Cave of Forgotten Dreams

Cave of Forgotten Dreams (2010) : Werner Herzog ♥♥♥♡

สารคดีถ่ายทำด้วยกล้องสามมิติ นำพาคุณเข้าไปสำรวจถ้ำ Chauvet-Pont-d’Arc Cave ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส องค์การ UNESCO ยกให้เป็นมรดกโลก สืบเนื่องจากปรากฎภาพวาดฝาผนังเก่าแก่ที่สุดในโลก อายุกว่า 30,000 ปี (Stone Age) ในสภาพยังสมบูรณ์แบบ

ผมมีโอกาสรู้จักสารคดีเรื่องนี้ขณะเขียนบทความ Goodbye to Language (2014) ของผู้กำกับ Jean-Luc Godard มีนักวิจารณ์กล่าวถึงภาพยนตร์ใช้ประโยชน์จากภาพสามมิติได้อย่างงดงาม สร้างสรรค์ คุ้มค่าที่สุด ไล่จาก Avatar (2009), Cave of Forgotten Dreams (2010), Hugo (2011), Life of Pi (2012), Gravity (2013) ฯ เมื่อมีโอกาสก็เลยอยากหามารับชมสักหน่อย

น่าเสียดายที่ Cave of Forgotten Dreams เหมือนจะไม่ได้เข้าฉายเมืองไทย (มั้งนะ) แต่ถ้าบ้านใครมีโทรทัศน์จอใหญ่ๆ เล่นภาพสามมิติได้ แนะนำให้ลองหามารับชมดูนะครับ (แอบเห็นมีใน Netflix)

ถึงส่วนตัวจะได้รับชมสารคดีเรื่องนี้แค่เพียงในรูปแบบสองมิติ แต่ก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งอย่างที่ชวนให้ขนลุกขนพอง ขอเรียกว่า ‘คลื่นพลังแห่งประวัติศาสตร์’ ถาโถมเข้าใส่จิตวิญญาณของผู้พบเห็น ซึ่งนั่นทำให้ผมจินตนาการถึงถ้าเป็นสามมิติ มันราวกับว่าเรากำลังเดินเข้าถ้ำ ชมภาพวาดโบราณ เกือบจะเอื้อมมือจับต้องได้เลยนะ

ใครที่เคยเที่ยวถ้ำ ชอบเดินเข้าไปลึกๆจนเริ่มหูอื้อดับ ไม่ได้ยินเสียงอื่นนอกลมหายใจหรือเสียงหัวใจเต้น มักสัมผัสได้ถึงพลังอันลึกลับเหนือธรรมชาติ บางสิ่งอย่างจับจ้องมองมา เกิดอาการขนลุกขนพอง หายใจไม่ทั่วท้อง, ผมคงไม่อธิบายบอกว่านั่นคืออะไร เพราะส่วนใหญ่คงมองว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ของแบบนี้ไม่ลองพบเจอด้วยตนเองแล้วจักเข้าใจได้อย่างไร

ถ้ำโชเวต์ (Chauvet Cave) หรือ Chauvet-Pont-d’Arc Cave ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส บริเวณ Ardèche River แม่น้ำที่มีความยาวประมาณ 125 กิโลเมตร ค้นพบเจอวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1994 โดยสามนักสำรวจถ้ำ Jean-Marie Chauvet, Éliette Brunel และ Christian Hillaire ภายในปรากฎภาพจิตรกรรมฝาผนังในสภาพสมบูรณ์ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในโลก นักประวัติศาสตร์อ้างว่ามีอายุราว 33,000 – 30,000 ปี (ยุค Aurignacian) สาเหตุที่มันยังคงสภาพอยู่ได้ถึงปัจจุบันเพราะเมื่อประมาณ 20,000 ปีก่อน ถ้ำถูกปิดเนื่องจากหินถล่ม อากาศภายในจึงยังคงไว้ในสภาพเดิมเหมือน ‘Time Capsule’ เปลี่ยนแปลงไปอย่างเชื่องช้า

ภายในถ้ำประกอบไปด้วยภาพเขียนที่ยังหลงเหลืออยู่มากกว่า 1,000 ภาพ ส่วนใหญ่เป็นภาพของมนุษย์และสัตว์ ซึ่งยังแสดงให้เห็นถึงเทคนิค ทักษะการใช้สี ผสมผสานระหว่างการวาดและการแกะลาย ความเที่ยงตรงทางกายวิภาค และการเขียนภาพ 3 มิติให้ดูเหมือนเคลื่อนไหว, ในบรรดาภาพสัตว์อันตราย อาทิ ช้างแมมมอธ หมี แมวป่า แรด กระทิงไบซัน วัวป่า ฯ นอกจากนี้ยังมีซากฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธ์ไปแล้ว รวมถึงรอยมือ/เท้ามนุษย์โบราณจำนวนมาก

