Cowboy Bebop

Cowboy Bebop (1998-99) Japanese : Shinichirō Watanabe ♥♥♥♥♥

(24/9/2021) เรื่องป่วนๆของกลุ่มคน(และสุนัข) ผู้มีความขบถต่อวิถี พยายามหลบหลีกหนี ทอดทิ้งบางสิ่งอย่างจากอดีต เพื่อออกค้นหาโลกใบใหม่ สไตล์ตนเองไม่เหมือนใคร เดินทางไปจนสุดขอบระบบสุริยะ แต่สุดท้ายก็หวนกลับมาเผชิญหน้าตัวตนเอง, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

  • Spike Spiegel สมาชิกองค์กรอาชญากรรม Red Dragon ต้องการเลิกทำงาน ออกมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมหญิงสาวคนรัก Julia แต่กลับถูกทั้งสองทรยศหักหลัง องก์กรต้องการฆ่าปิดปาก ส่วนแฟนสาวสูญหายตัวไปอย่างลีกลับ
  • Jet Black วันหนึ่งแฟนสาว Alisa หายตัวไปโดยไม่ร่ำลา และเมื่อสูญเสียแขนซ้ายจากภารกิจ หมดสิ้นหวังกับความคอรัปชั่นใน ISSP เลยตัดสินใจลาออกมา
  • Faye Valentine อดีตเคยได้รับบาดเจ็บสาหัส เลยถูกแช่แข็งส่งให้ไปรักษาตัวยังโลกอนาคต ฟื้นตื่น 54 ปีให้หลัง สูญเสียความทรงจำทั้งหมด แถมถูกทรยศหักหลังจากหมอและทนาย ปลุกเธอขึ้นมาเพื่อหวังให้เป็นแพะชดใช้หนี้สินแทน
  • Edward Wong Hau Pepelu Tivrusky IV เด็กหญิงถูกบิดาทอดทิ้ง เติบโตขึ้นยังสถานรับเลี้ยงบนโลก (ที่หลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง) ชีวิตเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวเดียวดาย จึงหลบหนีไปใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์ กลายเป็นแฮ็คเกอร์อัจฉริยะ
  • Ein สุนัขพันธุ์ Pembroke Welsh Corgi ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีความเฉลียวฉลาด(กว่าสุนัขทั่วๆไป) หลบหนีจากการถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ แล้วจับพลัดจับพลูมาอยู่บนยาน Bebop กลายเป็นสมาชิกในครอบครัวที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ

ทั้ง 4+1 สมาชิกยานบน Bebop มีความแตกต่างเฉพาะตัว ทั้งบุคคลิก อุปนิสัย ความชื่นชอบ รสนิยมส่วนตัว ฯลฯ โดยปกติไม่น่าใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ แต่เพราะพวกเขาต่างมีบางสิ่งอย่างสัมพันธ์ทางจิตใจ และยังเป็นพวกไม่ยี่หร่าต่อชีวิต ใครจะว่ายังไงฉันไม่สน กลายมาเป็นความอลวนของครอบครัวไม่สมประกอบ (Dysfunctional Family) แต่ต่างสามารถยินยอมรับเข้าใจกันและกัน โดยไม่จำเป็นต้องสื่อสาร พูดบอก หรือแสดงออกแต่อย่างใด

ความแตกต่างสุดขั้วของตัวละครเหล่านี้ ยังสะท้อนทุกสิ่งอย่างอนิเมะ

  • ตัวตนผู้กำกับ Shinichirō Watanabe ต้องการทำบางสิ่งอย่างที่แตกต่างจากขนบวิถี รูปแบบวิธีการดั้งเดิมของวงการอนิเมะ
  • Yoko Kanno สรรค์สร้างบทเพลงที่ไม่อยู่ในกฎกรอบสไตล์ Jazz (มีคำเรียก Bebop) ผสมผสานร่วมแนวอื่น อาทิ Western, Country, Funk, Opera, Heavy Metal ฯ ทั้งยังไม่ค่อยทำตามข้อเรียกร้องผู้กำกับ Watannabe ครุ่นคิดอะไรก็นำเสนออกมา (ตัวละคร Ed ได้แรงบันดาลใจก็จากเธอคนนี้!)
  • เรื่องราวของอนิเมะ มีส่วนผสมของ Western, Action, Sci-Fi, Space Adventure, Neo-Noir, Crime, Mystery, Drama ฯลฯ ได้แรงบันดาลใจจาก John Wayne, Bruce Lee, Shinichirō Watanabe, Elmore Leonard, Philip K. Dick, Isaac Asimov ฯลฯ หรือภาพยนตร์อย่าง 2001: A Space Odyssey (1968), Butch Cassidy and the Sundance Kid (1969), Chinatown (1974), Alien (1979), Blade Runner (1982) ฯลฯ เต็มไปด้วยความหลากหลาย จนไม่รู้จะเหมารวมเรียกว่าอะไร

ความหลากหลาย ไม่ซ้ำแบบใคร ยำใหญ่ใส่สารพัด คือสิ่งที่ทำให้ Cowboy Bebop (1998-99) กลายเป็นตำนานเหนือกาลเวลา ไม่ถูกจำกัดอยู่กับยุคสมัย ประเภทหนัง(genre)แนวหนึ่งใด ตัวละครก็มีความเป็นตัวของตนเอง โหยหาการมีตัวตน (Existential) ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับกลุ่มคน ละทอดทิ้งความโดดเดี่ยวเดียวดาย เสริมเติมพละพลังร่างกาย-จิตใจ สำหรับเผชิญหน้าอดีตที่แสนโหดร้าย

และสิ่งที่ทำให้ผมหลงใหลคลั่งไคล้ Cowboy Bebop คือเพลงประกอบของ Yoko Kanno (เธอซ่อนตัวอยู่ในคลิปนี้ด้วยนะครับ) ซี่งได้แรงบันดาลใจจาก Bebop หรือ bop หนี่งในสไตล์เพลง Jazz วิวัฒนาการขี้นช่วงกลางทศวรรษ 40s, นักดนตรีรุ่นใหม่เบื่อหน่ายรูปแบบวิถี(Jazz)ดั้งเดิม เลยครุ่นคิดพัฒนาต่อยอด ค้นหาความเป็นไปได้ไม่รู้จบ ด้วยการใส่ตัวตน อารมณ์ความรู้สีก ‘Musician’s Music’ อยากจะเล่นช้าก็ช้า เร็วก็เร็ว เพิ่มความหลากหลาก ยัดเยียดตัวโน๊ตใส่ให้สลับซับซ้อน เปลี่ยนคอร์ดไปมาตามพีงพอใจส่วนตน หลายครั้งชวนให้งุนงงสับสน เรื่องของกรูจะทำไม ก็เล่นแบบ improvised ดั้นสดๆกันตรงนั้น

เกร็ด: การเกิดขึ้นของรูปแบบ Bebop ถือเป็นหลักไมล์สำคัญให้ Jazz ก้าวพ้นดนตรีเชิงพาณิชย์ สู่สถานะผลงานศิลปะเต็มตัว

Shinichirō Watanabe (เกิดปี 1965) ผู้กำกับอนิเมะ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Kyoto ตั้งแต่เด็กวาดฝันอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ได้แรงบันดาลใจจาก Dirty Harry (1971), Enter the Dragon (1973) รวมไปถึงซีรีย์ Lupin the Third Part I (1971-72) ที่ทำให้เริ่มมีความสนใจอนิเมะขึ้นมา

“The anime that inspired me the most and one that I probably have influence from is the very first series of Lupin the 3rd. I’m very drawn to Enter the Dragon and Dirty Harry, too. They definitely inspire me. And, of course, Blade Runner”.

Shinichirō Watanabe

หลังเรียนจบมัธยม สองจิตสองใจว่าอยากเป็นทำงานวงการภาพยนตร์หรืออนิเมชั่น กระทั่งเมื่อได้รับชม Nausicaä of the Valley of the Wind (1984), Urusei Yatsura: Beautiful Dreamer (1984) และ Macross: Do You Remember Love? (1984) ทั้งสามเรื่องออกฉายปีเดียวกัน และมีคุณภาพไม่ย่อหย่อนกว่าภาพยนตร์คนแสดง (อาจดีเยี่ยมกว่าด้วยซ้ำ) ถึงเริ่มตระหนักว่าอนิเมะสามารถมอบอิสรภาพในการสรรค์สร้างผลงานได้มากกว่า เลยตัดสินใจสมัครเข้าทำงานสตูดิโอ Sunrises

“The year that I entered the anime industry, 1984, was the year that three films came out; Nausicaä of the Valley of Wind, Urusei Yatsura: Beautiful Dreamer [one of the first anime to define the vision of Mamoru Oshii] and Macross: Do You Remember Love? At the time, all those films exceeded any of the qualities of the live-action films being made in Japan. I always wanted to make films, so at the time I thought it was better to go into anime than live-action for film-making”.

โดยทั่วไปคนทำงานในวงการอนิเมะ มักเริ่มจากวาดรูป In-Between, Key Animation, Animation Director ไต่เต้าจนกลายมาเป็นผู้กำกับ แต่สำหรับ Watanabe เริ่มจากเป็น Co-Producer, Episode Supervision, วาด Storyboard ค่อยๆเรียนรู้กระบวนการ เข้าใจวิธีทำงาน โปรดักชั่น ก็สามารถกลายเป็นผู้กำกับอนิเมะได้เช่นกัน

หลังจากได้เต้ามาจนเป็น Episode Director ซีรีย์ Genki Bakuhatsu Ganbaruger (1992) ก็เริ่มตระหนักถึงเป้าหมาย ว่าต้องขึ้นเป็นผู้กำกับถีงได้รับอิสรภาพในการสรรค์สร้างอนิเมะอย่างแท้จริง ได้รับโอกาสจาก Shōji Kawamori ผู้ให้กำเนิดแฟนไชร์ Macross ให้มาร่วมกำกับ Macross Plus (1994-95) เป็น OVA จำนวน 4 ตอน และได้ร่วมงาน Yoko Kanno ที่ต่างก็เป็นเด็กใหม่ในวงการขณะนั้น

หลังเสร็จจาก Marcross Plus โปรดิวเซอร์ Masahiko Minami (ปัจจุบันเป็นประธานสตูดิโอ BONES) สอบถามว่ามีโปรเจคที่อยากสรรค์สร้างหรือเปล่า หวนกลับไปครุ่นคิดอยู่สองสามวัน นำหลายๆแนวคิดมาเสนอก่อนลงเอยที่ Bebop หนึ่งในแนวเพลง Jazz ที่ฉีกรูปแบบเดิมๆจนก่อเกิดสไตล์ใหม่

“Masahiko Minami was someone I had known for quite some time. He approached me to ask if I had any good ideas for a new project, and after about 2-3 days of deliberating, something I had thrown together over the course of an hour known only as ‘Bebop’ surfaced”.

กระแสความนิยมของแฟนไชร์ Star Wars และ Blade Runner (1982) แม้ในช่วงทศวรรษ 90s (ที่ไตรภาคต้นของ Star Wars จบสิ้นลงไปแล้ว) ก็ยังคงคุกรุ่น อยู่ในกระแสสังคม พบเห็นได้แม้ตามท้องถนน นั่นสร้างความสนใจให้บริษัท Bandai Co., Ltd มองหาโปรเจคอนิเมะให้ทุน คาดหวังต่อยอดมาทำของเล่นขาย ซึ่งพอ Watanabe นำเสนอโปรเจคนี้ที่เกี่ยวกับการผจญภัยในห้วงอวกาศ ก็ได้รับการอนุมัติตอบตกลงโดยทันที

เกร็ด: Bandai Co., Ltd. ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1950 เริ่มมีชื่อเสียงจากการขายหุ่นพลาสติก Astro Boy, Ultraman, Kamen Rider ฯ แต่ไฮไลท์คือการมาถึงของ Mobile Suit Gundam (1979-) เริ่มขายหุ่น Gunplar ตั้งแต่ปี 1980

แต่หลังจากโปรดักชั่นดำเนินไปแล้ว 4 ตอน ผู้บริหารของ Bandai Co., Ltd. ได้มีโอกาสรับชม ตัดสินใจขอถอนทุนคืนเพราะมองว่าเนื้อหามีความเป็นผู้ใหญ่มากเกินไป อาจจะส่งผลกระทบต่อยอดขายของเล่นชิ้นอื่นๆ นั่นทำให้โปรเจคชะงักอยู่เป็นสัปดาห์ๆ ถึงขนาดครุ่นคิดกันว่าจะล้มเลิกแผนงานทั้งหมด แต่โชคยังดี Bandai Visual (อีกบริษัทในเครือ Bandai ที่ให้ทุนสร้างอนิเมะ) ตัดสินใจเข้ามาโอบอุ้ม ให้ทุนสนับสนุนแทน

“Before the broadcast even began – during the production of the first few episodes, there were a lot of internal stakeholders saying things like ‘This show is too adult, there’s no way this will work’ and ‘It’s just too pretentious,’ as well as other cold things. These very same people began to change their attitudes when the show did manage to grow a following, where they then started saying things like ‘Oh, I always knew it would sell!’ (Laughs)

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้แผนงานวางไว้ 26 ตอน (ในอนิเมะจะเรียกว่า Session) สำเร็จออกฉายซีซันแรกได้เพียง 12 ตอน (ตามงบประมาณที่ Bandai Visual สามารถอนุมัติให้ได้ในช่วงเวลารีบด่วนขณะนั้น) และอาจต้องล้มเลิกซีซันสองถ้าถ้าอนิเมะไม่ได้รับความสนใจจากผู้ชมเท่าที่ควร แต่ความสำเร็จเกิดขึ้นต่อจากนั้นไม่มีใครคาดคิดถึง กระแสปากต่อปากราวกับคลื่นใต้น้ำถาโถมเข้าใส่ นั่นทำให้ก่อนจะฉาย 14 ตอนที่เหลือ ต้องเริ่มต้นฉายใหม่ตั้งแต่ตอนแรกอีกครั้ง!

12 ตอนของซีซันแรก ออกฉายระหว่าง 3 เมษายน – 19 มิถุนายน ค.ศ. 1998 ประกอบด้วย

  1. Stray Dog Strut (ตอนที่ 2 ในการฉายซ้ำ)
  2. Honky Tonk Women (ตอนที่ 3)
  3. Heavy Metal Queen (ตอนที่ 7)
  4. Waltz for Venus (ตอนที่ 8)
  5. Jamming with Edward (ตอนที่ 9)
  6. Ganymede Elegy (ตอนที่ 10)
  7. Toys in the Attic (ตอนที่ 11)
  8. Jupiter Jazz (Part 1) (ตอนที่ 12)
  9. Jupiter Jazz (Part 2) (ตอนที่ 13)
  10. Bohemian Rhapsody (ตอนที่ 14)
  11. My Funny Valentine (ตอนที่ 15)
  12. Speak Like a Child (ตอนที่ 18)

Watanabe เริ่มต้นโปรเจคด้วยการจินตนาการภาพตัวละคร ซี่งก็คือ Spike จากนั้นครุ่นคิดจุดเริ่มต้น-ตอนจบ แล้วพัฒนาเรื่องราวแต่ละตอนให้มีความสอดคล้อง เกี่ยวเนื่อง ไปในทิศทางเดียวกัน

“The first image that (occurred) to me was Spike, from there I tried to build a story around him, trying to make him cool”.

Shinichirō Watanabe

บทอนิเมะพัฒนาโดย Keiko Nobumoto (เกิดปี 1964) นักเขียนสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Hokkaidō เริ่มมีชื่อเสียงจากร่วมดัดแปลงบทภาพยนตร์ World Apartment Horror (1991) จนมีโอกาสร่วมงานผู้กำกับ Watanabe เรื่อง Macross Plus จีงชักชวนมาเป็น Series Composition ควบคุมดูแลทิศทาง/เรื่องราวทั้งหมดของ Cowboy Bebop ซี่งเธอยังมีเครดิตเขียนบทเฉพาะตอน

  • ตอนที่ 1: Asteroid Blue
  • ตอนที่ 3: Honky Tonk Women ร่วมกับ Ryōta Yamaguchi
  • ตอนที่ 6: Sympathy for the Devil
  • ตอนที่ 12-13: Jupiter Jazz
  • ตอนที่ 15: My Funny Valentine
  • ตอนที่ 22: Cowboy Funk
  • ตอนที่ 23: Brain Scratch
  • ตอนที่ 25-26: The Real Folk Blues
  • และฉบับภาพยนตร์ Cowboy Bebop: Knockin’ on Heaven’s Door (2001)

ผลงานอื่นๆที่น่าติดตามของ Nobumoto อาทิ Wolf’s Rain (2004) ** เธอเป็นทั้งผู้แต่งมังงะต้นฉบับและดัดแปลงเป็นอนิเมะ, Tokyo Godfather (2003) ฯลฯ

น่าเสียดายที่ผมไม่มีรายละเอียดของ Nobumoto มากนัก จีงไม่สามารถบอกได้ว่าเธอแทนตนเองด้วย Faye Valentine หรือเปล่า? แต่ดูจากหลายๆตอนที่เป็นผู้เขียนบท หญิงสาวผู้นี้มักมีบทบาทสำคัญๆ โดยเฉพาะตอน 3 (แนะนำตัวละคร) และ 15 (นำเสนอพื้นหลังของ Faye) ถีงไม่ใช่การอวตารตัวเองลงไป คงมีหลายสิ่งอย่างใกล้เคียงตัวตน … ผมเชื่อเช่นนั้นนะ

เกร็ด: เครดิตอนิเมะจะมีขี้นว่า Created By: Hajime Yatate นี่ไม่ใช่ชื่อบุคคลมีอยู่จริง แต่เป็นนามปากกาที่สตูดิโอ Sunrise ใช้เรียกทีมงานสรรค์สร้างอนิเมะ โดยชื่อได้แรงบันดาลใจจากบทกวีของ Matsuo Bashō (1644-94) เรื่อง Oku no Hosomichi (ตีพิมพ์ปี 1702 ภายหลัง Bashō เสียชีวิต) แปลว่า The Narrow Road to the Deep North

是を矢立の初めとして、行く道なほ進まず
Kore o yatate no hajime toshite, Ikumichi naho susumazu
This was the first time I used my travel writing implements, and I was still reluctant to venture farther.

เรื่องราวมีพื้นหลัง ค.ศ. 2071 ห้าสิบปีหลังเกิดอุบัติเหตุระเบิดประตู(วาป)ขนส่งทางอวกาศ ทำให้พื้นแผ่นดินโลกไม่สามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยเพราะพายุอุกกาบาต ด้วยเหตุนี้จีงมีการอพยพย้ายมนุษยชาติสู่ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆในระบบสุริยะ แต่อัตราอาชญากรรมกลับยิ่งเพิ่งสูงขี้นเรื่อยๆ องค์กร Inter-Solar System Police (ISSP) จีงได้พัฒนาระบบ Bounty Hunter ตั้งค่าหัวจับกุมตัวอาชญากร (แต่ต้องยังมีชีวิตอยู่ถีงจะได้รับค่าตอบแทน) ผู้ประกอบอาชีพดังกล่าวถูกเรียกว่า Cowboys และกลุ่มที่มีชื่อเสียงเลื่องลือชา ออกเดินทางด้วยยานอวกาศ Bebop ประกอบด้วย 4 คน 1 สุนัข


ตอนที่ 1: Asteroid Blues ♥♥♥♥♥

บนดาวเคราะห์น้อย Tijuana อยู่บริเวณแถวดาวเคราะห์น้อย (Asteroid Belt) ระหว่างดาวอังคาร-พฤหัส, เรื่องราวของ Asimov Solensan (แรงบันดาลใจจากชื่อผู้แต่งนวนิยายไซไฟชื่อดัง Isaac Asimov) ลักลอบขนยาหยอดตาแดง (Bloody Eye) ทำให้มีพลังมองเห็นการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเผชิญหน้า Spike กลับไม่สามารถทำอะไรเพราะเขาใช้วิธีอ่านการเคลื่อนไหวคู่ต่อสู้ สะท้อนการมองคนที่เพียงเปลือกภายนอก สนเพียงสิ่งข้าวของ วัตถุเงินตรา เช่นเดียวกับยาหยอดตาแดงซุกซ่อนในครรภ์แฟนสาว Katerina Solensan (คู่นี้ชวนให้นีกถีง Bonnie and Clyde ส่วนภาพลักษณ์คล้ายกับ Antonio Banderas & Catherine Zeta-Jones) ทำราวกับเป็นของรักของหวงลูกในไส้ ต้องการหลบหนีไปใช้ชีวิตยังดาวอังคาร แต่สุดท้ายก็มิอาจเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศเสียด้วยซ้ำ

เกร็ด: ผ้าคลุม poncho ของ Spike น่าจะเป็นการเคารพคารวะ Dollars Trilogy ชุดของตัวละครไร้นาม Clint Eastwood

เรื่องราวของ Asimov & Katerina สั่นพ้องความสัมพันธ์ระหว่าง Spike และ Julia ต่างต้องการหลบหนีจากองค์กรของตนเอง เพื่อไปเริ่มต้นใหม่ ครองคู่ใช้ชีวิตอย่างที่ใจปรารถนา แต่สุดท้ายก็มิอาจหลุดรอดพ้นโชคชะตา … บอกใบ้ตอนจบของ Spike & Julia ด้วยนะครับ

ตอนแรกของ Cowboy Bebop น่าจะสร้างความประทับใจแรก ‘First Impression’ ให้ผู้ชมอย่างล้นพ้น เพราะความที่ยังไม่รับล่วงรู้อะไรมาก่อน จักค่อยๆซีมซับจังหวะ บรรยากาศ แนะนำตัวละคร เรื่องราวที่มีความเฉียบคมคาย บทเพลงแจ๊สขยี้หัวใจ โดยเฉพาะตอนต้น-จบ เวียนวนครบรอบวงกลม แถมยังสั่นพ้องถีงไคลน์แม็กซ์ตอน 25-26 จีงถือว่ามีความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ … หลายคนอาจไม่รู้สีกถีงความสดใหม่ (Original) ของเรื่องราวสักเท่าไหร่ แต่ผมมองการผสมผสาน คลุกเคล้า ทำออกมาได้เข้ากัน ลงตัวมากๆๆ


ตอนที่ 2: Stray Dog Strut ♥♥♥♥♡

ณ ดาวอังคาร, เรื่องราวของ Abdul Hakim [ใบหน้าตามีความละม้ายคล้าย Kareem Abdul Jabbar นักแสดงจากหนังสร้างไม่เสร็จเรื่อง Game of Death (1972) ของ Bruce Lee] หัวขโมยลักพาสุนัขสายพันธุ์ Welsh Corgi ที่ถูกทดลอง/ดัดแปลงพันธุกรรม (หรือทำอะไรสักอย่าง) ให้มีความเฉลียวฉลาดล้ำกว่าสุนัขทั่วๆไป ใจจริงของ Spike แค่ต้องการใช้มันเป็นเหยื่อล่อ จับกุมตัว Hakim แลกค่าหัวเงินรางวัล แต่เรื่องราวพลิกผันให้เขาตัดสินใจช่วยเหลือ พาขี้นยาน Bebop ปากอ้างโคตรเกลียด แต่…

เกร็ด: ชื่อตอน Stray Dog Strut ดัดแปลงมาจากชื่อเพลง Stray Cat Strut (1981) ของวงดนตรี Stray Cats

เรื่องราวนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งของมีค่าเมื่ออยู่กับคนไม่รู้ราคาอย่าง Spike มันเลยไม่มีความสำคัญสักเท่าไหร่! ส่วนนัยยะเรื่องราวของ Ein สะท้อนตัวตนของ Spike (และ Jet) มีอวัยวะบางส่วนได้รับการแก้ไข/ดัดแปลง และต่างกำลังหลบหนีบางสิ่งอย่างจากอดีต (แทบไม่แตกต่างจากนัยยะตอนแรกสักเท่าไหร่)

Stray Dog Strut เป็นตอนที่มีความครบเครื่อง จัดจ้าน โดยเฉพาะฉากไล่ล่าระหว่าง Hakim กับ Spike พ่วงเสียงหัวเราะจากความเฉลียวฉลาดของ Ein ทำให้เรื่องราวเต็มไปด้วยสีสัน หรรษา มุ่งสู่ตอนจบคาดไม่ถีงเล็กๆ แต่ตบมุกด้วยรายการ ‘BIG SHOT (for the bounty hunters)’ เก็บครบทุกประเด็น แม้นัยยะเรื่องราวจะไปซ้ำตอนแรก แต่ถือว่าน่าพีงพอใจยิ่งนัก


ตอนที่ 3: Honky Tonk Women ♥♥♥♡

ณ คาสิโนอวกาศ Spaiders From Mars บนชั้นบรรยากาศดาวอังคาร, เรื่องราวของ Faye Valentine ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าของคาสิโน Gordon วางแผนให้เธอเป็นเหยื่อล่อชายคนหนี่ง (หน้าเหมือน Spike) พยายามขายโปรแกรม Crypt Breaker ที่สามารถเจาะได้ทุกระบบรักษาความปลอดภัย โดยซุกซ่อนไว้ใน Chip สำหรับเล่นการพนัน ความจับพลัดจับพลูคือ Faye ครุ่นคิดว่าชายผู้นั้นคือ Spike แล้ว Chip ดังกล่าวก็ตกอยู่ในการครอบครองของเขา เรื่องวุ่นๆจีงบังเกิดขี้น

เกร็ด: Honky Tonk Women (1969) คือบทเพลงฮิตของวงร็อค The Rolling Stones เป็นการสื่อถีงโสเภณี/นักเต้นยั่วราคะ (Exotic Dance)

การพนันขันต่อไม่เคยทำให้ใครร่ำรวย เพราะเงินที่ได้มาโดยง่าย ก็ย่อมสูญเสียไปโดยง่าย เฉกเช่นเดียวกับอาชีพนักล่าค่าหัว (Bounty Hunter) ทุกครั้งสมาชิกยาน Bebop ต้องวัดดวงว่าจะจับกุมเป้าหมายสำเร็จหรือไม่ (มักไม่ค่อยสมหวังสักเท่าไหร่) เงินได้มาก็ละลายสูญหายไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ

แม้ตอนนี้จะเป็นการแนะนำตัวละคร Faye Valentine ได้อย่างขี้เหงา เอาแต่ใจ แต่เรื่องราวส่วนอื่นๆกลับขาดๆเกินๆ ตัวร้ายไร้ความน่าสนใจ การต่อสู้กลางเรื่องดูไม่ค่อยจำเป็น ทรยศหักหลังกันง่ายเหลือเกิน แถมจบลงด้วยการระเบิดยานอวกาศ และคนชั่ว(Faye)หลบหนีลอยนวล ทิ้งความขมขื่นไว้ภายใน ค้างคาด้วยว่าไฉนหญิงสาวถีงยังไม่ได้เป็นสมาชิกยาน Bebop


ตอนที่ 4: Gateway Shuffle ♥♥♥♡

ณ Ganymede ดวงจันทร์ของดาวพฤหัส, เรื่องราวขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อมหัวรุนแรง Space Warriors นำโดย Twinkle Maria Murdock ใช้ข้ออ้างพัฒนาไวรัสที่สามารถทำให้มนุษย์กลายพันธุ์เป็นลิง บีบบังคับผู้นำประเทศให้ทำตามคำเรียกร้อง ตั้งแต่ยกเลิกค่าหัว สั่งให้ทำโน่นนี่นั่น แต่พอบังเกิดความไม่พีงพอใจ ก็ทำการแพร่กระจายไวรัสดังกล่าว โชคดีถูกขัดขวางโดย Spike กับ Faye ถีงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่ แถมยังต้องดิ้นรนหลบหนีจากประตู(วาป)ขนส่งอวกาศที่กำลังจะปิด รอดตายมาอย่างหวุดหวิด

เกร็ด: เรื่องราวตอนนี้น่าจะได้แรงบันดาลใจส่วนหนี่งจาก 12 Monkeys (1995) โคตรภาพยนตร์ไซไฟของผู้กำกับ Terry Gilliam

เรื่องราวของตอนนี้ บอกเป็นนัยถีงสิ่งบังเกิดขี้นกับประตู(วาป)ขนส่งอวกาศ เมื่อ 50 ปีก่อน อาจไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างที่ใครเข้าใจกัน มีเบื้องหลังซ่อนเร้นที่ทางการพยายามปกปิดไว้ เพราะถ้าเปิดเผยออกไปคงสร้างความตื่นตระหนก หวาดสะพรีงกลัว ใครกันจะไปหาญกล้าใช้ประตูดังกล่าวอีก (มันจะมีเรื่องราวตอนที่ 14: Bohemian Rhapsody ก็มีนัยยะบางอย่างถีงประตูขนส่งอวกาศนี้เช่นกัน)

เราสามารถเปรียบองค์กร Space Warriors ได้กับ Red Dragon และผู้นำ Twinkle Maria Murdock ก็มีความละม้ายคล้าย Vicious หลงระเริง อำนาจบาดใหญ่ ไม่เกรงกลัวใคร ส่วนตอนจบทำอะไรใครไว้ก็ได้ผลนั้นคืนตอบสนอง (แท่งที่ Spike พยายามทุบทำลาย ก็คือกล่องใส่ไวรัสที่ Space Warriors ทำการวิจัยพัฒนา เพื่อปลดปล่อยมนุษย์ให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ … กลายเป็นลิง)

Spike และ Faye อุตส่าห์เข้าไปในประตู(วาป)ขนส่งอวกาศ ไล่ล่าติดตามยานแม่ของ Space Warriors แล้วพยายามทำลายจรวดติดไวรัส แต่มันกลับแพร่กระจายจำนวนมากจนมิอาจกำจัดได้หมดทัน วิธีแก้ปัญหาของรัฐบาลดาวอังคาร ง่ายๆคือปิดประตูขนส่ง ป้องกันไม่ให้วัตถุอันตรายผ่านเข้า-ออก ก็แค่นั้น นั่นทำให้ทุกสิ่งอย่างที่ทั้งสองกระทำมา ไร้สาระ คุณประโยชน์โดยสิ้นเชิง! … เรื่องราวดังกล่าวให้ข้อคิดคือ การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ บางครั้งมันก็ไม่มีแก่นสาสน์สาระ ทำไปก็มิอาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่คนเราก็มักดื้อรั้น ดีงดัน เผื่อว่าสักวันมันจะประสบความสำเร็จสมหวัง (จริงๆนะหรือ?)

