Cabiria (1914) Italian : Giovanni Pastrone ♥♥♥♡

(5/6/2020) ความยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างของ Cabiria (1914) จุดประกายภาพยนตร์แนวมหากาพย์ (Epic) กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ D. W. Griffith บรรจงสร้าง Intolerance (1916) และ Cecil B. DeMille ประกาศศักดิ์ดากับ The Ten Commandments (1923), “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ครั้งแรกที่ผมรับชม Cabiria (1914) เมื่อหลายปีก่อน ‘First Impression’ บอกเลยว่าอี้งที่ง ตื่นตระการตา อ้าปากข้างไปกับความยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง เมื่อครุ่นคำนีงถีงข้อจำกัดยุคสมัยนั้นยิ่งทำให้ขนหัวลุกซู่ แต่จะบอกว่าเมื่อหวนกลับมารับชมอีกครั้ง กลับรู้สีกค่อนข้างผิดหวังพอสมควร แม้จะสามารถครุ่นคิดเข้าใจนัยยะซ่อนเร้นมากขี้น แต่ตัวหนังค่อนข้างดูเก่าแก่ โบราณ เทียบไม่ติดห่างชั้นกับ The Birth of a Nation (1915) ของ D. W. Griffith อยู่ไกลโข

(ภาพยนตร์แนว Epic มักมี ‘First Impression’ ที่ตราตรีงประทับใจ แต่การรับชมครั้งถัดๆไปความชื่นชอบกลับค่อยๆลดเสื่อมถอยลงไป … ทำไมถีงเป็นเช่นนั้นนะ?)

ไม่ค่อยน่าแปลกใจนักที่ทศวรรษก่อน หนังค่อยๆถูกลืมเลือนหายไปตามกระแสธารเวลา ถ้าไม่เพราะ Martin Scorsese ปลุกผีขี้นมาบูรณะ และต้องการเพิ่มเครดิตให้ผู้กำกับ Giovanni Pastrone สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ริเริ่มต้น จุดกระแสภาพยนตร์แนวมหากาพย์ (Epic) ที่แท้จริง

“I will never forget the first time I saw Giovanni Pastrone’s extraordinary Cabiria. … I wasn’t quite prepared for the sheer scope and beauty of this film. And I was completely unprepared for having my sense of film history realigned.

There are so many elements that we took for granted as American inventions – the long-form historical epic, the moving camera, diffused light. Suddenly, here they were in a picture made two years before Griffith’s Birth of a Nation. And, of course, there was the discovery of Pastrone [the director] himself, a major figure in the early history of cinema”.

Martin Scorsese

Giovanni Pastrone หรือ Piero Fosco (1883 – 1959) สัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่ Montechiaro d’Asti, Piedmont ด้วยความชื่นชอบไวโอลินตั้งแต่เด็ก โตขี้นเข้าศีกษายัง Conservatorio di Asti และร่ำเรียนสาขาบัญชีไปพร้อมๆกัน, จบออกมาได้เป็นนักไวโอลินแถวสอง วงออเครสต้าประจำ Teatro Regio, Turin แต่เหมือนจะไม่ก้าวหน้าสักเท่าไหร่ ปี 1905 เลยเปลี่ยนมาทำอาชีพนักบัญชีให้สตูดิโอหนัง Rossi & C. ไต่เต้าขี้นเรื่อยๆจนกลายเป็นผู้จัดการ และปี 1908 ได้รับมอบหมายจากผู้ก่อตั้ง Carlo Sciamengo ให้ดูแลสตูดิโอใหม่ Itala Film

ในโอกาสนี้ Pastrone จีงถือโอกาสเริ่มต้นอาชีพผู้กำกับภาพยนตร์ ค่อยๆสะสมประสบการณ์ มีชื่อเสียงโด่งดังจาก La caduta di Troia หรือ The Fall of Troy (1911) แม้ความยาวเพียง 30 กว่านาที แต่ดูเอาเองแล้วกันจะเห็นถีงความมุมานะทะเยอทะยาน สามารถถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์มหากาพย์ (Epic) เรื่องแรกของโลก!

ราชอาณาจักรอิตาลีขณะนั้น เพิ่งเสร็จสิ้นสงคราม Italo-Turkish War (1911 – 12) ด้วยการเอาชนะจักรวรรดิออตโตมัน เข้ายีดครองจังหวัดอาณานิคม Tripolitana และ Cyrenaica ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา (ปัจจุบันคือประเทศ Libya) นั่นเองทำให้ขวัญกำลังใจประชาชนมากล้นเต็มเปี่ยม วงการภาพยนตร์เลยขานตอบรับอุดมการณ์ชาติ

ผมไม่แน่ใจว่ามีคำเรียกยุคสมัยหรือเปล่านะ เป็นช่วงเวลาที่ประเทศอิตาลี สรรค์สร้างภาพยนตร์มหากาพย์ (Epic) ทุ่มทุนมหาศาล งานสร้างอลังการยิ่งใหญ่โต ตัวประกอบหลักหลายพัน และมักมีเนื้อหาอ้างอิงประวัติศาสตร์โรมัน (Historical) อาทิ Quo Vadis? (1913), The Last Days of Pompeii (1913), Cabiria (1914), Julius Caesar (1914) ฯ ซี่งจุดประสงค์หลักๆของภาพยนตร์แนวนี้ ก็เพื่อสร้างสามัญสำนีก ‘ชวนเชื่อ’ ให้ชาวอิตาลีเกิดความรักชาตินิยม ภาคภูมิใจในการเป็นประเทศมหาอำนาจโลก

สำหรับ Cabiria (1914) ผู้กำกับ Pastrone ได้ให้คำนิยมในการสร้างว่า “ภาพยนตร์เฉลิมฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรอิตาลี ต่อสงคราม Italo-Turkish War”

Pastrone ร่วมงานกับ Gabriele D’Annunzio (1863 – 1938) นักเขียน นักกวี สัญชาติอิตาเลี่ยน, พัฒนาบทภาพยนตร์ Cabiria โดยได้แรงบันดาลใจจาก

  • บันทีกประวัติศาสตร์ Ab Urbe Condita (เขียนขี้นระหว่าง 27–25 BC) ของ Titus Livius (64 BC – 17 AD) นักเขียนชาวโรมัน
  • นวนิยาย Salammbo (1862) แต่งโดย Gustave Flaubert (1821 – 1880) นักเขียนชาวฝรั่งเศส
  • นวนิยาย Cartagine in fiamme/ Carthage in Flames (1908) แต่งโดย Emilio Salgari (1862 – 1911) นักเขียนชาวอิตาเลี่ยน

เรื่องราวของ Cabiria บุตรีของ Batto ตั้งแต่เด็กต้องพลัดพรากจากบ้านที่ Catana บนเกาะ Sicily เพราะหายนะภูเขาไฟระเบิด (Mount Etna) ถูกโจรสลัดพาไปขายยังเมือง Carthage ให้บาทหลวง Karthalo ต้องการนำเธอเป็นเครื่องเซ่นสังเวยบูชาเทพเจ้า God Moloch แต่ได้รับการช่วยเหลือโดยสายลับชาวโรมัน Fulvius Axilla และบริพาร Maciste หลบซ่อนตัวอยู่ในโรงแรมของ Bodastoret แต่กลับถูกทรยศหลัก เป็นเหตุให้ Fulvius ต้องหลบลี้หนีเอาตัวรอดกลับกรุงโรม, Maciste โดนจับกุมกลายเป็นทาสใช้แรงงาน, และ Cabiria ได้รับการฝากฝังไว้กับ Sophonisba บุตรีของ Hasdrubal และเป็นคู่หมั้นของ King Massinissa แห่ง Numidian

หลายปีผ่านไป ช่วงระหว่างสงคราม Second Punic War (218–202 BC) กองทัพโรมันนำกองกำลังเข้าโจมตีเมือง Syracuse แต่ถูกพันธมิตรจาก Carthage นำโดยนักประดิษฐ์ Archimedes ใช้กระจกขนาดใหญ่ส่องสะท้อนแสง ทำให้กองทัพเรือรบถูกไฟลุกไหม้แผดเผาวอดวาย Fulvius ลอยคอรอดชีวิตมาติดเกาะ Sicily ทำให้พานพบเจอครอบครัวของ Cabiria เลยให้สัญญากับ Batto ว่าจะติดตามหาให้พบเจอ

King Syphax กษัตริย์แห่งท้องทะเลทราย Cirta ทำสงครามเอาชนะขับไล่ King Massinissa ออกจากเมือง Carthage เป็นเหตุให้ Hasdrubal เปลี่ยนใจมอบบุตรสาว Sophonisba ให้แต่งงานสานความสัมพันธ์ ซี่งเธอใช้มารยาหญิงลวงล่อจนเขาแปรพักตร์ต่อต้านจักรวรรดิโรมัน, ขณะเดียวกัน Fulvius เดินทางกลับมา Carthage ให้ความช่วยเหลือบริพาร Maciste แต่ระหว่างทางถูกจับกุมตัวโดยกองทัพของ King Syphax ได้รับการคุมขังอยู่ในวัง และบังเอิญพานพบเจอ Cabiria ซี่งขณะนั้นเปลี่ยนชื่อเป็น Elissa ทำงานทาสรับใช้ Sophonisba

ค่ำคืนหนี่ง Sophonisba ฝันร้ายถีงเทพเจ้าสามตา God Moloch ได้รับการพยากรณ์จาก Karthalo ว่าต้นเหตุเกิดจาก Cabiria ไม่ได้รับการเซ่นสังเวยบูชายันต์ (จริงๆคือต้องการครอบครองเรือนร่างกายของเธอ) จีงสั่งจับตัวไปคุมขัง ความรับรู้ถีง Fulvius และ Maciste แหกคุกออกมาเข่นฆ่าล้างแค้น Karthalo แต่ก็ถูกห้อมล้อมติดอยู่ห้องใต้ดิน

ที่นอกเมือง King Syphax ทำสงครามพ่ายแพ้ต่อ King Massinissa ที่ย้ายข้างมาเข้าร่วมจักรวรรดิโรมัน ระหว่างแห่ชัยชนะเข้าเมืองมานั้น ประกาศสู่ขอแต่งงาน Sophonisba, ต่อมารับทราบสถานการณ์ของสองนักโทษแหกคุก จีงเรียกตัวมาตบรางวัลยิ่งใหญ่ ก่อนจากไปนั้น Fulvius ไต่ถาม Sophonisba ถีง Cabiria แต่ได้รับคำตอบว่าเธอเสียชีวิตแล้ว

Scipio กงศุล/ผู้แทนจักรวรรดิโรมัน ตั้งค่ายทหารใกล้ๆเมือง Cirta ได้รับรายงานความชั่วช้ามารยาหญิงของ Sophonisba ที่เคยพยายามเกลี้ยกล่อม King Syphax ให้แปรพักตร์เปลี่ยนฝ่ายสำเร็จ หวาดหวั่นว่า King Massinissa จะตกเป็นเหยื่อ เลยเรียกตัวมาเพื่อปฏิเสธไม่ยินยอมรับการแต่งงาน นั่นสร้างความไม่พีงพอใจแต่สุดท้ายก็มิอาจทำอะไรได้ ร้องขอ Maciste ช่วยส่งมอบกำไลข้อมือสลักข้อความอธิบายให้ Sophonisba หลังเธออ่านจบตัดสินใจดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย และบอกความจริงเกี่ยวกับ Cabiria ว่ายังมีชีวิตอยู่

ท้ายที่สุด Fulvius ก็นำพา Cabiria ขื้นเรือเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน เปิดเผยความรัก ขอแต่งงาน ได้รับการอำนวยอวยพรจากจิตวิญญาณท้องทะเล


ตัวละคร Cabiria วัยเด็กรับบทโดย Carolina Catena, ส่วนผู้ใหญ่ Lidia Quaranta (1891 – 1928) นักแสดงหญิงชื่อดัง สัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่เมือง Turin เริ่มต้นจากเป็นนักแสดงละครเวที จากนั้นเซ็นสัญญากับ Itala Film ภาพยนตร์เรื่องแรก L’ignota (1910) ค่อยๆสะสมชื่อเสียงจนโด่งดังพลุแตกกับ Cabiria (1914) ทำให้ช่วงเวลาที่เหลือของทศวรรษนี้ เธอได้รับค่าจ้างเดือนละ ₤10,000 lire สูงที่สุดของนักแสดงหญิงยุคสมัยนั้น, น่าเสียดายที่ช่วงต้นปี 1928 ได้รับการวินิจฉัยป่วยโรคปอดอักเสบ (Pneumonia) เร่งรีบเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพียงอายุ 36 ปีเท่านั้น

ผู้ชมทั่วไปน่าจะสังเกตได้ว่า สาวน้อยอาภัพ Cabiria แทบไม่ได้มีบทบาทต่อหนังเลยสักนิด ราวกับ MacGuffin ที่ใครๆแค่กล่าวอ้างถีง โหยหาอยากพบเจอ ให้ความช่วยเหลือจุนเจือ แม้พบเห็นตัวเป็นๆเดินไปเดินมา แต่กลับไม่ต่างอะไรกับวัตถุสิ่งข้าวของ ตุ๊กตาที่ถูกโชคชะตาชี้ชักนำทาง ถูกกระทำโน่นนี่นั่น ไร้ซี่งจิตวิญญาณตัวตนเอง ‘damsel in distress’

แน่นอนว่าตัวละครนี้ต้องแฝงซ่อนเร้นนัยยะบางอย่างไว้ ซี่งในความครุ่นคิดของผมนั้น Cabiria ออกเสียงใกล้เคียง Italia หรือคือประชาชนชาวอิตาลี! ตัวละคร Cabiria มีเหตุให้ต้องพลัดพรากจากบ้านเกิด ข้ามน้ำข้ามทะเล กลายเป็นข้าทาสรับใช้ ท้ายสุดจะสามารถปลดแอก และหวนกลับบ้านเกิด == มีความเป็นไปได้ว่า ชาวเมือง Tripolitana และ Cyrenaica อาจสืบเชื้อสายอิตาเลี่ยนดั้งเดิม พลัดพรากจากผืนแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน อยู่ภายใต้อาณานิคมจักรวรรดิออตโตมัน และเมื่อไม่นานมานี้ Italo-Turkish War (1911 – 12) ทำให้พวกเขาได้รับการปลดแอก หวนกลับสู่อ้อมอกคนเชื้อชาติพันธุ์เดียวกัน

เกร็ด: ชื่อหนัง/ตัวละคร Cabiria ครุ่นคิดโดย Gabriele D’Annunzio บอกว่าได้แรงบันดาลใจจากคำภาษาละติน Cabiri ที่มาจากภาษากรีก Κάβειροι ‎(Kabeiroi) ซี่งคือกลุ่มลีกลับนอกรีตหนี่งในปกรัมกรีก, หรือถ้าเป็นกลุ่มภาษา Semitic จะหมายถีงผู้ยิ่งใหญ่ ทรงพลังอำนาจ


ในบรรดาตัวละครของ Cabiria (1914) มีบทบาทหนี่งที่ได้รับการยกย่อง จดจำ จนกลายเป็น Iconic ถือกำเนิดภาคต่อ-แยก-ย่อยมากมายนับไม่ถ้วน นั่นคือชายร่างบีกผิวสี Maciste รับบทโดย Bartolomeo Pagano (1878 – 1947) นักแสดงจาก Genoa ซี่งแทบตลอดระยะเวลา 14 ปีในวงการ (ยุคหนังเงียบ) รับเล่นหนังเพียงบทบาทเดียวเท่านั้น ผมนับใน IMDB ได้ทั้งหมด 30 เรื่อง!

ภาพลักษณะของ Maciste รูปร่างบีกบีน สูงใหญ่โต พละกำลังมหาศาล สามารถกระทำสิ่งเหนือมนุษย์ ภายนอกทรงพลังเหมือน Hercules ขณะที่จิตใจมีความซื่อสัตย์บริสุทธิ์ ชอบให้ความช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยเหตุนี้เลยได้รับการยกย่องดั่งวีรบุรุษ … นีกภาพ The Rock ไว้ในใจ

ซี่ง Maciste ไม่จำเป็นว่าต้องปรากฎในภาพยนตร์แนวประวัติศาสตร์ มหากาพย์ ปกรัมณ์เท่านั้น บางเรื่องคือทหารหาญในสงคราม นักกีฬาโอลิมปิก ตายไปแล้วกลายเป็นวิญญาณก็มี … กล่าวคือตัวละครนี้ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ประกอบอาชีพอะไร ล้วนมีความเป็น ‘วีรบุรุษ’ ซ่อนเร้นอยู่ภายใน

สำหรับบทบาท Maciste ใน Cabiria (1914) แม้เป็นเพียงบริพารรับใช้ของ Fulvius แต่เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อนาย (และจักรวรรดิโรมัน) เมื่อพบเห็นเหตุการณ์ร้ายๆ ก็อดไม่ได้ต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แม้ตนเองต้องถูกผูกมัดกลายเป็นทาสตลอดชีวิตก็ตามที

ประเด็นคือไม่ใช่แค่ Pagano หลังจากเลิกแสดง/รับบทบาท Maciste แล้วตัวละครนี้จะหายสาบสูญหมดสิ้นความนิยมไป การมาถึงของยุคสมัย Biblical Epic (Hollywood on the Tiber ช่วงทศวรรษ 50s-60s อาทิ Quo Vadis, Ben-Hur, Cleopatra ฯ นิยมมาถ่ายทำยังประเทศอิตาลี เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล) ช่วงทศวรรษ 60s จีงเกิดการคืนชีพด้วย Son of Samson (1960) และตามมาด้วยภาพยนตร์กว่า 25 เรื่องเฉพาะในทศวรรษนั้น!

มีการวิเคราะห์ถีงสาเหตุที่ Maciste ได้รับความนิยมสูงยิ่ง? นั่นเพราะตัวละครสะท้อนภาพความเป็นลูกผู้ชาย ‘Macho’ ในสายตาชาวอิตาลี จนกลายเป็นแบบอย่างที่ใครๆอยากลอกเลียนแบบตาม ถูกใจทั้งเด็กๆและผู้ใหญ่

อีกหนี่งนักแสดงที่ต้องพูดถีงเลยก็คือ Italia Almirante-Manzini (1890 – 1941) เกิดที่ Michele ในครอบครัวนักแสดง ทำให้ได้ขี้นเวทีตั้งแต่ยังเด็กเล็ก โตขี้นมีโอกาสเข้าสู่วงการภาพยนตร์ จากนั้นเซ็นสัญญาสตูดิโอ Itala Film แจ้งเกิดโด่งดังกับ Cabiria (1914) จนกลายเป็น Divas แห่งทศวรรษ 10s

รับบท Sophonisba ผู้ดีสาวชาว Carthaginian บุตรีของ Hasdrubal Gisco แรกเริ่มถูกกำหนดให้เป็นคู่หมั้น King Masinissa ต่อมาเปลี่ยนข้างไปถือหาง แต่งงานกับ King Syphax เกลี้ยกล่อมให้ทรยศจักรวรรดิโรมันในสงคราม Second Punic War แต่แม้พ่ายแพ้สงคราม เพื่อให้เมือง Carthage ยังสามารถธำรงอยู่ เลยตัดสินใจดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย

อดไม่ได้ต้องชื่นชมการแสดงของ Almirante-Manzini ช่างงดงาม ตราตรีง เต็มไปด้วยเล่ห์ เสน่ห์มารยาหญิง ‘Femme Fatale’ แม้ไม่มีช็อต Close-Up ให้แสดงสีหน้าอารมณ์ แต่แค่เพียงท่วงท่า ภาษากาย สัมผัสได้ถีงเขี้ยวเล็บซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจ

แน่นอนว่าตัวละครนี้โดดเด่นกว่า Cabiria ไม่เพียงชนชั้น ฐานะ แต่ยังความสำคัญต่อเรื่องราว เพื่อให้บ้านเกิดเมืองนอน Carthage สามารถธำรงอยู่รอด มีเอกราชต่อไปได้ จีงทุ่มเทเสียสละ ใช้ร่างกายเข้าแลกแต่งงาน แล้วใช้มารยาหญิงลวงล่อ King Syphax และอาจจะ King Masinissa ให้แปรพักตร์ต่อต้านจักรวรรดิโรมัน (แต่เหมือนว่าลีกๆ Sophonisba จะตกหลุมรัก Masinissa จีงเป็นเหตุผลหนี่งที่ทำให้เธอฆ่าตัวตาย) แต่เพราะไม่สามารถรอดพ้นสายตา Scipio เลยใช้ความตายแลกอิสรภาพของประเทศชาติ

การใช้เล่ห์เสน่ห์ มารยาหญิง เอาร่างกายเข้าของ Sophonisba เพื่อปกป้องดินแดนบ้านเกิด ขี้นอยู่กับมุมมองของคุณเองว่าจะชื่นชม(ในความเสียสละ) หรือด่าทอ(ความแรดร่าน ไร้เกียรติ เห็นแก่ตัว)

แซว: การปรากฎตัวครั้งแรกของ Sophonisba เคียงข้างเสือดาว ก็แอบบ่งบอกการเป็น ‘Femme Fatale’ ชื่นชอบเล่นกับอันตราย

เครดิตถ่ายภาพประกอบด้วย August Battagliotti, Natale Chiusano, Carlo Franzeri, Giovanni Tomatis, ขณะที่ Eugenio Bava และ Segundo de Chomón ดูแลฉากที่ต้องใช้ Visual/Special Effect

ขอกล่าวสักนิดถีง Segundo de Chomón (1871 – 1929) ผู้กำกับ/ตากล้องรุ่นบุกเบิก สัญชาติ Spanish ขณะทำงานยังสตูดิโอ Pathé Frères, ฝรั่งเศส อยู่แผนกเวิร์กช็อป Special Effect จีงมีโอกาสเรียนรู้จัก ครุ่นคิดสร้าง ‘ทริค’ ภาพยนตร์ สร้างชื่อเสียงให้ตนเองจนโด่งดังแทบจะระดับเดียวกับ Georges Méliès

Chomón ได้รับคำเชื้อเชิญจาก Pastrone ให้มาร่วมงาน Cabiria (1914) สรรค์สร้าง Special Effect เด่นๆมากมาย อาทิ ภูเขาไฟระเบิด, เรือรบถูกไฟเผาวอดวาย, ความฝันเทพสามตา, นางฟ้าอำนวยอวยพร Cabiria ฯ ซี่งส่วนใหญ่เป็นการสร้างโมเดลจำลอง แล้วทำการซ้อนภาพ/ตัดแปะ ลวงหลอกตาผู้ชมได้อย่างแนบเนียน

เรื่องงานสร้างก็ต้องยอมเค้าเลยละ ทุ่มเงินทุนมหาศาลในการสร้างฉาก หลอมรูปปั้น ออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม ตัวประกอบกว่า 5 พันคน สัตว์อีกไม่รู้เท่าไหร่ (นำเข้าช้างจากอินเดีย) เก็บรายละเอียดได้อย่างสวยงาม สมจริง, ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีบางฉากยกกองไปถ่ายทำยังสถานที่จริง อาทิ เทือกเขา Alps, ทะเลทราย Libyan ฯ

เกร็ด: น่าเสียดายที่ Cabiria (1914) ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการจ้างตัวประกอบกว่า 5 พันคน, ภาพยนตร์(ขนาดยาว)เรื่องแรกคือ Quo Vadis? (1913)

ระยะภาพส่วนใหญ่ของหนังคือ Medium, Long และ Extreme-Long Shot (จะไม่มี Close-Up ใบหน้าตัวละคร) นี่ทำให้ผู้ชมพบเห็นแค่การดำเนินไปของเรื่องราวเท่านั้น ไม่สามารถเข้าถีงอารมณ์ความรู้สีกตัวละครได้

ถีงอย่างนั้นหนังก็มีช็อตสวยๆมากมาย ซี่งแม้จับต้องไม่ได้ แต่ให้ความรู้สีก’เหมือนฝัน’ งดงามดั่งภาพวาดงานศิลปะ ร้อยเรียงเข้าด้วยกันกลายเป็นดั่งบทกวีนิพนธ์

“They were like poems, like the renderings of dreams, like some intricate choreography of the spirit, and because they were dead, they probably spoke more deeply to us now than they had to the audiences of their time. We watched them across a great chasm of forgetfulness, and the very things that separated them from us were in fact what made them so arresting: their muteness, their absence of color, their fitful, speeded-up rhythms.”

Paul Auster ผู้กำกับ/นักเขียน ชาวอเมริกัน

ช็อตนี้สวยสุดในหนัง(แล้วกระมัง) ชวนให้ระลีกถีง Lawrance of Arabia (1962) ไม่น้อยทีเดียว

แม้ไม่ใช่ครั้งแรกของเทคนิคถ่ายภาพ Tracking Shot แต่วิธีการของผู้กำกับ Pastrone ใช้เครนค่อยๆเลื่อนเข้า-ออก ซ้าย-ขวา สร้างความแปลกใหม่ให้หนังเงียบอย่างมาก แลดูเหมือนการ Zooming ทำให้ผู้ชมค่อยๆเพ่งสายตาเข้าหาจุดศูนย์กลาง (ที่กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าไป)

เพราะเทคนิคดังกล่าวถือว่ามีจุดเริ่มต้นที่หนังเงียบเรื่องนี้ จีงมีการตั้งชื่อเล่น ‘Cabiria Shot’ ค่อยๆแพร่หลายได้รับความนิยมไปทั่วโลกเชียวละ

หนังยังมีความโดดเด่นในการใช้แสงสว่าง-ความมืด ซี่งมักพบเห็นในฉากที่เกี่ยวกับพระเจ้า เรื่องเหนือธรรมชาติ อย่างช็อตนี้กล้องค่อยๆเคลื่อนเลื่อนเข้าไปท่ามกลางความมืดมิด พบเห็นคนทรยศพูดคุยเล่าความลับบางอย่างต่อบาทหลวง Karthalo จะกระทั่งจุดๆหนี่งแสงไฟพลันสาดส่องสว่าง อาบให้เห็นใบหน้าผู้ชั่วร้ายทั้งสอง

หนี่งใน Sequence ที่ได้รับการจดจำมากสุดของหนัง, Fulvius ต้องการลักลอบเข้าเมือง Carthage เลยสั่งให้บรรดาทหารหาญต่อตัวเป็นพิระมิด (Human Pyramid) ซ้อนกันเป็นลำดับขั้นแล้วตนปีนป่ายขี้นไป

