Charade (1963)

Charade

Charade (1963) hollywood : Stanley Donen ♥♥♥♥♡

นี่เป็นหนังที่ได้รับการกล่าวถึงว่า ‘เป็นหนัง Hitchcock ที่ดีที่สุด ที่ Hitchcock ไม่ได้สร้าง’ โดยผู้กำกับ Stanley Donen (Singin’ in the Rain-1952) ที่จับเอา Cary Grant วัยใกล้เกษียณ และ Audrey Hepburn ที่กำลังโด่งดัง มาเข้าคู่กัน เพื่อส่งท้ายยุคทองของ Hollywood

หลายคนคงสงสัย Golden Age ของ Hollywood มันช่วงไหนกัน? คำเรียกยุคทองหรือ Classical Hollywood นักวิจารณ์ได้สร้างขึ้นเพื่อแบ่งยุคสมัยของภาพยนตร์ โดยขึ้นอยู่กับรูปแบบ สไตล์ วิธีการและความนิยมในการสร้าง ซึ่งยุคนี้ถือว่าเป็นช่วงที่ยาวนานที่สุด นับเวลาตั้งแต่ปี 1917-1960 ภาพยนตร์จะมีลักษณะเป็นภาพเล่าเรื่องเท่านั้น (Visual-Narrative Storytelling), การมาของโทรทัศน์ในช่วงปลายทศวรรษ 50s ทำให้ความนิยมต่อสื่อภาพยนตร์เริ่มลดลงใน นักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดังนับตั้งแต่ยุค 30s-40s-50s ก็เข้าสู่ช่วงโรยรา ล้มหายตายจาก, ยุค 60s มันก็ไม่ถึงขั้นว่ายุคมืดของวงการภาพยนตร์นะครับ เป็นช่วงเวลาหลังยุคทอง Post-Golden Age ของ Hollywood เท่านั้น เพราะถ้ามอง ทศวรรษ 50s ทั้งยุโรป และเอเชีย นี่ก็ถือเป็นช่วงเวลายุคทองเช่นกัน ซึ่งความยิ่งใหญ่ของ French New Wave, Italian Neorealism ฯ ที่ถือว่าท้าทายความยิ่งใหญ่ของ Hollywood ในยุค 60s จึงถือได้ว่าเป็นช่วงรับคำท้าสู้ของอเมริกา ได้เวลาเปิดประตูบานต่อไป สู่โลกภาพยนตร์ยุคใหม่

Charade ที่ถือเป็นหนังส่งท้ายยุคทอง เพราะมีลักษณะ วิธีการ แนวทางเล่าเรื่องที่ยังคงมีสไตล์ความคลาสสิกหลงเหลืออยู่ และมีนักแสดง Cary Grant ที่ต้องถือว่านี่เป็นหนังฮิตเรื่องสุดท้ายของเขาแล้ว (อีก 2 เรื่องที่เหลือแค่พอขายได้) หลังจากนี้ก็แทบจะไม่มีอีกแล้ว เพราะถือว่าวงการภาพยนตร์อเมริกาได้ก้าวสู่ยุคใหม่ที่เรียกว่า New Hollywood หรือ Hollywood New Wave

ต้องการศึกษาความรู้เพิ่มเติม แนะนำ : http://www.lab5soundworks.com/single-post/2015/11/13/การเดินทางของ-เสียงดนตรีภาพยนตร์-ยุคทองของ-Hollywood-2

จุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้มาจาก Peter Stone และ Marc Behm สร้างบทภาพยนตร์เรื่อง The Unsuspecting Wife นำไปยื่นข้อเสนอตามสตูดิโอใน Hollywood แต่ขายไม่ได้ Stone จึงดัดแปลงเป็นนิยาย เปลี่ยนชื่อเป็น Charade แล้วตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Redbook ซึ่งปรากฎว่าได้รับความนิยมอย่างมากทำให้มีสตูดิโอใน Hollywood ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์สร้างเป็นภาพยนตร์อย่างเร็ว