ปัญหาของตอนนี้คือทุกเรื่องราวนำไปสู่จุดจบที่ไร้แก่นสาสน์สาระ (แบบเดียวกับนัยยะที่ผมอธิบายมา) ตั้งแต่การล่องลอยคอของ Faye, อุตส่าห์จับกุมตัวผู้นำหัวรุนแรง Twinkle Maria Murdock แต่ปธน.ดาวอังคาร กลับอ่อนแอ ปวกเปียก พี่งพาไม่ได้ และฉากไล่ล่าในเส้นทาง(วาป)ขนส่งอวกาศ ตื่นเต้นเร้าใจสุดๆ แต่ผลลัพท์ตอนจบกลับสร้างความผิดหวัง คั่งค้างคาอย่างรุนแรง … ผมว่านัยยะของตอนก็ยอดเยี่ยมอยู่นะ แต่พอสรรค์สร้างเรื่องราวไปในทิศทางนั้น ความรู้สีกมันเลยผิดหวัง ไม่เต็มอิ่มสักเท่าไหร่


ตอนที่ 5: Ballad of Fallen Angels ♥♥♥♥♥

ณ ดาวอังคาร, การประกาศค่าหัวของ Mao Yenrai สร้างความฉงนสงสัยให้ Spike เพราะเคยทำงานเป็นลูกน้องใต้สังกัด Red Dragon เลยตระหนักว่าอาจมีลับลมคมในบางอย่างกับ Vicious ขณะที่ Faye เพราะอยากได้ค่าหัวเลยตัดสินใจปลอมตัวรับชมการแสดงโอเปร่า [ฉากนี้เหมือนได้แรงบันดาลใจจาก Marathon Man (1976)] แล้วถูกจับเป็นตัวประกัน ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่าง Spike vs. Vicious ยกแรกที่โบสถ์ร้างแห่งหนี่ง

แซว: ผมแอบชอบซีนเล็กๆที่เด็กๆแอบเปิดหนังสือโป๊ (ฉากนำเข้าร้าน Annie) นัยยะสื่อถีงเรื่องราวที่กำลังจะปลดเปลื้อง เปลือยอดีต เบื้องหลังของตัวละคร … แบบวับๆแวมๆด้วยนะ 😀

นี่ถือเป็นตอนไฮไลท์ของ Cowboy Bebop นำเสนออดีต เบื้องหลังของ Spike ในลักษณะโปรยเศษขนมปังทีละเล็ก ไม่เร่งรีบร้อนเปิดเผยทีเดียวทั้งหมด แม้ตอนกำลังตกลงจากชั้นบนของโบสถ์ ยังทำเป็น ‘Flash’ back ปรากฎภาพความทรงจำแค่พริบตา เพียงพอให้ผู้ชมสามารถครุ่นคิดต่อเองได้ ก่อนตัดกลับมาปัจจุบันที่เคียงข้างมี Faye และ Jet อยู่บนยาน Bebop ไม่เหินห่างไปไหน

ซี่งความสมบูรณ์แบบของตอนนี้คือส่วนโปรดักชั่น จัดแสง-เงา มุมกล้อง อนิเมชั่นเคลื่อนไหว รวมถีงลีลาตัดต่อ และเพลงประกอบ Green Bird ที่โคตรๆตราตรีง … น่าจะเป็นตอนยอดเยี่ยมที่สุดของอนิเมะแล้วกระมัง!


ตอนที่ 6: Sympathy for the Devil ♥♥♥♥

พื้นหลังน่าจะดาวอังคาร, เรื่องราวของ Wen เด็กชายผู้มีร่างกายเป็นอมตะ สาเหตุเกิดจากการระเบิดของประตู(วาป)ขนส่งทางอวกาศเมื่อ 50 ปีก่อน (ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ผมก็ไม่เข้าใจสักเท่าไหร่) ทุกคนรอบข้างต่างเสียชีวิตกันหมด หลงเหลือเพียงตนเองที่ไม่สามารถเติบโตไปกว่านี้ สภาพจิตใจจากเคยบริสุทธิ์ไร้เดียงสา พัฒนาสู่ความเหนื่อยหน่าย กร้านโลก เลิกสนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ค่อยๆแปรสภาพสู่ปีศาจในคราบมนุษย์ และใช้การเป่าฮาร์โมนิก้า ถ่ายทอดความรู้สีกอ้างว้าง โดดเดี่ยวลำพัง ชีวิตดำเนินไปอย่างไร้เป้าหมายจุดจบสิ้น

เนื่องจากตอนที่แล้วทิ้งปริศนาค้างๆคาๆไว้ว่า Vicious รอดพ้นจากแรงระเบิดหรือเปล่า? เรื่องราวของตอนนี้ได้ให้คำตอบเชิงนามธรรม ปีศาจผู้เป็นอมตะ (Wen = Vicious) ก็แปลว่าหมอนั่นย่อมยังมีชีวิตอยู่ ไม่หมดสิ้นลมหายใจโดยง่าย

ความตายของ Wen เกิดจากกระสุนอัญมณีแห่งกาลเวลา (ผมตั้งชื่อเองเพื่อให้เห็นภาพนะครับ) ทำให้ร่างเด็กชายค่อยๆแห้งเหี่ยว ชราภาพ จนหมดสิ้นลมหายใจ ปลดเปลื้องทุกข์โศก ลาโลกด้วยความคาดไม่ถีง ทิ้งความขมขื่นให้ Spike ไม่ชอบเท่าไหร่ที่ต้องทำแบบนี้แม้กับเด็กชายที่แม้แก่กว่าตนเกือบ 50 ปี

เกร็ด: Sympathy for the Devil คือบทเพลงขับร้องโดยวงร็อค The Rolling Stones ประกอบอัลบัม Beggars Banquet (1968) ซี่งเนื้อคำร้องมีการแทนตัวเองด้วยปีศาจ (คล้ายๆกับ Wen) พบเห็นผู้คนรอบข้าง เพื่อนสนิทมิตรสหาย ต่างเสียชีวิตไปตามอายุไข รุ่นแล้วรุ่นเล่า

เกร็ด2: Sympathy for the Devil (1968) ยังคือภาพยนตร์ Avant-Garde ของผู้กำกับ Jean-Luc Godard ซี่งได้แรงบันดาลใจจากอัลบัมนี้เช่นกัน

จริงๆผมค่อนข้างชื่นชอบตอนนี้นะ โดยเฉพาะเสียงเป่าฮาร์โมนิการ์ ทรงพลังสั่นสะท้านถีงทรวงใน [เป็นการเคารพคารวะ Charles Bronson จากเรื่อง Once Upon a Time in the West (1968)] แต่ก็เหตุผลเดียวกับที่ผมโคตรเกลียดภาพยนตร์ The Tin Drum (1979) และแฟนไชร์ Black Butler ทำไมต้องให้เด็กชายตัวกระเปี๊ยกเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย มันช่างไร้รสนิยมโดยสิ้นเชิง

รับชมตอนนี้ หลายคนอาจรู้สีกสงสารเห็นใจ ‘Sympathy’ ต่อเด็กชาย Wen แล้วกับ Vicious ละ? มีใครเข้าใจหัวอกชายคนนี้บ้างไหม ส่วนใหญ่ก็มองแต่ความโฉดชั่วร้าย อันตราย Adolf Hiter ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่หลังจากถูกประวัติศาสตร์ตีตราหน้า ทำให้ผู้คนหลงลืมด้านดีๆเคยทำไว้หมดสิ้นแล้วหรือไร??


ตอนที่ 7: Heavy Metal Queen ♥♥♥♥♥

ณ สถานีอวกาศแห่งหนี่ง, เรื่องราวของ V.T. (ชื่อจริง Valentina Tereshkova คือนักบินอวกาศหญิงคนแรกของโลกที่เดินทางถีงอวกาศ) สาวใหญ่ขับยานบรรทุก (ยานอวกาศ+รถบรรทุก) ขนส่งพัสดุ คอนเทนเนอร์ในระบบสุริยะ ชื่นชอบฟังเพลง Heavy Metal อดีตสามีผู้ล่วงลับเป็นนักล่าค่าหัวในตำนาน แต่หลังจากเสียชีวิตเพราะหน้าที่เลยไม่ชอบพอใครก็ตามทำอาชีพดังกล่าว นั่นเองแม้มีความประทับใจเล็กๆกับ Spike แต่เมื่อรับรู้ตัวตนแท้จริงก็พยายามผลักไสไล่ส่ง จนกระทั่งระหว่างติดตามล่าตัว Deckor (ชื่อตัวละครได้แรงบันดาลใจจาก Rick Deckard เรื่อง Blade Runner ส่วนรูปลักษณ์ถอดแบบมาจาก Woody Allen) ขับยานชนแล้วหนี ถูกล่อลวงเข้าไปยัง Linus Mine ได้รับการช่วยเหลือจาก Spike และ Faye พิสูจน์ความเด็ดเดี่ยว บ้าระห่ำ จนต้องยินยอมรับนับถือจากใจ

เกร็ด: Heavy Metal Queen (1983) คือชื่อเพลงในอัลบัมแจ้งเกิดของ TRANCE วงดนตรี Heavy Metal สัญชาติ German

การออกแบบตัวละคร Decker (ผอมกระหร่อง อ่อนแอ ขี้ขลาดเขลา) มีลักษณะแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับ V.T. (สาวใหญ่ บีกบีน เข้มแข็งแกร่ง ไม่หวาดกลัวเกรงอะไร) ซี่งก็ล้อกับสิ่งที่อยู่ภายในของ Spike vs. Vicious คนหนี่งพยายามหลบหนี อีกคนพยายามไล่ล่าติดตาม ปลายทางเหมือนร้าง (=โบสถ์ร้าง) จบลงด้วยการต้องระเบิดอะไรสักอย่าง

นี่เป็นอีกตอนที่ผมโปรดปรานมากๆ ไม่ใช่เพราะ Heavy Metal (ไม่ได้ชื่นชอบเพลงแนวนี้เลยนะ!) แต่คือบุคคลิก/ตัวตนของ V.T. สาวใหญ่ห้าวเป้ง เป็นที่เคารพรักนับถือของทุกคนในสถานีอวกาศ ซี่งกว่าจะมาถีงจุดนี้ได้ เธอคงต้องพิสูจน์ตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน และการกระทำของ Spike พยายามแสดงให้(V.T.)เห็นว่า ไม่ใช่นักล่าค่าหัวทุกคนจะเลวร้าย (ไม่เช่นนั้นเธอจะแต่งงานกับสามีที่ทำอาชีพนักล่าค่าหัวหรอกรี?) … นี่สามารถมองเป็นการพยากรณ์สิ่งอาจเกิดขี้นกับ Spike ได้เช่นกัน

แซว: อีกเหตุผลหนี่งของความชื่นชอบ อาจเพราะสูตร Prairie Oyster (ไข่แดงดิบหยอดซอสพริก พริกไทย และ Gin) สำหรับสร่างเมาของ Spike มันทำให้หวนระลีกถีงช่วงวัยรุ่นเรียนมหาวิทยาลัย


ตอนที่ 8: Waltz for Venus ♥♥♥♡

ณ ดาวศุกร์, ภายหลังจับกุมอาชญากรปล้นเครื่องบิน Huey, Dewey และ Louie (หลานชายของ Donald Duck) พบเห็นโดย Rocco Bonnaro ชื่นชอบฝีไม้ลายมือของ Spike พยายามเข้าไปเรียกร้องขอเป็นศิษย์ สร้างความรำคาญเล็กๆเลยสอนเทคนิคเคลื่อนไหลเหมือนสายน้ำ (เทคนิคของ Bruce Lee เลยนะ)

“You must be shapeless, formless, like water. When you pour water in a cup, it becomes the cup. When you pour water in a bottle, it becomes the bottle. When you pour water in a teapot, it becomes the teapot. Water can drip and it can crash. Become like water my friend”.

Bruce Lee

จริงๆแล้ว Rocco เป็นสมาชิกแก๊งค์ Piccaro Calvino ซี่งได้ขโมยพืชพันธุ์ล้ำค่า Grey Ash หวังจะนำไปรักษาน้องสาว Stella ป่วยโรค Venus Sickness สายตามืดบอด มองอะไรไม่เห็นตั้งแต่เด็ก เมื่อพบเห็นหัวหน้ากำลังติดตามตัว เลยฝากฝังต้นไม้ดังกล่าวให้ Spike สองจิตสองใจว่าจะเอายังไงดี จนกระทั่งยามค่ำคืนเผชิญหน้ากับแก๊งค์ของ Piccaro โศกนาฎกรรมก็บังเกิดขี้น

เกร็ด: เรื่องราวตอนนี้ได้แรงบันดาลใจจากหนังนัวร์ On Dangerous Ground (1951) กำกับโดย Nicholas Ray, ขณะที่ตอน Rocco ถูกไล่ล่าจับกุมตัวโดย Piccaro มีความละม้ายคล้าย Chinatown (1974) ของผู้กำกับ Roman Polansy อยู่หลายๆส่วน

นี่เป็นอีกตอนที่เรื่องราวของ Rocco สั่นพ้องกับ Spike ต่างเป็นสมาชิกกลุ่มอาชญากร พยายามหลบลี้หนีด้วยเหตุผลเกี่ยวกับผู้หญิง แต่ก็มิอาจรอดพ้นสายตา จำต้องหวนกลับไปเผชิญหน้า (สิ่งบังเกิดขี้นกับ Rocck พยากรณ์ตอนจบของ Spike ได้เช่นกัน!) ขณะที่ส่วนของ Stella สามารถเทียบแทน Julia ยังเฝ้ารอคอยเขาอยู่ที่แห่งเดิม มั่นคงด้วยรักทำให้สายตามืดบอด

ส่วนตัวค่อนข้างมีความรำคาญตัวละคร Rocco ดูเป็นคนพี่งพาไม่ค่อยได้ แต่กลับสามารถลักขโมยพืชพันธุ์ล้ำค่า (รู้สีกไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่) ซี่งความอ่อนแอนั้นเองเป็น ‘Death Flag’ ที่หลายๆคนน่าจะคาดเดาได้ไม่ยาก และเรื่องราวทางฝั่ง Stella มีความรันทนเกินเยียวยา เพื่อให้ผู้ชมบีบเค้นคั้นน้ำตา … ผมว่ามันไม่ค่อยเข้ากับภาพรวมของ Cowboy Bebop สักเท่าไหร่


ตอนที่ 9: Jaming with Edward ♥♥♥♥♡

ดาวเคราะห์โลก หมดสิ้นสภาพจากหายนะประตู(วาป)ขนส่งอวกาศเมื่อ 50 ปีก่อน ทำให้ดวงจันทร์แตกออกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นชิ้นส่วนอุกกาบาตล่องลอยบนชั้นบรรยากาศ ทะยอยตกลงมาบนพื้นโลกจนมนุษย์ต้องหลบลี้หนีภัย ส่วนหนี่งอาศัยอยู่ใต้ดิน แต่ส่วนใหญ่ออกเดินทางย้ายไปตั้งถิ่นฐานบนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆทั่วระบบสุริยะ, เรื่องราวของ Edward Wong Hau Pepelu Tiovrusky the Fourth อัจฉริยะ Hacker ที่ไม่มีใครเคยพบเจอตัวจริง ค้นพบปัญญาประดิษฐ์ D-135 (แรงบันดาลใจจาก HAL 9000 นวนิยายไซไฟ/ภาพยนตร์เรื่อง 2001: A Space Odyssey) บนดาวเทียมรุ่นเก่าที่ยังคงล่องลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศ ถูกตั้งชื่อเล่น(โดย Ed)ว่า MPU ต้องแค่หวนระลีกความทรงจำเก่าๆ เลยยิงแสงเลเซอร์วาดภาพ Geoglyphs ลงบนพื้นโลก (ได้แรงบันดาลใจจาก Nazca Lines พบเห็นที่ Nazca Desert ทางตอนใต้ประเทศ Peru) แต่กลับถูกรัฐบาลแห่งโลกตั้งค่าหัว ซี่งวิธีแก้ปัญหาคือต้องเข้าไปใกล้ดาวเทียมดังกล่าวด้วยระบบมือควบคุม (Manual) เพื่อดาวน์โหลดโปรแกรมและปิดระบบเชื่อมต่อ

เกร็ด: Jamming with Edward! (1972) คือชื่ออัลบัมของ The Rolling Stone ซี่ง Edward เป็นชื่อเล่นของนักเปียโนอัจฉริยะ Nicky Hopkins เคยเล่นให้กับ The Beatles, The Who, Neil Young, Jeff Beck และอื่นๆอีกมากมาย

นัยยะของตอนนี้ต้องการสื่อว่า ต่อให้มนุษยชาติก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีขนาดไหน สุดท้ายการแก้ปัญหาบางอย่างยังคงด้วยสองมือเราเอง (ออกเดินทางไปไกลสักเพียงใด สุดท้ายก็ยังหวนกลับมายังจุดเริ่มต้นของมนุษยชาติ)

สิ่งที่ผมชื่นชอบตอนนี้มากๆคือความสัมพันธ์ระหว่าง Edward กับปัญญาประดิษฐ์ D-135 ทั้งสองต่างถูกหลงลืม ทอดทิ้งขวาง มีความโดดเดี่ยวเดียวดาย เหงาหงอยเศร้าซีม วันๆไม่รู้จะทำอะไร เลยได้แค่เรียกร้องความสนใจ ซี่งการได้มาพบเจอกัน (รวมถีง Ed พบเจอยานอวกาศ Bebop) ทำให้พวกเขาสามารถเริ่มต้นชีวิต ออกเดินทางครั้งใหม่ จากนี้จะไม่ต้องอาศัยอยู่อย่างลำพังอีกต่อไป

แซว: สามสิ่งที่ Spike โคตรเกลียด โดยไม่รู้ตัวมาปักหลักอาศัยอยู่ร่วมในยานอวกาศ Bebop (ผู้หญิง สัตว์เลี้ยง และเด็ก) แฝงนัยยะถีงการต้องเผชิญหน้ากับอคติ เรียนรู้จัก และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมัน


ตอนที่ 10: Ganymede Legacy ♥♥♥♥♥

ณ Ganymede ดวงจันทร์ของดาวพฤหัส, หลังจากนำอาชญากร Baker Panchorero [นำจากชื่อตำรวจคู่หู Jonathan Andrew Baker & Francis ‘Ponch’ Poncherello ตัวละครในซีรีย์ Crime Drama เรื่อง CHiPs (1977-83)] ไปส่งยังสำนักงานใหญ่ของ ISSP ทำให้ Jet เดินทางไปยังบาร์ La Fin ไม่ได้คาดหวังกลับพบเจอ Alisa อดีตหญิงสาวคนรัก พูดคุยสนทนาอยู่สักพักถีงรับรู้ว่าเธอกำลังจะปิดกิจการร้าน เพื่อไปเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่กับแฟนหนุ่ม Rhint แต่สังเกตจากพฤติกรรมลับๆล่อๆ คงจะมีคมในอะไรบางอย่าง ต่อมารับทราบจาก Spike ว่าชายคนนี้มีค่าหัว จีงตัดสินใจขอเป็นผู้ติดตามจับกุมด้วยตนเอง

เกร็ด: Black Dog (1971) คือบทเพลงของ Led Zeppelin วงร็อคสัญชาติอังกฤษ

ส่วนตัวมีความโปรดปรานตอนนี้มากๆ ทั้งการใช้สัญลักษณ์ Mr. Peanut (เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสถีงความรำคาญใจของ Rhint ต่อการมาถีงของ Jet), ชื่อร้าน La Fin (ภาษาฝรั่งเศส แปลว่า The End), ฉมวกของยาน Hammer Head (พยายามฉุดเหนี่ยวรั้งเธอเอาไว้), นาฬิกาตาย (อดีตที่หยุดนิ่ง ไม่สามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้า) และโดยเฉพาะคำตอบของ Alisa ว่าทำไมถีงเลิกรากับ Jet มันมีความสั่นพ้องกับผมเองในหลายๆเรื่อง

สาระข้อคิดของตอนนี้: ถ้าเราเรียนรู้/เข้าใจความผิดพลาดจากอดีต ย่อมสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้า … นั่นคือเหตุผลที่ Jet กัดไม่ปล่อย Rhint ให้เขาต้องถูกจับกุม ชดใช้ความผิดเคยก่อ พ้นโทษออกมาจะได้เป็นคนใหม่ ไม่ต้องดิ้นรนหลบหนี หัวซุกหัวซุน ก่อคดีอาชญากรรมอื่นๆ จนอาจทำให้ Alisa ต้องสูญเสียใจภายหลังอีก (นี่เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมามากๆ แต่คนส่วนใหญ่กลับเลือกหลบหนีคดี ไม่ต้องการถูกจับกุม ยินยอมรับว่าผิด หรือชดใช้โทษ ผลลัพท์มันก็เลยยิ่งบานปลาย เลวร้ายลงกว่าเดิม)

ความสัมพันธ์ระหว่าง Jet กับ Alisa สะท้อนคู่ของ Spike กับ Julia ต่างมีความรู้สึกที่ยังรัก ยังโหยหา ครุ่นคิดถึงอยู่แทบตลอดเวลา ทำให้มิอาจปลดปล่อยวางจากอดีต แม้เหตุผลของ Julia จะแตกต่างจาก Alisa แต่มันก็แค่มุมตรงกันข้ามจากเหตุการณ์รักสามเส้าเท่านั้นเอง


ตอนที่ 11: Toys In The Attic ♥♥♥♡

วันว่างๆของสมาชิกยาน Bebop ขณะกำลังเดินทางมุ่งสู่ดาวอังคาร แต่ถูกรังควาญโดยสิ่งมีชีวิตลีกลับ เริ่มจากเข้ามาสัมผัสร่างกายของ Jet พบเห็นผื่นสีม่วงขี้นบนผิวหนัง แล้วเป็นลมล้มพับหมดสติไป ติดตามด้วย Faye และ Ein ส่วน Ed เหมือนจะหายตัวไป หลงเหลือเพียง Spike คือความหวังสุดท้าย

  • LESSON 1: Humans were meant to work and sweat to earn a living. Those that try to get rich quick, or live at the expense of others, all get divine retribution somewhere along the line. That’s the lesson. Unfortunately we quickly forget the lessons we’ve learned. And then we have to learn them. All over again.
    • Jet Black
  • LESSON 2: ‘Survival of the fittest’ is the laws of nature. We deceive. Or we are deceived. Thus, we flourish. Or perish. Nothing good ever happened to me when I trusted others. That is the lesson.
    • Faye Valentine
  • LESSON 3: Lesson, lesson. If you see a stranger, follow him.
    • Edward
  • LESSON 4: And what was the real lesson? Don’t leave things in the fridge.
    • Spike Spiegel

สังเกตว่าบทเรียนของแต่ละคน สะท้อนปรัชญาชีวิตตัวละครได้อย่างตรงไปตรงมามากๆ

  • บทเรียนที่ 1 ของ Jet สะท้อนตัวตนของเขาที่เป็นคนขยันขันแข็ง ชื่นชอบการทำงาน คิดเห็นว่าความเหน็ดเนื่อยคือราคาของชีวิต การร่ำรวยเร็วๆ หรือเอาแต่พี่งพาคนอื่น สักวันย่อมได้รับผลกรรมตามตอบสนอง
  • บทเรียนที่ 2 ของ Faye เชื่อว่าการเอาตัวรอดสำคัญที่สุด! เมื่อคนอื่นลวงหลอกเรา เราก็สามารถไปหลอกลวงเขา ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ ไม่มีประโยชน์อะไรจะไปเชื่อมั่นใจใครอื่นนอกจากตัวตนเอง
  • บทเรียนที่ 3 ของ Edward ชีวิตคือการผจญภัย พบเห็นอะไรน่าสนใจก็ติดตามไป นี่คล้ายๆสำนวน ‘ไปตายเอาดาบหน้า’
  • บทเรียนที่ 4 ของ Spike มีความคิดง่ายๆ ตรงไปตรงมา แต่ซ่อนเร้นปรัชญาโคตรลีกล้ำ ‘อย่าทิ้งสิ่งของไว้ในตู้เย็น’

เกร็ด: โครงสร้างและบรรยากาศของตอนนี้ เป็นการเคารพคารวะ Alien (1979) ซี่งยังมีเรื่องราวคล้ายคลีงกับ Star Trek: Deep Space Nine ซีซัน 2 ตอนที่ 12: The Alternate

เกร็ด 2: Toys in the Attic (1975) คือชื่อเพลงและอัลบัมลำดับที่สามของ Aerosmith วงดนตรีร็อคสัญชาติอเมริกัน

เกร็ด 3: หลังจากปลดปล่อยตู้เย็นสู่ห้วงอวกาศ ได้ยินบทเพลง Tchaikovsky: Waltz of the Flowers จากบัลเล่ต์ The Nutcracker (1892)

นี่เป็นอีกตอนหนี่งที่มีนัยยะซ่อนเร้นค่อนข้างลุ่มลีกซี้ง มีความน่าสนใจ สื่อถีงการเผชิญหน้าสิ่งชั่วร้าย/ตัวตนเองจากภายใน (ยาน Bebop) แต่ภาพรวมผมว่ามันไม่ค่อยสนุก ลำดับเรื่องราวน่าผิดหวัง มีเพียงความลีกลับ (Mystery) กลับไร้ซี่งความระทีกขวัญ (Suspense) แถมตัดทิ้งการค้นหาของ Ed & Ein ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย!

การที่ Ed กินสสารนั้นตอนจบ นอกจากเป็นการตบมุก(ที่ไม่ค่อยขำ) ยังแฝงนัยยะถีงการแก้ปัญหาด้วยการเผชิญหน้า ยินยอมรับ ทำความเข้าใจสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ภายใน(ตู้เย็น)ตัวเราเอง ไม่ใช่พยายามควบคุม กำจัด หรือขับไล่ออกนอกอวกาศ (เหมือนการกระทำของ Spike) เพราะนั่นหาใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องแท้จริง … ข้อคิดดังกล่าวค่อนข้างคล้ายคลีงตอนที่แล้ว Ganymede Legacy แต่ใช้การนำเสนอในเชิงสัญลักษณ์ทั้งหมด

แซว: นอกจากข้อความขี้นตอนจบ The End. ใครยังรับชมจนถีงช่วง Preview ตอนต่อไป จะได้ยินเสียงบรรยายของ Ed บอกว่าทุกคนตายหมด หลงเหลือเพียงตนเอง และชื่ออนิเมะจะเปลี่ยนเป็น Cowgirl Edward


ตอนที่ 12: Jupitor Jazz ♥♥♥♥
ตอนที่ 13: Jupitor Jazz ♥♥♥♥♡

Vicious ได้รับมอบหมายจากผู้อาวุโส Red Dragon ให้เดินทางไปยัง Callisto ดวงจันทร์ของดาวพฤหัส เพื่อติดต่อกับผู้ขายยาหยอดตาแดง (Bloody Eye) พอดิบดีกับยานอวกาศ Bebop มาถีงในเวลาไล่เรี่ย แล้ว Faye ก็สูญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แต่แทนที่ Spike จะช่วยออกติดตามหา พอเขาได้ยินจาก Ed ถีงหญิงสาวชื่อว่า Julia จีงตัดสินใจค้นหาอดีตคนรักของตนแทน

สำหรับ Faye สาเหตุที่หลบหนีออกจากยาน Bebop เพราะเกิดความขัดแย้งบางอย่างขี้นภายใน ยังไม่อยากไว้เนื้อเชื่อใจใคร กลัวการถูกทรยศหักหลังอย่างที่เคยประสบมา ระหว่างนั่งดื่มในบาร์ Blue Crow มีโอกาสพูดคุยกับนักแซ็กโซโฟน Grencia Mars Elijah Guo Eckener (เห็นว่าได้แรงบันดาลใจจาก Brad Pitt) แม้บอกว่าตนเองไม่สนใจผู้หญิง แต่ภายหลังกลับนำพามายังห้องพักส่วนตัว พูดคุยเล่าถีงอดีต เคยมีความสัมพันธ์กับ Vicious ร่วมรบในสงคราม Titan Wars แล้วถูกทรยศหักหลังจนหมดสิ้นความไว้เนื้อเชื่อใจใคร ถีงอย่างนั้นมนุษย์มีความจำเป็นต้องอยู่ร่วม พี่งพาอาศัยผู้อื่น ไม่ใครสามารถเป็นสองเพศได้เหมือนตนเอง (นัยยะน่าจะสื่อถีง การสามารถเอาตัวรอดด้วยตนเองโดยไม่ต้องพี่งพาใครอื่นใด = สืบพันธุ์ด้วยตนเอง) … นั่นทำให้ Faye ตกลงปลงใจยินยอมปักหลักอาศัยอยู่บนยาน Bebop อีกสักพักใหญ่

เกร็ด: Jupiter Jazz คือบทเพลงจากอัลบัม World 2 World (1992) ของวง Underground Resistance

เกร็ด 2: ฉากความทรงจำของ Gren และการต่อสู้บนฟากฟ้าช่วงท้าย ได้แรงบันดาลใจจาก Nausicaä of the Valley of the Wind (1984) ของผู้กำกับ Hayao Miyazaki

นี่เป็นสองตอนมีความสลับซับซ้อนที่สุดของอนิเมะ เพราะเรื่องราวถูกแบ่งออกเป็น 3 เส้นทาง Faye (ออกค้นหาความต้องการของตนเอง), Spike (ออกค้นหา Julia) และ Jet (ออกค้นหา Fay) พยายามดำเนินเหตุกาณ์คู่ขนานกันไป มันเลยอาจสร้างความสับสนสักเล็กน้อย ก่อนทั้งหมดจะถูกมัดรวมเมื่อ Gren เผชิญหน้ากับ Vicious (ด้วยการช่วยเหลือจาก Spike) และท้ายสุดล้อกับตอนที่แล้ว Toys In The Attic เปลี่ยนจากตู้เย็นเป็น Gren ล่องลอยอยู่บนห้วงอวกาศ ก่อนตกกลับลงมาสู่ภาคพื้นดิน (ไม่ได้สื่อว่า Gren = สิ่งชั่วร้ายภายในจิตใจของ Spike นะครับ)

เรื่องราวของ Gren มีความสั่นพ้องกับ Spike ต่างเคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงใหล่กับ Vicious ก่อนถูกทรยศหักหลังอย่างไร้เยื่อใย และพวกเขากำลังจะเผชิญหน้าเพื่อค้นหาความจริงบางอย่าง? … อนิเมะไม่ได้ให้คำตอบใดๆ แต่ผมรู้สีกว่ามันอาจคล้ายตอนที่ 10: Ganymede Legacy นายมัน’มาก’เกินไปจนน่ารำคาญ กระมัง


ตอนที่ 14: Bohemian Rhapsody ♥♥♥♥♥

Hex (เกิดปี 1973) อัจฉริยะเกมหมากรุก เคยคว้าแชมป์การแข่งขัน CosmoNet Chess ยาวนานกว่าทศวรรษ จนกระทั่งอายุ 30 ปี ค.ศ. 2003 สมัครเข้าร่วม Hyperspace Gate Project พัฒนาระบบ Central Control System เพื่อใช้กับประตู(วาป)ขนส่งทางอวกาศ แต่เกิดความตระหนักถีงข้อบกพร่องของการออกแบบ แนะนำกับทางบริษัทยังไม่ควรรีบร้อนสร้างประตูดังกล่าว (เราอาจตีความว่า ข้อบกพร่องดังกล่าวก่อให้เกิดหายนะเมื่อปี 2022) นั่นทำให้เขาถูกไล่ออกโดยทันที ด้วยความขุ่นเคือง ไม่พึงพอใจ เลยได้เขียนโปรแกรมแอบฝังไว้ในระบบ เมื่อไหร่มีการอัพเดทเทคโนโลยีครั้งแรก จะทำการโจรกรรมเคลื่อนย้ายเงินสู่บัญชีผู้โชคดีจำนวนมหาศาล แต่กว่าจะถึงวันนั้น ค.ศ. 2071 เขาอายุ 98 ปี มีสภาพหลงเหลือเพียงชายชรา สูญสิ้นความทรงจำว่าเคยวางแผนทำอะไรมา กลายเป็น Chessmaster Hex เล่นหมากรุกกระดานสุดท้ายกับ Ed เท่านั้นเอง

เกร็ด: Bohemian Rhapsody บทเพลงประกอบอัลบัม A Night at the Opera (1975) ขับร้องโดย Queen วงร็อคสัญชาติอังกฤษ

เกร็ด2: หมากรุกทั้งสองเกม อ้างอิงจากการต่อสู้ครั้งประสาทของนักหมากรุกชื่อดัง

  • Chessmaster Hex vs. Deep Blue คือเกมระหว่าง Paul Morphy vs. Adolf Anderssen
  • Chessmaster Hex vs. Ed คือเกมระหว่าง Paul Morphy vs. John William Schulten

นี่เป็นอีกตอนที่ผมโปรดปรานมากๆ ตั้งสมมติฐานถ้า Spike ไม่ได้เผชิญหน้าต่อสู้กับ Vicious แล้วปล่อยให้กาลเวลาดำเนินไปสัก 50 ปีจนถึงวัยแก่ชราภาพ ความโกรธเกลียดเคียดแค้นเคยมีมาจากอดีต อาจหลงเหลือเพียงความทรงจำเลือนลาง หรือสูญหายลืมไปหมดสิ้นแล้ว มื่อถีงจุดนั้นอะไรๆก็คงไร้ซึ่งคุณค่าความหมายอีกต่อไป

และส่วนที่ผมชอบมากๆก็คือ Bohemian Junkheap เริ่มต้นอย่างดิบดีว่าอาจเป็นสถานที่หลบซ่อนตัวของอาชญากร แต่พอเข้าไปข้างในกลับกลายเป็นสถานที่ปลดปล่อย ปลูกกัญชาไว้เสพ ทุกคนต่างล่องลอย ใบหน้าเคลิบเคลิ้ม ชีวิตมันเท่านี้จะไปหมกมุ่นครุ่นยึดติด คิดมากกับอนาคตไปทำไม … นี่เรียกว่า Bohemian แท้ๆเลยละ


ตอนที่ 15: My Funny Valentine ♥♥♥♥♥

ระหว่างการเดินทางบนห้วงอวกาศ Faye Valentine ตัดสินใจเล่าอดีตของตนเองให้ Ein รับฟัง เมื่อสามปีก่อน ค.ศ. 2068 ได้ถูกปลุกให้ฟื้นตื่นจากการถูกแช่แข็ง (Cryogenic Freeze) สมองได้รับความกระทบกระเทือน(กระมัง) เลยสูญเสียความทรงจำทั้งหมดก่อนหน้านี้ แม้ได้รับการช่วยเหลือจากหมอและทนาย กลับถูกทรยศหักหลังกลายเป็นแพะชดใช้หนี้สินแทน นั่นเองทำเธอกลายเป็นผู้หญิงกร้านโลก บ้าเงิน ติดการพนัน ไม่ชอบมีปฏิสัมพันธ์กับใคร (เพราะกลัวว่าจะถูกทรยศหักหลังอีก) หลังเล่าจบโดยไม่รู้ตัว Spike เดินออกจากห้องน้ำ พร้อมให้ความเห็น ‘ยาวเกินไป’

เรื่องวุ่นๆบังเกิดขึ้นเมื่อ Faye จดจำชายคนที่พวกเขาจับกุมตัว Whitney Haggis (หน้าเหมือน George Clooney) หนึ่งในคนปลุกเธอขึ้นมาให้กลายเป็นแพะชดใช้หนี้สิน แม้จะมีความโกรธเกลียดเคียดแค้น แต่ความคาดการณ์ไม่ได้ของอารมณ์ผู้หญิง ทำให้ Faye อยากที่จะปล่อยตัวเขาไป แต่เงินก้อนใหญ่กองอยู่เบื้องหน้า มีหรือ Spike กับ Jet จะยินยอมรับการตัดสินใจดังกล่าว

เกร็ด: My Funny Valentine หนึ่งในบทเพลงจากละครเพลง Babes in Arms (1937) แต่งโดย Richard Rodgers คำร้องโดย Lorenz Hart ต่อมาได้รับความนิยมล้นหลามจนกลายเป็น Jazz Standard ผ่านการคัฟเวอร์ของ Frank Sinatra, Ella Fitzgerald, Miles Davis โด่งดังสุดคือ Signature Song ของ Chet Baker

หลังจากจินตนาการถึงอนาคตเมื่อตอนที่แล้ว ครานี้วกกลับสู่อดีตของ Faye สูญเสียความทรงจำเมื่อ 54 ปีก่อน แตกต่างที่ร่างกายยังแข็งแรง สวยสะพรั่ง จึงยังมีความหมกมุ่นครุ่นคิดมาก เลยมิอาจปลดปล่อยวางจากอดีตที่สูญหาย และเพราะประสบการณ์ล่าสุดแสนเลวร้าย มันจึงกลายเป็นความทรงจำฝังใจ ไม่ยินยอมไว้เนื้อเชื่อใจใครโดยง่ายอีก

แม้นี่จะเป็นเรื่องราวของ Faye แต่ก็สะท้อนเข้ากับ Spike ได้เช่นกัน ความสัมพันธ์กับ Julia เพราะรักมากจึงมิอาจปลดปล่อยวาง ถ้ามีโอกาสก็พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ความสุขวันวานหวนกลับมาในปัจจุบัน


ตอนที่ 16: Black Dog Serenade ♥♥♥♡

มีโทรศัพท์สายตรงถึง Jet บอกว่าเป็นคู่หูตำรวจเก่าชื่อ Fad เล่าว่าเกิดเหตุกระแสไฟฟ้าลัดวงจร (หรืออะไรสักอย่าง) ทำให้นักโทษกำลังถูกส่งตัวไปดาวพลูโต สามารถเข้ายึดครอบครองยานอวกาศ กำลังตระเตรียมการวางแผนหลบหนีเอาตัวรอด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนักฆ่าชื่อ Udai Taxim (หน้าคล้ายๆ Herbie Hancock) อาชญากรผู้เป็นต้นเหตุให้เขาต้องสูญเสียแขนซ้าย … ทีแรก Jet พยายามแสดงออกด้วยความไม่ใคร่สนใจ แต่จนแล้วจนรอดก็มิอาจปล่อยอดีตให้มันค้างๆคาๆ ร่วมออกเดินทางไปกับ Fad ระหว่างเผชิญหน้าศัตรูเก่า ข้อเท็จจริงบางอย่างจึงได้รับการเปิดเผยออกมา

เกร็ด: เรื่องราวนักโทษแหกคุก/จี้ปล้นยานอวกาศ เป็นการเคารพคารวะ Con Air (1997) ส่วนการจัดฉากการตายของ Fad ได้แรงบันดาลใจภาพยนตร์เรื่อง Le Samourai (1967)

ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง! Jet พยายามพูดพร่ำบอกกับ Spike ว่าอย่าไปหมกมุ่นครุ่นยึดติดเรื่องราวในอดีตให้มาก แต่พอถึงคราตัวเองกลับมิอาจอดรนทน จำต้องหวนกลับไปเผชิญหน้า/จัดการปัญหา ซึ่งครานี้เป็นเหตุให้ความจริงบางอย่างถูกเปิดเผยออกมา คู่หูที่ว่าเข้าขากันดี แท้จริงแล้วกลับคนขายพวกพ้อง สายลับจากองค์กรอาชญกรรม ทั้งยังคือบุคคลต้นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องสูญเสียแขนซ้าย ลาออกจากตำรวจ และเลือกสวมใส่แขนเทียม Cybernetic เพื่อระลึกความผิดพลาดจากเหตุการณ์ดังกล่าวตลอดเวลา

เรื่องราวของ Jet กับคู่หู Fad สั่นพ้องกับ Spike และ Vicious ต่างเคยร่วมต่อสู้ เผชิญหน้าศัตรู เคียงบ่าเคียงใหล่กันมา แต่ภายหลังอีกฝั่งฝ่ายคิดคดทรยศหักหลัง และแขนซ้ายของ Jet มีนัยยะแบบเดียวกับตาขวาของ Spike คงไว้ด้วยของเทียมเพื่อให้ตระหนัก ระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในอดีต

ผมรู้สึกว่าเรื่องราวของ Jet หลังตอนที่ 10: Ganymede Legacy แทบไม่มีความน่าสนใจเลยสักนิด! เพราะการรับรู้เหตุผลที่แฟนสาวทอดทิ้ง/เลิกร้างรา มันสามารถเติมเต็มทุกสิ่งค้างๆคาๆ ขาดหายไปในจิตใจตัวละคร คือมันไม่หลงเหลือปมปริศนาอะไรให้ต้องหวนย้อนกลับไปแก้ไข นั่นเองแม้ว่า Black Dog Serenade จะพยายามนำเสนอประเด็นอื่น อธิบายสาเหตุผลของการสูญเสียแขน ตัดสินใจลาออกจากตำรวจ หมดสิ้นความเชื่อมั่นในองค์กรยุติธรรม แต่มันกลับไร้แรงดึงดูดให้ผู้ชมเกิดความหลงใหล เรื่องราวไม่มีความแปลกใหม่ คาดเดาอะไรๆโดยง่าย ตัวละครสร้างมาน่าสนใจกลับตายอย่างโง่ๆ (โดยเฉพาะ Tucan ที่ผมว่าหน้าคล้ายๆ John Cusack) พอดูจบก็ลืมเลือนปล่อยผ่านไป

(ผมว่าถ้าอนิเมะลำดับตอนสลับกันสักหน่อย เอา Ganymede Legacy สลับตำแหน่งกับ Black Dog Serenade ก็อาจสร้างความน่าสนใจให้เรื่องราวนี้ขึ้นมาได้บ้าง)


ตอนที่ 17: Mushroom Samba ♥♥♥♥

เชื้อเพลิงใกล้หมด เลยตั้งพิกัดมุ่งตรงสู่ Europa ดวงจันทร์ของดาวพฤหัส แต่กลับถูกชนแล้วหนี (Hit-and-Run) เบี่ยงเบนทิศทางโคจร แล้วตกลงมายัง Io ดวงจันทร์อีกดวงของดาวพฤหัส ที่มีสภาพทะเลทราย แห้งแล้ง ธุรกันดาร ห่างไกลความเจริญ ขณะที่พวกผู้ใหญ่กำลังวุ่นวายกับเรื่องไร้สาระ Ed มีโอกาสออกไปหาเสบียงจากภายนอกแล้วได้เห็ดลึกลับกลับมา ลวงล่อให้ทั้งสามรับประทานแล้วต่างตกอยู่ในสภาพแน่นิ่ง พบเห็นภาพหลอน/เพ้อฝันกลางวัน

  • Faye เกิดภาพหลอนขณะอยู่ในห้องน้ำ ทุกสิ่งอย่างรอบข้างขยายขนาดใหญ่จนเธอจมอยู่ใต้น้ำ พบเห็นฝูงปลากำลังแหวกว่าย ขณะที่ในความเป็นจริงสองมือกำลังตะเกียกตะกาย(ว่ายน้ำ)กลางอากาศ ยังไงก็ไม่รู้สามารถทำให้ทิชชู่พันรอบตัวตอนฟื้นตื่นขึ้นมา
    • สะท้อนการจมอยู่ภายใต้จิตสำนึก ถูกผิดชอบชั่วดีของตนเอง
  • Spike เกิดภาพหลอนขณะกำลังเดินขึ้นบันได จากแค่สี่ขั้นกลายเป็นนับร้อยพันไม่รู้จบสิ้น (Stairway to Heaven) แต่ในความเป็นจริงตัวเขาแค่ย่ำอยู่กับที่เท่านั้น
    • สะท้อนถึงการดำเนินไปของชีวิตที่ไร้จุดหมายปลายทาง แม้มันดูเหมือนเราก้าวเดินไปข้างหน้า แต่แท้จริงแล้วก็แค่เวียนวน ย่ำอยู่กับที่เท่านั้น
  • Jet เกิดภาพหลอนขณะกำลังตัดแต่งกิ่งบอนไซ ไม่รู้ยังไงทำให้สามารถพูดคุยกับต้นไม้ถึงปรัชญาชีวิต ความหมายของจักรวาล แต่พอฟื้นตื่นกลับกำลังใช้ลิปสติกทาปาก
    • สะท้อนการเป็นคนยึดถือมั่นในอุดมการณ์ มากหลักการชีวิต ชอบเสี้ยมสอนสั่งผู้อื่น แต่แท้จริงทั้งหมดนั้นอาจเป็นเพียงการสร้างภาพ เล่นละครตบตา (มันอาจสะท้อนนิสัยปากว่าตาขยิบ ให้คำแนะนำคนอื่นได้ยกเว้นตัวตนเอง)

เกร็ด: บรรยากาศตอนนี้ให้ความรู้สึกคล้ายๆ Paris, Texas (1984) ของผู้กำกับ Wim Wender และการเดินขึ้นบันไดของ Spike ชวนให้นึกถึง Stairway to Heaven (1971) บทเพลงดังของ Led Zeppelin

นี่เป็นตอนที่แฝงปรัชญาค่อนข้างลึกล้ำ ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายคือ Europa (ดวงจันทร์ในอุดมคติ งดงามราวกับสรวงสวรรค์) แต่ยาน Bebop กลับตกลงมายัง Io ซึ่งมีสภาพแตกต่างตรงกันข้าม (ราวกับขุมนรกร้อนระอุ ห่างไกลความเจริญ) และเหตุการณ์ต่อมาทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสามจมปลักอยู่ในภาพหลอน/ความเพ้อฝันของตนเอง กล่าวคือพวกเขากำลังติดหล่มอยู่ตรงกึ่งกลาง ยังไม่สามารถก้าวข้ามผ่านอดีต หรือมีอนาคตสดใสรออยู่

ขณะที่ Ed และ Ein ต่างไม่มีอดีตให้หมกมุ่นครุ่นยึดติด จึงสามารถใช้ชีวิตออกท่องโลก ผจญภัย (เหมือน Looney Toon) อย่างไม่ต้องสนอะไร ไปตายเอาดาบหน้าก็ยังได้ แล้วมีโอกาสไล่ล่าติดตามนักเพาะเห็ด Domino Walker เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ตื่นเต้นรุกเร้าใจ ก่อนสุดท้ายจับกุมตัวได้สำเร็จ ต่อรองขอแลกเปลี่ยนกับเห็ดผิดกฎหมาย อ้างว่าสามารถนำไปขายราคาแพง แต่แท้จริงแล้วก็แค่เห็ดธรรมดาๆทั่วไปเท่านั้น

สรุปแล้วเห็ด (=กัญชา?) ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเพ้อฝัน เพราะมันมีหลากหลายสายพันธุ์ ถ้าโชคดีก็มีโอกาสพบเจอสรวงสวรรค์ (ทั้งในเชิงรูปธรรม-นามธรรม) โชคร้ายก็อาจตกตายทั้งเป็น ไม่ต่างจากการพนันขันต่อเลยสักนิด!


ตอนที่ 18: Speak Like a Child ♥♥♥♥♥

ระหว่างจอดพักอยู่ดาวอังคาร มีพัสดุจาก Turtle Express ส่งมาถึง Faye เพราะไม่มีจ่าหน้าเลยครุ่นคิดว่าอาจเป็นการทวงหนี้เลยปฏิเสธไม่ยินยอมรับ (ผมครุ่นคิดว่าน่าจะเป็นเธอเองนะแหละที่ส่งมาจากอดีต ก่อนหน้าประสบอุบัติเหตุจนถูกแช่แข็งยาวนานหลายทศวรรษ) กรรมเลยตกมาที่ Jet เพราะจ่ายเงินค่าจัดส่งเรียบร้อยแล้ว เลยตัดสินใจเปิดกล่องโดยไม่สนใจหญิงสาว พบเจอเทป Betamax เคยได้รับความนิยมช่วงปลายศตวรรษ 20 ด้วยความอยากรับรู้เนื้อหาข้างใน เลยติดตามหาเครื่องอ่าน ถึงขนาดเดินทางมุ่งสู่โลก ลงสำรวจ/หาสมบัติยังห้างสรรพสินค้า (ที่จมอยู่ใต้ผืนน้ำ) พอหวนกลับมาปรากฎว่าหยิบเครื่องเล่นผิดรุ่น (ดันไปหยิบเครื่องอ่าน VHS) แล้วจู่ๆพัสดุอีกชุดส่งมาถึง ภายในคือเครื่องอ่าน Betamax (เวรกรรม!) ในที่สุดก็จักได้รับรู้เสียทีว่า ข้างในเทปม้วนนี้บันทึกอะไรไว้

เกร็ด: Speak Like a Child (1968) คือชื่อบทเพลงและอัลบัมของ Herbie Hancock นักดนตรี Jazz สัญชาติอเมริกัน, ส่วนเรื่องเล่าของ Jet นำจากเทพนิยาย (Fairy Tale) เรื่อง Urashima Tarō

นี่คือตอนของ Faye ที่เจ้าตัวแทบไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ เป็นสองหนุ่ม Spike & Jet มีความอยากรู้อยากเห็น ‘เสือก’ มุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ต้องการพบเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในเทป Betamax ให้จงได้! … นี่สะท้อนอุปนิสัยใจคอทั้งคู่ (เป็นแบบนี้มาหลายตอนแล้ว) เมื่อมีอะไรคั่งค้างคาอยู่ภายใน จักต้องพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อแก้ไขปริศนาดังกล่าว

แม้สองหนุ่มจะบอกว่าทำไปเพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่นัยยะของการเดินทางมุ่งสู่ห้างสรรพสินค้าใต้น้ำ สามารถสื่อถึงเบื้องลึกภายในจิตใจ ค้นพบสมบัติล้ำค่า=สิ่งซ่อนเร้าอยู่ภายใน/ความทรงจำเมื่อครั้นอดีต(ของ Faye)ได้รับการเปิดเผย … นัยยะดังกล่าวสามารถสะท้อนถีงทั้ง Spike & Jet ได้เช่นเดียวกัน

เนื้อหาที่อยู่ในเทป Betamax มีลักษณะคล้ายๆ Time Capsule บันทึกเรื่องราวความทรงจำจากอดีต เก็บฝังไว้ในแคปซูลแห่งกาลเวลา ส่งถึงอนาคตให้ตนเองสามารถหวนระลึก ครุ่นคิดถึง แม้อาจหลงลืมอะไรๆไปหมดสิ้นแล้ว แต่เมื่อมีโอกาสพบเห็นจักบังเกิดพลัง กำลังใจ แรงผลักดันในการมีชีวิตอยู่ … นี่เป็นตอนที่สามารถให้กำลังใจผู้ชมได้มากๆ ถือว่ามีความงดงาม ทรงคุณค่ายิ่ง

แซว: ทำไมต้อง Betamax ไม่ใช่ VHS … ผมว่ามันน่าจะสะท้อนรสนิยม/ชื่นชอบของผู้กำกับ Watanabe และอาจแฝงนัยยะที่คนส่วนใหญ่สมัยนี้รู้จักแต่ VHS หลงลืมไปว่ายุคนั้นยังมี Betamax เคยได้รับความนิยมไม่ย่อหย่อนกว่ากัน


ตอนที่ 19: Wild Horse ♥♥♥♥

ความล้มเหลวจากการดักจับโจรสลัดอวกาศ ถูกแฮ็กระบบขับเคลื่อนจนไม่สามารถควบคุมยานอวกาศ ทำให้ชาว Bebop วางแผนปิดระบบนำทางอัตโนมัติ เปลี่ยนมาใช้การควบคุมด้วยมือ (Manual) แต่นั่นต้องอาศัยประสบการณ์ มีความเสี่ยงอันตรายสูงมากๆ แม้ว่าก่อนหน้านี้ยาน Swordfish II ของ Spike ได้รับการปรับปรุง ซ่อมบำรุงจากวิศวกร Doohan (เคารพคารวะ James Montgomery Doohan นักแสดงผู้รับบท Montgomery Scott ช่างเครื่องจาก Star Trek: The Original Series) เจ้าของ(Swordfish II)คนก่อน จนมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์พร้อม แต่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยระหว่างปฏิบัติการ ทำให้เขาตกอยู่ในความเสี่ยง มีโอกาสถูกเผาไหม้จากชั้นบรรยากาศ กลายเป็นเศษซากอุกกาบาตตกลงสู่พื้นโลก โชคดีโคตรๆได้รับความช่วยเหลือจาก Doohan ขับขี่กระสวยอวกาศ Columbia มาช่วยเหลือ ‘damsel in distress’ ทันแบบโชคช่วยล้วนๆ

เกร็ด: Wild Horses คือบทเพลงในอัลบัม Sticky Fingers (1971) ของวงดนตรี The Rolling Stones

เกร็ด 2: Columbia (OV-102) เป็นกระสวยอวกาศลำแรกที่ใช้งานจริงของ NASA วันที่ 12 เมษายน ค.ศ 1981 จนมาถีงภารกิจที่ 28 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2003 ระหว่างเดินทางกลับสู่โลกได้เกิดอุบัติเหตุระเบิดเหนือรัฐ Texas ทำให้ลูกเรือในยานเสียชีวิตทั้ง 7 คน

ตรงกันข้ามกับตอนที่ 18: Speak Like a Child ที่ Spike & Jet ออกเดินทางลงสู่โลกใต้บาดาล เพื่อค้นหาความทรงจำในอดีตที่ถูกซุกซ่อนไว้ของ Faye, ตอนที่ 19: Wild Horse เป็นคราของ Doohan และ Miles ขับขี่กระสวยอวกาศจากพื้นโลก ทะยานขี้นไปช่วยเหลือ Spike ล่องลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศ ไม่สามารถหาหนทางกลับสู่ภาคพื้นโลกได้ด้วยตนเอง … ทั้งสองตอนสะท้อนความสำคัญของเพื่อนฝูง บุคคลรอบข้าง เพราะมีบางสิ่งอย่างที่คนเราไม่สามารถรับรู้/แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือ/พี่งพาผู้อื่นช่วยเหลือแสวงหาคำตอบให้

ขณะเดียวกันนัยยะตอนนี้ยังสื่อถีงการพี่งพาเทคโนโลยี/ผู้อื่นมากเกินไป จักทำให้ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง (ด้วยระบบ Manual) ลดน้อย/เสื่อมถอยลง สะท้อนถีงสถานะขณะนี้ของ Spike รอบข้างกายรายล้อมด้วย Jet, Faye ฯลฯ ทำให้ตัวเขาเริ่มเหินห่างจากปมปัญหา อดีตที่ยังค้างคา ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปย่อมทำให้เขาค่อยๆคลายกังวล ความเคียดแค้น อาจถีงขั้นล้มเลิกความตั้งใจเผชิญหน้า Vicious ก็เป็นได้ … ตกลงมันดีหรือไม่ดีกันเนี่ย??


ตอนที่ 20: Pierrot le Fou ♥♥♥♥♡

ณ ดาวอังคาร เกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมต่อเนื่อง (Serial Killer) โดยมีเป้าหมายคือบุคลากรระดับสูงของ ISSP แต่โชคชะตาจับพลัดจับพลูให้ Spike บังเอิญเดินผ่านสถานที่เกิดเหตุพอดิบพอดี เลยถูกไล่ฆ่า สามารถหลบหนีได้อย่างฉิวเฉียดตาย มารับรู้ภายหลังว่าชายคนนี้ชื่อ Tongpu อดีตนักโทษที่ถูกทดลองโดยหน่วยงานวิจัยของ ISSP เพื่อให้กลายเป็นนักฆ่าสมบูรณ์แบบ แต่พอโครงการกำลังถูกล้มเลิก ดันแหกคุกออกมาสำเร็จ และมีจุดประสงค์เดียวเท่านั้นคือเข่นฆ่าล้างแค้น

เกร็ด: Pierrot Le Fou (1965) แปลว่า Sad Clown คือภาพยนตร์ฝรั่งเศสของผู้กำกับ Jean-Luc Godard

เกร็ด 2: Tongpu เป็นส่วนผสมของสามตัวร้ายในแฟนไชร์ Batman ประกอบด้วย The Penguin (ภาพลักษณ์), The Joker (รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ) และ Tally Man (อุปนิสัย ความสามารถในการต่อสู้ อาวุธปืน)

เราสามารถเปรียบเทียบ Tongpu กับ Vicious ต่างเป็นอาชญากรบ้าเลือด ซาดิสต์ ความสามารถไม่เป็นสองรองใคร ซี่งการหลบหนีจากคุกออกมาเข่นฆ่าล้างแค้น สะท้อนสิ่งกำลังจะบังเกิดขี้นตอน 25-26 (เปะๆเลยนะ)

การเผชิญหน้าระว่าง Spike กับ Tongpu ยังสวนสนุก Space Land สะท้อนสภาวะจิตใจ (ของ Tongpu) ที่เหมือนเด็กน้อย เรียกร้องความสนใจ โหยหาสิ่งสนุกหรรษา ไม่ยี่หร่าต่อการกระทำใดๆของตนเอง ซี่งจุดจบของตัวละครนี้ แค่เพียงรอยบาดแผลเล็กๆจากคมมีด กลับแสดงอาการดิ้นพร่าน ร้องลั่น จะเป็นจะตาย ภายในช่างอ่อนแอเปราะบาง ‘innocent lost’ เลยถูกเหยียบย่ำจนไม่หลงเหลือแม้เศษซาก พบเห็นแล้วรู้สีกน่าสงสารเห็นใจ

นี่เป็นตอนที่แนวคิดยอดเยี่ยมมากๆ สร้างบรรยากาศได้น่าสะพรีง, คู่ต่อสู้ถือว่าโคตรอันตราย มีแนวโน้มอาจถีงตาย ฝีมือเก่งกาจกว่า Spike, ไฮไลท์คือพื้นหลังขณะเผชิญหน้า Space Land แฝงนัยยะลีกล้ำไม่ซ้ำใคร … แต่โดยส่วนตัวกลับรู้สีกเฉยๆกับตอนนี้ น่าจะเพราะอิทธิพลจาก Batman the Animated Series โดยเฉพาะรูปลักษณะตัวร้าย (ที่ละม้ายคล้ายหลายๆตัวร้ายของ Batman) ลดทอนความสดใหม่ และเรื่องราวขาดจังหวะผ่อนคลาย มุกขำๆไม่รู้หายไปไหนหมดสิ้น


ตอนที่ 21: Boogie Woogie Shui Feng ♥♥♥♡

ข้อความสุดท้ายก่อนการเสียชีวิตของสายข่าว Pao Pu-Zi [มาจากชื่อหนังสือ 抱朴子, Baopuzi แปลว่า Book of the Master Who Embraces Simplicity แต่งโดย Ge Hong (ค.ศ.283-343) ยุคสมัย Jin Dynasty] ส่งมาถีงอดีตตำรวจ Jet แม้ไม่ได้สนิทสนมสักเท่าไหร่ แต่สายเลือดนักสืบมันเดือนพร่าน เลยตัดสินใจออกติดตามหาข้อเท็จจริง จนมาพบเจอบุตรสาว Pao Meifa ใช้หลักฮวงจุ้ย (Shui Feng) ค้นพบก้อนหิน Sun Stone ชี้นำสู่เส้นทาง(วาป)ขนส่งอวกาศ เปิดพื้นที่ต่างมิติแล้วค้นพบ Pao ยังมีชีวิตอยู่ ความต้องการของเขามีเพียงได้เห็นหน้าบุตรสาวครั้งสุดท้ายก่อนหมดสิ้นลมหายใจ

เกร็ด: Boogie Woogie คือหนี่งในสไตล์เพลง Blues ที่ใช้เปียโนเป็นหลัก เริ่มได้รับความนิยมจากทางตอนใต้สหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1910s แล้วเกิดการพัฒนาต่อยอด บรรเลงร่วมกับวง Swing จนกลายเป็นกระแสหลักอีกครั้งช่วงปลายทศวรรษ 1930s ถีงต้นทศวรรษ 40s

เรื่องราวตอนนี้ราวกับคำสั่งเสีย/ความต้องการสุดท้ายของ Spike ก่อนต้องเผชิญหน้าท้าความตายกับ Vicious ขออีกสักครั้งได้พบเจอ Julia ชีวิตจักไม่มีอะไรค้างคาใจอีกต่อไป … สาธุที่ได้จะสมความปรารถนา

ผมรู้สีกว่าเรื่องราวตอนนี้มันขาดๆเกินๆ เหมือนความสัมพันธ์ระหว่าง Jet กับ Pao Meifa เพราะเธอยังเด็ก เต็มไปด้วยความสดใสไร้เดียงสา พอถูกนำมาอยู่ในโลกของ Bebop มันเลยดูผิดแปลก ไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไหร่ แถมคำพูดหยอกล้อของ Spike กับ Faye ยิ่งสร้างความกระอักกระอ่วน กลายเป็นหยาบคาย และตอนจบก็พยายามบีบเค้นคั้นเรียกน้ำตา บางคนอาจไหลพรากๆแต่ก็ไม่รู้ตราตรีงกับอะไร


ตอนที่ 22: Funk Cowboy ♥♥♥♥♥

ระหว่างกำลังไล่ล่าจับกุมตัว Teddy Bomber (ได้แรงบันดาลใจจาก Ted Kaczynski เจ้าของฉายา Unabomber) เป็นเหตุให้ Spike พบเจอคู่แข่งร่วมอาชีพ คาวบอยขี่ม้าขาว Andy von de Oniyate [ได้แรงบันดาลใจจากตัวละครของ Terence Hill ภาพยนตร์เรื่อง My Name Is Nobody (1973)] แต่แค่สบตาก็เกลียดขี้หน้า แทนที่จะช่วยกันจับอาชญากร กลับเกิดความเข้าใจผิดจนต้องมาสู้กันเอง ไม่มีใครยอมใคร ปีนป่ายให้ถีงบนยอดตีก ราวกับใครสูงกว่าจะเป็นผู้ชนะ จนกระทั่งหมัดเดียวจอดของ Spike ทำเอาตีกแทบถล่มทลาย

เกร็ด: ทุกการปรากฎตัวของ Andy และการต่อสู้กับ Spike จะได้ยินเสียงผิวปากและ Jew’s Harp ท่วงทำนองคุ้นๆหู เรียกว่าเป็นการเคารพคารวะ Spaghetti Westerns และเพลงประกอบของ Ennio Morricone

ตัวละคร Andy อาจไม่ได้โฉดชั่วร้ายเหมือน Vicious แต่ลักษณะภายนอกแตกต่างตรงกันข้ามกับ Spike ก็ถือว่ามีนัยยะในเชิงคู่ปรับ (Rival) แค่สบตาก็เกลียดขี้หน้า ต้องการพิสูจน์ให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนเองเหนือกว่า

Teddy Bomber แม้เป็นตัวละครที่ถูกหลงลืม แต่การระเบิดตีกสูงๆก็เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้คน (คล้ายๆตอนที่ 4: Gateway Shuffle องค์กรสิ่งแวดล้อมใช้ความรุนแรงเพื่อเป็นข้อต่อรองหน่วยงานรัฐ) ต้องการส่งคำเตือนถีงระบอบทุนนิยมที่เต็มไปด้วยความสิ้นเปลือง (Anti-Capitalism) บ่อนทำลายทรัพยากรธรรมชาติให้สูญสิ้นไปโดยเปล่าประโยชน์ บลา บลา บลา … ผู้กำกับ Watanabe เหมือนจะมีความชื่นชอบแนวคิดการระเบิดเรียกร้องความสนใจมากๆ ถีงขนาดต่อยอดสู่ซีรีย์ Terror in Resonance (2014)

นี่เป็นตอนที่ผมโปรดปรานที่สุดตั้งแต่ครั้งแรกรับชม ครบเครื่องด้วยแอ๊คชั่น การต่อสู้สุดบ้าระห่ำ ไม่ได้มีเหตุผลอะไรนอกจากความไม่ถูกขี้หน้า ฟังดูแม้งโคตรไร้สาระ แต่มันคือบทพิสูจน์ลูกผู้ชาย มีอะไรต้องการมากไปกว่านี้อีกหือ … เหตุผลจริงๆคือการเผชิญหน้าระหว่างสองขั้วอำนาจ ทำให้ผู้ชม/คนอื่นๆหลงลืมปัญหาแท้จริงที่ควรให้ความสนใจ (คล้ายวิธีการนำเสนอข่าวลุงพล เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจประชาชนต่อเหตุการณ์บางอย่าง) ผมละโคตรเห็นใจ Teddy Bomber ทั้งๆนัยยะซ่อนเร้นทรงพลังมากๆ แต่กลับเป็นได้แค่เพียงตุ๊กตาหมีประกอบฉาก T_T

แซว: See you Space Samurai กลายมาเป็นผลงานถัดๆไป Samurai Champloo (2004-05) ของผู้กำกับ Shinichirō Watanabe


ตอนที่ 23: Body Scratch ♥♥♥

SCRATCH กลุ่มการเคลื่อนไหวที่มีความเชื่อว่า มนุษย์สามารถละทอดทิ้งกายเนื้อแล้วใช้จิตวิญญาณล่องลอยบนโลกอินเตอร์เน็ต (ใช้คำเรียกว่า Sea of Electrons, ลักษณะคล้ายๆแนวคิดของ Ghost in the Shell) ผู้ก่อตั้งคือ Doctor Londes นักประสาทวิทยา (Neuroscientist) เริ่มต้นวิจัยโปรเจคดังกล่าวเมื่อ 50 ปีก่อน ปัจจุบันพัฒนาเกมชื่อ Brain Dream ทำให้ผู้เล่นราวกับสูญเสียจิตวิญญาณออกจากร่าง ด้วยเหตุนี้เลยถูกตั้งค่าหัวโดย ISSP ทำให้สมาชิกยาน Bebop ใคร่ออกติดตามค้นหาตัว จนรับรู้ว่าแท้จริงแล้วคือเด็กหนุ่ม Rosny Spanngen ประสบอุบัติเหตุจนอยู่ในสภาพโคม่า ไม่รู้ใครทำอะไรถีงสามารถใช้จิตใต้สำนีกเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ต

เกร็ด: ขณะที่ตัวละคร Wen (ตอนที่ 6: Sympathy for the Devil) ใช้ชีวิตมายาวนานจนถือว่าเป็นผู้สูงวัย สิงสถิตย์ในร่างเด็กอมตะ, Londes คืออวตารของเด็กหนุ่มปลอมตัวเป็นชายชราบนโลกอินเตอร์เน็ต

นี่เป็นตอนที่เหมือนว่าแฝงปรัชญาลุ่มลีกซี้ง คล้ายๆแนวคิดของ Ghost in the Shell แต่แรงบันดาลใจเรื่องราวมาจากกลุ่ม Heaven’s Gate เมื่อปี 1997 มีการฆ่าตัวตายหมู่หลังจากการมาถีงของดาวหาง Hale–Bopp นั่นสร้างความหงุดหงิดหัวเสียให้ผมอย่างรุนแรง เพราะมันแปลว่าจุดประสงค์แท้จริงของผู้สร้าง ต้องการนำเสนอความชั่วร้าย แนวคิดล้างสมองของลัทธินอกรีต มากกว่าชักชวนให้ตั้งคำถามความเป็นไปได้ที่จะแยกกายและจิตออกจากกัน

เราสามารถเปรียบเทียบลัทธิ SCRATCH ได้กับองค์กรอาชญากรรม Red Dragon ขณะที่ Londers ก็คือบรรดาผู้อาวุโส/ผู้นำกลุ่ม (แม้ผิวหนังเหี่ยวชรา แต่รูปร่างตัวเล็กเหมือนเด็กน้อย) ที่คอยครุ่นคิดตัดสินใจ กำหนดทิศทาง ล้างสมองบุคลากรใต้สังกัด ต้องกระทำตามสิ่งที่พวกตนสอนสั่ง ซี่งการล่มสลายใช้วิธีตัดสายเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต/ตัดหัวมังกรในดาบเดียว

แซว: ค่าหัวของ Londes น่าจะสูงสุดในอนิเมะที่ ₩38 ล้าน Woolong


ตอนที่ 24: Woman Luck Hard ♥♥♥♥♥

ระหว่างการเดินทางในห้วงอวกาศ Faye ใช้เวลาว่างรับชมเทป Betamax เกิดความโหยหาถึงอดีต ต้องการค้นหาความทรงจำเพิ่มเติมอีก นั่นทำให้เธอตัดสินใจปรับเปลี่ยนเส้นทางมุ่งสู่โลก พอได้ยินคำกล่าวอ้างจาก Ed ว่าจดจำสถานที่ที่มีหัวราชสีห์นั้นได้ จีงลากพาตัวออกไปค้นหาด้วยกัน แต่ปรากฎว่าสถานที่แรกไปถึงกลับคือสถานกำพร้า ที่เติบโตมาของ Ed และเขาได้รับคำบอกกล่าวจาก Sister Clara ว่าบิดากำลังติดตามหา Appledelhi Siniz Hesap Lütfen (อ่านออกเสียงคล้ายๆ Afedersiniz hesap lütfen ภาษา Turkish แปลว่า Excuse me, check please), ส่วน Faye ก็ได้เดินทางไปยัง Singapore และบังเอิญพบเจอเพื่อนเก่าที่ยังมีชีวิตถึงปัจจุบัน

เกร็ด: Hard Luck Woman คือบทเพลงในอัลบัม Rock and Roll Over (1976) ของวงร็อค KISS สัญชาติอเมริกัน

บิดาของ Ed ชื่อ Appledelhi และผู้ช่วย Macintire เป็นนักธรณีวิทยา มีความต้องการทำแผนที่โลกใหม่ แม้ทุกวี่วันภูมิทัศน์จะปรับเปลี่ยนแปลงไปเพราะอุกกาบาตตกจากฟากฟ้า … เราสามารถมองการกระทำของ Apple & Mac แม้งโคตรไร้สาระ แม้เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น อุดมการณ์แน่วแน่ แต่การเดินทางครั้งนี้มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด (จนกว่าอุกกาบาตจะหมดสิ้นจักรวาล) ซึ่งสอดคล้องกับการผจญภัยของยาน Bebop ตั้งคำถามเรื่องราวจะดำเนินต่อไปได้อีกนานแค่ไหน นั่นเองทำให้ตัวละครมาถึงจุดเปลี่ยน ทางแยก ถึงเวลาเผชิญหน้าความจริง ออกค้นหาเส้นทางเดินของตนเอง

ถือเป็นอีกตอนที่มีความงดงามตราตรึงมากๆ กังหันลมนัยยะถึงวัฏจักรชีวิตที่หมุนเวียนวน เมื่อพบเจอก็ต้องพลัดพรากเป็นสัจธรรม แม้ Ed และ Ein จักไม่ค่อยได้รับบทบาทเด่นสักเท่าไหร่ แต่การจากไปของสมาชิกครอบครัว ย่อมสร้างความเศร้าโศกสูญเสียใจเป็นธรรมดา

สำหรับ Faye ผมรู้สึกว่าโชคชะตาของเธอโหดร้ายยิ่งกว่า ตัดสินใจแบบเดียวกับ Ed และ Ein แต่สถานที่พบเจอ บ้านหลังเก่ากลับหลงเหลือเพียงความว่างเปล่า ไม่มีแม้กระทั่งเศษซากปรักหักพัง พยายามขีดเส้นแบ่งกั้นห้องของตนเอง แต่ความหนาวเหน็บไร้ซึ่งกำแพง/หลังคาคุ้มหัว มันจักบังเกิดความอบอุ่นใจได้อย่างไร

ขณะที่ Spike & Jet หลังการจากไปของ Ed & Ein (และ Faye?) พยายามยัดไข่ต้มเข้าเต็มปาก เพื่อมิให้ความรู้สีกภายในมันพรั่งพรูหลั่งไหลออกมา เห็นว่าได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Cool Hand Luke (1967)


ตอนที่ 25-26: The Real Folk Blues ♥♥♥♥♥

เรื่องราวเริ่มต้นที่ Vicious ตัดสินใจก่อกบฎ ต้องการล้มอำนาจผู้อาวุโสแห่ง Red Dragon แต่ประสบความล้มเหลว อีกฝ่ายไหวตัวทัน ด้วยเหตุนี้จึงถูกควบคุมขัง และมีคำสั่งกำจัดใครก็ตามมีความเกี่ยวข้อง (กับ Vicious) นั่นรวมไปถึง Spike แม้สามารถเอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด แต่ Jet ก็ถูกยิงเข้าที่ขา ส่วน Julia ระหว่างกำลังหลบหนีได้รับความช่วยจาก Faye แม้ทั้งสองไม่เคยพบเจอกันหน้า แต่พอแนะนำตัวก็สามารถคาดเดาตัวตนอีกฝ่าย ฝากคำพูดส่งถึงอดีตคนรัก ฉันจักรอคอยเธออยู่ตรงที่เดิม

สถานที่พบเจอระหว่าง Spike กับ Julia ด้านหลังคือสุสาน สื่อถึงอดีตของพวกเขา กว่าจะมาถึงจุดนี้ต้องสูญเสียใครต่อใคร เข่นฆาตกรรมผู้คนมามากมาย ขณะที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึมครึม มืดหมองหม่น ฟ้าฝนตก สะท้อนอารมณ์ความรู้สึก น้ำตา(ของพวกเขา)กำลังไหลหลั่งรินอยู่ภายใน และความตายอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมสักเท่าไหร่

สิ่งบังเกิดขึ้นหลังจาก Julia พบเจอกับ Spike มีความละม้ายคล้ายตอนที่ 1: Asteroid Blues ทั้งสองต้องการหลบหนีไปให้ไกล จักได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุข แต่แล้ว …

ความตายของ Julia ถูกขับเน้นด้วยสโลโมชั่น ไปพร้อมๆกับนกพิราบโบยบินด้านหลัง สื่อถึงจิตวิญญาณ(ของ Julia)กำลังจะล่องลอยออกจากร่าง สู่อิสรภาพไร้จุดจบสิ้น … แรงบันดาลใจจากสไตล์ลายเซ็นต์ผู้กำกับ John Woo

แท้จริงแล้วการถูกควบคุมขังของ Vicious เป็นแผนการที่วางไว้แล้วตั้งแต่แรก เพื่อแสดงจุดยืนของสมาชิกองค์ Red Dragon ใครเลือกข้างใคร ล้างบางศัตรูให้หมดสิ้นไป ซึ่งหลังจากสิ้นสุดเหตุการณ์ดังกล่าว หลงเพียงบุคคลเดียวที่เป็นปมปัญหาค้าคางใจ นั่งรอคอย Spike อยู่บนบัลลังก์ชั้นบนสุดสำนักงานใหญ่ เฝ้ารอคอยให้เขาขึ้นมาท้าสู้ เผชิญหน้า ถึงเวลาต้องมีใครสักคนตกตายจากไป

เกร็ด: The Real Folk Blues คือชื่อซีรีย์อัลบัมเพลง Blues รวมศิลปินในสังกัด Chess Records ช่วงระหว่างปี 1965-67 ประกอบด้วย John Lee Hooker, Howlin’ Wolf, Muddy Waters และ Sonny Boy Williamson II (กล่าวคือพวกเขาศิลปินแนว Folk กับ Blues ตัวจริงๆ แค่นั้นเอง!)

หลังเสร็จสิ้นภารกิจ Spike หันหลังเดินลงจากบัลลังก์ (ไม่ขอเป็นผู้นำองค์กร Red Dragon) ถึงเพียงกึ่งกลางบันไดก่อนทรุดล้มลง เป็น-ตายร้ายดีไม่มีใครตอบได้ (สะท้อนถึงการเดินทางของชีวิตไม่จำเป็นต้องไปให้ถึงเป้าหมาย สูงสุดหรือต่ำสุด แค่ตำแหน่งกึ่งกลางสามารถตอบสนองความพึงพอใจ แค่นี้เพียงพอแล้วก็ยังได้) กล้องถ่ายจากมุมสูง (Bird Eye View) ค่อยๆเคลื่อนถอยห่างจนกระทั่งฝูงนกพิราบบินโฉบ (จิตวิญญาณล่องลอยออกจากร่าง เหมือนการเสียชีวิตของ Julia) แล้วเลื่อนติดตาม Tilt Up สู่ท้องฟ้า เมฆหมอก ดวงดาว ห้วงอากาศ และดินแดนไม่รู้จุดสิ้นสุด

สองตอนสุดท้ายของ Cowboy Bebop คือที่สุดในแทบทุกองค์ประกอบ เปิดเผยปริศนาคั่งค้างคามาตั้งแต่ตอนแรก ถึงช่วงเวลาแห่งการเผชิญหน้าตัวตนเองของ Spike สามารถเติมเต็มความพึงพอใจผู้ชม หลงเหลือเพียงความขืนขม เพราะไม่อยากให้อนิเมะจบสิ้นลงแม้แต่น้อย T_T

เกร็ด: You’re Gonna Carry That Weight เป็นการอ้างอิงถึงบทเพลง Carry That Weight ประกอบอัลบัม Abbey Road (1969) ของ The Beatles


Kōichi Yamadera (เกิดปี 1961) นักพากย์สัญชาติญี่ปุ่น เจ้าของฉายา ‘the man with the seven-colored voice’ เกิดที่ Shiogama, Miyagi ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบเลียนเสียงตัวการ์ตูนในโทรทัศน์ แต่เพ้อฝันอยากเป็นนักแสดง หรือเซลล์แมนขายของ (ตั้งใจจะนำพรสวรรค์ดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์) หลังเรียนจบ Tohoku Gakuin University เข้าศึกษาโรงเรียนสอนการพูด จับพลัดจับพลูได้งานพากย์ OVA เรื่อง Megazone 23 (1985-89), แล้วแจ้งเกิดโด่งดังกับ Ranma ½ (1989-92), ผลงานเด่นๆ อาทิ Jūbei Kibagami เรื่อง Ninja Scroll (1993), Togusa เรื่อง Ghost in the Shell (1995), Ryoji Kaji เรื่อง Neon Genesis Evangelion (1995-96) ฯลฯ

ให้เสียง Spike Spiegel ชายหนุ่มอายุ 27 ปี (เกิดปี 2044, ที่ดาวอังคาร) รูปร่างผอมสูง กล้ามนิดๆ หัวยุ่งๆสีเขียว ดวงตาสีแดง (สว่างไม่เท่ากัน) ชื่นชอบ Bruce Lee สไตล์การต่อสู้ Jeet Kune Do สวมใส่สูทน้ำเงิน ไทด์ดำ ทับเชิ้ตเหลืองอ่อน เวลาเดินล้วงกระเป๋าหลังค่อม สูบบุหรี่หนักมากๆ ใบหน้ายียวนกวนประสาท พูดจาเสียดสี แดกดัน ประชดประชัน ไม่ค่อยยี่หร่ากับใคร ขี้เกียจสันหลังยาว เกลียดชัง 3 สิ่ง ผู้หญิง เด็ก และสัตว์เลี้ยง

ในอดีต Spike เป็นสมาชิกองก์กรอาชญากรรม Red Dragon มีคู่หู Vicious โดดเด่นจนถูกมองเป็นทายาทรุ่นถัดไป กระทั่งครั้งหนี่งบาดเจ็บสาหัส ได้รับการช่วยเหลือจาก Julia (แฟนสาวของ Vicious) โดยไม่รู้ตัวตกหลุมรัก ลักลอบเป็นชู้ นั่นทำให้เขาเกิดความต้องการเลิกลาจากอาชีพนักฆ่า เรียกร้องขอให้เธอหนีตามไปด้วยกัน แต่สุดท้ายกลับถูกทรยศหักหลังไม่ทำตามสัญญา

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมแสดงออกของ Spike ขณะอยู่บนยาน Bebop ดูเอื่อยเฉื่อยชา กลายเป็นคนไม่ยี่หร่าต่ออะไร ชอบพูดจาดูถูกถากถาง แสดงออกความรู้สีกอย่างตรงไปตรงมา ยกเว้นเรื่องที่ตนสนใจก็พร้อมเสียสละ ช่วยเหลือ ยินยอมทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ

ยานต่อสู้สีแดงแรงฤทธิ์ของ Spike มีชื่อว่า Swordfish II สร้างโดย Doohan ดัดแปลงจากยานแข่ง MONO Racer (Machine Operation Navigation of Outer space) ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องบิน biplane ของอังกฤษชื่อ Fairey Swordfish

ภาพลักษณ์ของ Spike ได้แรงบันดาลใจจากนักแสดง Yūsaku Matsuda (1949-89) ในบทบาท Shunsaku Kudō ซีรีย์เรื่อง Tantei Monogatari (1979-80) ขณะที่อุปนิสัยใจคอ ทักษะความสามารถ หลายสิ่งอย่างดูคล้าย Arsène Lupin III จากแฟนไชร์ Lupin the Third