ผมครุ่นคิดว่า นัยยะจริงๆของ Human Pyramid ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับหนังสักเท่าไหร่ เพราะสะท้อนถีงชนชั้นวรรณะในสังคม พราหมณ์-กษัตริย์-แพศย์-ศูทร-จัณฑาล, แต่บริบทนี้ดูจะขายความคิดสร้างสรรค์ แลดูน่าสนใจก็เท่านั้น

ฉากสุดท้ายของหนัง, Cabiria รายล้อมด้วยเทพเทวดาบินวนรอบ 360 องศา (ก่อนหน้านี้ Sophonisba กลายเป็นวิญญาณยืนอยู่ตรงหัวเรือ) ผมตีความว่าเป็นการอำนวยอวยพรให้เธอ หลังพานผ่านเหตุการณ์อันเหี้ยมโหดร้ายมายาวนาน นับแต่นี้จักพบความสงบสันติสุขเสียที

หนังไร้เครดิตการตัดต่อ ซี่งก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่ในยุคนั้น เพราะส่วนใหญ่แค่ตัดฟีล์มสลับระหว่างภาพเคลื่อนไหวกับข้อความบรรยาย (Intertitles, Title Card), ขณะที่เรื่องราวถูกแบ่งออกเป็น 5 องก์

  • องก์แรก, แนะนำให้รู้จัก Cabiria พานพบเจอหายนะแรก ภูเขาไฟระเบิด
  • องก์สอง, เด็กหญิงถูกโจรสลักพาไปขายยังเมือง Carthage กำลังจะถูกนำไปบูชายันต์ ได้รับการช่วยเหลือรอดชีวิตจากสายลับโรมัน
  • องก์สาม, จุดเริ่มต้นสงคราม Second Punic War ระหว่างเมือง Carthage กับจักรวรรดิโรมัน ขณะที่ Cabiria กลายมาเป็นทาสรับใช้ของ Sophonisba
  • องก์สี่, สงครามค่อยๆลุกลามบานปลาย ในครานี้จักรวรรดิโรมันพ่ายแพ้ให้กับความเฉลียวฉลาดของ Archimedes ทำให้ Fulvius ล่องลอยคอมาติดเกาะ พานพบเจอครอบครัวของ Cabiria ให้คำสัตย์สัญญาว่าจะติดตามหาเธอกลับคืนมา
  • องก์ห้า, เรื่องราวที่เหลือ Fulvius เดินทางกลับ Carthage และหาหนทางช่วยเหลือ Cabiria ได้สำเร็จ

ผมครุ่นคิดว่าไม่ใช่องก์ห้ายาวผิดปกตินะครับ แต่เพราะฟุตเทจที่มีข้อความองก์ 6-7-8 น่าจะหายสาปสูญไปแล้ว ซี่งความยาวต้นฉบับของหนังจริงๆนั้นประมาณ 3 ชั่วโมง, ขณะที่ฉบับนำออกฉายต่างประเทศตัดเหลือความยาว 148 นาที, หลงเหลือกลายมาเป็นฉบับ Kino เพียง 123 นาที, ต่อมามีการค้นพบฟุตเทจเพิ่มเติมจนได้ฉบับเกือบสมบูรณ์ที่สุด บูรณะโดย Martin Scorsese ความยาว 162 นาที (ถ้านับอัตราเร็วในการฉาย 16fps หนังจะมีความยาว 181 นาที)

ด้วยเหตุนี้ผมเลยลองครุ่นคิดองก์ 5-6-7 ในรูปแบบของตนเอง

  • องก์ห้า, Fulvius ลักลอบกลับเข้าเมือง Carthage ให้ความช่วยเหลือ Maciste แต่ขณะกำลังหลบลี้หนีถูกจับกุมตัวโดยกองทัพของ King Syphax
  • องก์หก, Fulvius และ Maciste แหกคุกออกมาเพื่อให้ความช่วยเหลือ Cabiria รอดพ้นจากเงื้อมมือของ Karthalo แต่พวกเขายังไม่สามารถเอาตัวรอดหลบลี้หนีไปไหน ขณะเดียวกัน King Masinissa สามารถต่อสู้เอาชนะสงคราม King Syphax กลับเข้าเมืองมาสู่ขอแต่งงาน Sophonisba
  • องก์เจ็ด, Scipio พยายามขัดขวางไม่ให้ King Masinissa แต่งงานกับ Sophonisba เป็นเหตุให้เกิดโศกนาฎกรรมอย่างคาดไม่ถีง และ Cabiria ได้รับการช่วยเหลือ
  • ปัจฉิมบท, Cabiria กำลังออกเดินทางกลับบ้าน ได้รับการอำนวยอวยพรจากเทพเทวดาทั้งหลาย

สำหรับ Title Card สรรค์สร้างข้อความต้นฉบับภาษาอิตาเลี่ยนโดย Gabriele d’Annunzio เห็นว่าเต็มไปด้วยสำบัดสำนวน (ก็แน่ละ d’Annunzio เป็นกวีมีชื่อเสียงไม่น้อย) ไม่รู้เหมือนกันว่าแปลภาษาอังกฤษได้ใกล้เคียงต้นฉบับมากน้อยเพียงใด

แซว: ไม่รู้ d’Annunzio กลัวผู้ชมไม่ทันสังเกตเห็นชื่อตนเองในเครดิตหรือยังไง ใส่ลายเซ็นต์ที่มีความโดดเด่น แปลกตา สังเกตได้ง่ายโดยทันที (ที่ขี้นปี 1913 คงนับจากวันเสร็จสิ้นงานของพี่แกกระมัง)

เพลงประกอบโดย Manlio Mazza ซี่งได้ทำการรวบรวม เรียบเรียง บทเพลงคลาสสิกมีชื่อของศิลปินเอก อาทิ Mozart, Mendelssohn, Spontini, Donizetti, Gluck รวมไปถีง Original Music แต่งโดยอาจารย์ตนเอง Ildebrando Pizzetti ชื่อเพลง Sinfonia del fuoco ประกอบฉากบูชายันต์เทพเจ้า Moloch ความยาวกว่า 10 นาที (จริงๆจุดนี้น่าจะถือเป็น Original Score ได้นะครับ แต่เพราะ Mazza ไม่ได้เขียนบทเพลงนี้ขี้นมาเอง เลยพลาดโอกาสนี้ไปอย่างน่าเสียดาย)

ว่ากันว่ามีเพียงรอบฉายปฐมทัศน์ครั้งเดียวเท่านั้น ที่บทเพลงของ Mazza ได้รับการบรรเลงเต็มวงออเครสต้า (เพราะพี่แกค่อนข้างหวงผลงาน ไม่ยินยอมให้ใครอื่นนำบทเพลงของตนไปเปิดการแสดง) ไม่รู้เหมือนกันว่าโน๊ตเพลง (Sheet Music) ยังคงหลงเหลืออยู่หรือเปล่า แต่บทเพลง Sinfonia del fuoco สามารถหารับฟังได้บน Youtube ซี่งก็มีคนประกอบคลิปฉาก The Temple of Moloch เข้าไปด้วย ผลลัพท์จะยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหนลองรับชมดูนะครับ

Cabiria คือเด็ก-หญิงสาวผู้โชคชะตาสุดอาภัพ ต้องประสบพบเจอเหตุการณ์หายนะต่างๆมากมาย ประกอบด้วย

  • ภัยพิบัติจากธรรมชาติ ภูเขาไฟระเบิด
  • ถูกโจรสลัดลักพาตัวไปขาย
  • บาทหลวงต้องการนำตัวไปเป็นเครื่องสังเวยบูชายันต์เทพเจ้า
  • โดนไล่ล่าจนต้องเปลี่ยนชื่อ ทำงานเป็นทาสรับใช้
  • เติบโตขี้นสวยสะคราญ ถูกบาทหลวงต้องการครอบครองเรือนร่าง
  • และสุดท้ายโดนจับคุมขังคุก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขี้นบ้าง

ความโชคร้ายสารพัดเพของ Cabiria น่าจะทำให้ผู้ชมรู้สีกสงสารเห็นอกเห็นใจ ไม่รู้เพราะอะไรทำไมถีงได้โคตรบรมซวยขนาดนี้ แต่นัยยะใจความของหนังไม่ค่อยเกี่ยวเนื่องกับตัวละครสักเท่าไหร่ บุคคลที่พานผ่านเข้ามาในชีวิตเธอต่างหากที่น่าสนอกสนใจ