ผู้กำกับ Stanley Doden ในยุค 50s เขาโด่งดังอย่างมากกับหนังแนว Musical อาทิ Singin’ in the Rain (1952), Seven Brides for Seven Brothers (1954) ฯ จนได้ฉายาว่า ‘The King of the Hollywood Musicals’ พอเข้าสู่ยุค 60s ด้วยความนิยมของหนังแนว Musical ลดลงมาก และ Doden ก็ย้ายตัวเองไปอยู่ยุโรป อาศัยอยู่ประเทศอังกฤษ คงเพราะเริ่มอิ่มตัวกับความสำเร็จ และเบื่อหน่ายที่ต้องแข่งขันใน Hollywood Rat Race มาอยู่ที่นี่เขากลายเป็นผู้นำของ British New Wave และได้ทำหนังตามใจอยากมากขึ้น, ปี 1963 จึงได้ลองเปลี่ยนแนวเป็น Mystery/Thriller/Spy เขาบอกว่า ‘อยากทำหนังที่คล้ายๆกับหนังเรื่องโปรด North by Northwest ของ Hitchcock มานานแล้ว และนี่เป็นโอกาสที่จะได้ทำสักที’

เกร็ด: Donen ได้สร้างหนัง Hitchcock-like อีกเรื่องหนึ่ง Arabesque (1966) นำแสดงโดย Gregory Peck และ Sophia Loren ใครสนใจลองไปหาดูนะครับ

นำแสดงโดย Cary Grant ตอนเล่นหนังเรื่องนี้อายุ 59 ปีแล้วนะครับ (เล่นหนังอีก 2 เรื่องถัดจากนี้แล้วถึง Retire), ตัวละครของ Grant ชื่อ… ไม่รู้สิครับ สุดท้ายผมก็จำไม่ได้ว่าสุดท้ายตัวละครนี้ชื่ออะไร สรุปแล้วเป็นใคร เรียกว่า Charade มากๆ, การแสดงของ Grant ยังคงเป็นสไตล์ของ Grant หล่อเท่ห์ ชายผู้มีเสน่ห์ในชุดสูท แต่กับหนังเรื่องนี้เมื่อประกบคู่กับ Hepburn ด้วยช่วงวัยที่ห่างกันมาก (Hepburn ตอนเล่นหนังอายุ 33 ถือว่าห่างกัน 25 ปี) Grant รู้สึกไม่สบายใจนักที่ต้องเล่นฉาก Romantic ด้วยกัน ซึ่งผู้กำกับก็อนุญาติให้เขาเล่นแง่กับตัวละคร (มีลักษณะเป็นพ่องอนแม่ง้อ) ทำให้คนดูสัมผัสได้ เข้าใจ และรับได้กับความโรแมนติกแบบกวนๆของทั้งคู่

เกร็ด: Charade คำแปลภาษาอังกฤษคือ an absurd pretense intended to create a pleasant or respectable appearance. กับคำแปลภาษาไทย ‘การเล่นทายคำปริศนาที่มีเงื่อนไขให้ไว้ทุกพยางค์’ ดูแล้วไม่ได้ใกล้เคียงความถูกต้อง หรือเข้ากับบริบทหนังแม้แต่น้อย ผมจะขอแปลจากความหมายที่น่าจะเหมาะสมที่สุดนะครับ ‘ความจงใจสร้างข้ออ้างที่ไร้สาระ อาทิภาพลักษณ์ที่ดูดี น่านับถือ เหมือนคนใส่หน้ากาก’, แปลสรุปสั้นๆ Charade คือ คนพันหน้า นี่น่าจะใกล้เคียงที่สุดนะครับ

Andrey Hepburn ขณะนั้นเธอกำลังถ่ายหนังอยู่ที่ Paris เรื่อง Paris When It Sizzles จึงตัดสินใจเล่นหนังเรื่องนี้ต่อเลย และใช้เวลาช่วง Summer ปีนั้นอาศัยอยู่ที่ Paris ไม่ได้ไปไหน (กระนั้น Paris When It Sizzles ที่ถ่ายก่อน แต่ฉายหลัง Charade 4 เดือน), การแสดงของเธอก็ถือว่าโดดเด่นนะครับ แต่เสื้อผ้า ชุดของเธอ (จากดีไซน์เนอร์ชื่อดัง Givenchy) มักจะเกินหน้าเกินตาเสมอ เก๋ไก๋ ดูดี สง่างาม ทำให้เธอดูน่ารักขึ้นหลายเท่า และไม่ว่าเธอจะทำอะไรมันก็ไม่สำคัญ เพราะทุกอย่างดูดีไปหมด

นี่เป็นหนังเรื่องแรก และเรื่องเดียวที่ Cary Grant ประกบคู่ Andrey Hepburn คงด้วยวัยที่ห่างกันมาก ถือว่าเกิดคนละยุคเลย ทำให้ไม่มีโอกาสได้มาแสดงหนังคู่กันเท่าไหร่ นี่เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย เพราะถ้าทั้งสองอายุใกล้ๆกันและด้วยเคมีที่เข้าขากันระดับนี้ คงจะกลายเป็นคู่ฮอตคู่ฮิต อีกคู่หนึ่งของ Hollywood ได้อย่างสบายๆ

ถ่ายภาพโดย Charles Lang (Some Like It Hot-1959, How the West Was Won-1962) ผู้ซึ่งได้เข้าชิง Oscar สาขา Best Cinematographer มากที่สุด 18 ครั้ง (ได้รางวัลเดียว), กับ Charade แม้ไม่ได้เข้าชิง แต่งานภาพก็ถือว่าโดดเด่นใช้ได้ ผมชอบฉากขณะที่นางเอกเปิดประตูอพาร์ทเม้นท์ของเธอ แล้วพบทุกอย่างหายเกลี้ยง กลายเป็นห้องเปล่าๆ เกิดอะไรขึ้น? แม้งานภาพจะดูเรียบง่าย ตรงไปตรงมา แพนกล้องจากมุมห้องด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง แต่มีการถ่ายให้เห็นทุกทิศทาง มุมก้ม มุมเงย ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวช้า-เร็ว สร้างความรู้สึกสับสน ฉงนสงสัย อ้างว้างและโดดเดี่ยว

มีหลายฉากที่งานภาพถ่ายออกมาได้เลิศมากๆ อาทิ ฉากเปิดเรื่อง แพนกล้องเห็นคนเล่นสกีกับภูเขาที่ Switzerland, ฉากใต้สะพาน ถ่ายที่เดียวกับ An American in Paris, ฉากไล่ล่ากันช่วงท้าย ทั้งในสถานีรถไฟ และตอนจบลงที่เวทีแสดงมายากล ฯ

ตัดต่อโดย Jim Clark (The Killing Fields-1984) แม้หนังจะใช้การมุมมองการเล่าเรื่องของนางเอกเป็นหลัก แต่มีบางครั้ง ขณะต้องการเฉลยปริศนาบางอย่าง จะส่งไม้ต่อให้พระเอกเป็นคนเล่าเรื่อง พอปริศนาช่วงหนึ่งจบ ก็จะส่งไม้กลับไปให้นางเอก, ความซับซ้อนของหนังเรื่องนี้ มีคนนับดูบอกว่า 4 ตลบ เอาว่าไม่ต้องเสียเวลาคาดการณ์อะไรเลยนะครับ ดูให้สนุก เน้นความบันเทิงดีกว่า ตอนผมดูพอสักตลบที่ 2 ก็เลิกคิดแล้ว จะยังไงก็ว่ามา รอรับอย่างเดียว

หนังเรื่องนี้ผมว่าดูรอบ 2-3 จะไม่ค่อยสนุกเท่าดูรอบแรกนะครับ, ผมดู Charade ครั้งแรกน่าจะประมาณเกือบ 10 ปีก่อน จนถึงปัจจุบันก็ยังจดจำไคลน์แม็กซ์ของหนังได้ไม่ลืมเลือน แม้จะจดจำรายละเอียดทั่วๆไปของหนังไม่ได้ แต่พอรู้ไคลน์แม็กซ์แล้ว รู้สึกว่าหนังไม่สนุกเท่าที่ควร แต่ก็ยังสร้างความประหลาดใจในจุดหักมุมต่างๆ ให้ผมทึ่งได้หลายครั้งทีเดียว, แน่นอนว่าผมจะไม่สปอยไคลน์แม็กซ์นะครับ ไม่ต้องวิตกไป ลุ้นเอาเองในหนัง จะได้อรรถรสมากๆ ยกเว้นแต่ถ้าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรบางอย่าง อาจคิดได้ว่าตอนจบคืออะไร (แต่อย่าไปสปอยคนอื่นให้เขาเสียอรรถรสละ)

เพลงประกอบโดย Henry Mancini, เพลงประกอบหนังเรื่องนี้ตื่นเต้น ระทึกขวัญมากๆ แค่ฉากเปิดเรื่อง กับ Opening Sequence ที่สุดตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยเส้นและสีสัน (ว่ากันว่าอาจเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้กับ Opening Sequence ของหนังแฟนไชร์ James Bond) ไปรับชมกันก่อนนะครับ

สำหรับเพลง Charade (ที่มีเนื้อร้อง) Mancini เป็นผู้ประพันธ์ทำนอง และ Johnny Mercer แต่งคำร้อง (ทั้งสองร่วมงานกันอีกหลายครั้ง ที่ดังๆก็อย่าง Moon River, The Days of Wine and Roses และ The Sweetheart Tree) สำหรับเพลงนี้ หลังจาก Mancini ได้อ่านบทหนังของ Donen มีฉากหนึ่งขณะที่นางเอกเปิดประตูอพาร์ทเมนต์ แล้วพบว่าทุกสิ่งอย่างหายไปหมด ความรู้สึกเศร้าสลด อ้างว้าง และอ่อนแอ นี่เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ Mancici แต่งเพลงที่มีทำนองคล้ายกับเพลง Parisaian Waltz ใช้เวลาชั่วโมงเดียว ได้มาเป็นเพลง Charade ซึ่งพอเอาไปเล่นให้ผู้กำกับและ Hepburn ฟังก็ชื่นชอบ รู้สึกเข้ากับหนังมากๆ

หนังทั้งเรื่องไม่มีคำพูดว่า Charade หรืออะไรที่บ่งบอกว่าเป็น Charade เลยนะครับ ที่ใกล้เคียงที่สุดคือพฤติกรรมของตัวละคร Cary Grant ที่หมอนี่แหละคือ Charade ส่วนเพลง Charade ที่มีทำนองเต็มไปด้วยความเศร้าสลดเสียใจ แต่ก็ไม่มีฉากไหนในหนังที่ตัวละครใดแสดงความรู้สึกออกมาให้เห็นเลย (ประหลาดแท้) กระนั้นด้วยความไพเราะของเพลง และขายดีเทน้ำเทท่า คงไม่มีใครกล้าต่อว่าการใส่เพลงฮิตขนาดนี้เข้ามาในหนัง

ใจความของหนังเรื่องนี้ หญิงสาวคนหนึ่งผู้โชคร้าย จับพลัดจับผลูแต่งงานกับเศรษฐีคนหนึ่ง ที่ภายหลังมารู้มาเขาเป็นอาชญากรคนหนึ่ง เธอได้รู้จักกับผู้ชายหลากหลาย ซึ่งแต่ละคนก็มีความต้องการ คาดหวังอะไรบางอย่างจากเธอ แม้แต่คนที่เธอเชื่อใจที่สุดก็ยังสวมหน้ากากเข้าหา จะมีไหมใครสักคนที่มีความจริงใจและแสดงตัวตนแท้จริงให้เธอเห็น? วันหนึ่งเธอจึงตัดสินใจยอมแพ้ เพราะคิดว่าผู้ชายทั้งโลกคงเป็นแบบนี้ และยอมรับในหน้ากากนั้น ไม่สนแล้วว่าข้างในแท้จริงจะเป็นใคร โชคยังดีที่ผู้ชายคนสุดท้ายที่เธอหลงรัก สุดท้ายแล้วเป็น…

หนังเรื่องนี้ฉายวันที่ 5 ธันวาคมปี 1963 หลังจากวันที่ประธานาธิบดี John F. Kennedy ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 1963 เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ขณะนั้นผู้คนในอเมริกาและทั่วโลกยังคง ‘ช็อค’ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงกับเรียกช่วงเวลาขณะนั้นว่า ‘The Dark Days’, ซึ่งการมาของหนังเรื่องนี้ (ใจความของหนัง มีเรื่องราวของหนังเกี่ยวกับการลอบสังหาร) ถือว่าผิดที่ผิดเวลามากๆ แม้องค์ประกอบทุกๆอย่างของหนังจะสมบูรณ์แบบ ลงตัว ยอดเยี่ยม มีนักวิจารณ์หลายคนชื่นชมว่า นี่อาจเป็นหนังยอดเยี่ยมที่สุดของปี แต่ก็มีคำต่อท้ายว่า ‘คงไม่อาจแนะนำหนังเรื่องนี้ให้ชาวอเมริกันไปดู ในช่วงเวลาขณะนี้ได้’

เพราะเหตุนี้ มีฉากหนึ่งในหนังที่ตัวละครของ Andrey Hepburn พูดว่า ‘at any moment we could be assassinated’ ได้ถูกพากย์ทับเปลี่ยนเป็น ‘at any moment we could be eliminated’ เพื่อไม่ให้เป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ลอบสังหารของ John F.Kennedy ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้, ถ้าใครตั้งใจฟังจะรู้ว่า คำพูดประโยคนี้เด่นมาก (เพราะเสียงพากย์ทับฟังดูรู้ว่าต่างจากเสียงปกติ) กระนั้นก็มีหนังบางเวอร์ชั่นที่อาจจะไม่ได้ยินเสียพากย์ทับ เพราะแปลงมาจากต้นฉบับแท้ๆ ก่อนที่จะมีการแก้ไข

ด้วยทุนสร้าง $3 ล้านเหรียญ หนังทำเงินทั่วโลก $13.4 ล้านเหรียญ,ได้เข้าชิง Oscar 1 สาขาจาก Best Original Song เพลง Charade แต่ไม่ได้รางวัล, เข้าชิง BAFTA Award 2 สาขา Best Foreign Actor (Cary Grant) และ Best British Actress (Audrey Hepburn) [ได้รางวัล], นิตยสาร TIME ได้รับการจัดอันดับหนังเรื่องนี้ให้ติด All-TIME 100 Movies

ก่อนปี 1978 กฎหมายลิขสิทธิ์ของอเมริกา (U.S. Copyright) ได้เขียนไว้ว่า ในสื่อภาพยนตร์หรือวรรณกรรม จำเป็นต้องมีคำว่า Copyright หรือ Copr. หรือ © ปรากฎอยู่ในผลงานด้วย, ซึ่งหนังเรื่องนี้ Universal Pictures อาจจะลืมหรือไม่ได้คิดจะใส่ก็ไม่รู้ ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นสิทธิ์สาธารณะ (Public Domain) ไปโดยปริยายทันทีเมื่อตอนออกฉาย โดยไม่ถือว่าผิดกฎหมายถ้ามีการเผยแพร่หรือส่งต่อ นี่ทำให้ปัจจุบันเราสามารถหาดูหนังเรื่องนี้จากที่ไหนก็ได้ (ใน Youtube ก็มีหนังเต็มเรื่องอัพโหลดอยู่)

ส่วนตัวผมชอบหนังเรื่องนี้มากตั้งแต่ครั้งแรกที่ดู โดยเฉพาะเคมีของ Grant และ Hepburn ที่เข้าขากันได้อย่างเหลือเชื่อ ทั้งที่อายุต่างกันมากๆ แต่ยังดูน่ารัก เข้ากันได้ดี (นี่เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดของ Hepburn นะครับ เธอ Chic สุดๆเลย ชอบมากกว่า Breakfast in Tiffany’s อีก), อีกสิ่งหนึ่งคือเพลงประกอบ นี่เป็นหนึ่งในอัลบัมหนังเพลงสุดโปรดของผม ที่เปิดฟังนับครั้งไม่ถ้วนเวลาเขียนบทความรีวิวหนัง จนฮัมทำนองตามได้ไม่ลืมเลือน

ถ้าคุณเป็นแฟนหนังแนว Spy-Thriller-Mystery-Comedy-Romance ชื่นชอบสไตล์หนัง Hitchcock หรือชอบหนังที่มีจุดหักมุม Plot Twist เยอะๆไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้เลย, แฟนหนัง Cary Grant และ Audrey Hepburn, เพลงประกอบเพราะๆโดย Henry Macini, และแนะนำอย่างยิ่งกับคนชอบสะสมสแตมป์ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

ถ้าคุณชอบ Charade แนะนำต่อด้วย The 39 Steps (1935), Sabrina (1954), North by Northwest (1959) หรือถ้าชอบ Hepburn ก็ไปหา Breakfast at Tiffany’s (1961) มาดูนะครับ

จัดเรต PG กับพล็อต Twist การหักหลัง หักมุม ฆาตกรรม

TAGLINE | “Charade ส่งท้ายยุคทอง Hollywood กับเรื่องราวที่โคตรซับซ้อนซ่อนเงื่อน โดดเด่นด้วยการแสดงของ Cary Grant กับ Andrey Hepburn และเพลงประกอบสุดไพเราะโดย Henry Manicni”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of