ปัจจุบันถ้ำนี้ถูกปิดไม่ให้คนทั่วไปเข้ารับชม นอกเสียจากการศึกษาวิจัย ต้องขออนุญาตจากกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส เพราะบทเรียนจาก Lascaux Cave ที่พอเปิดเป็นสาธารณะ ปรากฎว่าฝูงชนทำให้สภาพอากาศภายในที่เปลี่ยนแปลง (ลมหายใจมนุษย์ พ่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา) ส่งผลกระทบต่อภาพวาดจนเกิดความเสียหายรุนแรง, ปัจจุบันเห็นว่ามีการสร้างพิพิธภัณฑ์/ถ้ำจำลองขนาดเท่าของจริง Caverne du Pont-d’Arc (ถือเป็นถ้ำจำลองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก) เปิดให้เข้าเยี่ยมชมตั้งแต่ 25 เมษายน 2015

สำหรับภาพวาดที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากสุดของถ้ำนี้คือ ม้า 4 ตัว พวกมันราวกับเตรียมพร้อมจะวิ่งแข่งขัน

Werner Herzog ได้มีโอกาสรู้จักถ้ำ Chauvet จากการอ่านบทความ First Impressions ของ Judith Thurman ตีพิมพ์ลงใน New Yorker เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 2008 ซึ่งพอติดต่อพูดคุยสอบถาม ก็ได้ Thurman มาเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ของสารคดีเรื่องนี้ด้วย

Link บทความ: https://www.newyorker.com/magazine/2008/06/23/first-impressions

ต่อจากนั้น Herzog ติดต่อกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส ยื่นเรื่องขอเข้าไปถ่ายทำใน Chauvet Cave หลังจากได้รับอนุญาต ก็เรียนรู้ข้อจำกัดมากมาย อาทิ
– อนุญาตให้ทีมงานเข้าไปในถ้ำได้เพียง 4 คน อาศัยอยู่ได้ครั้งละไม่เกิน 4-6 ชั่วโมงต่อวัน (เพราะอากาศภายในไม่เพียงพอ อยู่นานกว่านี้จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย) ในระยะเวลา 6 วัน
– ต้องแต่งกายในชุดที่ตระเตรียมไว้ ห้ามจับต้องสัมผัสกับวัตถุใดๆ หรือเดินออกจากช่องทางเดินกำหนดไว้
– แสงไฟต้องจาก Cold-Panel Light (ห้ามระบายความร้อนออกมา) เชื่อมต่อแบตเตอรี่สะพายเอว ใช้ได้มากสุดเพียง 4 ดวง

แต่ความท้าทายยังไม่หมดเท่านี้ เพราะตากล้อง Peter Zeitlinger ยังแนะนำให้ถ่ายทำด้วยภาพสามมิติ!

Herzog ไม่ใช่คนที่ล้าหลังเทคโนโลยี แต่เขายังมองไม่เห็นคุณค่าความสำคัญของมันเท่าไหร่ และเพิ่งเคยรับชมภาพยนตร์สามมิติเพียง Avatar (2009) คิดว่ายังไม่เหมาะสำหรับนำไปใช้งานจริง แต่หลังจากได้เข้าเยี่ยมชมสำรวจถ้ำครั้งแรก ครุ่นคิดว่าวิธีการเหมาะสมจะถ่ายทอดความสมจริงที่สุด คือด้วยภาพสามมิติ

ประเด็นคือกล้องสามมิติยุคสมัยนั้น ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาเหมือนกล้อง Hand-Held ใช้งานส่วนใหญ่ก็ภายในสตูดิโอ Blue/Green Screen แล้วนำไปสร้างภาพสามมิติ ‘CG’ ต่อในคอมพิวเตอร์, วิธีการก็คือสร้างมันขึ้นมาด้วยกล้องสองตัววางบนรางห่างกันระยะหนึ่ง ผมคงไม่อธิบายถึงวิธีการแต่ให้ดูรูปกล้องประกอบแล้วกัน

อ่านเต็มๆในบทความของ Peter Zeitlinger: https://mubi.com/notebook/posts/3d-in-the-21st-century-on-shooting-cave-of-forgotten-dreams

เนื่องจากทีมงานเข้าในถ้ำได้เพียง 4 คน จึงต้องแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน
– Herzog เดินนำ ชี้ทาง และเป็นคนควบคุมแสงสว่าง
– ตากล้อง Peter Zeitlinger
– ผู้ช่วยตากล้อง
– ผู้บันทึกเสียง Eric Spitzer-Marlyn

แม้การถ่ายทำจะเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย แต่ Herzog ก็ยังได้สอดแทรกเทคนิค ภาษาภาพยนตร์อย่างหนึ่งที่เจ๋งเป้งมากๆ นั่นคือการเล่นกับแสง

แทบทุกครั้งขณะถ่ายภาพวาดบนฝาผนัง แสงไฟจะมีการเคลื่อนผ่านภาพจากมืด -> สว่าง -> มืด คล้อยไปมาอย่างเชื่องช้า สัมผัสที่ได้คล้ายๆ Time-Lapse นัยยะถึงกาลเวลาค่อยๆเคลื่อนเลยผ่าน แต่บางสิ่งอย่างยังคงเหมือนเดิม ช็อตไหนที่พื้นผนังเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุม เงาอาบด้านหลังจะค่อยๆเปลี่ยนทิศทางไปเรื่อยๆ มันช่างงดงามทรงพลังมากๆ

นอกจากการถ่ายทำในถ้ำ ยังมีการสัมภาษณ์นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ พาไปชมวัตถุโบราณหลายๆชิ้นในยุคสมัยใกล้เคียงกัน ภาพดิจิตอลสามมิติของถ้ำ ฟุตเทจภาพยนตร์ Swing Time (1936) และใช้ Drone Shot ถ่ายทำที่ Pont d’Arc สะพานธรรมชาติ เพื่อเก็บภาพทิวทัศนียภาพจากบริเวณโดยรอบ

เพลงประกอบโดย Ernst Reijseger นักแต่งเพลง Cellist สัญชาติ Dutch เคยร่วมงานกับ Herzog หลายครั้งทีเดียว

“He is a magnificent cellist, and he can do anything, anything on his cello. He could play the civil war, the American Civil War on his cello.”

– Werner Herzog

งานเพลงคือสิ่งช่วยสร้างพลังขับเคลื่อนให้กับสารคดีเรื่องนี้ได้มากยิ่งทีเดียว เสียงฟลุต ร้องคอรัส และเชลโล่ มอบสัมผัสแห่งยุคสมัย Pre-Historic ย้อนเวลาสู่อดีต ราวกับจะสามารถเอื้อมมือจับต้องภาพวาด ประวัติศาสตร์ กาลเวลาเมื่อกว่าหลายหมื่นปีที่แล้ว

ช่วงท้ายของสารคดีที่ทำการร้อยเรียงภาพวาดฝาผนัง ประกอบบทเพลงบรรเลงออเครสต้าจัดเต็มวง+เสียงร้องคอรัส ดูแล้วน่าจะรับอิทธิพลจากปัจฉิมบท Andrei Rublev (1966) ของผู้กำกับ Andrei Tarkovsky มอบสัมผัสขนลุกขนพอง อึ้งทึ่งตราตะลึงไม่แตกต่าง

ระหว่างรับชมสารคดีเรื่องนี้ทำให้ผมตระหนัก ครุ่นคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง ฟังดูเพ้อเจ้อแต่ก็อาจเป็นไปได้! บรรดานักวิจัย บุคคลทั้งหลายที่มีโอกาสเข้าไปสำรวจถ้ำแห่งนี้ด้วยความลุ่มหลงใหล ไม่ใช่ว่าอดีตชาติก่อนหน้า พวกเขาอาจคือหนึ่งในศิลปินผู้รังสรรค์วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้หรอกหรือ เพราะในวิถีสัจธรรมสากลจักรวาล จิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตมักว่ายเวียนอยู่ในบริเวณที่ตนเคยอาศัยอยู่ กลับมาเกิดกี่ครั้งกี่หนก็มักวนอยู่แถวๆนั้นละ … ครุ่นคิดแบบนี้ยิ่งทำให้ขณะรับชม ขนลุกขนพองมากๆเลยนะ

จินตนาการของมนุษย์ยุคหิน แม้ด้วยข้อจำกัดอะไรๆมากมาย แต่ก็ล้ำหน้าก้าวไกลไร้ขอบเขต สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมอึ้งทึ่งไปเลยก็คือการพบเห็นภาพวาดลักษณะคล้าย Animation รู้สึกเหมือนมันกำลังขยับเคลื่อนไหว หูแว่วจินตนาการถึงเสียงได้ยิน ไม่น่าเชื่อว่า 30,000 ปีที่แล้ว จะมีศิลปินสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้เหนือกาลเวลาขนาดนี้

ประวัติศาสตร์สอนอะไรเรา? กับยุคสมัยไกลเกินจินตนาการขนาดนี้ บทเรียนที่ผมได้รับคือ ‘มนุษย์ก็คือมนุษย์’ ไม่ว่ายุคสมัยไหนต่างพยายามต่อสู้ดิ้นรน กระเสือกกระสนเพื่อให้มีชีวิตรอด ไม่แตกต่างอะไรกับสรรพสัตว์เดรัจฉานสักเท่าไหร่ แค่ว่ามันสมองใหญ่กว่าทำให้เกิดการจดจำ เรียนรู้ วิวัฒนาการ กลายเป็นจารีต วัฒนธรรม ประเพณี สืบสานต่อรุ่นสู่รุ่นมาเรื่อยๆมาจนถึงปัจจุบัน

การศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัตถุประสงค์หลักๆคือเพื่อค้นหาจุดเริ่ม ต้นกำเนิด ใครคือผู้สร้างมนุษย์ (พระเจ้าหรือเปล่า?) ต่อยอดไปถึงเป้าหมายของชีวิต เกิดมาทำไม? ตายแล้วไปไหน? แต่ช่วงอายุไขของคนก็แค่นี้จะไปทำอะไรได้ นอกเสียจากแรงบันดาลใจ จินตนาการ และความเพ้อฝัน ที่สักวันย่อมหลงลืมเลือนและสูญหาย

Cave of Forgotten Dreams เปรียบได้กับบทกวีรำพันของผู้กำกับ Werner Herzog ชวนให้ระลึกนึกถึงช่วงเวลาสมัยหนุ่มๆเคยสร้างสรรค์ภาพยนตร์แห่งความเพ้อฝัน Aguirre, the Wrath of God (1972), Fitzcarraldo (1982) ก็แค่ไม่กี่สิบปีผ่านไป ปัจจุบันกลับไม่ค่อยมีใครจดจำกล่าวถึงอีกสักเท่าไหร่

30,000 ปี คงไม่มีใครไหนคาดหวัง ครุ่นคิดถึงหรอกนะว่า ผลงานสร้างสรรค์ศิลปะของตนเองจะอายุยั่งยืนยาวนานขนาดนั้น แค่เพียงในช่วงอายุขัยตนเองและลูกหลาน ก็เหลือเฟือเกินเพียงพอแล้ว ต่อจากนั้นหลงเหลือเพียงโชคชะตาฟ้า ก่อนลบลืมเลือนลางจางหายไปชั่วนิจนิรันดร์

Post Script ของสารคดี ทิ้งท้ายด้วยการนำเสนอโรงงานพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ จระเข้เผือกกลายพันธุ์ นี่มันอะไรกัน? ก็แค่คำรำพันของ Herzog นำเสนอวิวัฒนาการของโลกยุคสมัยนี้ มนุษย์มักมองไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว แสวงหา กอบโกยผลประโยชน์สู่ตัวตน ทอดทิ้งทำลายทุกสิ่งอย่างที่อยู่เบื้องหลัง ประวัติศาสตร์ ไม่รู้เลยหรือยังไงว่า นั่นหมายถึงตัวตนเองของพวกเขา เราด้วยกันที่จะค่อยๆสูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง

สารคดีออกฉายรอบปฐมทัศน์เทศกาลหนัง Toronto International Film Festival เสร็จแบบแทบจะนาทีสุดท้าย ทีแรกคงคิดว่าไม่ทันแน่เลยว่าจะแค่ฉายบางส่วน แต่เมื่อเร่งแล้วเสร็จทันก็เอาเลย! ไม่ทันได้เชิญรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสมาร่วมด้วย

“They didn’t know it was finished”.

– Werner Herzog

ออกฉายในอเมริกาทำเงินได้ $6.4 ล้านเหรียญ กลายเป็นภาพยนตร์สารคดีทำเงินสูงสุดแห่งปี, จากนั้นเก็บกวาดรางวัลมากมาย จากสมาคมนักวิจารณ์ตามหัวเมืองต่างๆ New York Film Critics, Los Angeles Film Critics, Washington D.C. Area Film Critics, Vancouver Film Critics, National Society of Film Critics: Best Nonfiction แต่กลับไม่ได้เข้าชิง Oscar เป็นไปได้อย่างไร!

ช่วงที่ผมชื่นชอบสุดของหนัง คือขณะฉายเพียงภาพวาดประกอบบทเพลงคลาสสิก ไร้บทพูดบรรยาย ดื่มด่ำกับสุนทรียะ รสสัมผัสความงดงาม มันช่างอิ่มกายอิ่มใจเสียจริง แต่กับคนไม่ได้ชื่นชอบงานศิลปะ หรือสนใจประวัติศาสตร์ยุคหิน อาจเกิดความเบื่อหน่าย ง่วงหงาวหาวหลับอย่างแน่นอน

จัดเรตทั่วไป

คำโปรย | “Cave of Forgotten Dreams โดยผู้กำกับ Werner Herzog พาผู้ชมดำดิ่งลงไปในภาพวาดบันทึกประวัติศาสตร์ ก่อนจะถูกลบลืมเลือนไปตามกาลเวลา”
คุณภาพ | ยอดเยี่ยม
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: