Cowboy Bebop (1998)

cowboy bebop

Cowboy Bebop (1998)

ช่วงปลายทศวรรษที่ 90s ยุคของชายใส่สูท ปากคาบซิกก้า มือล้วงกระเป๋า มันเท่ห์บาดใจ Cowboy Bebop เป็นอนิเมะซีรีย์แนว Space, Western, Sci-fi ที่มีเนื้อเรื่องเจ๋งที่สุดในโลก

ผลิตโดยสตูดิโอ Sunrise ผู้สร้าง Gundam โดยผู้กำกับ Shinichirō Watanabe เขาคือหนึ่งในคนสำคัญของวงการอนิเมะญี่ปุ่น ก็จาก Cowboy Bebop นี่แหละ โดยก่อนหน้าที่เขาจะฉายเดี่ยวกับอนิเมะเรื่องนี้ เขาเคยร่วมกำกับ Macross และ Macross Plus ผลงานที่ประสบความสำเร็จนอกจาก Bebop แล้วก็มี Samurai Champloo ผลงานล่าสุดคือ Space Dandy และ Zankyou no Terror ผมชอบผลงานเขาทุกเรื่องเลย โดยเฉพาะแนวคิดและการเล่าเรื่องที่ดูมีความเป็น Western มากกว่าความเป็น Japanese คงเพราะเหตุนี้ทำให้ผลงานของเขาเป็นที่นิยมกับคนดูฝั่งยุโรปและอเมริกา

Cowboy Bebop เขียนบทโดย Keiko Nobumoto ชายคนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคนสำคัญ ก่อนหน้านี้เขียนบทหนัง Wolf’s Rain, Tokyo Godfathers ก่อนที่อนิเมะเรื่องนี้จะฉาย ใช้คำโปรโมทว่า “a new genre unto itself” อนิเมะแนว Space/Sci-fi ไม่ใช่ของใหม่ของญี่ปุ่นเลย มีอนิเมะแนวนี้ดังๆมากมาย แต่การผสม genre ต่างๆเข้าไปมากมาย ไม่ใช่แค่ Western แต่รวมถึง comedy, detective caper, action fiction, thrillers, film noir ทำให้อนิเมะเกิดความแตกต่างในแต่ละตอนที่มีเรื่องราวไม่เหมือนกันเลย รวมถึงแนวคิดทางปรัชญาหลายๆอย่างก็ถูกใส่ไปด้วยเช่น existentialism (การมีตัวตนของตน), existential ennui (ความเบื่อหน่าย) และ loneliness (ความอ้างว้าง)

ตัวละครหลัก 4+1 คน แต่ละคนมีบุคลิกนิสัยที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การมาอยู่ด้วยกันในยานอวกาศ เดินทางอย่างไร้เป้าหมาย ใช้ชีวิตเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ อนิเมะมี 26 ตอน มีเรื่องราวประมาณ 20 กว่าเรื่อง แต่ละเรื่องก็จะมีแนวคิดบางอย่างเกี่ยวกับชีวิต การต่อสู้ การเอาตัวรอด ดูเผินๆอาจจะไม่มีอะไรต่อเนื่องกัน แต่เมื่อคิดให้ดีจะเห็นความคล้ายกันของเรื่องราวในแต่ละตอน กับตัวละครหลัก (แต่ละตอนจะมีเรื่องราวและจบในตอน มีต้องใช้ 2 ตอนอยู่ 2-3 เรื่อง) ผมว่ามันน้อยไปนะกับอนิเมะระดับ masterpiece เรื่องนี้ บทสรุปที่เปิดกว้างสู่เรื่องราวที่จะสามารถต่อยอดได้อีกในอนาคต แต่ทำไมนะถึงไม่มี seasons ต่อมา ไม่ใช่เพราะขาดทุนแน่ๆ อนิเมะได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ชม อาจเพราะผู้กำกับและคนเขียนบทไม่สามารถหาเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมไปกว่านี้ได้แล้ว มีหนังอนิเมะ Cowboy Bebop: The Movie ออกมาปี 2001 ก็ถือว่าคุณภาพใช้ได้ แต่ไม่ถึงกับดีเท่าภาพซีรีย์ซึ่งถือเป็นการปิดฉากอนิเมะเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์

Toshihiro Kawamoto ผู้ออกแบบ Character Design ออกแบบให้ทั้ง 4 มีความแตกต่างกัน
– Spike Spiegel เขาเป็นตัวแทนของคนที่ไม่คาดหวังอะไรต่ออนาคต ใช้ชีวิตไปวันๆ เหมือนคนง่วงตลอดเวลา สายตาที่ดูเศร้าๆ ผมทรงฟูๆ ไม่คิดจะหวี และจะสูบบุหรี่อยู่ตลอดเวลา พากย์โดย Kōichi Yamadera น้ำเสียงของเขาดูเหนื่อยหน่าย เหมือนคนเบื่อโลก ไม่มีใครอีกแล้วที่สามารถพากย์ Spike แล้วให้ความรู้สึกว่าตรงขนาดนี้
– Jet Black เป็นตัวแทนของคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง คงเพราะเหตุการณ์ที่เขาได้ประสบมา ในอนิเมะจะค่อยๆเปิดเผยว่า Jet เคยเป็นอะไรมาก่อน แต่ออกทำไม พากย์โดย Unshō Ishizuka เขาคือคนพากย์ Kizaru (One Piece) และ Joseph Joestar วัยแก่ (JoJo’s Bizarre Adventure: Stardust Crusaders) เสียงของเขาดูเป็นผู้ใหญ่มากๆ (นั่นก็เกือบ 15 ปีมาแล้วนะ) ในอนิเมะดู Jet คือคนที่น่าจะไว้ใจได้ที่่สุดในกลุ่ม แต่ก็มีบางครั้งที่ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับอดีตของเขาแล้วละก็ จะกลายเป็นคนที่ทำอะไรไม่ได้ขึ้นมาทันที
ชุดของ Spike กับ Jet จะตรงข้ามกัน Spike ใส่สูทผู้ไทด์ ส่วน Jet สวมชุดสบายๆ แต่ทั้งคู่ใส่ชุดสีเข้มๆ แสดงถึงอารมณ์ ความรู้สึกที่อยู่ในจิตใจของทั้งสอง (ที่คล้ายกัน)
– Faye Valentine มีนิสัยและดีไซน์ตรงข้ามกับ Spike โดยสิ้นเชิง เธอมีนิสัยร่าเริง เห็นแก่ตัว สนแต่เรื่องของตนเอง และมองแต่เงิน เป็นตัวแทนของการมีชีวิตและใช้ชีวิต เสื้อผ้าของเธอที่น้อยชิ้นแสดงถึงความเป็นคนเปิดเผย สีชุดก็เหลืองแดง สดใส พากย์โดย Megumi Hayashibara เสียงของเธอสดใสมากๆ ตรงข้ามกับตอนเธอพากย์ Rei Ayami (Neon Genesis Evangelion) ล่าสุดพากย์เป็น Rebecca (One Piece)
– Edward เด็กนอกคอกที่ใช้ชีวิตปราศจากความกังวลใดๆ (carefree) ดูจากเสื้อผ้าที่ใส่ก็รู้ แต่เขาก็โดดเดี่ยว อ้างว้างเพราะถูกพ่อทิ้งไป หลังจากได้เจอกับ Bebop ก็พาตัวเอาเข้าไปอยู่ในกลุ่มโดยไม่สนใครจะอนุญาติทั้งนั้น พากย์โดย Aoi Tada ผมไม่เห็นผลงานพากย์ของเธอนัก ดูเหมือนเธอจะชอบงานร้องเพลงมากกว่า
– Ein หมา พากย์โดย Kōichi Yamadera

นอกจากเนื้อเรื่องแต่ละตอนที่สนุกแทบทุกตอนแล้ว เพลงประกอบโดย Yoko Kanno ก็เด่นไม่แพ้กัน Kanno ถึงกับตั้งวงดนตรี Seatbelts ขึ้นมาเพื่อเล่นเพลงประกอบอนิเมะเรื่องนี้ สไตล์เพลงคือ Jazz กับ Blues เป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ ถ้าพูดแบบนี้คนทั่วไปคงคิดว่า แล้วมันเข้ากับเรื่องราว Sci-Fi ยังไง ในยุคหนึ่งผมเคยอ่านเจอ Jazz เป็นสไตล์เพลงที่เป็นตัวแทนของคนยุคใหม่ แต่นั่นเมื่อหลายสิบหรือเกือบร้อยปีที่แล้วนะครับ ปัจจุบันเพลง Jazz มักให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง เมื่อผสมกับ Blues ที่เป็นตัวแทนของความอัดอั้น เจ็บปวดที่อยู่ในใจแล้ว เพลงประกอบเข้ากับบุคลิก นิสัยของตัวละครได้เป็นอย่างดี แต่… Sci-Fi กับ Space ละ