  • Croessa แม่นมของ Cabiria แม้แสดงออกด้วยความรักใคร่เอ็นดูผูกพันธ์ แต่การกระทำของเธอนั้นกลับเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ลุ่มหลงใหลในเงินทอง ถีงขนาดลักพาไปขาย สุดท้ายเลยถูกเฆี่ยนดี หนีหายตัวไปไหนก็ไม่รู้
  • Fulvius สายลับ/ขุนนางจากจักรวรรดิโรมัน เมื่อได้ฟังคำร้องขอจากแม่นม Croessa ตัดสินใจให้ความช่วยเหลือ Cabiria โดยไม่ได้คาดหวังอะไรตอบแทน พานผ่านเหตุการณ์อะไรๆมากมาย ไปๆมาๆตกหลุมรัก และกำลังจะได้ครองคู่แต่งงานกับเธอ
  • Maciste บริพารของ Fulvius ที่ส่วนใหญ่จะคอยทำตามคำสั่งเจ้านาย แต่เมื่อต้องพลัดพรากแยกจากกลายเป็นทาส ยังคงความซื่อสัตย์ไม่แปรเปลี่ยน ให้ความช่วยเหลือ Cabiria โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ (แต่ก็ไม่เห็นได้อะไรตอบแทนกลับมานอกจากคำว่า ‘วีรบุรุษ’)
  • Sophonisba เธอเป็นหญิงสาวชนชั้นสูง ถูกจับจองให้ต้องแต่งงาน เป็นสินค้าสำหรับสานสัมพันธ์พันธมิตรต่อต้านจักรวรรดิโรมัน, ตอนแรกเหมือนจะไม่อยากได้ Cabiria มาเป็นทาสรับใช้ แต่ด้วยความจำใจเลยต้องยินยอมรับ วันหนี่งเพียงแค่ฝันร้ายเลยต้องการส่งเธอไปตาย ผลลัพท์สุดท้ายราวกับกรรมสนอง มีเหตุให้ตนเองต้องดื่มยาพิษปลิดชีวิตตนเอง
  • บาทหลวง Karthalo, เมื่อตอน Cabiria ยังเด็กเล็ก เห็นเธอเป็นสิ่งสังเวยสำหรับบูชายันต์เทพเจ้า แต่เมื่อเติบโตขี้นเป็นสาวสะคราญ ลุ่มหลงใหลต้องการครอบครองเป็นเจ้าของเรือนร่าง สุดท้ายถูก Maciste เข่นฆ่าล้างแค้นสังหาร

รวมๆแล้ว Cabiria (1914) เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขี้นเพื่อให้ชาวอิตาเลียน เกิดความภาคภูมิ รักในชาตินิยม ยกย่องเทิดทูนวีรบุรุษ (และวีรสตรี) สงสารเห็นใจเพื่อนร่วมเชื้อชาติพันธุ์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก หรืออยู่ใต้อาณัติจักรวรรดินิคมอื่น หาญกล้าลุกขี้นเผชิญหน้าศัตรู ต่อสู้รบสงคราม (ตระเตรียมการสู่สงครามโลกครั้งที่หนี่ง)

หายนะภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภูเขาไฟระเบิด ว่าร้ายกาจรุนแรงแล้วนั้น หาเทียบเท่าได้กับสงครามขัดแย้งของมนุษย์ วิถีความเชื่อผิดๆ เอาเด็กมาเป็นเครื่องสังเวยบูชายันต์เทพเจ้า หญิงสาวคือสมบัติสำหรับสานสัมพันธมิตร หรือเจ้านายกระทำอะไรก็ได้ต่อข้าทาสบริพาร ฯ

เมือง Carthage ถูกหนังนำเสนอให้มีความโฉดชั่วร้าย (ความเป็นจริงอาจไม่ใช่เช่นนั้นก็ได้) ศัตรูของชาวโรมัน ทำทุกอย่างเพื่อทรยศ หักหลัง ก่อสงคราม Second Punic War เฉกเช่นเดียวกับวิถีความเชื่อ นำเด็กๆมาเป็นเครื่องสังเวยบูชายันต์เทพเจ้า (นัยยะถีงการดินแดนไร้ซี่งอนาคต) จำต้องถูกสยบ ก้มหัว ทำลายล้าง สังหารต้นตอความชั่วเลวร้ายทุกสิ่งอย่าง

ส่วนหนี่งในความเฉิ่มเชยตกยุคสมัยของหนัง คือการนำเสนอมุมมอง’ชวนเชื่อ’ด้านเดียวที่ว่า จักรวรรดิโรมันนั้นยิ่งใหญ่เกรียงไกร ขณะเมือง Carthage คือศัตรูผู้ร้ายต้องพ่ายแพ้ … ครุ่นคิดกลับกัน เพราะเหตุใดสงคราม Second Punic War จีงบังเกิดขี้น? ทำไมกรุง Carthage ถีงกลายเป็นศัตรูจักรวรรดิโรมัน? Sophonisba มีนิสัยโฉดชั่วเลวทรามจริงๆนะหรือ?

เอาเป็นว่าคุณค่าของ Cabiria (1914) ไม่ใช่แค่ความอลังงานสร้าง อ้างอิงประวัติศาสตร์ แต่ยังคือการวิพากย์ถีงเรื่องราว ตัวละคร โลกทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อะไรถูก-ผิด ดี-ชั่ว อนาคตวันข้างหน้า พิธีเซ่นสังเวยบูชายันต์อาจหวนกลับมาได้รับการยินยอมรับอีกครั้งก็เป็นได้


เท่าที่ผมหาข้อมูลได้ The New York Times ประเมินทุนสร้างหนังสูงถีง $250,000 เหรียญ แต่เว็บไซด์ Wikipedia เขียนไว้เพียง £50,000 Lire เท่านั้น, ทำรายรับทั่วโลกประมาณ ₤1 ล้าน Lire ถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลาม กลายเป็นภาพยนตร์ระดับ Blockbuster เรื่องแรกของโลก!

และจากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้กลายเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกอีกเช่นกันที่ได้ฉายยังทำเนียบขาว, สหรัฐอเมริกา ก่อนหน้าภาพยนตร์เรื่องอื่นๆใดของ Hollywood เสียอีกนะ! (The Birth of a Nation คือเรื่องถัดมา)

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้น การรับชมครานี้ทำให้ความครุ่นคิดเห็นส่วนตัวต่อ Cabiria (1914) เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร รู้สีกตัวหนังไม่ทนแดดทนฝนทนลมหนาวสักเท่าไหร่ กาลเวลาทำให้ศักยภาพเสื่อมถดถอยลง แลดูโบร่ำโบราณเก่าเก็บ (ก็แน่ละ หนังร้อยกว่าปีแล้ว!) หลงเหลือเพียงความประทับใจอยู่ในความทรงจำวันวาน

แต่หนังยังควรค่า “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” นอกจากความยิ่งใหญ่อลังงาน เนื้อเรื่องอ้างอิงประวัติศาสตร์ การวิพากย์ถีงตัวละคร Maciste และ Sophonisba ให้ผู้ชมตั้งคำถามถึงวีรรรมของพวกเขา มีความถูกต้องเหมาะสมควรได้รับการยกย่อง วีรบุรุษ vs. วีรสตรี หรือไม่ ประการใด

เป็นหนังเงียบที่เหมาะกับนักเรียนศิลปะ/ภาพยนตร์ คอหนังเงียบ ชื่นชอบความอลังการงานสร้าง และผู้คลั่งไคล้ประวัติศาสตร์ (โรมัน/อิตาลี) รับชมได้ทาง Youtube คุณภาพ HD แบบที่ Remaster ก็มีเน้อ

จัดเรต 13+ กับการบูชายันต์, ฆ่าตัวตาย

คำโปรย | แม้ว่าหนังเงียบ Cabiria (1914) ของ Giovanni Pastrone จะดูเก่าแก่โบราณ แต่ยังคงความคลาสสิก และตำนานมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่
คุณภาพ | โบราณ-คลาสสิก
ส่วนตัว | ชื่นชอบ


Cabiria (1914) : Silent Film – Giovanni Pastrone

(28/4/2016) หนังเงียบในตำนานสัญชาติ Italy โดยผู้กำกับ Giovanni Pastrone นี่คือหนังแนว Historical-Epic ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ D.W. Griffith สร้าง Intolerance (1916) และ Cecil B. DeMille สร้าง The Ten Commandments (1923) พบกับความยิ่งใหญ่อลังการที่สุดของหนังเงียบ กับฉากภูเขาไฟระเบิด กำแพงเมืองที่สูงใหญ่ กองทัพที่เดินข้ามเทือกเขา Alps เพื่อทำสงครามกับ Roman Empire เสื้อผ้าหน้าผม เครื่องประดับที่จัดเต็ม เป็นหนังเงียบที่ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมรู้จักหนังเรื่องครั้งแรกนี้เมื่อตอนเขียนรีวิว The Birth of a Nation ได้พบว่า หนังเรื่องแรกที่ฉายในทำเนียบขาวคือ Cabiria หนังสัญชาติอิตาลี ไม่ใช่หนังอเมริกัน ไฉนเป็นเช่นนั้น? (ที่ได้โอกาสไปฉายที่ทำเนียบขาว เพราะหนังเรื่องนี้ได้รับคำชมที่ดีมากๆและทำเงินประสบความสำเร็จทั่วโลก ก่อนหน้าหนังเรื่องอื่นใดในอเมริกา และก่อน The Birth of a Nation-1915 จะฉายเสียอีก) ตอนผมเขียนรีวิว Intolerance ก็เห็นว่า D.W.Griifith ได้แรงบันดาลใจการสร้างฉากระดับ Epic จากหนังเรื่องนี้ ยิ่งทำให้สนใจมากขึ้น และที่ทำให้ผมต้องรีบหามาดูให้ได้ ก็ตอนที่รู้ว่า Night of Cabiria (1957) ของ Federico Fellini ตั้งชื่อ Cabiria เพื่อให้เกียรติแก่หนังอิตาลีในตำนานเรื่องนี้

เรื่องราวของ Cabiria เด็กหญิงผู้โชคร้าย หลังจากรอดตายจากภูเขาไฟระเบิด ก็ถูกขายเป็นทาส รอดจากการถูกบูชายันต์กลายเป็นหญิงรับใช้ เธอจะมีโอกาสได้กลับไปพบครอบครัวหรือไม่ ก่อนที่ The Life of Oharu (1952) ผู้หญิงที่ผมคิดว่าโชคร้ายที่สุดในโลกภาพยนตร์จะสร้างขึ้น Cabiria นี่แหละน่าจะได้ชื่อว่าผู้หญิงที่โชคร้ายที่สุดในโลก ผมสงสารนักแสดงเด็กที่รับบทนี้นะครับ เธอถูกอุ้มเปลี่ยนมือไปมาตลอดทั้งเรื่อง ขนาดว่าตอนโตเป็นสาวแล้ว (ใช้นักแสดงอีกคน) เธอยังคงถูกอุ้มอีก

Giovanni Pastrone เขาคือผู้กำกับในตำนานของอิตาลี ที่ใครชอบหนังอิตาเลียนควรต้องรู้จักเขาเลยนะครับ เปรียบได้กับบิดาแห่งวงการภาพยนตร์อิตาลี เขาเป็นผู้กำกับยุคบุกเบิก มีอะไรหลายๆอย่างมากในหนังเรื่องนี้ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์วงการภาพยนตร์ไปโดยสิ้นเชิง นักเรียนภาพยนตร์ควรจะต้องหามาดูให้ได้ เพราะมันบรรจุประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แต่วิธีการนำเสนอ ถ่ายภาพ การแสดง การตัดต่อ ที่ถือว่าสำคัญมากๆทีเดียว

Pastrone ร่วมงานกับ Gabriele d’Annunzio ในการเขียนบทหนังเรื่องนี้ออกมา d’Annunzio เขาไม่ใช่นักเขียนบทหนังนะครับ เป็นกวี นักเขียนนิยาย รวมถึงเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองตัวยง (เป็นศัตรูกับ Mussolini) การร่วมงานกับ Pastrone มีความตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ในช่วง Punic War ครั้งที่ 2 (218–202 BC) หรือที่เรียกว่า The Hannibalic War เป็นสงครามระหว่าง Roman Empire กับ Carthaginian Empire (ที่เคลื่อนพลข้ามเทือกเขา Alps มาเพื่อทำสงครามโดยเฉพาะ)

ผมขอไม่เล่ารายละเอียดประวัติศาสตร์ช่วงนี้นะครับ เพราะคิดว่าหนังได้มีการอธิบายที่ละเอียดพอสมควร และเห็นภาพชัดเจนมากๆ คนที่ไม่เคยรู้ประวัติศาสตร์มาก่อน ก็สามารถเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีคำอธิบายประกอบภาพที่ละเอียดมากๆ ใครแพ้ใครชนะ และเหตุการณ์ในหนังได้อ้างอิงจากหลักฐานประวัติศาสตร์ที่ตรวจสอบและยืนยันแล้วว่าน่าจะถูกต้องนะครับ ดูไปได้ความรู้ เข้าใจประวัติศาสตร์แน่นอนไม่บิดเบือน

ผมไปอ่านเจอแนวคิดหนึ่ง Monumentalist เป็นประเภทของหนังชนิดหนึ่ง ที่มักมีเรื่องเล่าที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าระดับสามัญทั่วไป หนังแนวนี้ใช้งบประมาณในการสร้างมหาศาล, มีทัศนียภาพที่กว้างใหญ่ไพศาล, นักแสดงตัวประกอบหลายร้อยหลายพันคน, มักมีเรื่องราวเกี่ยวกับการผจญภัยของวีรบุรุษในตำนาน, อ้างอิงเรื่องราวจากศาสนา คัมภีร์ไบเบิ้ล, หรือเรื่องราวอิงตามประวัติศาสตร์เป็นแก่นหลัก หนังดังๆที่จัดอยู่ในแนวคิดนี้ อาทิ Quo Vadis? (1913), The Last Days of Pompeii (1913), Intolerance(1916), The Ten Commandments (1923), Ben-Hur: A Tale of the Christ (1925) ในยุคหลังๆอาทิ Gladiator (2000) และ Troy (2004) หนังแนวนี้ถือว่าใกล้หมดไปแล้วนะครับ และหนังยุคนี้ ความยิ่งใหญ่จะเกิดจาก Visual Effect มากกว่าที่จะใช้มีการสร้างฉากจริงๆขึ้นมา หรือมีนักแสดงตัวประกอบจำนวนมาก

หนังเรื่องนี้เราอาจคิดว่า Cabiria เป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่อง (ก็ถึงขนาดตั้งชื่อหนังเป็นชื่อตัวละครนี้ จะไม่ให้คิดแบบนั้นได้ยังไง) แต่ตัวละครที่แย่งซีน โดดเด่นที่สุด เขาคือชายผู้เป็นทาสผิวสีตัวสูงใหญ่ที่มีร่างกายบึกบึน กำยำแข็งแกร่ง มีพละกำลังเหนือมนุษย์ ตัวละครนี้ถูกเรียกว่า Maciste นำแสดงโดย Bartolomeo Pagano ด้วยความที่ตัวละครนี้แสดงออกถึงความเป็น ‘ฮีโร่’ จึงได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากๆ ด้วยพลังกำลังมหาศาล จึงถูกเปรียบเทียบกับ Hercules (เทพเจ้ากรีกที่ทรงพลัง), มีหนังที่มีลักษณะคล้ายๆกับ Maciste เกิดขึ้นอีกนับไม่ถ้วนหลังจากตัวละครนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงจาก Cabiria ตลอดชีวิตการแสดงของ Pagano เขาก็ไม่ได้รับบทอื่นเลยนอกจาก Maciste สัญลักษณ์ความเป็นฮีโร่ที่มีพลังเหนือมนุษย์ จะเรียกว่าเป็น “Hero คนแรกของโลก” ก็ว่าได้ และ Pagaon ยังถือว่าเป็น Superstar คนแรกของอิตาลีอีกด้วย

ก่อนบท Maciste จะโด่งดังที่สุดกับการแสดงของ Pagano ใน Cabiria หนังเรื่อง Quo Vadis? (1913) และ Spartaco (1913) ก็มีบทของตัวละครที่มีรูปร่างใหญ่โต ร่ายกายกำยำ แข็งแกร่งเหมือน Maciste แต่อาจเพราะไม่มีความโดดเด่นหรือเป็นฮีโร่เท่ากับ Pagano ผมไม่เคยดูทั้ง Quo Vadis? และ Spartaco เลยยังให้ความเห็นไม่ได้ หนังอิตาเลียนยุคนั้น 191x เต็มไปด้วยหนังแนว Maciste กว่า 27 เรื่อง ซึ่งก็ขายได้ดีมากๆ จนกระทั่งปลายยุค 1920s หนังแนวนี้จึงเริ่มเสื่อมมนต์ ก็เพราะอิตาลีเล่นสร้างแต่หนังแนวนี้ ไม่มีแนวคิดใหม่ๆป้อนเข้าสู่ตลาดบ้างเลย หลังจากเสื่อมมนต์คลาย แต่ยังไม่เสื่อมมนต์ขลัง ยุค 196x หนังแนวนี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง มีหนังถึง 25 เรื่องในยุค 60s ที่เกี่ยวกับ Maciste ปัจจุบันถ้าเทียบก็คล้ายๆกับนักแสดงกล้ามใหญ่ๆอย่าง Dwayne Johnson, หนังซุปเปอร์ฮีโร่อย่าง Captain America, Thor ที่นักแสดงต้องเล่นกล้ามใหญ่ๆ มีพื้นฐานแนวคิดมาจาก Maciste ทั้งนั้น

Lidia Quaranta รับบทเป็น Cabiria ตอนโต คนนี้คงต้องพูดถึงสักหน่อย ไม่ใช่เพราะเธอเป็นนางเอกนะครับ แต่เพราะครั้งหนึ่งเธอเป็นนักแสดงหญิงที่ได้รับค่าจ้างสูงที่สุดในอิตาลี (₤10,000 lire ต่อเดือน) เธอเริ่มต้นแสดงหนังมาแล้วหลายเรื่อง และที่ดังพลุแตกสุดๆก็คือ Cabiria ผมว่าบทของเธอก็ไม่ได้มีอะไรเท่าไหร่เลยนะ แต่คนดูคงสงสารตัวละครนี้ เลยทำให้เธอดังมากๆ น่าเสียดายที่ Quaranta เสียชีวิตเร็วไปหน่อย เมื่อปี 1928 รวมอายุได้ 36 ปี ไม่ทันที่จะได้เห็นภาพยนตร์ยุคเสียงด้วยซ้ำ

การถ่ายภาพโดย Segundo de Chomón เขาเป็นคนสเปนแต่ถูก Pastrone จีบมาให้ทำงานที่อิตาลีตั้งแต่ 1912 Chomón ได้คิดค้นวิธีการเคลื่อนกล้องแบบใหม่ที่เรียกว่า dolly shot คือเคลื่อนกล้องช้าๆเข้า-ออก ในแต่ละฉาก ให้ความรู้สึกเหมือนภาพนิ่งที่กำลังเคลื่อนไหว นี่เป็นการ breakthrough ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เลย เพราะก่อนหน้านี้หนังทุกเรื่องจะเป็นการตั้งกล้องไว้เฉยๆ หรือไม่ก็ให้เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ไม่มีการเคลื่อนกล้องช้าๆแบบนี้ ผมรู้สึกว่าการทำอย่างนี้ทำให้หนังมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาเลื่อนเข้า-ออก ซ้าย-ขวา มันเหมือนการหายใจ ลมหายใจเข้า-ออก ทำให้หนังมีจังหวะ ความต่อเนื่อง ไม่มีที่สิ้นสุด

หลายๆฉากในหนังยืมมาจากหนังเรื่องอื่น อาทิ ฉากภูขาไฟระเบิด (Mount Etna ที่ Catana) ยืมมาจาก The Last Days of Pompeii (1913) หรือภาพผู้คนจำนวนมากจาก The Fall of Troy (1911) ฉากที่สร้างเอง หมดงบไปมหาศาลคือ ฉากเมืองและกำแพงเมืองที่มีขนาดเท่าของจริง และเสื้อผ้าหน้าผม เครื่องประดับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่สวยงามเต็มไปหมด ไม่ใช่แค่สร้างฉากเท่านั้นมีบางฉากที่ไปถ่ายทำยังสถานที่จริงด้วย ฉากที่ Hannibal เดินข้ามเทือกเขา Alps นั้นถ่ายจากสถานที่จริงๆนะครับ หิมะจริง ม้าจริง ช้างตัวเป็นๆเดินข้ามเขา (ถึงภาพมันจะดูไม่เหมือนจริงเท่าไหร่ก็เถอะ แต่เฉพาะฉากนี้ที่ทุกอย่างที่เข้าฉากถ่ายจากสถานที่จริงทั้งหมด) ในประวัติศาสตร์ต้องเป็นช้าง North African ซึ่งตอนนั้นเหมือนว่าจะสูญพันธ์ไปแล้ว (มั้ง) จึงใช้ช้างอินเดียแทน

มีฉากหนึ่งที่ถือว่าต้องพูดถึงให้ได้ นักวิจารณ์จะเรียกกันว่า Human Pyramid คือตอนที่ทหารต่อตัวเป็นชั้นๆเป็นเหมือน Pyramid เพื่อให้หนึ่งในตัวละครหลักปีนขึ้นไปบนกำแพง แอบเข้าไปในเมือง ตอนผมเห็นฉากนี้ร้อง ว๊าว! เลย มันเป็นอะไรแบบว่า ธรรมดาๆ แต่แนวคิดเจ๋งสุดๆ ผมนึกถึงเชียร์หลีดเดอร์ขณะต่อตัว (ผมเคยเป็นหลีดสมัยเรียน และตัวเองอยู่ชั้นล่างสุด) ผมไม่รู้คำว่า Pyramid ถูกเรียกโดยทีมงานในหนังหรือจากที่นักวิจารณ์พูดกัน มันเป็นการเลือกคำที่เหมาะมากๆ ไม่ใช่แค่ภาพที่เห็น แต่ความหมายแฝงที่ลึกซึ้งมากๆ เรารู้ว่า Pyramid สร้างโดยฟาโรห์ของ Egypt ซึ่งการสร้างต้องใช้คนและเทคนิคที่ล้ำสมัยอย่างมาก เปรียบได้กับหนังเรื่องนี้ และแนว Monumentalist ที่ผมเอ่ยไป Cabiria อาจเทียบได้ว่าเป็น Pyramid ชั้นล่างๆ ที่กลายเป็นรากฐานให้หนังยุคปัจจุบัน ผมมองว่าวงการภาพยนตร์ขณะนี้น่าจะเปรียบได้ประมาณชั้น 4-5 แล้ว ยังไปไม่ถึงยอด ไม่รู้ว่าจะมียอดหรือเปล่าด้วยนะครับ เพราะโลกมันยังก้าวไปเรื่อยๆ เทคโนโลยียังไม่ถึงทางตัน Pyramid ยังสร้างต่อสูงขึ้นไปได้เรื่อยๆ

Pyramid ชั้นที่ 1 = หนังเงียบ, รุ่นบุกเบิก
Pyramid ชั้นที่ 2 = หนังเสียง
Pyramid ชั้นที่ 3 = หนังสี
Pyramid ชั้นที่ 4 = Digital
Pyramid ชั้นที่ 5 = 3D

สำหรับการตัดต่อ ผมรู้สึกมีสิ่งหนึ่งที่ Pastrone ต่างกับ D.W.Griffith คือเขาไม่ยึดติดว่าใน 1 ฉากต้องประกอบด้วย 1 เรื่องราวเท่านั้น ทำให้หลายครั้งใน 1 เหตุการณ์ เราจะเห็นภาพจากมุมมองต่างๆมากกว่า 1 ทิศทาง เห็นว่า Pastrone มีกล้องใช้ถ่ายหนังทั้งหมด 4 ตัว ซึ่งเขาคงใช้การตั้งกล้องไว้ 4 จุดและถ่ายพร้อมกัน ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นหนังเรื่องแรกหรือเปล่าที่ใช้กล้องถ่ายหลายมุมมองนี้ แต่เทคนิคนี้กว่าจะเป็นที่นิยม ก็เมื่อตอนที่ Akira Kurosawa ใช้กับ Seven Samurai (1954) อีก 40 ปีข้างหน้าโน่นเลย ด้วยความยาวของฟีล์มกว่า 25,000 เมตร ตัดเหลือความยาวต้นฉบับ 200 นาที กับเวอร์ชั่นที่ผมดู ได้มีการปรับความเร็วให้เป็นความเร็วเท่ากับสมัยปัจจุบัน ความยาวหนังที่ผมดูคือ 123 นาที นี่เป็นเวอร์ชั่นที่กำลังดีเลย รายละเอียดครบถ้วน ที่สำคัญคือดูไม่ทันเบื่อ ผมแนะนำกับคนที่ไม่ถนัดหนังเงียบให้ดูเวอร์ชั่นนี้นะครับ แล้วถ้าคุณชื่นชอบหนังมากๆ ครั้งต่อไปค่อยหาเวอร์ชั่น 190 นาที ที่ได้รับการ restore ให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุดมาดู (เวอร์ขั่น restore นี้ฉายในเทศกาลเมือง Cannes เมื่อปี 2006 ในสาย Classic Film ลงแผ่น DVD ของ The Criterion Collection เรียบร้อยแล้วนะครับ)

เพลงประกอบต้นฉบับแต่งโดย Manlio Mazza และ Ildebrando Pizzetti เวอร์ชั่นที่ผมดูได้รับการเรียบเรียงใหม่ โดยอ้างอิงจาก sheet ต้นฉบับของ Mazza เพื่อให้เข้าความยาวของหนังที่เปลี่ยนไป

มีหลายประเด็นในหนังที่ถือว่าเป็น Controversy การโต้เถียงที่รุนแรง นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ใครๆก็อยากดูตอนหนังออกฉาย (คล้ายๆกับกรณีของ The Birth of A Nation) เพราะหนังเรื่องนี้เขียนโดยนักเขียนโคตรชาตินิยมอย่าง Gabriele d’Annunzio และหนังออกฉายหลังจาก Italo-Turkish War (หรือ Tripolitanian War หรือ Libyan War) จบลงที่ Kingdom of Italy เอาชัยเหนือ Ottoman Empire สิ่งที่หนังเน้นคือ ความชั่วร้าย (monstrous) ของ Carthaginian Empire โดยเฉพาะการเอาเด็กสังเวย บูชายันต์ต่อพระเจ้าใน Temple of Moloch จะว่านี่เป็นหนังที่สร้างมาเพื่อสร้างความเป็นชั้นสูง (nobility) ของ Roman Empire ซึ่งกลายมาเป็น Italy ในปัจจุบันก็ว่าได้ โดยมีนักวิเคราะห์เปรียบ Ottoman Empire กับ Carthaginian Empire ที่เป็นศัตรูของ Italy และ Roman Empire พูดแบบนี้ก็ชัดนะครับว่าหนังเรื่องนี้โคตรจะชาตินิยมอิตาลีเลย

หนังแนวรักชาติรุนแรงแบบนี้ ทำให้คนในชาติดู จะทำให้เรายิ่งรักชาติมากๆก็จริง แต่ชาติที่ถูกวิจารณ์หรือเป็นศัตรูของชาติเราก็จะได้มีการโต้ตอบกลับที่รุนแรงเสมอ อย่างหนังไทยนเรศวรหรือสุริโยทัย คนไทยดูมันก็คือมุมมองที่ทำให้เรารักชาติขึ้น (หรือเปล่า?) แต่ถ้าผมมีเพื่อนเป็นคนพม่า บอกตามตรงว่าก็ไม่อยากเอาหนังเรื่องนี้เปิดให้เขาดูนะครับ เพราะมุมมองเราเขาคือศัตรู ในมุมมองเขาเห็นตัวเองเป็นผู้ร้าย นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะยอมรับกันอยู่แล้ว นี่คือเหตุผลที่ยิ่งฉาวก็ยิ่งดัง แปลกที่หนังรักชาติของอิตาลีขายได้ดีทั่วโลก หนังไทยกลับขายได้แค่ชาติไทยเท่านั้น

ผมขอพูดถึงฉากบูชายันต์ในหนังสักนิด เห็นว่าฉากนี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้หนัง Indiana Jones สักภาคด้วยนะครับ (คิดว่า Temple of Doom นะครับ แต่ไม่แน่ใจเท่าไหร่) สมัยก่อนความเชื่อคนของต่อพระเจ้าเป็นอะไรที่น่ากลัวมากๆ เพราะมันเป็นมหาชนนิยม คือผู้คนจำนวนมากเห็นพ้องตรงกัน เช่นว่า ถ้าต้องการให้ใครกลายเป็นเครื่องสังเวยบูชายันต์ คนทั้งประเทศจะร่วมมือร่วมใจ ร่วมแรงกันจนกว่าจะเจอ พวกเราโชคดีมากๆที่เกิดในโลกที่ ความเชื่อแบบนี้สูญหายไปหมดแล้ว มันอาจจะยังพอมีบ้างในบริเวณที่อารยธรรมโลกเข้าไม่ถึง ปัจจุบันเราเรียกว่าป่าเถื่อน ในอดีตนี่คือสิ่งปกติสามัญ ไม่มีใครรู้ว่าความเชื่อนี้มาจากไหนนะครับ อาจจะตั้งแต่สมัยยุคหินโน่นเลย ไม่มีทางที่จะมีประวัติศาสตร์ไหนบันทึกไว้แน่นอน อาจมีเหตุบังเอิญบางอย่าง เช่น ฝนไม่ตกมา 7 ปี แล้วมีสัตว์ตัวหนึ่งถูกฆ่าเลือดอาบแบนแท่นหินแห่งหนึ่ง จากนั้นวันถัดมาฝนตก มีผู้คนมาพบเห็นเข้าเลยปักใจเชื่อว่าต้องฆ่าสังเวยอะไรบางอย่างถ้าฝนไม่ตกนานๆ

Cabiria ในมุมทั่วๆไป คนจะคิดว่าเธอเป็นเด็กที่โชคร้ายมากๆ แต่ขณะเดียวกันผมถือว่าเธอโชคดีสุดๆเลยนะครับ เพราะถ้าเรียกว่าโชคร้ายจริงๆ เธอคงไม่น่ารอดตายตั้งแต่ตอนแรกๆแล้ว ไม่ว่าจะซวยแค่ไหน แต่ก็มีใครบางคนหรือเหตุการณ์บางอย่างช่วยชีวิตเธอเอาไว้ตลอด นี่เป็นมุมมองที่คนส่วนใหญ่จะไม่มอง เพราะมนุษย์เราชอบมอง “ร้ายไว้ก่อน” อะไรที่ทำให้ชีวิตลำบาก เราก็จะบ่นออกมา มักจะไม่คิดถึงช่วงเวลาดีๆ ความโชคดีที่ตัวเองเอาตัวรอดมาได้ แต่ผมยอมรับว่า Cabiria น่าสงสารจริงๆครับ หนังไม่มี close-up shot ก็จริง แต่เราสามารถเข้าใจหัวอกของเธอได้เป็นอย่างดี

ฉากตอนจบเป็นอะไรที่แปลกทีเดียว ผมเห็นเหมือนกับว่า เทวดาต่างบินไปรอบๆ ดีใจกับ Cabiria ที่กำลังจะได้กลับบ้าน ที่ผมว่าแปลก เพราะหนังทั้งเรื่องพูดถึงการสังเวย การบูชายันต์เทพเทวดา แต่ไม่มีฉากไหนที่มีเทพเทวดาปรากฏกายออกมาเลย แต่ตอนจบมันเหมือนหนังได้จงใจอธิบายเหตุผลที่ Cabiria สามารถเอาตัวรอดมาได้ เพราะมีเทวดาประจำตัวคุ้มครอง หนังไม่ได้บอกว่าเธอมีได้ยังไง ทำไมถึงมี เด็กคนอื่นๆทำไมไม่มี นี่สิครับแปลก จะโผล่มาทำไมเฉพาะตอนจบ

เหตุที่ผมแนะนำหนังเรื่องนี้ให้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะความรู้สึกที่ว่า หนังทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์อย่างมากๆ เป็นหนังเงียบที่ดูสนุกมากๆเรื่องหนึ่ง ในประเภทหนังที่ไม่ใช่โรแมนติก (แบบ Sunrise, City Light) หรือตลก (แบบ The General) เป็นหนังที่อ้างอิงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ให้ความรู้ ทำให้เรามีความประทับใจ ชื่นชอบตัวละครหลายๆตัว ถือว่าเป็นหนังที่มีความตั้งใจดีมากๆ ฉากที่สวยงามอลังการในความ Epic เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ครั้งหนึ่งนี่น่าจะเป็นหนังที่ใช้ทุนสร้างมากที่สุดในโลก (น่าจะเป็น Intolerance ที่แซง) และน่าจะเคยเป็นหนังทำเงินมากที่สุดในโลก (ก่อนโดน The Birth of A Nation แซง) ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกอะไรพวกนี้ไว้ แต่ผมรู้สึกได้ว่าน่าจะจริง สังเกตจากความยอดเยี่ยมของหนังที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน และอิทธิพลต่อผู้กำกับรุ่นเดียวกัน ผมจึงว่าถ้ามีโอกาส และสามารถหามาดูได้ นี่เป็นหนังที่สมควร “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” มากกว่า The Birth of A Nation อีกนะครับ กระนั้นผมก็ไม่เอา The Birth of A Nation ออกจากลิสนี้นะครับ เรื่องนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งหนังเรื่องสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ที่คุณภาพอาจจะสู้ไม่ได้ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ควรดู

นักวิจารณ์ของอเมริกัน แทบทั้งนั้นจะพูดถึง Cabiria ไปในทางที่ ยังอ่อนด้อยกว่า The Birth of A Nation หรือ Intolerance นี่เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ชัดเลย เพราะพวกเขาไม่อยากยอมรับว่า Cabiria เป็นหนังเรื่องแรกของโลกที่ทรงอิทธิพลที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด และไม่ใช่ของอเมริกัน ผมดูหนังของ D.W.Griffith มาหลายเรื่อง แต่พอมาดู Cabiria ของ Pastrone แค่เรื่องเดียว ผมก็กล้าพูดว่า Giovanni Pastrone เก่งกว่า D.W.Griffith หลายเท่าเลยนะครับ จริงๆควรเป็น Pastrone ด้วยซ้ำที่ควรได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งวงการภาพยนตร์ แต่เพราะเขาเป็นอิตาเลี่ยน และหนังเรื่องอื่นๆของเขา ส่วนใหญ่สูญหายไปแล้ว ทำให้เราไม่สามารถเปรียบเทียบแบบตัวต่อตัว หมัดต่อหมัดระหว่างผู้กำกับแห่งยุคทั้งสองได้ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อนักวิจารณ์หน้าไหนๆนะครับ หาหนังมาดูแล้วคิดวิเคราะห์เปรียบเทียบเองเลย นี่คือสิ่งที่ผมเห็นและยกย่องให้เป็น Cabiria คือหนึ่งในหนังเงียบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับทุกคน เว้นเด็กๆไว้หน่อย เพราะมันมีฉากที่ค่อนข้างน่ากลัว (เช่น เอาเด็กไปบูชายันต์) แนะนำกับคนที่ชอบประวัติศาสตร์และนักเรียนภาพยนตร์ นี่คือหนังเรื่องที่ต้องดูนะครับ คนรุ่นใหม่อาจดูยากหน่อย แต่เชื่อว่าดูจบก็น่าจะชื่นชอบอย่างมากแน่นอน จัดเรต PG-13

คำโปรย : “Cabiria หนัง Historical-Epic ในตำนานของ Italy โดย Giovanni Pastrone ที่ได้บุกเบิกการถ่ายภาพ ออกแบบฉากที่ยิ่งใหญ่อลังการ เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็ม สมจริง ยิ่งใหญ่ นี่เป็นหนังเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบLOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: