่ทำเนียบขาว เพราะหนังเรื่องนี้ได้รับคำชมที่ดีมากๆและทำเงินประสบความสำเร็จทั่วโลก ก่อนหน้าหนังเรื่องอื่นใดในอเมริกา และก่อน The Birth of a Nation-1915 จะฉายเสียอีก) ตอนผมเขียนรีวิว Intolerance ก็เห็นว่า D.W.Griifith ได้แรงบันดาลใจการสร้างฉากระดับ Epic จากหนังเรื่องนี้ ยิ่งทำให้สนใจมากขึ้น และที่ทำให้ผมต้องรีบหามาดูให้ได้ ก็ตอนที่รู้ว่า Night of Cabiria (1957) ของ Federico Fellini ตั้งชื่อ Cabiria เพื่อให้เกียรติแก่หนังอิตาลีในตำนานเรื่องนี้

เรื่องราวของ Cabiria เด็กหญิงผู้โชคร้าย หลังจากรอดตายจากภูเขาไฟระเบิด ก็ถูกขายเป็นทาส รอดจากการถูกบูชายันต์กลายเป็นหญิงรับใช้ เธอจะมีโอกาสได้กลับไปพบครอบครัวหรือไม่ ก่อนที่ The Life of Oharu (1952) ผู้หญิงที่ผมคิดว่าโชคร้ายที่สุดในโลกภาพยนตร์จะสร้างขึ้น Cabiria นี่แหละน่าจะได้ชื่อว่าผู้หญิงที่โชคร้ายที่สุดในโลก ผมสงสารนักแสดงเด็กที่รับบทนี้นะครับ เธอถูกอุ้มเปลี่ยนมือไปมาตลอดทั้งเรื่อง ขนาดว่าตอนโตเป็นสาวแล้ว (ใช้นักแสดงอีกคน) เธอยังคงถูกอุ้มอีก

Giovanni Pastrone เขาคือผู้กำกับในตำนานของอิตาลี ที่ใครชอบหนังอิตาเลียนควรต้องรู้จักเขาเลยนะครับ เปรียบได้กับบิดาแห่งวงการภาพยนตร์อิตาลี เขาเป็นผู้กำกับยุคบุกเบิก มีอะไรหลายๆอย่างมากในหนังเรื่องนี้ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์วงการภาพยนตร์ไปโดยสิ้นเชิง นักเรียนภาพยนตร์ควรจะต้องหามาดูให้ได้ เพราะมันบรรจุประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แต่วิธีการนำเสนอ ถ่ายภาพ การแสดง การตัดต่อ ที่ถือว่าสำคัญมากๆทีเดียว

Pastrone ร่วมงานกับ Gabriele d’Annunzio ในการเขียนบทหนังเรื่องนี้ออกมา d’Annunzio เขาไม่ใช่นักเขียนบทหนังนะครับ เป็นกวี นักเขียนนิยาย รวมถึงเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองตัวยง (เป็นศัตรูกับ Mussolini) การร่วมงานกับ Pastrone มีความตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ในช่วง Punic War ครั้งที่ 2 (218–202 BC) หรือที่เรียกว่า The Hannibalic War เป็นสงครามระหว่าง Roman Empire กับ Carthaginian Empire (ที่เคลื่อนพลข้ามเทือกเขา Alps มาเพื่อทำสงครามโดยเฉพาะ)

ผมขอไม่เล่ารายละเอียดประวัติศาสตร์ช่วงนี้นะครับ เพราะคิดว่าหนังได้มีการอธิบายที่ละเอียดพอสมควร และเห็นภาพชัดเจนมากๆ คนที่ไม่เคยรู้ประวัติศาสตร์มาก่อน ก็สามารถเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีคำอธิบายประกอบภาพที่ละเอียดมากๆ ใครแพ้ใครชนะ และเหตุการณ์ในหนังได้อ้างอิงจากหลักฐานประวัติศาสตร์ที่ตรวจสอบและยืนยันแล้วว่าน่าจะถูกต้องนะครับ ดูไปได้ความรู้ เข้าใจประวัติศาสตร์แน่นอนไม่บิดเบือน

ผมไปอ่านเจอแนวคิดหนึ่ง Monumentalist เป็นประเภทของหนังชนิดหนึ่ง ที่มักมีเรื่องเล่าที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าระดับสามัญทั่วไป หนังแนวนี้ใช้งบประมาณในการสร้างมหาศาล, มีทัศนียภาพที่กว้างใหญ่ไพศาล, นักแสดงตัวประกอบหลายร้อยหลายพันคน, มักมีเรื่องราวเกี่ยวกับการผจญภัยของวีรบุรุษในตำนาน, อ้างอิงเรื่องราวจากศาสนา คัมภีร์ไบเบิ้ล, หรือเรื่องราวอิงตามประวัติศาสตร์เป็นแก่นหลัก หนังดังๆที่จัดอยู่ในแนวคิดนี้ อาทิ Quo Vadis? (1913), The Last Days of Pompeii (1913), Intolerance(1916), The Ten Commandments (1923), Ben-Hur: A Tale of the Christ (1925) ในยุคหลังๆอาทิ Gladiator (2000) และ Troy (2004) หนังแนวนี้ถือว่าใกล้หมดไปแล้วนะครับ และหนังยุคนี้ ความยิ่งใหญ่จะเกิดจาก Visual Effect มากกว่าที่จะใช้มีการสร้างฉากจริงๆขึ้นมา หรือมีนักแสดงตัวประกอบจำนวนมาก

หนังเรื่องนี้เราอาจคิดว่า Cabiria เป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่อง (ก็ถึงขนาดตั้งชื่อหนังเป็นชื่อตัวละครนี้ จะไม่ให้คิดแบบนั้นได้ยังไง) แต่ตัวละครที่แย่งซีน โดดเด่นที่สุด เขาคือชายผู้เป็นทาสผิวสีตัวสูงใหญ่ที่มีร่างกายบึกบึน กำยำแข็งแกร่ง มีพละกำลังเหนือมนุษย์ ตัวละครนี้ถูกเรียกว่า Maciste นำแสดงโดย Bartolomeo Pagano ด้วยความที่ตัวละครนี้แสดงออกถึงความเป็น ‘ฮีโร่’ จึงได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากๆ ด้วยพลังกำลังมหาศาล จึงถูกเปรียบเทียบกับ Hercules (เทพเจ้ากรีกที่ทรงพลัง), มีหนังที่มีลักษณะคล้ายๆกับ Maciste เกิดขึ้นอีกนับไม่ถ้วนหลังจากตัวละครนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงจาก Cabiria ตลอดชีวิตการแสดงของ Pagano เขาก็ไม่ได้รับบทอื่นเลยนอกจาก Maciste สัญลักษณ์ความเป็นฮีโร่ที่มีพลังเหนือมนุษย์ จะเรียกว่าเป็น “Hero คนแรกของโลก” ก็ว่าได้ และ Pagaon ยังถือว่าเป็น Superstar คนแรกของอิตาลีอีกด้วย

ก่อนบท Maciste จะโด่งดังที่สุดกับการแสดงของ Pagano ใน Cabiria หนังเรื่อง Quo Vadis? (1913) และ Spartaco (1913) ก็มีบทของตัวละครที่มีรูปร่างใหญ่โต ร่ายกายกำยำ แข็งแกร่งเหมือน Maciste แต่อาจเพราะไม่มีความโดดเด่นหรือเป็นฮีโร่เท่ากับ Pagano ผมไม่เคยดูทั้ง Quo Vadis? และ Spartaco เลยยังให้ความเห็นไม่ได้ หนังอิตาเลียนยุคนั้น 191x เต็มไปด้วยหนังแนว Maciste กว่า 27 เรื่อง ซึ่งก็ขายได้ดีมากๆ จนกระทั่งปลายยุค 1920s หนังแนวนี้จึงเริ่มเสื่อมมนต์ ก็เพราะอิตาลีเล่นสร้างแต่หนังแนวนี้ ไม่มีแนวคิดใหม่ๆป้อนเข้าสู่ตลาดบ้างเลย หลังจากเสื่อมมนต์คลาย แต่ยังไม่เสื่อมมนต์ขลัง ยุค 196x หนังแนวนี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง มีหนังถึง 25 เรื่องในยุค 60s ที่เกี่ยวกับ Maciste ปัจจุบันถ้าเทียบก็คล้ายๆกับนักแสดงกล้ามใหญ่ๆอย่าง Dwayne Johnson, หนังซุปเปอร์ฮีโร่อย่าง Captain America, Thor ที่นักแสดงต้องเล่นกล้ามใหญ่ๆ มีพื้นฐานแนวคิดมาจาก Maciste ทั้งนั้น

Lidia Quaranta รับบทเป็น Cabiria ตอนโต คนนี้คงต้องพูดถึงสักหน่อย ไม่ใช่เพราะเธอเป็นนางเอกนะครับ แต่เพราะครั้งหนึ่งเธอเป็นนักแสดงหญิงที่ได้รับค่าจ้างสูงที่สุดในอิตาลี (₤10,000 lire ต่อเดือน) เธอเริ่มต้นแสดงหนังมาแล้วหลายเรื่อง และที่ดังพลุแตกสุดๆก็คือ Cabiria ผมว่าบทของเธอก็ไม่ได้มีอะไรเท่าไหร่เลยนะ แต่คนดูคงสงสารตัวละครนี้ เลยทำให้เธอดังมากๆ น่าเสียดายที่ Quaranta เสียชีวิตเร็วไปหน่อย เมื่อปี 1928 รวมอายุได้ 36 ปี ไม่ทันที่จะได้เห็นภาพยนตร์ยุคเสียงด้วยซ้ำ

การถ่ายภาพโดย Segundo de Chomón เขาเป็นคนสเปนแต่ถูก Pastrone จีบมาให้ทำงานที่อิตาลีตั้งแต่ 1912 Chomón ได้คิดค้นวิธีการเคลื่อนกล้องแบบใหม่ที่เรียกว่า dolly shot คือเคลื่อนกล้องช้าๆเข้า-ออก ในแต่ละฉาก ให้ความรู้สึกเหมือนภาพนิ่งที่กำลังเคลื่อนไหว นี่เป็นการ breakthrough ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เลย เพราะก่อนหน้านี้หนังทุกเรื่องจะเป็นการตั้งกล้องไว้เฉยๆ หรือไม่ก็ให้เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ไม่มีการเคลื่อนกล้องช้าๆแบบนี้ ผมรู้สึกว่าการทำอย่างนี้ทำให้หนังมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาเลื่อนเข้า-ออก ซ้าย-ขวา มันเหมือนการหายใจ ลมหายใจเข้า-ออก ทำให้หนังมีจังหวะ ความต่อเนื่อง ไม่มีที่สิ้นสุด

หลายๆฉากในหนังยืมมาจากหนังเรื่องอื่น อาทิ ฉากภูขาไฟระเบิด (Mount Etna ที่ Catana) ยืมมาจาก The Last Days of Pompeii (1913) หรือภาพผู้คนจำนวนมากจาก The Fall of Troy (1911) ฉากที่สร้างเอง หมดงบไปมหาศาลคือ ฉากเมืองและกำแพงเมืองที่มีขนาดเท่าของจริง และเสื้อผ้าหน้าผม เครื่องประดับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่สวยงามเต็มไปหมด ไม่ใช่แค่สร้างฉากเท่านั้นมีบางฉากที่ไปถ่ายทำยังสถานที่จริงด้วย ฉากที่ Hannibal เดินข้ามเทือกเขา Alps นั้นถ่ายจากสถานที่จริงๆนะครับ หิมะจริง ม้าจริง ช้างตัวเป็นๆเดินข้ามเขา (ถึงภาพมันจะดูไม่เหมือนจริงเท่าไหร่ก็เถอะ แต่เฉพาะฉากนี้ที่ทุกอย่างที่เข้าฉากถ่ายจากสถานที่จริงทั้งหมด) ในประวัติศาสตร์ต้องเป็นช้าง North African ซึ่งตอนนั้นเหมือนว่าจะสูญพันธ์ไปแล้ว (มั้ง) จึงใช้ช้างอินเดียแทน

มีฉากหนึ่งที่ถือว่าต้องพูดถึงให้ได้ นักวิจารณ์จะเรียกกันว่า Human Pyramid คือตอนที่ทหารต่อตัวเป็นชั้นๆเป็นเหมือน Pyramid เพื่อให้หนึ่งในตัวละครหลักปีนขึ้นไปบนกำแพง แอบเข้าไปในเมือง ตอนผมเห็นฉากนี้ร้อง ว๊าว! เลย มันเป็นอะไรแบบว่า ธรรมดาๆ แต่แนวคิดเจ๋งสุดๆ ผมนึกถึงเชียร์หลีดเดอร์ขณะต่อตัว (ผมเคยเป็นหลีดสมัยเรียน และตัวเองอยู่ชั้นล่างสุด) ผมไม่รู้คำว่า Pyramid ถูกเรียกโดยทีมงานในหนังหรือจากที่นักวิจารณ์พูดกัน มันเป็นการเลือกคำที่เหมาะมากๆ ไม่ใช่แค่ภาพที่เห็น แต่ความหมายแฝงที่ลึกซึ้งมากๆ เรารู้ว่า Pyramid สร้างโดยฟาโรห์ของ Egypt ซึ่งการสร้างต้องใช้คนและเทคนิคที่ล้ำสมัยอย่างมาก เปรียบได้กับหนังเรื่องนี้ และแนว Monumentalist ที่ผมเอ่ยไป Cabiria อาจเทียบได้ว่าเป็น Pyramid ชั้นล่างๆ ที่กลายเป็นรากฐานให้หนังยุคปัจจุบัน ผมมองว่าวงการภาพยนตร์ขณะนี้น่าจะเปรียบได้ประมาณชั้น 4-5 แล้ว ยังไปไม่ถึงยอด ไม่รู้ว่าจะมียอดหรือเปล่าด้วยนะครับ เพราะโลกมันยังก้าวไปเรื่อยๆ เทคโนโลยียังไม่ถึงทางตัน Pyramid ยังสร้างต่อสูงขึ้นไปได้เรื่อยๆ

Pyramid ชั้นที่ 1 = หนังเงียบ, รุ่นบุกเบิก
Pyramid ชั้นที่ 2 = หนังเสียง
Pyramid ชั้นที่ 3 = หนังสี
Pyramid ชั้นที่ 4 = Digital
Pyramid ชั้นที่ 5 = 3D

สำหรับการตัดต่อ ผมรู้สึกมีสิ่งหนึ่งที่ Pastrone ต่างกับ D.W.Griffith คือเขาไม่ยึดติดว่าใน 1 ฉากต้องประกอบด้วย 1 เรื่องราวเท่านั้น ทำให้หลายครั้งใน 1 เหตุการณ์ เราจะเห็นภาพจากมุมมองต่างๆมากกว่า 1 ทิศทาง เห็นว่า Pastrone มีกล้องใช้ถ่ายหนังทั้งหมด 4 ตัว ซึ่งเขาคงใช้การตั้งกล้องไว้ 4 จุดและถ่ายพร้อมกัน ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นหนังเรื่องแรกหรือเปล่าที่ใช้กล้องถ่ายหลายมุมมองนี้ แต่เทคนิคนี้กว่าจะเป็นที่นิยม ก็เมื่อตอนที่ Akira Kurosawa ใช้กับ Seven Samurai (1954) อีก 40 ปีข้างหน้าโน่นเลย ด้วยความยาวของฟีล์มกว่า 25,000 เมตร ตัดเหลือความยาวต้นฉบับ 200 นาที กับเวอร์ชั่นที่ผมดู ได้มีการปรับความเร็วให้เป็นความเร็วเท่ากับสมัยปัจจุบัน ความยาวหนังที่ผมดูคือ 123 นาที นี่เป็นเวอร์ชั่นที่กำลังดีเลย รายละเอียดครบถ้วน ที่สำคัญคือดูไม่ทันเบื่อ ผมแนะนำกับคนที่ไม่ถนัดหนังเงียบให้ดูเวอร์ชั่นนี้นะครับ แล้วถ้าคุณชื่นชอบหนังมากๆ ครั้งต่อไปค่อยหาเวอร์ชั่น 190 นาที ที่ได้รับการ restore ให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุดมาดู (เวอร์ขั่น restore นี้ฉายในเทศกาลเมือง Cannes เมื่อปี 2006 ในสาย Classic Film ลงแผ่น DVD ของ The Criterion Collection เรียบร้อยแล้วนะครับ)

เพลงประกอบต้นฉบับแต่งโดย Manlio Mazza และ Ildebrando Pizzetti เวอร์ชั่นที่ผมดูได้รับการเรียบเรียงใหม่ โดยอ้างอิงจาก sheet ต้นฉบับของ Mazza เพื่อให้เข้าความยาวของหนังที่เปลี่ยนไป

มีหลายประเด็นในหนังที่ถือว่าเป็น Controversy การโต้เถียงที่รุนแรง นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ใครๆก็อยากดูตอนหนังออกฉาย (คล้ายๆกับกรณีของ The Birth of A Nation) เพราะหนังเรื่องนี้เขียนโดยนักเขียนโคตรชาตินิยมอย่าง Gabriele d’Annunzio และหนังออกฉายหลังจาก Italo-Turkish War (หรือ Tripolitanian War หรือ Libyan War) จบลงที่ Kingdom of Italy เอาชัยเหนือ Ottoman Empire สิ่งที่หนังเน้นคือ ความชั่วร้าย (monstrous) ของ Carthaginian Empire โดยเฉพาะการเอาเด็กสังเวย บูชายันต์ต่อพระเจ้าใน Temple of Moloch จะว่านี่เป็นหนังที่สร้างมาเพื่อสร้างความเป็นชั้นสูง (nobility) ของ Roman Empire ซึ่งกลายมาเป็น Italy ในปัจจุบันก็ว่าได้ โดยมีนักวิเคราะห์เปรียบ Ottoman Empire กับ Carthaginian Empire ที่เป็นศัตรูของ Italy และ Roman Empire พูดแบบนี้ก็ชัดนะครับว่าหนังเรื่องนี้โคตรจะชาตินิยมอิตาลีเลย

หนังแนวรักชาติรุนแรงแบบนี้ ทำให้คนในชาติดู จะทำให้เรายิ่งรักชาติมากๆก็จริง แต่ชาติที่ถูกวิจารณ์หรือเป็นศัตรูของชาติเราก็จะได้มีการโต้ตอบกลับที่รุนแรงเสมอ อย่างหนังไทยนเรศวรหรือสุริโยทัย คนไทยดูมันก็คือมุมมองที่ทำให้เรารักชาติขึ้น (หรือเปล่า?) แต่ถ้าผมมีเพื่อนเป็นคนพม่า บอกตามตรงว่าก็ไม่อยากเอาหนังเรื่องนี้เปิดให้เขาดูนะครับ เพราะมุมมองเราเขาคือศัตรู ในมุมมองเขาเห็นตัวเองเป็นผู้ร้าย นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะยอมรับกันอยู่แล้ว นี่คือเหตุผลที่ยิ่งฉาวก็ยิ่งดัง แปลกที่หนังรักชาติของอิตาลีขายได้ดีทั่วโลก หนังไทยกลับขายได้แค่ชาติไทยเท่านั้น

ผมขอพูดถึงฉากบูชายันต์ในหนังสักนิด เห็นว่าฉากนี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้หนัง Indiana Jones สักภาคด้วยนะครับ (คิดว่า Temple of Doom นะครับ แต่ไม่แน่ใจเท่าไหร่) สมัยก่อนความเชื่อคนของต่อพระเจ้าเป็นอะไรที่น่ากลัวมากๆ เพราะมันเป็นมหาชนนิยม คือผู้คนจำนวนมากเห็นพ้องตรงกัน เช่นว่า ถ้าต้องการให้ใครกลายเป็นเครื่องสังเวยบูชายันต์ คนทั้งประเทศจะร่วมมือร่วมใจ ร่วมแรงกันจนกว่าจะเจอ พวกเราโชคดีมากๆที่เกิดในโลกที่ ความเชื่อแบบนี้สูญหายไปหมดแล้ว มันอาจจะยังพอมีบ้างในบริเวณที่อารยธรรมโลกเข้าไม่ถึง ปัจจุบันเราเรียกว่าป่าเถื่อน ในอดีตนี่คือสิ่งปกติสามัญ ไม่มีใครรู้ว่าความเชื่อนี้มาจากไหนนะครับ อาจจะตั้งแต่สมัยยุคหินโน่นเลย ไม่มีทางที่จะมีประวัติศาสตร์ไหนบันทึกไว้แน่นอน อาจมีเหตุบังเอิญบางอย่าง เช่น ฝนไม่ตกมา 7 ปี แล้วมีสัตว์ตัวหนึ่งถูกฆ่าเลือดอาบแบนแท่นหินแห่งหนึ่ง จากนั้นวันถัดมาฝนตก มีผู้คนมาพบเห็นเข้าเลยปักใจเชื่อว่าต้องฆ่าสังเวยอะไรบางอย่างถ้าฝนไม่ตกนานๆ

Cabiria ในมุมทั่วๆไป คนจะคิดว่าเธอเป็นเด็กที่โชคร้ายมากๆ แต่ขณะเดียวกันผมถือว่าเธอโชคดีสุดๆเลยนะครับ เพราะถ้าเรียกว่าโชคร้ายจริงๆ เธอคงไม่น่ารอดตายตั้งแต่ตอนแรกๆแล้ว ไม่ว่าจะซวยแค่ไหน แต่ก็มีใครบางคนหรือเหตุการณ์บางอย่างช่วยชีวิตเธอเอาไว้ตลอด นี่เป็นมุมมองที่คนส่วนใหญ่จะไม่มอง เพราะมนุษย์เราชอบมอง “ร้ายไว้ก่อน” อะไรที่ทำให้ชีวิตลำบาก เราก็จะบ่นออกมา มักจะไม่คิดถึงช่วงเวลาดีๆ ความโชคดีที่ตัวเองเอาตัวรอดมาได้ แต่ผมยอมรับว่า Cabiria น่าสงสารจริงๆครับ หนังไม่มี close-up shot ก็จริง แต่เราสามารถเข้าใจหัวอกของเธอได้เป็นอย่างดี

ฉากตอนจบเป็นอะไรที่แปลกทีเดียว ผมเห็นเหมือนกับว่า เทวดาต่างบินไปรอบๆ ดีใจกับ Cabiria ที่กำลังจะได้กลับบ้าน ที่ผมว่าแปลก เพราะหนังทั้งเรื่องพูดถึงการสังเวย การบูชายันต์เทพเทวดา แต่ไม่มีฉากไหนที่มีเทพเทวดาปรากฏกายออกมาเลย แต่ตอนจบมันเหมือนหนังได้จงใจอธิบายเหตุผลที่ Cabiria สามารถเอาตัวรอดมาได้ เพราะมีเทวดาประจำตัวคุ้มครอง หนังไม่ได้บอกว่าเธอมีได้ยังไง ทำไมถึงมี เด็กคนอื่นๆทำไมไม่มี นี่สิครับแปลก จะโผล่มาทำไมเฉพาะตอนจบ

เหตุที่ผมแนะนำหนังเรื่องนี้ให้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะความรู้สึกที่ว่า หนังทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์อย่างมากๆ เป็นหนังเงียบที่ดูสนุกมากๆเรื่องหนึ่ง ในประเภทหนังที่ไม่ใช่โรแมนติก (แบบ Sunrise, City Light) หรือตลก (แบบ The General) เป็นหนังที่อ้างอิงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ให้ความรู้ ทำให้เรามีความประทับใจ ชื่นชอบตัวละครหลายๆตัว ถือว่าเป็นหนังที่มีความตั้งใจดีมากๆ ฉากที่สวยงามอลังการในความ Epic เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ครั้งหนึ่งนี่น่าจะเป็นหนังที่ใช้ทุนสร้างมากที่สุดในโลก (น่าจะเป็น Intolerance ที่แซง) และน่าจะเคยเป็นหนังทำเงินมากที่สุดในโลก (ก่อนโดน The Birth of A Nation แซง) ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกอะไรพวกนี้ไว้ แต่ผมรู้สึกได้ว่าน่าจะจริง สังเกตจากความยอดเยี่ยมของหนังที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน และอิทธิพลต่อผู้กำกับรุ่นเดียวกัน ผมจึงว่าถ้ามีโอกาส และสามารถหามาดูได้ นี่เป็นหนังที่สมควร “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” มากกว่า The Birth of A Nation อีกนะครับ กระนั้นผมก็ไม่เอา The Birth of A Nation ออกจากลิสนี้นะครับ เรื่องนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งหนังเรื่องสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ที่คุณภาพอาจจะสู้ไม่ได้ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ควรดู

นักวิจารณ์ของอเมริกัน แทบทั้งนั้นจะพูดถึง Cabiria ไปในทางที่ ยังอ่อนด้อยกว่า The Birth of A Nation หรือ Intolerance นี่เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ชัดเลย เพราะพวกเขาไม่อยากยอมรับว่า Cabiria เป็นหนังเรื่องแรกของโลกที่ทรงอิทธิพลที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด และไม่ใช่ของอเมริกัน ผมดูหนังของ D.W.Griffith มาหลายเรื่อง แต่พอมาดู Cabiria ของ Pastrone แค่เรื่องเดียว ผมก็กล้าพูดว่า Giovanni Pastrone เก่งกว่า D.W.Griffith หลายเท่าเลยนะครับ จริงๆควรเป็น Pastrone ด้วยซ้ำที่ควรได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งวงการภาพยนตร์ แต่เพราะเขาเป็นอิตาเลี่ยน และหนังเรื่องอื่นๆของเขา ส่วนใหญ่สูญหายไปแล้ว ทำให้เราไม่สามารถเปรียบเทียบแบบตัวต่อตัว หมัดต่อหมัดระหว่างผู้กำกับแห่งยุคทั้งสองได้ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อนักวิจารณ์หน้าไหนๆนะครับ หาหนังมาดูแล้วคิดวิเคราะห์เปรียบเทียบเองเลย นี่คือสิ่งที่ผมเห็นและยกย่องให้เป็น Cabiria คือหนึ่งในหนังเงียบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับทุกคน เว้นเด็กๆไว้หน่อย เพราะมันมีฉากที่ค่อนข้างน่ากลัว (เช่น เอาเด็กไปบูชายันต์) แนะนำกับคนที่ชอบประวัติศาสตร์และนักเรียนภาพยนตร์ นี่คือหนังเรื่องที่ต้องดูนะครับ คนรุ่นใหม่อาจดูยากหน่อย แต่เชื่อว่าดูจบก็น่าจะชื่นชอบอย่างมากแน่นอน จัดเรต PG-13

คำโปรย : “Cabiria หนัง Historical-Epic ในตำนานของ Italy โดย Giovanni Pastrone ที่ได้บุกเบิกการถ่ายภาพ ออกแบบฉากที่ยิ่งใหญ่อลังการ เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็ม สมจริง ยิ่งใหญ่ นี่เป็นหนังเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบLOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of