มีสิ่งหนึ่งที่ผมยังไม่ได้กล่าวถึง คือ Western อนิเมะเรื่องนี้มัน Western ยังไง เราอาจจะเข้าใจว่า Western มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Cowboy ขี่ม้า, ใส่เสื้อลายสก็อต พบปืน สวมหมวก ทำท่าเท่ห์ ยิงปืนสู้กัน ดำเนินเรื่องในพื้นที่แห้งแล้ง คำจำกัดความนี้ก็ไม่ผิดมากนัก ผมไปอ่านเจอคำนิยามของ Western สื่อถึง ความป่าเถื่อน (wilderness) ของธรรมชาติ ต่อความเจริญรุ่งเรือง (Civilization) พูดแบบนี้มันก็ไม่ได้จำกัดว่า Western ต้องดำเนินเรื่องบนพื้นที่แห้งแล้งกลางทะเลทรายเท่านั้นนะครับ อวกาศก็ถือว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้งได้ เพราะมันไม่มีชีวิตอยู่เลย และผู้คนที่ตัวละครไปพบเจอก็มีความป่าเถื่อน มีความขัดแย้งต่อความเจริญรุ่งเรือง ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถนิยามให้อนิเมะเรื่องนี้ เป็นแนว Western ได้

เพลง jazz ผสม blues ในอนิเมะ Cowboy Bebop มันใช่เลยครับ เพลงประกอบอนิเมะเรื่องนี้ถือว่าเด่นมากๆ ฟังตอนแรกๆอาจจะรู้สึกแปลกๆนิดๆไม่คุ้นหู แต่สักพักดูไปเรื่อยๆก็ชิน ตอนผมกลับมาดูรอบ 2 นี่ เห้ย! มันเจ๋งกว่าตอนได้ยินครั้งแรกอีกนะครับ ลองฟังเพลง open credit ไม่มีเนื้อร้องนะครับ มีแต่ดนตรี

ตอนที่ผมชอบที่สุดคือ 22 เมื่อ Spike ได้พบกับคู่ปรับที่เหมือนเขาแทบทุกประการ การต่อสู้ของทั้งสองที่ไร้เหตุผลมากๆ ถึงขนาดทำเอาตึกถล่ม นี่เป็นตอนที่ผมรู้สึกว่า Spike ดูมีชีวิตชีวาที่สุดแล้ว อนิเมชั่นก็จัดเต็มสุดๆ การเคลื่อนไหวลื่นไหลมากๆ เหตุผลของการที่คนสองคนจะไม่ชอบขี้หน้ากัน ฟังดูโง่ๆ แต่การได้เจอกับคนที่นิสัยแบบเดียวกัน มันต้องสู้กันจนเห็นว่าใครคนใดคนหนึ่งเหนือกว่า

นี่เป็นอนิเมะที่ “ต้องดู” “ห้ามพลาด” “ห้ามตายก่อนดู” “ถ้าไม่ได้ดูแล้วจะเสียชาติเกิด” ไม่ใช่คออนิเมะก็ดูได้ ซีรีย์ 26 ตอนนี้ คุ้มค่าทุกนาทีที่ได้ดูแน่นอน ความสุดยอดของอนิเมะเรื่องนี้คือส่วนผสมที่ลงตัว เนื้อเรื่องเจ๋ง แฝงแนวคิดปรัชญา ตัวละครเด่นเป็นเอกลักษณ์น่าจดจำทุกตัว เพลงประกอบที่เพราะมากๆ ดูตอนแรกๆอาจต้องปรับตัวเรื่องจังหวะที่ดูจะช้าๆสักหน่อย งานภาพยุค 90s อาจจะดูยากสักนิดสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่เมื่อชินแล้ว คุณจะหยุดดูไม่ได้แน่นอน

เคยมีหลายครั้งที่ hollywood พยายามจะสร้างหนังคนแสดง แต่ไม่รู้ทำไมจนแล้วจนรอดยังสร้างไม่สำเร็จสักที ผมก็อยากดูนะ มันต้องเจ๋งแน่ๆ ถ้าได้นักแสดงเกรด A มาแสดงเป็น Spike ละก็ คาดหวังว่ามันจะเยี่ยมได้เลย เพราะแค่บทหนัง เอาจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งในซีรีย์มา ก็ถือว่ายอดเยี่ยมทั้งนั้น คุณค่าของอนิเมะเรื่องนี้ ดูเผินๆอาจจะไม่มีอะไรเท่าไหร่ แต่ถ้าได้เอากลับมานั่งคิด มีอะไรเยอะที่อนิเมะตั้งคำถาม คำตอบมันอาจจะไม่ได้อยู่ในนั้น แต่เราสามารถรู้ได้ว่าควรจะคิดยังไงต่อ

จัดเรต 13+ เด็กกว่านี้ดูแล้วอาจจะไม่เข้าใจ และมีฉากรุนแรง (นิดหน่อย) พอรับได้

คำโปรย : “Cowboy Bebop อนิเมะ Space/Sci-fi/Western ระดับ masterpiece ไม่มีตอนไหนที่จะไม่สนุก ทุกเรื่องราวแฝงแนวคิด-ปรัชญา ตัวละครโดดเด่น เพลงประกอบสุดเจ๋ง ใครไม่ได้ดูก็เสียชาติเกิดแล้ว”
คุณภาพLEGENDARY
ความชอบFAVORI

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of