Yamadera เป็นแฟนตัวยงของนักแสดง Yūsaku Matsuda แต่เขาพยายามไม่ลอกเลียนน้ำเสียง สำเนียง ลีลาการพูดที่เป็นเอกลักษณ์ เพราะตระหนักว่าคงไม่เข้ากับตัวละครสักเท่าไหร่ ซี่งสิ่งที่เขาใส่ลงไปในการพากย์ Spike ต้องชมเลยว่ามีความหลากหลายสีสันทางอารมณ์ ส่วนมากจะเป็นความยียวนกวนประสาท ชอบไล่กัดคนอื่นไปทั่ว (แม้แต่ Ein ก็ไม่เว้น) บางวันน้ำเสียงหล่อเท่ห์ลูกผู้ชาย (มักกับเรื่องราวที่สั่นพ้องกับตนเอง) ขณะอยู่กับ Julia นุ่มนวลอ่อนละมุน (ไม่ต่างจากเด็กน้อยไร้เดียงสา) และเมื่อต้องเผชิญหน้า Vicious จริงจัง มุ่งมั่น สั่นเครือเล็กๆแต่ก็มิอาจถอยหลัง (เพราะนั่นคือความเป็น-ตาย จำต้องพิสูจน์เพื่อรับรู้การมีชีวิตของตนเอง)

Spike เป็นหนี่งในตัวละครได้รับการโหวต Best Male Character จากหลายๆสำนัก ทั้งปีที่ออกฉายและติด Top10 ยอดเยี่ยมตลอดกาล (เป็นรองเพียงแค่ Shinji Ikari จาก Neon Genesis Evangelion ) นั่นรวมไปถีงนักพากย์ Kōichi Yamadera ก็ได้รับการยกย่องถีงความ ‘cool’ ในน้ำเสียงเช่นกัน

Unshō Ishizuka ชื่อจริง Yukinori Ishizuka (1951-2018) นักแสดงละครเวที/นักพากย์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Katsuyama, Fukui ระหว่างกำลังศึกษาระดับมัธยมปลาย Katsuyama High School ค้นพบความลุ่มหลงใหลด้านการแสดง เข้าร่วมโรงละคร Shakespeare Theater จากบทบาทสมทบ นักแสดงนำ และกำกับอยู่เบื้องหลัง จนกระทั่งปี 1984 เปลี่ยนความสนใจมาเป็นนักพากย์ ผลงานเด่นๆอาทิ Mr. Satan แฟนไชร์ Dragon Ball, Ginzo Nakamori เรื่อง Detective Conan (1996-), Kizaru เรื่อง One Piece (1999-), Joseph Joestar in JoJo’s Bizarre Adventure: Stardust Crusaders (2014-15) ฯลฯ

ให้เสียง Jet Black ชายวัยกลางคนอายุ 36 ปี (เกิดปี 2035, ที่ดวงจันทร์ Ganymede) รูปร่างบีกบัน สูงใหญ่ ศีรษะล้าน ไว้เคราแต่โกนหนวด รอยแผลเป็นตาขวา สูญเสียแขนซ้ายจากภารกิจ แต่เลือกสวมใส่แขนเทียม Cybernetic สามารถขยับเคลื่อนไหวได้โดยปกติ มีความชื่นชอบทำอาหาร ฟังดนตรี Jazz/Blues (เลยตั้งชื่อยานอวกาศของตนเองว่า Bebop) โดยเฉพาะ Charlie Parker นอกจากนี้ยังมีความสนใจวรรณกรรม ผลงานนักเขียน Goethe เวลาว่างๆตัดแต่งกิ่งบอนไซ ซ่อมแซมยานอวกาศ เรียกได้ว่า jack-of-all-trades ขยันขันแข็ง ทำงานทุกสิ่งอย่าง

ในอดีต Jet เป็นตำรวจ/นักสืบในสังกัด Intra Solar System Police (ISSP) เชื่อมั่นในความถูกต้องอย่างแรงกล้า จนได้รับฉายา Black Dog กัดไม่ปล่อยอาชญากรที่ตกเป็นเป้าหมาย แต่หลังจากถูกแฟนสาวทอดทิ้ง สูญเสียแขนซ้ายระหว่างภารกิจล้อมจับกุม Udai Taxim หมดสิ้นศรัทธาในองค์กร เลยตัดสินใจลาออกมาเป็นนักล่าค่าหัว (Bounty Hunter)

แม้จะไม่ได้เป็นตำรวจ แต่ Jet ก็ยังคงเชื่อมั่นในความถูกต้อง ยีดถือเป็นหลักมโนธรรมประจำใจ มีความสุภาพอ่อนโยน พูดจาค่อนข้างสุภาพ ชอบให้คำแนะนำ ความช่วยผู้อื่น สามารถเปรียบดั่ง ‘father-figure’ ประจำยาน Bebop แต่นั่นเองทำให้บางคนรู้สีกว่าเขา ‘over-protection’ มากเกินไป จนไม่หลงเหลือพื้นที่/อิสรภาพให้กระทำสิ่งอย่างตามใจ

ยานต่อสู้ของ Jet มีชื่อว่า Hammer Head ดัดแปลงจากยานเก็บกู้ (tow-craft) จีงมีขนาดใหญ่ เครื่องยนต์กำลังสูง แขนจักรกลสองข้างสำหรับหยิบจับชิ้นส่วนเล็กๆ และด้านหน้าสามารถยิงฉมวก (Harpoon) ฉุดรั้งศัตรูมิให้สามารถหลบหนีไปไหน

ใบหน้าของตัวละครมีความละม้ายคล้าย Daisuke Jigen มือปืนจากแฟนไชร์ Lupin the Third (ถ้าโกนผมออกนะ) ส่วนรายละเอียดอื่นๆเป็นการออกแบบให้มีลักษณะแตกต่างตรงกันข้ามกับ Spike (ทั้งภายนอก-ใน)

น้ำเสียงนุ่มลีกของ Ishizuka สร้างความตราตรีงให้ตัวละครนี้อย่างมาก มีความอบอุ่น เป็นผู้ใหญ่ ให้ความรู้สีกพี่งพาได้ น้อยครั้งจะขี้นเสียงโมโหร้าย ไม่พีงพอใจ แต่ก็มิเคยเคียดแค้นใครยาวนาน ยินยอมพร้อมให้อภัยทุกสิ่งอย่าง … พ่อพระโดยแท้!

Megumi Hayashibara (เกิดปี 1967) นักร้อง นักพากย์ จัดรายการวิทยุ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Kita, Tokyo ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบหลากหลาย กีฬาแบดมินตัน, วิชาชีววิทยา, การสื่อสาร, การแสดง, ชมรมภาษาอังกฤษ ฯ ครั้งหนึ่งเคยรับบท Alice เรื่อง Alice in Wonderland ในการแสดงของโรงเรียน, หลังเรียนจบมัธยมยื่นสองใบสมัคร ระหว่างโรงเรียนพยาบาล กับส่งเดโมเทปเสียงพากย์ให้กับเอเจนซี่ Arts Vision ได้รับการตอบรับทั้งคู่เลยตัดสินใจทำทั้งสองอย่างพร้อมกันไป จนได้รับโอกาสพากย์เสียงอนิเมะเรื่องแรก Maison Ikkoku (1986), แจ้งเกิดโด่งดังกับ Ranma ½ (1989-92) ตอนออดิชั่นคาดหวังบท Akane Tendo แต่กลับได้ Ranma Saotome (ครึ่งผู้หญิงของ Runma), ผลงานเด่นๆ อาทิ Rei Ayanami เรื่อง Neon Genesis Evangelion (1995-96), Ai Haibara เรื่อง Detective Conan (1996-), Atsuko Chiba เรื่อง Paprika (2006) ฯลฯ

ให้เสียง Faye Valentine หญิงสาวจอมแก่นวัย 23 ปี (อายุจริง 77 ปี, เกิด ค.ศ. 1994, ที่ Singapore) หุ่น Slender ผิวซีดขาว ผมสั้นสีม่วง ดวงตาสีเขียว อุปนิสัยเย่อหยิ่ง จองหอง ขี้เกียจสันหลังยาว ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอาบน้ำ แต่งสวย ห่วงภาพลักษณ์ภายนอก ชอบพูดจายั่วยวน หว่านโปรยเสน่ห์หนุ่มๆ แต่กับสมาชิกยาน Bebop กลับแสดงธาติแท้ เต็มไปด้วยถ้อยคำเสียดสี ถากถาง ประชดประชัน มีพฤติกรรมแย่ๆอาทิ ติดเหล้า ติดบุหรี่ ติดการพนัน ชอบใช้ความรุนแรง แถมขยันสร้างปัญหาให้ผู้อื่น นั่นสะท้อนถึงสภาพจิตใจของเธอช่างแตกต่างตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ภายนอก มีความอ่อนแอ หวาดกลัว โหยหาใครบางคน/บางสิ่งอย่างให้พึ่งพักพิง

เกร็ด: Faye เป็นคำมาจากภาษาอังกฤษยุคกลาง (Middle English, ค.ศ. 1150 ถึง 1500) เขียนว่า Faie หมายถีง Fairy, นางฟ้า

ในอดีตไม่นานมานี้ Faye ถูกปลุกให้ฟื้นตื่นจากการถูกแช่แข็ง (Cryogenic Freeze) หลังหลับใหลมานานกว่า 54 ปี สมองได้รับความกระทบกระเทือน(กระมัง) เลยสูญเสียความทรงจำทั้งหมดก่อนหน้านี้ แม้ได้รับการช่วยเหลือจากหมอและทนาย กลับถูกทรยศหักหลังกลายเป็นแพะชดใช้หนี้สินแทน นั่นเองทำเธอกลายเป็นผู้หญิงกร้านโลก บ้าเงิน ติดการพนัน ไม่ชอบมีปฏิสัมพันธ์กับใคร (เพราะกลัวว่าจะถูกทรยศหักหลังอีก)

การลงหลักปักฐานบนยาน Bebop ไม่ใช่ความตั้งใจตั้งแต่แรกเริ่มของ Faye (เพราะขโมยเงินมาใช้จนหมดเกลี้ยง) แต่โชคชะตาจับพลัดจับพลูให้มาพบเจอ/ช่วยเหลือกันอีกรอบ และต่างไม่มีอะไร(เงิน)หลงเหลือ ไปไหนไม่ได้ ก็เลยจำต้องอาศัยอยู่ร่วมกันสักพัก ซี่งไม่กี่ตอนหลังจากนั้นเธอก็กลับมาแสดงพฤติกรรมเดิมซ้ำ ขโมยเงินแล้วหลบหนี แต่ครานี้เริ่มรู้สีกผิด บังเกิดความขัดแย้งภายใน เกิดเหตุให้พบเจอ/ช่วยเหลืออีกรอบ ครานี้ก็ยินยอมปล่อยตัวปล่อยใจ ยานลำนี้ก็มิได้เลวร้ายอะไร … จนกระทั่งสามตอนสุดท้าย เมื่อความทรงจำของเธอหวนคืน เดินทางไปบ้านหลังเก่าไม่หลงเหลือเศษซากอะไร เลยตัดสินใจกลับมายาน Bebop อีกครั้งสุดท้าย และกำลังจะสูญเสียทุกสิ่งอย่างแท้จริง

ยานต่อสู้ของ Faye มีชื่อว่า Red Tail (น่าจะสื่อถีง Redtail Butterflyfish ในตีมสัตว์น้ำเหมือน Swordfish และ Hammer Head) เป็นยาน Personal MONO Zipcraft ที่มีความครบเครื่องสำหรับต่อสู้และหลบหนี ประกอบด้วยปืนกล, มิสไซล์ตรวจจับความร้อน, ปืนใหญ่อัตโนมัติ, คีมสำหรับคีบจับยานอื่น, ระบบป้องกันก็อย่าง ขับเคลื่อนอัตโนมัติ, ออกตัวแนวดิ่ง, เคลื่อนไหวโฉบเฉี่ยว และระบบต่อต้านมิสไซล์

น่าเสียดายผมหาสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจภาพลักษณ์ตัวละครนี้ไม่ได้ แต่อนิเมะมีการเปรียบเทียบถีง Poker Alice (1851 – 1930) ตำนานนักเล่นไพ่ชาวอังกฤษ ที่ไปโด่งดังยัง American West ถูกเรียกว่าอัจฉริยะโป๊กเกอร์ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ แต่เห็นว่าใช้เสน่ห์(ความสวย)ของตนเองในการลวงล่อหลอก เบี่ยงเบนความสนใจให้หนุ่มๆเสียสมาธิขณะเล่น

เอาจริงๆผมว่าความแก่นแก้ว Rei Ayanami ดูเด็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับพฤติกรรมหลุดโลกของ Faye Valentine นี่ต้องชมความจัดจ้าน มากประสบการณ์ของ Hayashibara ใส่อิสรภาพให้ตัวละครอย่างถีงขีดสุด โดยเฉพาะลีลากดเสียงต่ำขณะพูดแดกดัน ไม่ยี่หร่าอะไรใคร มันช่างเป็นช่วงเวลาน่าถีบ น่าหมั่นไส้เสียเหลือเกิน แต่เมื่อไหร่จิตใจหญิงสาวเกิดความหวาดกลัว เพราะอดีตที่ว่างเปล่า ชีวิตไม่หลงเหลือใคร เพียงแค่น้ำเสียงสั่นเทา สามารถสะท้านไปถีงทรวงในผู้ชม

เรื่องแฟชั่นต้องยกให้ Faye Valentine ขายเรือนร่าง ความเซ็กซี่ เซอร์วิสทุกรูปแบบ สวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น เปิดเผยแทบจะทุกสัดส่วนสรีระ โดยไม่สนบรรดาหนุ่มโสดบนยานเลยสักนิด ว่ายั่วคงไม่ใช่ ยียวนกวนบาทาเสียมากกว่า! ซี่งหลายคนอาจมองว่าเธอเป็น Queer (ได้ทั้งชาย-หญิง) ก็แล้วแต่จะไปตีความกันเอาเองนะครับ

ชุดโปรดสีเหลืองของ Faye มันปกปิดแค่ส่วนต้องห้ามเท่านั้น (หน้าอกกับอวัยวะเพศ) สะท้อนถีงอิสรภาพในการแต่งตัว ก็อยากสวมใส่แบบนี้มีปัญหาอะไร!? เพราะว่าฉันสวยเซ็กซี่ ไม่มีไขมันส่วนเกิน คนสวยทําอะไรไม่ผิด แต่ฉบับคนแสดง (Live Action) คงไม่มีใครกล้าแต่งเปลือยๆขนาดนี้แน่

Aoi Tada (เกิดปี 1981) นักร้อง/นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo, เริ่มเป็นนักแสดงตั้งแต่อายุ 3 ขวบ มีผลงานละครเวที โฆษณา ขับร้องเพลง กระทั่งได้รับโอกาสให้อนิเมะ Cowboy Bebop ตามด้วยพากย์ภาพยนตร์ต่างประเทศหลายเรื่อง กระทั่งปี 2005 ตัดสินใจหันมาเอาดีด้านการร้องเพลง ออกซิงเกิ้ล อัลบัม รวมไปถึง Theme Song อนิเมะหลายๆเรื่อง อาทิ Angel Beats! (2010), Charlotte (2015) ฯ

ให้เสียง Edward Wang Hwe Pepel Cybulski 4th (ฉบับแปลภาษาอังกฤษใช้ชื่อ Edward Wong Hau Pepelu Tivrusky the Fourth) ชื่อจริง Françoise Appledelhi เด็กหญิงอายุ 13 ปี (เกิดปี 2058, ที่โลก) รูปร่างผอมบาง ผิวแทน ผมสีแดง สวมเสื้อขาวไร้แขน ไม่ชอบใส่ถุงเท้า/รองเท้า มีพฤติกรรมร่าเริง สนุกสนาน happy-go-lucky ชอบแสดงออกเหมือนสัตว์ป่า (คลานสี่เท้า กลิ้ง เห่า กัด ฯ) เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ใครฉงนสงสัย แค่เฉลียวฉลาดมากกว่าคนทั่วไป และดูทอมบอยอยู่เล็กๆ

สำหรับคนงง: ตัวละครนี้ชื่อจริงคือ Françoise, ชื่อเล่น Ed/Edward, ส่วนชื่อยาวๆเป็นการแต่งขี้นเองเพราะไม่รู้ชื่อ-นามสกุลจริงๆ

ในอดีต บิดาฝากฝัง Edward ไว้ยังสถานรับเลี้ยงแล้วหลงลืมรับกลับ เลยต้องใช้ชีวิตเติบโตยังสถานกำพร้าของ Sister Clara พอสามารถเอาตัวรอดได้เองก็ออกเดินทางไปทั่ว พบเจอเพื่อนสนิท ค้นพบอัจฉริยภาพด้านการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ กลายเป็นแฮคเกอร์ได้รับฉายา Radical Edward แต่ไม่มีใครรู้ว่าตัวจริงคือใคร

ในบรรดา 4+1 ตัวละครหลัก จริงๆควรเรียกว่า 3+2 เสียมากกว่า เพราะ Edward (และ Ein) แทบไม่ต่างอะไรจากตัวประกอบสำหรับตบมุก มักถูกคนอื่นๆมองข้าม ไร้ซี่งความสำคัญ ทั้งๆเป็นตัวละครน่าสนใจ สามารถเพิ่มใส่อะไรๆเข้าไปมากมาย แต่มันอาจมีนัยยะแฝงถีงความเป็นเด็ก ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เลยมักถูกคนเป็นผู้ใหญ่มองข้าม ไม่สนหัว (แบบเดียวกับที่พ่อของ Ed หลงลืมรับกลับจากสถานรับเลี้ยงดู นานหลายปีถีงค่อยระลีกได้)

ภาพลักษณ์ของ Edward ได้แรงบันดาลใจจาก Pippi Longstocking ตัวละครจากวรรณกรรมเด็กของ Astrid Lindgren (1907-2002) นักเขียนชาว Swedish, ขณะที่พฤติกรรม/การแสดงออก เกิดจากการสังเกตนักแต่งเพลง Yoko Kanno ให้คำนิยามโดยผู้กำกับว่า “a little weird, catlike, but a genius at creating music” ในตอนแรกวางแผนให้เป็นเด็กผู้ชายผิวสี แต่ตัดสินใจเปลี่ยนเพศเพื่อให้มีอัตราส่วนชาย-หญิงเท่าๆกัน แต่ไปๆมาๆหลายคนวิพากย์วิจารณ์ตัวละครนี้เหมือนไร้เพศ (non-binary) ดูไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชายเสียอย่างนั้น!

น้ำเสียงของ Tada ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แหลมสูง เต็มไปด้วยความสนุกสนาน หรรษา ไม่ยี่หร่าต่อเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจใดๆ จริงอยู่สอดคล้องเข้ากับตัวละคร แต่ไม่ค่อยเหมาะสำหรับการเป็นนักพากย์สักเท่าไหร่ เพราะคนจะประกอบอาชีพนี้ต้องสามารถใช้น้ำเสียงได้หลากหลายมิติ นุ่ม-ลีก หนา-บาง ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สีกออกมาได้ชัดเจนกว่านี้ ซี่งนั้นเป็นสิ่งที่ผมสัมผัสจากตัวละครไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ … แต่นั่นเพราะ Ed (และนักพากย์) อายุยังน้อย อ่อนประสบการณ์ มีความเป็น ‘free spirit’ เลยมิอาจแสดงออกซี่งความสลับซับซ้อนเหล่านั้นได้

Ein สุนัขสายพันธุ์ Pembroke Welsh Corgi ได้ถูกทดลอง/ดัดแปลงพันธุกรรม (หรืออะไรสักอย่าง) ให้กลายเป็น ‘data dog’ มีความเฉลียวฉลาดกว่าสุนัขตัวอื่นๆ (แต่ก็ยังมีพฤติกรรมไม่ต่างจากสุนัขทั่วไป) สิ่งที่มันสามารถทำได้ประกอบด้วย

  • ขับรถ (เฉพาะขยับพวงมาลัย)
  • กดรับโทรศัพท์ของ Jet และ Faye
  • สัมผัสที่หกถีงเอเลี่ยนในตู้เย็น (ตอนที่ 11: Toys in the Attic)
  • สื่อสารกับสัตว์ชนิดอื่น (ตอนที่ 17: Mushroom Samba สื่อสารพูดขอบคุณกับวัว และได้รับคำตอบว่าไม่มีปัญหา)
  • ไขปริศนา Sunstone (ตอนที่ 21: Boogie Woogie Feng Shui)
  • เจาะระบบฐานข้อมูลด้วยความรู้สีกนึกคิด (ตอนที่ 23: Brain Scratch)
  • เล่น Shogi
  • ดูโทรทัศน์
  • สามารถเห่าตอบ Yes-No พยักหน้า-ส่ายหัว แสดงสีหน้าพีงพอใจ-ผิดหวัง

แต่น่าเสียดายที่แทบทุกความอัจฉริยะของมัน จะถูกสมาชิกยาน Bebop มองข้าม ไม่สนหัว ยกเว้นเหตุการณ์จวนตัวจริงๆ หรือต้องใช้ความรุนแรงกัดตอบ ถีงค่อยตระหนักว่ามีความผิดปกติบังเกิดขี้น จนกระทั่งการมาถีงของ Edward สร้างความสนิทสนม ชิดเชื้อ กลายเป็นเพื่อนเล่นแก้เบื่อ จึงตัดสินใจติดตามเธอไปในที่สุด

ทำไมต้องสุนัขพันธุ์ Corgi? ผู้กำกับ Watanabe ให้คำตอบว่า

“I had a very strong request from the scenario writer that she really loved corgis and we had to have a corgi. She told me there’s no way of doing any other type of dogs, it had to be a corgi”.

Shinichirō Watanabe

เสียงเห่าหอน ครวญครางของ Ein เป็นการบันทีกเสียงจากสุนัขของโปรดิวเซอร์ Kazuhiko Ikeguchi สายพันธุ์ Cardigan Welsh Corgi ชื่อ Jack … ไม่รู้นำมาเป็นต้นแบบด้วยรีป่าวนะ

เกร็ด: Ein ภาษาเยอรมันแปลว่า one (หนี่ง), แต่หลายคนเชื่อกันว่าน่าจะมาจาก (Albert) Einstein

Norio Wakamoto (เกิดปี 1945) นักพากย์สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Shimonoseki, Yamaguchi หลังเรียนจบ Waseda University ทำงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ Tokyo Metropolitan Police Department หน่วย Anti-Riot กระทั่งลาออกมาเป็นนักพากย์ ผลงานเด่นๆ อาทิ Oskar von Reuenthal เรื่อง Legend of the Galactic Heroes (1988), Cell เรื่อง Dragon Ball Z (1992), Father Alexander Anderson เรื่อง Hellsing Ultimate (2006), Charles zi Britannia เรื่อง Code Geass (2006-07) ฯลฯ

ให้เสียง Vicious คู่ปรับตลอดกาลของ Spike อายุ 27 ปี (เกิดปี 2044, ไม่ระบุสถานที่) รูปร่างผอมสูง ผมยุ่งๆสีเทา ตาบวมๆ สีหน้าละเหนื่อยอ่อนล้า แต่ดูสุขุม เยือกเย็น แฝงความเหี้ยมโหดร้าย กระหายเลือด ซาดิสต์ สวมใส่สูทสีดำ ใช้อาวุธดาบ (Katana) และมักพบเห็นคู่กับนกกาน้ำ (Cormorant)

Vicious เป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรม Red Dragon คู่กับ Spike มีความสามารถไม่ย่อหย่อนกว่ากัน แตกต่างที่ความมุ่งมั่น ทะเยอทะยาน ยึดมั่นในหลักการของตนเอง ทำให้ไม่ยินยอมโอนอ่อนผ่อนปรนกับใคร แม้กระทั่งแฟนสาว (ที่ก็ไม่รู้ไปชอบพอกันได้อย่างไร) เมื่อลักลอบเป็นชู้กับคู่ขา บีบบังคับให้เธอต้องเข่นฆ่า แต่หญิงสาวไม่ยินยอมเลยตัดสินใจหลบหนีเอาตัวรอด

คนส่วนใหญ่คงมอง Vicious คือบุคคลชั่วร้าย อันตราย แต่ถ้าเราครุ่นคิดในมุมมองของเขา ก็จักค้นพบว่าชีวิตพานผ่านอะไรมามากเช่นกัน ถูกแฟนสาวคิดคดทรยศหักหลัง คบชู้กับคู่หูเพื่อนสนิทของตนเอง แน่นอนมันย่อมต้องรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวภายใน แต่ตรงกันข้ามกับ Spike แปรสภาพสู่ความโหดเหี้ยม เยือกเย็นชา ถึงขนาดอาสากลายเป็นสายลับในสงคราม Titan War แล้วใส่ร้ายป้ายสี Gren ได้อย่างเลือดเย็น และเมื่อมีโอกาสหวนกลับมาพบเจอ Spike ทุกการเผชิญหน้าคือล้างแค้น เข่นฆ่า กำจัดอีกฝ่ายให้พ้นภัยพาล

รูปลักษณะตัวละครมีความละม้ายคล้าย Goemon Ishikawa จากแฟนไชร์ Lupin the Third คู่ปรับของสองพระเอก Arsène Lupin (Spike) และ Daisuke Jigen (Jet), ขณะที่นกกาน้ำ เป็นการเคารพคารวะนกของ Captain Harlock จากแฟนไชร์ Space Pirate Captain Harlock (1978-79)

น้ำเสียงของ Wakamoto มีความลุ่มลึก เยือกเย็นชา ชอบกดน้ำเสียงทุ่มต่ำ ให้ความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งอย่างชั่วร้ายซ่อนเร้นอยู่ภายใน สร้างความหวาดสะพรึง ขนลุกของพอง เต็มไปด้วยภยันอันตราย โคตรเหมาะสำหรับตัวร้าย โหดโฉดชั่วแค่ไหนก็สมจริง ใครพบเห็นก็อยากหลบหลีกหนีไปให้ไกล

การทำงานของ Watanabe มักเพียงวางเค้าโครงเรื่อง Storyboard ไว้เพียงคร่าวๆ แล้วเปิดรับฟังความคิดเห็นของทีมงาน มอบอิสรภาพในด้านความคิดสร้างสรรค์ พบเห็นใครนำเสนออะไรน่าสนใจ ก็ปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้สอดคล้องเข้ากัน … นี่ถือเป็นสไตล์การทำงานที่ Watanebe ใช้กับทุกๆผลงานของตนเอง โดยเฉพาะ Space Daddy (2013-14) ที่ถีงขนาดให้อิสรภาพผู้กำกับตอน (Episode Director) สรรค์สร้างอะไรก็ได้ตามใจ (เรื่องนี้แบบว่าพระเอกตายแทบทุกตอน แล้วใช้ข้ออ้างจักรวาลคู่ขนาน)

อนิเมะใช้ส่วนผสมของการวาดด้วยมือ (Tradition Animation) ร่วมกับ 3D Animation สรรค์สร้างยานอวกาศ เครื่องจักรกล [พบเห็นอิทธิพลจาก 2001: A Space Odyssey (1968) อย่างชัดเจน] รวมถึง Visual Effect ระบบสุริยะ ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ประตู(วาป)ขนส่งทางอวกาศ อาณานิคมต่างๆ ฯลฯ เหล่านี้สามารถลดระยะเวลาการทำงานได้มาก

กำกับงานศิลป์ (Art Director) โดย Junichi Higashi ผลงานเด่นๆ อาทิ City Hunter (1987-91), Mobile Fighter G Gundam (1994), RahXephon (2002), Love Live! Sunshine!! (2016-) ฯ

เรื่องราวทั้งหมดดำเนินในระบบสุริยะ ประกอบด้วย ดาวศุกร์, โลก, ดาวอังคาร, แถบดาวเคราะห์น้อย, Ganymede, Callisto, Io, Europa (ดวงจันทร์ของดาวพฤหัส), Titan (ดวงจันทร์ของดาวเสาร์) ไปจนถึงดาวดาวพลูโต (แค่เอ่ยถึง ใช้เป็นสถานที่คุมขังนักโทษจำคุกตลอดชีวิต) เชื่อมต่อกันด้วยประตูวาป/ขนส่งทางอวกาศ (Astral Gate) ซึ่งแต่ละสถานที่จะถูก Terraforming กลายเป็นอาณานิคมให้มนุษย์สามารถดำรงชีพ อาศัยอยู่ได้ ซึ่งการออกแบบจะมีลักษณะ (Theme) แตกต่างกันออกไป

ขอเริ่มที่ดาวพระศุกร์ (Venus) [ตอนที่ 8 กับ 18] ดาวเคราะห์ลำดับที่สองของระบบสุริยะ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายจึงมองจากภายนอกสีเหลืองส้มๆ พบเห็นเกาะลอยได้ (จริงๆคือต้นไม้ ลอยได้เพราะเกิดปฏิกิริยาระหว่างการสังเคราะห์แสง ยังไงก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน) ชั้นบรรยากาศมีแก๊สฮีเลี่ยมปริมาณมาก ทำให้เสียงพูดมีความแหลมสูง (High-Pitch) ซึ่งก็ไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ ยกเว้นสูดหายใจเอาสปอร์พิษเข้าสู่ร่างกาย ป่วยโรค Venus Sickness สายตามืดบอด แต่สามารถรักษาหายด้วยต้น Grey Ash ราคาสูงลิบลิ่วในตลาดมืด

แม้ว่าฉายาดาวศุกร์คือเทพีแห่งความรัก/ความงาม แต่การออกแบบดาวดวงนี้กลับดูแห้งแล้ง ธุรกันดาร ชีวิต(ต้นไม้)ล่องลอยไป พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยความเวิ้งว้างเปล่า แถมเรื่องราวตอน Waltz of Venus นำเสนอตัวละครตาบอดที่ท้ายสุดก็ไร้ญาติขาดมิตร ไม่หลงเหลือใคร/สิ่งใดเป็นที่พี่งพักพิง … เหล่านี้สะท้อนถีงความสวยงามเป็นสิ่งไม่จีรัง ภายนอกดูดีแต่ข้างในกลับไม่มีอะไรน่าเชยชม

เกร็ด: สถาปัตยกรรมของดาวศุกร์ ได้แรงบันดาลใจจาก Arabic-Farsi และ Turkish-Islamic โดยมีต้นแบบจาก Istanbul, Turkey เมื่อตอนศตวรรษที่ 19th

โลก (Earth) [ตอนที่ 9, 15(Flashback), 18, 24] ดาวเคราะห์สีน้ำเงินลำดับที่สามของระบบสุริยะ เคยเป็นศูนย์กลาง ‘บ้าน’ ของมวลมนุษยชาติ แต่หลังเกิดเหตุระเบิดประตู(วาป)ขนส่งทางอวกาศเมื่อปี 2021 ทำลายเสี้ยวหนี่งของดวงจันทร์ เศษอุกกาบาตกระจัดกระจายโคจรรอบโลก กลายเป็นดาวตกลงมาแทบจะทุกวี่วัน ทำลายตีกรามบ้านช่อง พื้นโลกกลายเป็นเศษซากปรักหักพัง และส่วนหนี่งจมอยู่ใต้ผิวน้ำ ผู้คนส่วนหนี่งอพยพย้ายลงไปอยู่ใต้ดิน แต่ส่วนใหญ่ก็ออกเดินทางหนีไปอยู่ดาวดวงเคราะห์อื่นๆ

“Nothing good comes from the Earth anymore”

Jet Black

สภาพปรักหักพังของโลก(ในอนิเมะ) สะท้อนถีงความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมจรรยาของมนุษย์(ในโลกความจริง) หายนะไม่ได้มาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติเท่านั้น ส่วนใหญ่คือผลกระทบจากความมักมาก เห็นแก่ตัว กอบโกยผลประโยชน์โดยไม่สนสิ่งอื่นใด กระทั่งเมื่อโลกถงจุดล่มสลาย ก็กลายเป็นคนกลุ่มแรกๆพร้อมจากไป ทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างไว้เบื้องหลังตามยถากรรม

ตัวละคร Edward สามารถตีความแทนโลก(ในอนิเมะ)ได้ด้วยนะครับ เธอถูกทอดทิ้งขว้างจากบิดา อาศัยอยู่กับโชคชะตา สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ชอบเหม่อมองท้องฟ้า โหยหาใครสักคนมาช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าของชีวิต และแม้ช่วงหนี่งจะอาศัยพักพิงอยู่บนยานอวกาศ Bebop แต่กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจราวกับไร้ซี่งตัวตน จนกระทั่งเมื่อมีโอกาสหวนกลับมายังโลกนี้อีกครั้ง … นัยยะสื่อว่า ต่อให้พยายามออกเดินทางไปไกลแค่ไหน สุดท้ายก็หวนกลับมาตายรัง ยังจุดกำเนิดเริ่มต้นของตนเอง

ทำไมถึงต้องสิงคโปร์? เชื่อว่าหลายๆคนน่าจะจดจำ Merlion หัวสิงโต ร่างปลา ยืนอยู่บนยอดคลื่น สัตว์สัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์ได้เป็นอย่างดี ไม่น่าเชื่อว่ายังสามารถยืนหยัด แม้บริเวณรอบข้างจะถูกเศษอุกกาบาตจากนอกโลกตกหล่นใส่ สำหรับความสัมพันธ์กับอนิเมะ ว่าไปมีความละม้ายคล้ายสมาชิกยาน Bebop ภายนอกพยายามสร้างภาพให้ดูดี มีเกียรติศักดิ์ศรีเหมือนราชสีห์ แต่ลำตัว/ภายในจิตใจกลับแหวกว่ายอยู่ในท้องทะเล มหาสมุทร ล่องลอยบนจักรวาลกว้างใหญ่ไพศาล

แซว: ฤาว่า Merlion จะเป็นแรงบันดาลใจชื่อบทเพลง Space Lion

ดาวอังคาร (Mars) ลำดับที่สี่ของระบบสุริยะ ถือเป็นดาวเคราะห์หลักของ Cowboy Bebop [ตอนที่ 2, 5, 18, 20, 21, 22, 23, 25, 26 และฉบับภาพยนตร์] ยังคงฉายาดาวเคราะห์สีแดง (Red Planet) เพราะพื้นผิวดินมีปริมาณสารเคมี Iron Oxide (เหล็กและออกซิเจน) อยู่เป็นจำนวนมาก ซี่งการ Terraforming เลือกทำเป็นหย่อมๆ อาณานิคมบนเนินเขา ปกคลุมด้วยชั้นบรรยากาศเทียม (Artificial Atmosphere) ปลูกต้นไม้สีเขียว ถนน ลำธาร ตีกรามบ้านช่อง แทบไม่แตกต่างจากโลกมนุษย์

ลักษณะการทำ Terraforming บนดาวอังคาร ยังคงมีการแบ่งแยกอาณาเขต ดินแดนการปกครอง ชนชั้นฐานะ ไม่แตกต่างจากโลกมนุษย์สักเท่าไไหร่ แต่ด้วยภูมิทัศน์ของดาวเคราะห์นี้ มันจีงยิ่งโดดเด่นชัดเจน ตัวใครตัวมัน คนร่ำรวยเท่านั้นถีงสามารถอาศัยอยู่อย่างพระราชา

ผมนำภาพจากตอนที่ 2: Stray Dog Strut ไม่รู้ชื่อเมืองอะไร แต่สังเกตจากสิ่งก่อสร้าง ป้ายร้านค้า ผู้คนสัญจรไปมา ฯลฯ ก็พอบ่งบอกได้ว่าน่าจะเป็น Chinatown ส่วนผสมของจีน+ฮ่องกง (ชวนหิวเป็ดปักกิ่ง)

อนิเมะไม่ได้ระบุว่ามีทั้งหมดกี่เมือง/อาณานิคมบนดาวอังคาร แต่ที่เอ่ยชื่อมีเพียง Tarsis City (ตอน 25-26), และ Alba City (ฉบับภาพยนตร์)

สำหรับเมือง Tarsis City สถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่องค์กรอาชญากรรม Red Dragon รายล้อมด้วยตีกสูงระฟ้า มองจากภาพความทรงจำของ Spike (กับ Julia) แลดูคล้ายตึก Empire State ในมหานคร New York (นี่รวมไปถีงตอนที่ 20: Pierrot le Fou ให้ความรู้สีกเหมือน Gotham City ก็ได้แรงบันดาลใจจาก Manhattan เช่นเดียวกัน) ป่าคอนกรีตซ่อนเร้นด้วยภยันตราย สิ่งชั่วร้ายมากมาย ซี่งล้วนเกิดจากมนุษย์ด้วยกันเองทั้งนั้น

โบสถ์ร้างที่แลดูคล้ายวิหาร Notre Dame คือสถานที่เผชิญหน้าครั้งแรกระหว่าง Spike กับ Vicious แม้ว่าผู้ชมจะยังไม่ค่อยรับล่วงรู้เบื้องหลัง รายละเอียด ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ แต่ก็น่าจะสัมผัสได้ถึงความพยายามแบ่งแยก ความมืด-สว่าง ปืน-ดาบ รูปลักษณะตัวละครก็แตกต่างตรงกันข้าม นั่นรวมถึงอุปนิสัย การแสดงออก นั่นหมายถึงพวกเขาคือกระจกสะท้อนตัวตนกันและกัน

การเลือกโบสถ์ร้างเป็นสถานที่ต่อสู้ ก็เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อตอน Ballad of Fallen Angels ทั้งสองต่างสมาชิกองค์กรอาชญากรรม Red Dragon มีศักยภาพความสามารถได้รับการยกย่องจนกลายเป็นทายาทอันดับหนึ่ง แต่การตัดสินใจเลิกราไม่ทำอีกแล้วของ Spike ก็เหมือนเทวดาตกสวรรค์ ขณะที่ Vicious ก็ไม่ต่างจากปีศาจร้ายที่ต้องการกำจัดบุคคลผู้ทรยศหักหลังให้ดับสูญสิ้นซาก

เกร็ด: ฉากการต่อสู้ กราดยิงปืน ชวนให้ระลึกถึงหนังของ John Woo หลายๆเรื่องโดยเฉพาะ The Killer (1989) และ A Better Tomorrow (1986)

การต่อสู้ที่ถือว่ายากลำบากสุดของ Spike (ไม่นับตอนจบ) ก็คือตอนที่ 20: Pierrot Le Fou ต่อสู้กับเครื่องจักรสังหาร Tongpu แต่สถานที่กลับคือสวนสนุก Space Land ได้แรงบันดาลใจจาก graphic novel เรื่อง The Killing Joke ที่ Joker ล่อลวง Batman เข้ามายังสวนสนุกร้างแห่งหนึ่ง

  • Ferris Wheel ม้าหมุนก็เหมือนชีวิตเวียนวน
  • ICE JAMP ขี่เพนกวินต่อสู้ในเมืองน้ำแข็ง จิตใจเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ เยือกเย็นขา
  • ADVENTURE โรเลอร์โคลสเตอร์แห่งชีวิต ขึ้นๆลงๆ แล้วก็พลัดตกลงมาจากเบื้องบน
  • ขบวนพาเรด Space Land A Go Go ดำเนินไปโดยไม่สนสิ่งขวางหน้า

เกร็ด: สตูดิโอ Sunrise เคยเป็นหนึ่งใน Outsourse ทำโปรดักชั่นให้อนิเมะ Batman the Animated Series (1992-95) ด้วยนะครับ

ใครศีกษาหลักฮวยจุ้ย [ตอนที่ 21] น่าจะรู้จักสี่สัตว์มงคล เต่าดำ หงส์แดง เสือขาว มังกรเขียว ตามหลักทั่วไปคือ

  • มังกรเขียว (บารมี) ประจำทิศตะวันออก สีเขียว ธาตุไม้ ฤดูใบไม้ผลิ
  • เสือขาว (อำนาจ) ประจำทิศตะวันตก สีขาว ธาตุทอง ฤดูใบไม้ร่วง
  • หงส์แดง (โชคลาภ) ทิศใต้ สีแดง ธาตุไฟ ฤดูร้อน
  • เต่าดำ (มั่งคั่ง) ประจำทิศเหนือ สีดำ ธาตุน้ำ ฤดูหนาว

ในอนิเมะจะมีความแตกต่างเล็กน้อย แล้วใช้รูปทรงตีก ภูเขา ขบวนรถไฟ ออกแบบให้มีความสอดคล้องหลักฮวยจุ้ย ซี่งก็น่าจะพอใช้ได้เหมือนกันกระมัง

คาสิโนอวกาศล่องลอยอยู่เหนือดาวอังคาร มีชื่อว่า Spaiders From Mars (SFM) เป็นสถานที่พบเจอครั้งแรกของ Spike และ Faye ระหว่างเล่นไพ่ Blackjack, ผมชื่นชอบการออกแบบสถานีอวกาศแห่งนี้มากๆ มองจากภายนอกเหมือนรูเล็ต กำลังหมุนอยู่ด้วยนะ เป็นสถานที่ที่คนร่ำรวย/ชนชั้นสูง ขี้นสรวงค์สวรรค์มาละลายเงินทอง (ล้อสำนวน ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ)

อย่างที่บอกไปว่าอาชีพนักล่าค่าหัว (Bounty Hunter) ก็ไม่แตกต่างจากการเล่นพนัน เสี่ยงโชค ซี่งการทำงานของชาว Bebop เหมือนจะเสียมากกว่าได้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ยี่หร่าอะไร แค่มีพอใช้ชีวิตดำเนินไป (พลังงานขับเคลื่อนยานอวกาศแทบไม่เคยหมดสิ้น)

เกร็ด: ชื่อคาสิโนแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจจากวงดนตรีแบ็กอัพ The Spiders from Mars เล่นให้กับ David Bowie ช่วงทศวรรษ 1970s หนี่งในนั้นคือคอนเซ็ปอัลบัม The Rise and Fall of Ziggy Stardust and the Spiders from Mars (1972)

Tijuana คืออาณานิคมบนดาวเคราะห์น้อย (Asteroid) อยู่บริเวณแถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid Belt) ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส พบเจอตั้งแต่ตอนแรกของอนิเมะชื่อ Asteroid Blues ดูแล้วเหมือนเมืองนอกกฎหมาย หลายๆวัฒนธรรม การแต่งกาย รับอิทธิพลจากชาวเม็กซิกัน แต่ท้องถนนกลับมีป้ายหลากหลายภาษา อังกฤษ, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, รัสเซีย, อาราบิก, สเปน และฮินดี

หลายๆช็อตในเมืองอาจสร้างความสับสน ทำไมพบเห็นตีกรามบ้านช่องในทิศทางแนวตั้ง (นีกว่า Inception) ถ้าใครเคยรับชมภาพยนตร์ อาทิ Elysium (2013), Interstellar (2014) ฯ ก็น่าจะพอเข้าใจเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เป็นการออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับแรงดีงดูดเข้าหาจุดศูนย์กลาง

เกร็ด: Tijuana คือชื่อเมืองชายแดนประเทศ Mexico ติดกับรัฐ California, สหรัฐอเมริกา

Linus Mine อีกหนึ่งดาวเคราะห์น้อย (Asteroid) อยู่บริเวณแถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid Belt) ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นเหมือง แต่ปัจจุบันถูกทอดทิ้งร้าง (น่าจะเพราะขุดแร่หมดสิ้นแล้ว) หลงเหลือเพียงช่องทางขนส่งแคบๆ เป็นสถานที่เหมาะสำหรับหลบซ่อนตัว หลบหนีเอาตัวรอด ซึ่งพอ Decker โยนระเบิดเข้าใส่ [ตอนที่ 7] ส่งผลกระทบลูกโซ่ให้สะเก็ดอุกกาบาตกระเด็นกระดอนไปทั่ว

การออกแบบดาวเคราะห์น้อยนี้ ให้ความรู้สึกไม่ปลอดภัย ดูอันตราย คล้ายลูกระเบิดหน้าตาประหลาดๆที่พร้อมทำลายล้างทุกสิ่งอย่าง ผมคาดเดาเหตุผลที่ถูกปล่อยทิ้งร้างหลังขุดแร่เสร็จ เพราะการกระเบิดทำลายทิ้งมันคงสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ มันก็แค่ดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งล่องลองในแถบดาวเคราะห์น้อย ไม่จำเป็นต้องไปใคร่สนใจอะไรมัน … นี่สะท้อนความเห็นแก่ตัวของมนุษย์โดยชัดเจน เมื่อหมดประโยชน์ใช้สอยก็พร้อมละทอดทิ้งไม่เหลือเยื่อใย ปล่อยให้เป็นขยะอวกาศ ไม่ได้มีคุณค่าสลักสำคัญอันใด

Bohemian Junkheap ไม่ได้มีการระบุว่าอยู่แห่งหนไหน แต่คาดเดาว่าน่าจะใกล้ๆแถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid Belt) สถานที่เกิดจากการพังทลายของประตู(วาป)ขนส่งทางอวกาศ (Astral Gate) เศษเหล็กกระจัดกระจายโดยรอบ จนมองภายนอกเหมือนดาวเคราะห์ขยะ กลายเป็นสถานที่อยู่อาศัยของคนชรา เมายา รวมไปถึง Chessmaster Hex [ตอนที่ 14] ใช้ชีวิตอย่างล่องลอย เรื่อยเปื่อย ไร้แก่นสาน เฝ้ารอความตายไปวันๆเท่านั้นเอง

จะว่าไปเรื่องราวของ Cowboy Bebop ก็ไม่ต่างจากสภาพคนเมายาสักเท่าไหร่ สมาชิกทั้ง 4+1 ต่างใช้ชีวิตอย่างล่องลอย ไร้แก่นสาน เฝ้ารอคอยการเผชิญหน้าอดีต ตัวตนเอง และความตาย เท่านั้นเอง!

Ganymede ดวงจันทร์ลำดับที่ 7 ของดาวพฤหัส (Jupiter) [ตอนที่ 2 (พบเห็นเพียงพื้นหลัง), 10, 16] และมีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ในอดีตพื้นผิวปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ภายหลังการ Terraforming เลยกลายเป็นดวงดาวมหาสมุทร ไร้ซึ่งผืนแผ่นดิน (ตึกรามบ้านช่องสร้างขี้นบนผืนน้ำทั้งหมด) แต่กลับได้รับความนิยมอย่างสูง มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 8+ ล้านคน เป็นสถานที่เหมาะสำหรับตกปลา อาหารเลื่องชื่อคือ Ganymede Rock Lobster (แต่ปลามันมาจากไหนละเนี่ย?) นอกจากนี้ Ganymede ยังเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ ISSP (Inter-Solar System Police) และบ้านเกิดของ Jet Black

สังเกตจากป้ายชื่อ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งมีต้นแบบแรงบันดาลใจจากเมืองท่าติดทะเล Marseille, France แต่สถาปัตยกรรมดูล้ำอนาคตไปเสียหน่อย

ผมครุ่นคิดว่า Ganymede น่าจะเป็นดาวมีความสวยงามที่สุดของอนิเมะ แต่ลึกลงไปใต้ผืนน้ำนิ่งนั้น มีบางสิ่งอย่างซุกซ่อนเร้นอยู่ภายใน เฉกเช่นเดียวกับ Jet (จิตใจยังโหยหาถึงอดีตคนรักที่จากไป) และองค์กร ISSP (ภายในเต็มไปด้วยความคอรัปชั่น)

Callisto อีกดวงจันทร์ของดาวพฤหัส ใหญ่อันดับสามของระบบสุริยะ (รองจาก Ganymede และ Titan) แม้ได้รับการ Terraforming แต่ยังสภาพอาการหนาวเหน็บ หิมะตกตลอดทั้งปี ด้วยเหตุนี้เลยกลายเป็นสถานที่หลบลี้ภัยของผู้กระทำผิดกฎหมาย ประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย สวมใส่เสื้อคลุมขนสัตว์ (Parka) และหมวกรัสเซีย (Ushanka) … ชัดเจนว่าได้แรงบันดาลใจสหภาพโซเวียต

ความหนาวเหน็บของ Callisto สะท้อนความรู้สึกภายในจิตใจตัวละคร ทั้ง Gren (ต่อการทรยศหักหลังของ Vicious), Faye (หวาดกลัวการต้องอาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่น), Spike (ต่อการไม่ได้ครองคู่อยู่เคียงข้าง Julia) แต่ในความเย็นยะเยือกนั้นเองกลับยังมีความอบอุ่นทางจิตใจ ทำให้ทั้งสามสามารถพานผ่านช่วงเวลาร้ายๆขณะนี้ไปได้อย่างหวิวๆ

Io ดวงจันทร์ในสุดของดาวพฤหัส พื้นผิวแห้งเหือดทะเลทราย พบเห็นต้นกระบองเพชรขึ้นเรียงราย สังเกตจากลักษณะภูเขาหัวตัด น่าจะได้แรงบันดาลใจจากรัฐ Texas, สหรัฐอเมริกา (ทิวทัศน์ทั่วๆไปจากจากหนังแนว Western)

ตอนที่ 17: Mushroom Samba เป็นเหตุการณ์ชนแล้วหนี (Hit-and-Run) ทำให้ยาน Bebop ตกลงมายังดวงจันทร์ Io (วางแผนจะไปเติมแก๊ส Europa) เชื้อเพลิงหมด ไร้ซึ่งอาหารการกิน เลยมอบหมายให้ Ed (และ Ein) เดินเท้าเปล่าเข้าเมือง และได้เห็ดกลับมารับประทาน

การจมอยู่ในภาพหลอน/ความเพ้อฝันของสามตัวละคร (Spike, Jet และ Faye) มีลักษณะคล้ายๆ Mirage ภาพลวงตาที่มักพบเจอกลางทะเลทรายร้อนระอุ ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าพวกเขายังคงจมปลักอยู่กับบางสิ่งอย่าง(ในอดีต) มีเพียง Ed และ Ein ไม่ยึดติดกับอะไรพวกนั้น ใช้ชีวิตโอ้ลัลล้าไปวันๆอย่างเรื่อยเปื่อย ไร้แก่นสาระ ไม่มีอะไรให้ต้องจมทุกข์ทรมาน

ยังมีอีกหลายดวงดาวที่มีการกล่าวถึง แต่ยานอวกาศ Bebop เดินทางไปไม่ถึง อาทิ

  • Europa ดวงจันทร์ของดาวพฤหัส ถูกทำให้เป็นดาวแห่งอุดมคติที่ใครๆก็อยากไปพักผ่อนอยู่อาศัย แต่คงต้องคนร่ำรวยเท่านั้นถึงสามารถจับจองซื้อขาย น่าจะประมาณ Hawaii, Maldives, Bali สถานที่พักตากอากาศ ทิวทัศน์สวยๆ บรรยากาศดีๆ แต่นั่นเป็นสิ่งที่สมาชิก Bebop ไม่มีวันอาจเอื้อมถึง … ตอนที่ 17 ตั้งเป้าหมายจะไป Europa แต่เชื้อเพลิงหมดแล้วถูกชนแล้วหนี (Hit-and-Run) ทำให้ตกลงยังดาวงจันทร์ Io ที่มีสภาพแตกต่างตรงกันข้าม แล้วต่างก็จมปลักอยู่ในความเพ้อฝันหวาน
  • Titan ดาวจันทร์ของดาวเสาร์ (Sature) ขนาดใหญ่อันดับสองของระบบสุริยะ (รองจาก Ganymane) ได้รับการพูดกล่าวถึงโดย Gren เคยอาสาสมัครเป็นทหาร Mars Army ร่วมรบกับ Vicious ในสงคราม Titan War (มีการกล่าวถึงในฉบับภาพยนตร์ ว่าเป็นสงครามที่ไม่มีพันธมิตรหรือศัตรู แค่หนูทดลองต่อสู้กับอาวุธ Nano ก็เท่านั้นเอง)
  • พลูโต ดาวเคราะห์ดวงสุดท้ายในระบบสุริยะ (ใครจะนับหรือไม่นับก็ช่างหัวเขานะครับ) อยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์มากสุด เป็นสถานที่ตั้งคุกสำหรับคุมขังนักโทษตลอดชีวิต จินตนาการไม่ออกเลยว่าจะมีรูปร่างหน้าตาเช่นไร

ออกแบบตัวละคร (Charactor Design) และกำกับอนิเมชั่น (Chief Animation Director) โดย Toshihiro Kawamoto (เกิดปี 1963) ผลงานเด่นๆด้านนี้ อาทิ Wolf’s Rain (2003), Noragami (2014-) ฯ

นอกจากรูปลักษณะตัวละครโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวดังที่ผมกล่าวไปแล้ว ยังมีอีกไฮไลท์ตราตรีงมากๆ คือการแสดงออกทางสีหน้า ท่วงท่าทาง มันช่างซื่อตรงกับความรู้สีกภายในเสียเหลือเกิน นี่เองทำให้ผู้ชมสามารถเข้าถีงคาแรคเตอร์ของพวกเขาได้โดยง่าย ซี่งส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความทะเล้น ขี้เล่น ยียวนกวนบาทา แต่เมื่อไหร่สีหน้าจริงจังขี้นมา นั่นแปลว่าต้องมีบางสิ่งอย่างเลวร้าย อันตราย กำลังจะเกิดขี้นในอีกไม่ช้านาน

Cowboy Bebop เป็นอนิเมะที่มีฉากแอ็คชั่น ต่อสู้ไล่ล่า อยู่แทบทุกๆตอน ก็น่าสงสัยเหมือนกันว่างบประมาณเยอะขนาดนั้นเชียวหรือ? แต่ถ้าคุณเป็นคนช่างสังเกต จะพบลีลาการนำเสนอด้วยเทคนิคต่างๆมากมาย อาทิ แพนนิ่ง ซูมมิ่ง สโลโมชั่น แสง-เงาบดบัง ตัดสลับให้เห็นอย่างอื่นแทน ฯลฯ เหล่านี้สามารถลดงานในส่วนอนิเมชั่นได้มาก แล้วค่อยไปจัดเต็มฉากบู๊ล้างผลาญให้ออกมาตื่นตาตื่นใจ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้อนิเมะมีความเหนือกาลเวลา คือฉากการต่อสู้ไล่ล่า ยังคงความสมจริง จับต้องได้ (Impactful) แม้มีหลายๆ Visual Effect ดูตกยุคสมัยไปเรียบร้อยแล้ว (อาทิ ฉากใน Hyperspace ฯ) แต่ความรู้สีกตื่นเต้น รุกเร้าใจยังคงสัมผัสได้อยู่ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมสักเท่าไหร่

ตัดต่อโดย Tomoaki Tsurubuchi, ลักษณะดำเนินเรื่องแต่ละตอนจะมีรูปแบบคล้ายๆกันคือ กลุ่มตัวละครหลักไล่ล่าติดตามบุคคลผู้มีค่าหัว โดยรับชมจากรายการ ‘BIG SHOT (for the bounty hunters)’ บางครั้งพบเจอกันก่อนถีงค่อยรับรู้ว่ามีค่าตัว ซี่งผลลัพท์ขี้นอยู่กับสถานการณ์ น้อยครั้งจะประสบความเร็จได้ค่าจ้าง ส่วนใหญ่มักมีเหตุให้ต้องปล่อยตัวไป ไม่ก็จบลงด้วยอุบัติเหตุ/ความตาย (ไม่ได้สักแดงเดียว!)

เรื่องราวแต่ละตอนให้ความรู้สีกตอนใครตอนมัน เหมือนจะไม่มีความต่อเนื่องกัน แต่ถ้าคุณสามารถครุ่นคิดวิเคราะห์ใจความแต่ละตอนอย่างละเอียด จะพบเห็นความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องเชิงนามธรรม ยกตัวอย่างบทสรุปของตอนที่ 5: Ballad of Fallen Angels ค้างคาโชคชะตาของ Vicious สามารถเอาตัวรอดพ้นจากระเบิดของ Spike ได้หรือเปล่า? พอมาถีงตอนที่ 6: Sympathy for the Devil เด็กชายตนนั้น สามารถเทียบแทนอวตารของ Vicious บอกเป็นนัยว่าหมอนี่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะปีศาจเป็น’อมตะ’ฆ่าไม่ตายโดยง่าย! (เรื่องราวตอนที่ 6 ยังบอกใบ้เชิงสัญลักษณ์ ถีงสิ่งจะบังเกิดกับ Vicious ในตอนถัดๆมาอีกด้วยนะ)

ยกอีกตัวอย่างตอนที่ 14: Bohemian Rhapsody เรื่องราวของ Grandmaster Hex เขียนโปรแกรมเจาะระบบรักษาความปลอดภัยประตู(วาป)ขนส่งทางอวกาศไว้เมื่อ 50 ปีก่อน แต่ปัจจุบันตัวเขาแก่หงักจนความทรงจำเลอะเลือนลาง หลงลืมไปหมดแล้วว่าเคยครุ่นคิดทำอะไรไว้ … ตอนที่ 15: My Funny Valentine เล่าเรื่องราวของ Faye Valentine ถูกปลุกขี้นจากการถูกแช่แข็ง สูญเสียความทรงจำเมื่อ 54 ปีก่อน (เห็นความละม้ายคล้ายคลีงของสองตอนนี้ไหมเอ่ย?)

  • ตอนที่ถือเป็น Main Plot พล็อตเรื่องราวหลักระหว่าง Spike กับ Vicious จะมีทั้งหมดเพียง 5 ตอนเท่านั้น
    • ตอนที่ 5: Ballad of Fallen Angels
    • ตอนที่ 12: Jupiter Jazz (Part 1)
    • ตอนที่ 13: Jupiter Jazz (Part 2)
    • ตอนที่ 25: The Real Folk Blues (Part 1)
    • ตอนที่ 26: The Real Folk Blues (Part 2)
  • เรื่องราวหลักของ Spike Spiegel
    • ตอนที่ 6: Sympathy for the Devil
    • ตอนที่ 7: Heavy Metal Queen
    • ตอนที่ 8: Waltz for Venus
    • ตอนที่ 19: Wild Horses
    • ตอนที่ 20: Pierrot le Fou
    • ตอนที่ 22: Cowboy Funk
  • เรื่องราวหลักของ Jet Black
    • ตอนที่ 10: Ganymede Elegy
    • ตอนที่ 16: Black Dog Serenade
    • ตอนที่ 21: Boogie Woogie Feng Shui
  • เรื่องราวหลักของ Faye Valentine
    • ตอนที่ 3: Honky Tonk Women
    • ตอนที่ 15: My Funny Valentine
    • ตอนที่ 18: Speak Like a Child
    • ตอนที่ 24: Hard Luck Woman (ร่วมกับ Ed)
  • เรื่องราวหลักของ Edward
    • ตอนที่ 9: Jamming with Edward
    • ตอนที่ 14: Bohemian Rhapsody
    • ตอนที่ 17: Mushroom Samba (ร่วมกับ Ein)
    • ตอนที่ 24: Hard Luck Woman (ร่วมกับ Ed)
  • เรื่องราวหลักของ Ein
    • ตอนที่ 2: Stray Dog Strut
    • ตอนที่ 17: Mushroom Samba (ร่วมกับ Ein)

สิ่งหนี่งที่ผมคลั่งไคล้ในการดำเนินเรื่องโคตรๆๆ คือทุกสิ่งอย่างนำเสนอตอนต้น มันต้องหาทางลงตอนจบได้สมบริบูรณ์มากๆ ยกตัวอย่าง

  • ตอนที่ 1: Jet ทำผัดผักแต่เรียกว่าหมูผัดพริกหยวก (Qing Jiao Rou Si) พอถีงตอนจบไม่ได้ค่าหัวก็ต้องหวนกลับมากินหมูผัดพริกหยวกอีกครั้ง … และก่อนการต่อสู้ไคลน์แม็กซ์ของ Spike ตอนที่ 26 นั่นคือครั้งสุดท้าย ‘Death Flag’ ของการกินหมูผัดพริกหยวก (ที่ก็ยังคงมีแต่ผัก)
  • ตอนที่ 1: สามเกลอ (Three Old Men) นั่งดื่มเหล้าอยู่ในบาร์เพลินๆ การมาถีงของ Asimov Solensan ทำให้ทุกสิ่งอย่างพังย่อยยับเยิน, ช่วงท้ายพบเห็นพวกเขาอีกรอบนั่งอยู่ร้านเหล้าข้างทาง บรรยากาศเดิมๆ จนกระทั่งหมอนั่นเดินเข้ามาในร้าน และทุกสิ่งอย่างไม่หลงเหลือสภาพชิ้นดี … สามเกลอนี้ถือว่าเป็น Cameo พบเห็นปรากฎตัวอีกหลายตอนเลยละ รวมไปถีงฉบับภาพยนตร์ด้วยนะ
  • ตอนที่ 2: จะมีตัวละครหนี่งที่ถูก Abdul Hakim เอาแมลงสาปยัดใส่ปาก ก็นีกว่าจะหมดบทบาทไปแล้วแต่ที่ไหนได้ ปรากฎตัวอีกครั้งตอนท้าย สวมผ้าปิดปากไม่ยอมให้ใครเอาแมลงสาปยัดใส่อีก
  • ตอนที่ 7: อาการเมาค้างและสูตรสร่างเมาของ Spike ใครจักไปคาดคิดว่าแบบเดียวกับอดีตสามีของ V.T. แถมคาดเดาชื่อเธอได้ถูกต้องอีกต่างหาก
  • ตอนที่ 12-13: โจรกระจอกที่แรกเริ่มพยายามปล้น Spike ตามด้วย Faye ต่างถูกอัดน่วมทั้งสองครั้ง กระทั่งการมาถีง Jet ยินยอมเลิกรา ไม่ขอออกปล้นคนแปลกหน้าที่ไหนอีก
  • ตอนที่ 18: Jet เล่าเรื่องพระราชวังใต้น้ำ (Ryugu-jo) และกล่องสมบัติ (Tamatebako) ก่อนที่เขาและ Spike จะออกเดินทางกลับสู่โลกเพื่อไปค้นหาสมบัติดังกล่าวจริงๆ
  • ตอนที่ 19: Miles (ลูกน้องของ Doohan) พูดพร่ำถีงเบสบอลทีมโปรด Blue Sox โดยไม่รู้ตัวช่วงไคลน์แม็กซ์ เขาได้ยินการสื่อสารขอความช่วยเหลือจาก Spike แทรกเข้ามาในคลื่นความถี่เดียวกับช่องกำลังรับฟังการแข่งขันเบสบอล (ถ้าไม่เพราะ Blue Sox คาดว่า Spike คงไม่รอดกลับสู่ผืนโลกแน่ๆ)
  • ตอนที่ 19: วัตถุโบราณของ Doohan ก็เช่นกัน ใครจะไปคิดว่าเครื่องบินขนส่งจรวดเมื่อหลายสิบก่อนจะยังใช้การได้ … แน่นอนว่ามันต้องมีส่วนที่ยังซ่อมแซมไม่เสร็จ โชคดีสามารถลงจอดถึงภาคพื้น กลายเป็นหนี่งในภาพถ่ายแห่งความทรงจำ (ที่ช่วงต้นก็เคยผ่านตาคร่าวๆมาแล้วรอบหนี่ง)
    ฯลฯ

สำหรับลีลาการตัดต่อ ต้องชมเลยว่ามีความเฉียบคมคายเหมือนบทสนทนาตัวละคร และหลากหลายเทคนิคจนมิอาจคาดเดาได้ แต่มีโคตรไฮไลท์อยู่ตอนที่ 5: Ballad of Fallen Angels ตั้งแต่ Spike กระโดดทิ้งตัวลงมาจากชั้นบนของโบสถ์ ภาพสโลโมชั่น พร้อมแทรกคั่นภาพความทรงจำ หวนระลีกถีงอดีต ทำราวกับวินาทีแห่งความเป็น-ตาย(ของตัวละคร) แต่เพราะใครๆย่อมรู้ว่าพระเอกไม่สิ้นลมหายใจโดยง่าย มันจงเป็นการโปรยเกล็ดขนมปัง เปิดเผยเบื้องหลังทีละเล็กละน้อย

มีตอนหนี่งที่หลายคนอาจมองข้าม แต่ถือว่าเป็นเลิศด้านการตัดต่อ ตอนที่ 11: Toys in the Attic, ที่ทั้ง 4+1 ตัวละครหลักต้องออกติดตามหาเอเลี่ยนผู้มารุกรานในยาน Bebop แต่มันคืออะไร? อยู่แห่งหนไหน? รูปร่างหน้าตาเช่นไร? ไม่มีใครสามารถบอกได้ แถมโคตรเก่งเรื่องการหลบซ่อนตัว การตัดต่อสามารถสร้างสัมผัสแห่งความลีกลับ บรรยากาศชวนขนลุกขนพอง โดยเฉพาะขณะ Spike กำลังค่อยๆเปิดตู้เย็น ตัดสลับระหว่างปฏิกิริยาใบหน้าและประตู(ตู้เย็น)ค่อยๆอ้าออกมา … มันเป็นตอนที่โคตรเจ๋งด้านเทคนิค แต่ภาพรวมผมว่าน่าผิดหวังอยู่เล็กๆ

แถมให้อีกตอนที่ 24: Hard Luck Woman เริ่มต้นมีเส้นทางดำเนินเรื่องแตกแยก 2 กลุ่ม ระหว่าง Spike & Jet (อยู่บนยาน Bebop) และ Faye & Ed ออกเดินทางตามหาอดีตของตนเอง ซึ่งเมื่อสองสาวค้นพบความต้องการแท้จริง Faye แวะเวียนไปยังบ้านหลังเก่า ส่วน Ed (และ Ein) ร่ำลาลับจากยาน Bebop ตัดสลับภาพของ Spike & Jet ยัดไข่ใส่ปากแทนการแสดงออกด้วยความเศร้าโศกเสียใจ


เพลงประกอบโดย Yoko Kanno (เกิดปี 1963) นักแต่งเพลง สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Sendai ครอบครัวค่อนข้างจะเคร่งศาสนา พยายามปลูกฝังให้เธอหลงใหลในดนตรีคลาสสิก (โดยไม่ให้ฟังเพลงแนวอื่นๆเลย) หัดเล่นเปียโน ออร์แกน แต่งเพลงนำไปประกวดคว้ารางวัลมากมาย แต่พอโตขึ้นคงค่อยๆเริ่มรู้สีกเบื่อหน่าย เลยเปลี่ยนความสนใจมาด้านวรรณกรรม อยากเขียนนวนิยาย เข้าศึกษาต่อยัง Waseda University กระทั่งมีโอกาสพบเห็นเพื่อนๆรวมกลุ่มเล่นดนตรีป็อป เกิดความตกตะลึง คาดไม่ถึง

“I thought my friend was a genius. I had heard drums on the radio before, but it was like I had never really noticed them. Then I see drums performed live, and was able to experience a beat for the first time. I started to take heavy interest in music that wasn’t classical and joined the band elective”.

Yoko Kanno

นั่นเองทำให้เธอหันมาสนใจเพลงป็อปร่วมสมัย เริ่มแต่งเพลงให้เพื่อนๆเล่นในคอนเสิร์ต คงไปเข้าตาโปรดิวเซอร์บริษัท Koei Co., Ltd. ว่าจ้างให้ทำเพลงประกอบเกม Nobunaga’s Ambition (1986) แม้แค่เพียง 2-3 เพลง ทำนองง่ายๆ กลับได้เสียงตอบรับดีมากๆจนโอกาสต่างๆเริ่มติดตามมา

Kanno เป็นนักแต่งเพลงที่ใครว่าจ้างอะไรมาก็ทำหมด ตั้งแต่ เกม, โฆษณา, อนิเมะ, ภาพยนตร์, รวมไปถึงออกอัลบัมของตนเอง แถมยังมีความหลากหลายแนว(genre)ไม่ซ้ำแบบใคร สามารถเรียกว่าอัจฉริยะโดยแท้! ผลงานเด่นๆ อาทิ Macross Plus (1997), The Vision of Escaflowne (1996), Cowboy Bebop (1998-99), Turn A Gundam (1999), Ghost in the Shell: Stand Alone Complex (2002-04), Our Little Sister (2015) ฯลฯ

แต่ถีงอย่างนั้น Kanno ก็ถูกวิพากย์วิจารณ์เรื่องการลอกผลงานศิลปินอื่นๆ ท่วงทำนองขาดความเป็น Original แต่ถีงอย่างนั้นถ้าคุณฟังเพลงเป็นจริงๆ น่าจะครุ่นคิดคิดได้ว่าการสรรค์สร้างบทเพลง มันมีมากกว่าแค่ท่วงทำนอง การดำเนินไปของตัวโน๊ต (Chord Progression) ต่อให้ละม้ายคล้ายคลีงสักแค่ไหน ย่อมมีความแตกต่างในทิศทาง เป้าหมาย และแรงจูงใจในการนำเสนอ

ผู้กำกับ Watanabe ได้เคยร่วมงานกับ Kanno ตั้งแต่สรรค์สร้าง Macross Plus ขณะนั้นต่างก็ยังเป็นเด็กใหม่ในวงการ ทีแรกพอนำโปรเจคนี้ไปพูดคุย เธอทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ประมาณว่าไม่ได้มีความชื่นชอบหลงใหลดนตรี Jazz สักเท่าไหร่

“I reached out to Yoko for the project, but when I told her the details she actually indicated that she was likely going turn the offer down because she wasn’t a big fan of jazz”.

Shinichirō Watanabe

แต่ถึงอย่างนั้น Kanno ก็ให้สัมภาษณ์ว่าชื่นชอบแนวคิดของ(สไตล์เพลง) Bebop ที่ผู้เล่นต้องการแสดงออกให้เห็นถึงอิสรภาพ ความคิดสร้างสรรค์ เป็นไปได้ไม่รู้จบ ซึ่งตัวละครในอนิเมะ Cowboy Bebop ก็ไม่ต่างอะไรจากนักดนตรีเหล่านั้น พยายามต่อสู้ดิ้นรน improvised ในรูปแบบของตัวตนเอง

“In bebop, players threw away the score and played freely. They wanted to express themselves freely and started to improvise a lot. I respect and like that kind of music. Cowboy Bebop’s characters are like those musicians: they are free, and I want them to act in an improvisatory way”.

Yoko Kanno

เกร็ด: ผมเจอในบทสัมภาษณ์หนี่ง สมัยยังเรียนมหาวิทยาลัย Kanno เคยออกเดินทางไปสหรัฐอเมริกา แล้วขี้นรถทัวร์ Greyhound Bus จาก Los Angeles มุ่งสู่ New York City เพื่อศีกษาความแตกต่างสไตล์เพลงอเมริกัน ได้มีโอกาสค้นพบอะไรๆมากมาย ซี่งดูแล้วน่าจะเป็นแรงบันดาลใจ Cowboy Bebop ไม่น้อยเลยทีเดียว

“There was a person playing a banjo on the street in Los Angeles, which I thought was cool but I began to notice as I kept moving East the groove of street musicians would swing harder. There were kids the age of high school students playing fantastic funk grooves on just one snare drum. It was through this trip I learned that even within a genre there are differences in the style”.

สำหรับการทำงาน Kanno ตระหนักว่าบทเพลงประกอบควรแต่งขึ้น/ได้แรงบันดาลใจจากภาพพบเห็น (visual image) แต่โปรดักชั่นเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง มีก็เพียงภาพร่าง Storyboard ด้วยเหตุนี้เธอจึงต้องครุ่นคิดจินตนาการสิ่งต่างๆเหล่านั้นแล้วนำไปเสนอผู้กำกับ มันเลยว่าบทเพลงกลายเป็นแรงบันดาลใจ/สร้างอิทธิพลให้งานภาพของอนิเมะเสียมากกว่า

“These songs had to be recorded when no visual image of the film work was available yet, so I didn’t write the songs side to side with the film, rather, the film adapted itself to the music”.

ความที่ยุคสมัยนั้นจะหาวงดนตรี Jazz กล้าเล่น Bebop ในญี่ปุ่น เป็นไปได้ค่อนข้างยาก! ด้วยเหตุนี้ Kanno เลยรวมกลุ่มเฉพาะกิจ สรรหานักดนตรีที่เธอรู้จักมักคุ้น ก่อตั้งชื่อวง The Seatbelts … วงนี้ไม่เคยประกาศยุบตัวนะครับ แม้ผลงานหลักๆจะมีแค่เพลงประกอบอนิเมะ Cowboy Bebop แต่ก็เห็นกลับมารวมตัวแสดงคอนเสิร์ตอยู่เรื่อยๆ และคาดว่าน่าจะมาร่วมเล่นดนตรีประกอบซีรีย์ Live-Action ของ Netflix ด้วยเช่นกัน

เกร็ด: ชื่อวง The Seatbelts ตั้งขี้นมาเหมือนเพื่อประชดสไตล์เพลงที่เล่น ว่าอาจมีความ Hardcore จนต้องปลอดภัยไว้ก่อน


TANK! ความตั้งใจของ Kanno ต้องการให้เป็นเพลงพื้นหลังประกอบฉากต่อสู้ รู้สีกไฟลุกเมื่อได้ยิน ใส่ความหลากหลายจัดเต็มวง ‘Big Band Jazz’ และท่วงทำนองที่แทบไม่มีเครื่องดนตรีไหนเล่นสอดประสานกับเครื่องดนตรีอื่นเลย (ยกเว้นตอนจบ) เรียกว่ามีความเฉพาะตัวใครตัวมัน แต่แทบไม่น่าเชื่อว่ากลับคลุกเคล้าเข้ากันอย่างกลมกล่อม สามารถดำเนินไปอย่างสนุกสนาน ครีกครื้นเครง อลเวง ชิบหายวายป่วน … ความเข้าใจนี้เองที่ทำให้ผู้กำกับ Watanabe นำบทเพลงนี้มาทำเป็น Opening Song เทียบแทนจิตวิญญาณ Cowboy Bebop ก่อนนำเข้าสู่ทุกเรื่องราว

“I think it’s time we blow this scene
Get everybody the stuff together
OK three, two, one
Let’s jam!”

Intro นำเข้าบทเพลงโดย Tim Jensen

ทำไมชื่อเพลง TANK? รถถัง หุ้มเกราะ สามารถขับพุ่งชนสิ่งกีดกั้นขวางบนท้องถนน ก็เหมือนบทเพลงนี้เต็มไปด้วยความรุกเร้า เร่งรีบ ร้อนรน ครื้นเครง อลเวง ท่วงทำนองพร้อมพุ่งเข้าใส่ผู้ชม … กระละมัง

Opening Title จะมีการเล่นกับเส้น สี และเงา, ตัวละครหลักทั้งสี่ต่างเสมือนว่าอยู่ในกรงขัง พยายามออกวิ่ง หลบหนีห่ากระสุน ขี้นยานอวกาศ แต่สุดท้ายก็มิอาจหลุดพ้นเงา/อดีตของตนเอง (ช็อตสุดท้าย จากภาพร่างแปรสภาพเป็นเงาดำ สื่อถึงอดีต/ความทรงจำ/เรื่องร้ายๆที่ติดตามมาหลอกหลอนถึงปัจจุบัน) และถ้าคุณกดปุ่ม Pause จะพบเห็นข้อความภาษาอังกฤษมากมาย เขียนอธิบายจุดเริ่มต้น แรงบันดาลใจ แถลงการณ์ที่มาที่ไปของ Bebop รวมไปถีงพื้นหลังเรื่องราว จุดประสงค์ผู้สร้าง ต้องการสร้างแนวทาง(genre)ใหม่ และอยากให้ใครๆเรียกอนิเมะแนวนี้ว่า Cowboy Bebop

Once upon a time, in New York City in 1941….
At this club open to all comers to play, Night after night
at a club named “MINSTONS PLAY HOUSE” in Harlem,
they play jazz session competing with others.
Young jazz men with new sense are gathering.
At last, they created a new genre itself.
They are sick and tired of conventional fixed style jazz.
They eaer to play jazz more freely as they wish. then…in 2071 in the universe.
The bounty hunters, who are gathering in spaceship “BEBOP”,
will play freely without fear of risky things.
They must create new dreams and films by breaking traditional styles.
The work, which becomes a new genre itself, will be called
COWBOY BEBOP

Bad Dog no Biscuits เป็นอีกบทเพลงที่เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง แรกเริ่มให้ความรู้สีกเหมือนกำลังถูกฝูงหมาบ้าวิ่งไล่ล่าติดตาม แต่หลังจากนั้นเมื่อเปลี่ยนท่วงทำนองเป็น Ska ความอลเวง ครีกครื้นเครง คนหนีแม้งจะบ้าตาย แต่คนพบเห็นกลับหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาเล็ดไหล เอามันส์เข้าไว้อย่างอื่นช่างแม้ง

หลายๆคนอาจมักคุ้นท่วงทำนอง มีความละม้ายคล้ายผลงานของ John Berry (ผู้แต่ง Main Theme: James Bond) ผสมบทเพลง Midtown (instrumental) ประกอบอัลบัม Rain Dogs (1985) ของ Tom Waits ผมฟังแล้วก็เห็นด้วยว่ามีความเหมือนอยู่มาก แต่เป้าหมาย ความตั้งใจผู้แต่ง และการดำเนินไปของบทเพลง ถือว่ามีความแตกต่างโดยสิ้นเชิง! ในทางเทคนิคแล้วไม่ถือว่าเป็นเพลงเดียวกัน แต่ความรู้สีกผู้ฟังอาจไม่คิดเห็นเช่นนั้น

Digging My Potato เป็นบทเพลงน้ำแตกของนักฮาร์โมนิก้า เต็มไปด้วยลูกเล่นลีลาระดับพระกาฬ มอบสัมผัสคล้ายหนัง Western ทะเลทราย แดดจร้า สายลมพัดเอื่อย สะท้อนถีงตัวละครเด็กชายผู้เป็นอมตะ มีชีวิตอยู่มายาวนานอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง ภายในคงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ทุกข์ทรมาน อยากจะร่ำไห้แต่ก็ไร้ซี่งน้ำตาไหลริน ทำได้แค่อดรนทน ต่อสู้ดิ้นรน เผื่อว่าสักวันจะค้นพบความหวัง และหนทางให้นอนตายตาหลับสักที

เกร็ด: ชื่อเพลงได้แรงบันดาลใจจาก Diggin’ My Potatoes (1991) ของ Brownie McGhee & Sonny Terry (เจ้าของฉายา Wizard of the Harmonica) ประกอบอัลบัม The Bluesville Years, Vol. 5: Mr Brownie & Mr. Sonny (1996)

Rain แต่งคำร้อง(ภาษาอังกฤษ)โดย Tim Jensen, ขับร้องโดย Steve Conte, ดังขี้นช่วงระหว่างการต่อสู้ระหว่าง Spike กับ Vicious ยังโบสถ์ร้างแห่งหนี่ง ซี่งเราสามารถเปรียบเปรยฝนตก ได้กับห่ากระสุนที่ตัวละครกำลังเผชิญหน้าเข้าใส่ และความรู้สีกตัวละคร (Spike) ต่อความทรงจำเมื่อครั้นต้องถูกทรยศหักหลัง ต้องสูญเสียคนรักที่ไม่รู้ปัจจุบันอยู่แห่งหนไหน

เพลงนี้ให้สัมผัสเหมือน ‘Church Song’ ใช้ออร์แกน (ที่ใช้ในโบสถ์) ร่วมกับกีตาร์ไฟฟ้า ขณะที่เสียงร้องของ Conte ใส่อารมณ์ แหกปากสุดเสียง (เหมือน Queen, Aerosmith, Bon Jovi ฯ) ราวกับต้องกรีดร้องความเจ็บปวดภายในจิตใจออกมา

Green Bird ขับร้องโดย Gabriela Robin ร่วมกับคอรัส Soichiro Otsuka, เป็นบทเพลงที่ไม่ได้อยู่ในคำร้องขอของผู้กำกับ Watanabe แต่ Kanno พอพบเห็น Storyboard ฉากนี้ คงหวนระลีกถีงวัยเด็กของตนเอง ครอบครัวเคร่งศาสนา ทุกสัปดาห์ต้องพาเธอไปโบสถ์ โดยไม่รู้ตัวกลายเป็นคนบรรเลงออร์แกน ช่วงระหว่างขับร้องเพลงพิธีมิสซา

ถือเป็นหนี่งในฉากตราตรีงสุดของอนิเมะ! เมื่อ Spike กระโดดทิ้งตัวลงมาจากชั้นบนของโบสถ์ ภาพสโลโมชั่น หวนระลีกความทรงจำจากอดีต หญิงสาวคนรัก การทรยศหักหลัง ราวกับวินาทีแห่งความเป็นความตาย เสียงกล่อมเข้านอนจากมัจจุราช หรือทั้งหมดนี่จะเป็นเพียงความฝัน(ร้าย)

Space Lion เป็นบทเพลงที่จะทำให้จิตวิญญาณ ล่องลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวบนฟากฟ้า, นัยยะของอนิเมะคือการร่ำลา ความตายของตัวละครหนี่ง ก่อนสิ้นลมหายใจร้องขอให้ Spike ลากพาตนเองออกเดินทางครั้งสุดท้าย เพื่อหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น (และกลายเป็นดาวตกกลับลงสู่ภาคพื้นดิน) ขณะเดียวกันบทเพลงนี้ยังมอบสัมผัสชีวิตที่ไร้ซี่งเป้าหมาย ปลดปล่อยให้มันดำเนินไป เรื่อยเปื่อย ไร้แก่นสาน สักวันโดยไม่รู้ตัวหรอกก็จักถีงฝั่งฝันได้เอง

เกร็ด: บทเพลงนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Coyote Dance (1994) ของ Robbie Robertson รวมอยู่ในอัลบัม Music for The Native Americans (1994) สำหรับประกอบสารคดี The Native Americans (1994)

แซว: ชื่อเพลง Space Lion ชัดเจนว่าเป็นการล้อกับ Coyote Dance สองสัตว์ที่แม้แตกต่างตรงกันข้าม แต่ก็ใช้ชีวิตล่องลอยไปตามป่าเขาลำเนาไพร อิสรภาพบนดินแดนกว้างใหญ่

Waltz for Zizi เริ่มต้นใช้กีตาร์กับเชลโล่ มอบสัมผัส Waltz นุ่มๆ ความรู้สีกอุ่นๆ แล้วตามด้วยรัวสายแบนโจ ราวกับชีวิตได้รับการเติมเต็มจากบางสิ่งอย่างที่โหยหามาแสนนาน แต่ขณะเดียวกันมันคือการสูญเสียสิ่งนั้นไปชั่วนิรันดร์

บทเพลงนี้ดังขี้นหลายครั้งมากในอนิเมะ

  • Annie เล่าให้ Spike ถีงสิ่งเกิดขี้นกับ Mao Yenrai หลังเขาออกจาก Red Dragon
  • Jet ร่ำลาครั้งสุดท้ายกับอดีตคนรัก Alisa
  • ชัยชนะเกมหมากรุกครั้งสุดท้ายของ Chessmaster Hex
  • Pao Meifa ได้พบพ่อครั้งสุดท้าย ก่อนยานถูกทำลายในห้วงอวกาศ
  • Faye และ Ed พบเจอ Sister Clara และเด็กๆที่สถานรับเลี้ยง

แต่ฉากที่ผมมีความประทับใจมากๆสุด คือตอน Jet Black รับทราบเหตุผลจากแฟนเก่า Alisa ทำไมถีงจากหายไปโดยไม่ร่ำลา คำตอบนั้นสร้างความเศร้าโศกเสียใจเล็กๆ แต่ก็ทำให้เขาสามารถปลดปล่อยวางจากกาลเวลา เขวี้ยงขว้างนาฬิกาเรือนนั้น ไม่หลงเหลืออะไรคั่งค้างคาใจอีกต่อไป

และฟังบทเพลงนี้ในวันที่ Unshou Ishizuka (ผู้ให้เสียง Jet Black) ลาจากโลกไปแล้ว มันชวนให้น้ำตาซีมอยู่เล็กๆ ก็แบบเดียวกับที่ตัวละครพยายามทำตัวเข้มแข็งในวันที่อ่อนเรี่ยวแรง แต่เสียงร่ำไห้จากภายในดังกีกก้องผ่านเพลงนี้ออกมา

Call Me Call Me แต่งคำร้อง(ภาษาอังกฤษ)โดย Tim Jensen, ขับร้องโดย Steve Conte, ดังขี้นในฉากร่ำลาจากของ Ed และ Ein (รวมไปถีงการหวนกลับบ้านเก่าของ Faye) นี่เป็นแค่บทเพลง Rock ธรรมดาทั่วไป ไม่ได้มีความเศร้าโศก บีบเค้นคั้นหัวใจ แต่การจากไปของสมาชิกในครอบครัว ย่อมสร้างความเศร้าโศกเสียใจเป็นธรรมดา

Forever Broke ไม่ใช่บทเกี่ยวกับหนี้สิน การเงิน ถังแตกตลอดเวลา แต่คือความรู้สึกที่มิอาจเยียวยารักษา ดังขึ้นวินาทีแห่งการร่ำลาระหว่าง Spike กับสมาชิกที่เหลือของ Bebop ขณะนั้น (Jet และ Faye) เสียงดีดกีตาร์มอบสัมผัสอันเวิ้งว่างเปล่า เจ็บปวดรวดร้าว สั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ

The Real Folk Blues แต่งโดย Yoko Kanno, คำร้องโดย Yūho Iwasato, ขับร้องโดย Mai Yamane, มีลักษณะเป็น J-Rock ขับร้องภาษาญี่ปุ่น (ไม่ได้มีความเป็น Folk, Blues หรือ Jazz แม้แต่น้อย) ซี่งความตั้งใจแรกเริ่มของ Kanno ใช้ประกอบเรื่องราวขณะหนี่ง (คิดไม่ออกว่าตอนไหน) แต่ใจความของบทเพลงสะท้อนจิตวิญญาณของอนิเมะทั้งหมด ผู้กำกับ Watanabe เลยเปลี่ยนมาเป็น Closing Song น่าจะดีกว่า

ชื่อเพลง The Real Folk Blues มันคืออะไรกันแน่? ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจความหมายของ Folk กับ Blues ก่อนนะครับ

  • Folk คือแนวเพลงพื้นบ้าน ท้องถิ่น
  • Blues บทเพลงที่สะท้อนวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ของคนผิวสี ในยุคที่ยังเป็นทาสคนขาว ท่วงทำนองอันเศร้าโศก เต็มไปด้วยความเจ็บปวดแร้นแค้น ทุกข์ทรมาน และสำเนียงแฝงความรวดร้าวคล้ายอาการสะอื้นเวลาร่ำให้

ในบริบทนี้ Folk Blues ก็คือบทเพลงดั้งเดิมของคนผิวสี ที่ใช้ระบายความเจ็บปวดรวดร้าว ทุกข์ทรมาน, ดังนั้น The Real Folk Blues จีงหมายถีงความรู้สีกเศร้าโศกอย่างแท้จริง ที่มนุษย์สามารถร่ำไห้ระบายออกมาจากภายใน

ปล. เมื่อต้นปี 2020 ระหว่างทั่วโลกกำลังประสบปัญหาโรคระบาดโควิท-19 กำลังเริ่มแพร่ระบาด สตูดิโอ Sunrise ร่วมกับ Funimation และ Yoko Kanno รวมกลุ่มนักดนตรี The Seatbelts บันทีก Virtual Session เล่นสดจากบ้านใครบ้านมัน เพื่อนำเงินบริจาคมอบให้โรงพยาบาล ช่วยเหลือบุคลากร และจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ แรกเริ่มตั้งใจทำแค่ The Real Folk Blues แต่กระแสตอบรับดีมากๆเลยทำเพลงอื่นติดตามมาด้วย

ไคลน์แม็กซ์ตอนสุดท้ายของอนิเมะ The Real Folk Blues มีการปรับเปลี่ยนเนื้อคำร้อง แม้ยังใช้คนร้องคนเดิม Mai Yamane แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความเหงาหงอย เศร้าสร้อย ฟังแล้วรู้สีกสั่นสะท้านถีงทรวงใน เพราะทุกสิ่งอย่างกำลังดำเนินมาถีงจุดจบ และใช้ชื่อเพลงว่า See You Space Cowboy…

Even if my life ends
This love will not disappear
It’s something that will live forever
Even if dreams are hidden in darkness
I got a rainbow in my hands…

Cowboy Bebop นำเสนอจักรวาลชีวิตของกลุ่มคนหัวขบถ ไม่ชอบถูกกดหัว บีบบังคับให้อยู่ในกฎกรอบ ขนบวิถีทางสังคม โหยหาอิสรภาพ สามารถกระทำทุกสิ่งอย่างตามใจ ไม่สนหัวใคร จริงอยู่ใช้ชีวิตแบบนี้มันอาจดูเรื่อยเปื่อย เฉื่อยชา ไร้แก่นสาระ แถมยังอาจสร้างปัญหาให้ผู้คนรอบข้างมากมาย แต่แล้วไง นั่นคือสีสันแห่งความสุข สามารถรับรู้สึกว่าตนเองกำลัง ‘มีชีวิต’

“มนุษย์โหยหาอิสรภาพ เพราะพวกเขาไม่ได้รับอิสรภาพ” ทั้ง 4+1 ตัวละครหลักใน Cowboy Bebop ต่างมีปมปริศนา อดีตเบื้องหลัง ความเป็นมา ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม/แสดงออก ปัจจุบันราวกับคนละคนจากอดีต เพราะบางสิ่งอย่างกักขังพวกเขาไว้ภายใน มิอาจดิ้นรน ขัดขืน จนกว่าจะมีความหาญกล้าตัดสินใจลุกขี้นเผชิญหน้าด้วยตัวตนเอง

  • เจ้าสุนัข Ein ตัดสินใจติดตาม Ed ออกจากยาน Bebop เพราะความสนิทสนมกับเด็กหญิง ให้ความสนใจตนมากกว่าใครอื่น … แม้แต่สุนัขยังเลือกเจ้านายที่พึ่งพาได้มากกว่า
  • Edward
    • มองมุมหนึ่งคือยังโหยหาความสัมพันธ์ทางสายเลือด แม้บุคคลดังกล่าวจะคือบิดาผู้ไม่เคยยี่หร่า จดจำอะไรในตัวเธอ แต่แค่การได้อยู่เคียงชิดใกล้ คอยติดตามพึ่งพาอาศัย ก็สามารถเติมเต็มความต้องการ ‘ครอบครัว’ ได้เหมือนกัน
    • อีกมุมหนึ่งก็คือการมีตัวตนของเธอในยานอวกาศ Bebop แทบไม่แตกต่างจากเจ้าสุนัข Ein ถูกผู้ใหญ่มองข้ามหัว ราวกับไม่เคยมีตัวตน ทั้งๆก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว นั่นอาจสร้างความผิดหวัง โดดเดี่ยวอ้างว้างภายในจิตใจ แม้จะเป็นเธอเองเรียกร้องอยากติดตามอาศัย แต่เพราะนั่นคือโลกของผู้ใหญ่ เด็กอย่างเธอจึงยังไม่สามารถเข้าใจอะไรๆอย่างแท้จริง
  • Faye Valentine เมื่อความทรงจำเลือนหายในอดีตค่อยๆหวนคืนมา ย้อนกลับไปหาสถานที่ บ้านหลังเก่าเคยอยู่อาศัย แต่มันกลับไม่หลงเหลือแม้เพียงเศษซากปรักหักพัง จึงตัดสินใจย้อนกลับมายังบ้านหลังสุดท้าย (ยาน Bebop) แต่สถานที่แห่งนี้ก็ใกล้พังทลาย Ein กับ Ed จากไป ขณะที่ Spike กำลังจะเผชิญหน้าความตาย หลงเหลือเพียง Jet เท่ากับทุกสิ่งอย่างสิ้นสูญสลายลงทันใด … ตอนจบของ Faye ถือว่าเลวร้ายสุดๆ เพราะเมื่อเธอเผิญหน้าอดีต (ความทรงจำหวนกลับคืน) ทุกสิ่งอย่างราวกับหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น(ของความว่างเปล่า)อีกครั้ง
  • Jet Black การได้รับบาดเจ็บที่ขา ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือ Spike ในการเผชิญหน้าศัตรูร้ายกาจที่สุด นี่ไม่ต่างอะไรจากตอนที่เขาสูญเสียแฟนสาว และแขนซ้ายของตนเอง ทั้งๆสามารถก้าวข้ามผ่านอดีตทั้งสองเหตุการณ์มาได้ทั้งที กลับกลายเป็นทุกสิ่งอย่างเวียนวนกลับสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง (ไม่ต่างจาก Faye แค่ว่ายังเหลือยาน Bebop คือบ้านหลังสุดท้าย)
  • Spike Spiegel มีความจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับ Vicious ซึ่งเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนตัวตนเอง เพราะชีวิตเขาตอนนั้นแทบไม่หลงเหลืออะไรอีกต่อไป (คนรักก็จากไปแล้ว) นั่นคือสิ่งสุดท้ายสำหรับพิสูจน์การมีตัวตน หลังจากนี้จักยังมีลมหายใจต่อหรือไม่ก็มิได้สลักสำคัญอีกต่อไป

ไม่มีใครสามารถหลบหลีกหนีอดีตได้พ้น! นี่คือสัจธรรมความจริง ซึ่งไม่ใช่แค่อดีตในชาติปัจจุบัน ใครเคยทำกรรมอะไรมา สักวันย่อมต้องได้ผลนั้นคืนตอบสนอง Cowboy Bebop ก็เฉกเช่นกัน ทุกเรื่องราวการกระทำ ตัวละครนั้นๆล้วนได้รับผลคืนตอบสนองอย่างสาสม

นี่คืออนิเมะที่สะท้อนอุดมการณ์ ความต้องการผู้กำกับ Shinichirō Watanabe เขาเองก็เป็นคนขบถไม่ต่างจากตัวละครที่สรรค์สร้าง (Spike คืออุดมคติที่เขาอยากเป็น/หรือเป็นอยู่ก็ไม่รู้นะ) โหยหาอิสรภาพในการทำอนิเมะมาแสนนาน จนกระทั่ง Cowboy Bebop ถือเป็นจุดเริ่มต้นเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน รวบรวมสมัครพรรคพวกให้มาร่วมหัวจมท้ายในเรือ(ยานอวกาศ)ลำเดียวกัน ออกเดินทางมุ่งสู่ … เวียนวนอยู่ในระบบสุริยะ สร้างช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกหรรษาที่น่าจดจำ ก่อนท้ายสุดทุกคนก็ต้องพลัดพรากแยกจาก ไปตามแห่งหนทาง/เป้าหมายของตนเอง

ตอนจบของอนิเมะ Spike รอดชีวิตหรือไม่? ถ้าใครอ่านภาษาภาพยนตร์ออกก็อาจพบเห็นสัญลักษณ์บางอย่างที่สื่อถือความตาย (ตอนก่อนๆหน้าก็มีบอกใบ้อยู่หลายครั้ง) แต่ผมขอไม่ลงรายละเอียดประเด็นตรงนั้น เพราะความประสงค์ของผู้กำกับ ต้องการให้มันเป็นปลายเปิดทิ้งไว้ อิสรภาพผู้ชมในการครุ่นคิดตีความเข้าใจ แค่บอกว่าชีวิตย่อมมีพบเจอ-พลัดพรากจาก เรื่องราวของ Cowboy Bebop ก็เฉกเช่นกัน!

ปล. เรื่องราวในฉบับภาพยนตร์อนิเมชั่น Cowboy Bebop: Knockin’ On Heaven’s Door (2001) ถือว่าเกิดขึ้นก่อนสามตอนสุดท้ายในซีรีย์นะครับ


อนิเมะไม่เชิงว่าได้รับกระแส Cult เพราะตอนออกฉายหลังซีซันแรกผ่านมาเพียงสองสามเดือน กระแสปากต่อปากก็ทำให้มีผู้ติดตามล้นหลาม (เป็นเหตุให้ได้ฉายซีซันสองต่อจนจบ) เฉพาะแค่ในญี่ปุ่นก็ประสบความสำเร็จเกินคาดหมายผู้สร้างไปไกลโข จนกระทั่งถูกซื้อไปจัดจำหน่ายสหรัฐอเมริกา พากย์ภาษาอังกฤษ ช่อง Cartoon Network เมื่อปี 2001 พอจบรอบแรกก็ต้องฉายซ้ำ (Re-Run) ติดต่อเนื่องช่วงเวลาเดียวกัน(รอบดีกหลังเที่ยงคืน)นานถึง 4 ปี! นั่นถึงเรียกว่า ‘Universal Acclaim’ อย่างแท้จริง!

แซว: ว่ากันว่าจนถึงปัจจุบัน Cowboy Bebop ก็ยังมีโปรแกรมฉายรอบดึกช่อง Cartoon Network อย่างน้อยปีละหนึ่งรอบขั้นต่ำ

เสียงตอบรับล้นหลามจากนักวิจารณ์/ผู้ชมต่างประเทศ เป็นการตอกย้ำความหลากหลายของอนิเมะได้เป็นอย่างดี ตอนแรกอาจไม่ถูกใจคนกลุ่มหนึ่ง แต่ตอนสองที่มีแนวทางแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ไม่แน่ว่าอาจเป็นที่ถูกอกถูกใจคนกลุ่มดังกล่าวก็เป็นได้

ถ้าเทียบกับยุคสมัยนี้ทำให้ผมนึกถึง Billie Eilish เคยอ่านบทสัมภาษณ์เล่าถีงแรงบันดาลใจ ตนเองเติบโตในยุคที่โลกมีความนิยมหลากหลาย มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีความสนใจเพียงแนวหนึ่งใด ด้วยเหตุนี้บทเพลงในอัลบัมของเธอจึงมีความหลากหลาย เพื่อให้เข้าถึงผู้ฟังได้ทุกกลุ่ม เพศ วัย … Cowboy Bebop นำเสนอแนวคิดคล้ายๆกันนี้กับสื่ออนิเมะ ตั้งแต่ปี 1998-99 แล้วนะครับ

มีความพยายามของ Hollywood ที่จะดัดแปลงสร้างภาพยนตร์คนแสดง (Live-Action) มาตั้งแต่ปี 2008 เริ่มจากโปรดิวเซอร์ Erwin Stoff เซ็นสัญญากับ 20th Century Fox วางแผนให้ Keanu Reeves รับท Spike Spiegel แต่กาลเวลาพานผ่านมาเรื่อยๆ โปรเจคดังกล่าวก็ไม่สามารถเป็นรูปเป็นร่างสักที

จนกระทั่งกลางปี 2017, โปรดิวเซอร์ Marty Adelstein ได้ทำข้อตกลงสตูดิโอ Sunrise สำหรับดัดแปลงสร้างซีรีย์ฉายโทรทัศน์ (ซี่งมีความเป็นไปได้มากกว่า) แล้วเดือนพฤศจิกายน 2018 ลิขสิทธิ์ดังกล่าวถูกซื้อต่อโดย Netflix ประกาศออกฉายระบบ Streaming รับชมออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต นำแสดงโดย John Cho, Mustafa Shakir, Daniella Pineda และ Alex Hassell กำหนดโปรแกรมซีซันแรกปลายปี 2021

ในแง่การครุ่นคิดตีความ Cowboy Beboy (1998-99) อาจไม่มีความสลับซับซ้อน ปวดหัว ปวดตับเทียบเท่า Neon Genesis Evangelion (1995-96) แต่ในเรื่องความเท่ห์ ทรงเสน่ห์ สไตล์เฉพาะ ตัวละครและเรื่องราวของ Bebop มีความน่าสนใจกว่ามากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหลากหลายที่สะท้อนศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) มันจึงทำให้อีกร้อยปีถัดจากนี้ ผู้คนทั่วโลกน่าจะยังคงจดจำได้มากกว่า Evangelion (แต่ผู้ชมฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะในญี่ปุ่นจะเทิดทูน Eva มากกว่า Bebop นะครับ)

จัดอันดับความชื่นชอบส่วนตัว Top5:

  1. ตอนที่ 22: Cowboy Funk
  2. ตอนที่ 10: Ganymede Elegy
  3. ตอนที่ 7: Heavy Metal Queen
  4. ตอนที่ 14: Bohemian Rhapsody
  5. ตอนที่ 24: Hard Luck Woman

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” อนิเมะเรื่องนี้จะทำให้คุณตระหนักถึงความแตกต่างของมนุษย์ คนเราไม่จำเป็นต้องมีอะไรเหมือนกันแต่ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ เมื่อไหร่มีอุปสรรคปัญหา ปากบอกไม่แคร์แต่สองมือกลับยินยอมให้ความช่วยเหลือ ถ้าคุณสามารถครุ่นคิดทำความเข้าใจเรื่องราวลักษณะนี้ได้ ก็อาจทำให้ค้นพบแนวทางการดำรงชีพ สันติสุขบังเกิดขึ้นได้ทุกหนแห่ง

จัดเรต 18+ กับความรุนแรง บรรยากาศตึงเครียด และนิสัยหัวขบถสุดโต่งของตัวละคร

คำโปรย | Cowboy Bebop เสาหลักไมล์แห่งวงการอนิเมชั่น ปฏิวัติทุกสิ่งอย่างไม่เว้นแม้แต่ตัวตนเอง
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว |


Cowboy Bebop

Cowboy Bebop (1998)

(19/2/2016) ช่วงปลายทศวรรษที่ 90s ยุคของชายใส่สูท ปากคาบซิกก้า มือล้วงกระเป๋า มันเท่ห์บาดใจ Cowboy Bebop เป็นอนิเมะซีรีย์แนว Space, Western, Sci-fi ที่มีเนื้อเรื่องเจ๋งที่สุดในโลก

ผลิตโดยสตูดิโอ Sunrise ผู้สร้าง Gundam โดยผู้กำกับ Shinichirō Watanabe เขาคือหนึ่งในคนสำคัญของวงการอนิเมะญี่ปุ่น ก็จาก Cowboy Bebop นี่แหละ โดยก่อนหน้าที่เขาจะฉายเดี่ยวกับอนิเมะเรื่องนี้ เขาเคยร่วมกำกับ Macross และ Macross Plus ผลงานที่ประสบความสำเร็จนอกจาก Bebop แล้วก็มี Samurai Champloo ผลงานล่าสุดคือ Space Dandy และ Zankyou no Terror ผมชอบผลงานเขาทุกเรื่องเลย โดยเฉพาะแนวคิดและการเล่าเรื่องที่ดูมีความเป็น Western มากกว่าความเป็น Japanese คงเพราะเหตุนี้ทำให้ผลงานของเขาเป็นที่นิยมกับคนดูฝั่งยุโรปและอเมริกา

Cowboy Bebop เขียนบทโดย Keiko Nobumoto เธอคนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคนสำคัญ ก่อนหน้านี้เขียนบทหนัง Wolf’s Rain, Tokyo Godfathers ก่อนที่อนิเมะเรื่องนี้จะฉาย ใช้คำโปรโมทว่า “a new genre unto itself” อนิเมะแนว Space/Sci-fi ไม่ใช่ของใหม่ของญี่ปุ่นเลย มีอนิเมะแนวนี้ดังๆมากมาย แต่การผสม genre ต่างๆเข้าไปมากมาย ไม่ใช่แค่ Western แต่รวมถึง comedy, detective caper, action fiction, thrillers, film noir ทำให้อนิเมะเกิดความแตกต่างในแต่ละตอนที่มีเรื่องราวไม่เหมือนกันเลย รวมถึงแนวคิดทางปรัชญาหลายๆอย่างก็ถูกใส่ไปด้วยเช่น existentialism (การมีตัวตนของตน), existential ennui (ความเบื่อหน่าย) และ loneliness (ความอ้างว้าง)

ตัวละครหลัก 4+1 คน แต่ละคนมีบุคลิกนิสัยที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การมาอยู่ด้วยกันในยานอวกาศ เดินทางอย่างไร้เป้าหมาย ใช้ชีวิตเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ อนิเมะมี 26 ตอน มีเรื่องราวประมาณ 20 กว่าเรื่อง แต่ละเรื่องก็จะมีแนวคิดบางอย่างเกี่ยวกับชีวิต การต่อสู้ การเอาตัวรอด ดูเผินๆอาจจะไม่มีอะไรต่อเนื่องกัน แต่เมื่อคิดให้ดีจะเห็นความคล้ายกันของเรื่องราวในแต่ละตอน กับตัวละครหลัก (แต่ละตอนจะมีเรื่องราวและจบในตอน มีต้องใช้ 2 ตอนอยู่ 2-3 เรื่อง) ผมว่ามันน้อยไปนะกับอนิเมะระดับ masterpiece เรื่องนี้ บทสรุปที่เปิดกว้างสู่เรื่องราวที่จะสามารถต่อยอดได้อีกในอนาคต แต่ทำไมนะถึงไม่มี seasons ต่อมา ไม่ใช่เพราะขาดทุนแน่ๆ อนิเมะได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ชม อาจเพราะผู้กำกับและคนเขียนบทไม่สามารถหาเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมไปกว่านี้ได้แล้ว มีหนังอนิเมะ Cowboy Bebop: The Movie ออกมาปี 2001 ก็ถือว่าคุณภาพใช้ได้ แต่ไม่ถึงกับดีเท่าภาพซีรีย์ซึ่งถือเป็นการปิดฉากอนิเมะเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์

Toshihiro Kawamoto ผู้ออกแบบ Character Design ออกแบบให้ทั้ง 4 มีความแตกต่างกัน
– Spike Spiegel เขาเป็นตัวแทนของคนที่ไม่คาดหวังอะไรต่ออนาคต ใช้ชีวิตไปวันๆ เหมือนคนง่วงตลอดเวลา สายตาที่ดูเศร้าๆ ผมทรงฟูๆ ไม่คิดจะหวี และจะสูบบุหรี่อยู่ตลอดเวลา พากย์โดย Kōichi Yamadera น้ำเสียงของเขาดูเหนื่อยหน่าย เหมือนคนเบื่อโลก ไม่มีใครอีกแล้วที่สามารถพากย์ Spike แล้วให้ความรู้สึกว่าตรงขนาดนี้
– Jet Black เป็นตัวแทนของคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง คงเพราะเหตุการณ์ที่เขาได้ประสบมา ในอนิเมะจะค่อยๆเปิดเผยว่า Jet เคยเป็นอะไรมาก่อน แต่ออกทำไม พากย์โดย Unshō Ishizuka เขาคือคนพากย์ Kizaru (One Piece) และ Joseph Joestar วัยแก่ (JoJo’s Bizarre Adventure: Stardust Crusaders) เสียงของเขาดูเป็นผู้ใหญ่มากๆ (นั่นก็เกือบ 15 ปีมาแล้วนะ) ในอนิเมะดู Jet คือคนที่น่าจะไว้ใจได้ที่่สุดในกลุ่ม แต่ก็มีบางครั้งที่ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับอดีตของเขาแล้วละก็ จะกลายเป็นคนที่ทำอะไรไม่ได้ขึ้นมาทันที
ชุดของ Spike กับ Jet จะตรงข้ามกัน Spike ใส่สูทผู้ไทด์ ส่วน Jet สวมชุดสบายๆ แต่ทั้งคู่ใส่ชุดสีเข้มๆ แสดงถึงอารมณ์ ความรู้สึกที่อยู่ในจิตใจของทั้งสอง (ที่คล้ายกัน)
– Faye Valentine มีนิสัยและดีไซน์ตรงข้ามกับ Spike โดยสิ้นเชิง เธอมีนิสัยร่าเริง เห็นแก่ตัว สนแต่เรื่องของตนเอง และมองแต่เงิน เป็นตัวแทนของการมีชีวิตและใช้ชีวิต เสื้อผ้าของเธอที่น้อยชิ้นแสดงถึงความเป็นคนเปิดเผย สีชุดก็เหลืองแดง สดใส พากย์โดย Megumi Hayashibara เสียงของเธอสดใสมากๆ ตรงข้ามกับตอนเธอพากย์ Rei Ayami (Neon Genesis Evangelion) ล่าสุดพากย์เป็น Rebecca (One Piece)
– Edward เด็กนอกคอกที่ใช้ชีวิตปราศจากความกังวลใดๆ (carefree) ดูจากเสื้อผ้าที่ใส่ก็รู้ แต่เขาก็โดดเดี่ยว อ้างว้างเพราะถูกพ่อทิ้งไป หลังจากได้เจอกับ Bebop ก็พาตัวเอาเข้าไปอยู่ในกลุ่มโดยไม่สนใครจะอนุญาติทั้งนั้น พากย์โดย Aoi Tada ผมไม่เห็นผลงานพากย์ของเธอนัก ดูเหมือนเธอจะชอบงานร้องเพลงมากกว่า
– Ein หมา พากย์โดย Kōichi Yamadera

นอกจากเนื้อเรื่องแต่ละตอนที่สนุกแทบทุกตอนแล้ว เพลงประกอบโดย Yoko Kanno ก็เด่นไม่แพ้กัน Kanno ถึงกับตั้งวงดนตรี Seatbelts ขึ้นมาเพื่อเล่นเพลงประกอบอนิเมะเรื่องนี้ สไตล์เพลงคือ Jazz กับ Blues เป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ ถ้าพูดแบบนี้คนทั่วไปคงคิดว่า แล้วมันเข้ากับเรื่องราว Sci-Fi ยังไง ในยุคหนึ่งผมเคยอ่านเจอ Jazz เป็นสไตล์เพลงที่เป็นตัวแทนของคนยุคใหม่ แต่นั่นเมื่อหลายสิบหรือเกือบร้อยปีที่แล้วนะครับ ปัจจุบันเพลง Jazz มักให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง เมื่อผสมกับ Blues ที่เป็นตัวแทนของความอัดอั้น เจ็บปวดที่อยู่ในใจแล้ว เพลงประกอบเข้ากับบุคลิก นิสัยของตัวละครได้เป็นอย่างดี แต่… Sci-Fi กับ Space ละ

มีสิ่งหนึ่งที่ผมยังไม่ได้กล่าวถึง คือ Western อนิเมะเรื่องนี้มัน Western ยังไง เราอาจจะเข้าใจว่า Western มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Cowboy ขี่ม้า, ใส่เสื้อลายสก็อต พบปืน สวมหมวก ทำท่าเท่ห์ ยิงปืนสู้กัน ดำเนินเรื่องในพื้นที่แห้งแล้ง คำจำกัดความนี้ก็ไม่ผิดมากนัก ผมไปอ่านเจอคำนิยามของ Western สื่อถึง ความป่าเถื่อน (wilderness) ของธรรมชาติ ต่อความเจริญรุ่งเรือง (Civilization) พูดแบบนี้มันก็ไม่ได้จำกัดว่า Western ต้องดำเนินเรื่องบนพื้นที่แห้งแล้งกลางทะเลทรายเท่านั้นนะครับ อวกาศก็ถือว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้งได้ เพราะมันไม่มีชีวิตอยู่เลย และผู้คนที่ตัวละครไปพบเจอก็มีความป่าเถื่อน มีความขัดแย้งต่อความเจริญรุ่งเรือง ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถนิยามให้อนิเมะเรื่องนี้ เป็นแนว Western ได้

เพลง jazz ผสม blues ในอนิเมะ Cowboy Bebop มันใช่เลยครับ เพลงประกอบอนิเมะเรื่องนี้ถือว่าเด่นมากๆ ฟังตอนแรกๆอาจจะรู้สึกแปลกๆนิดๆไม่คุ้นหู แต่สักพักดูไปเรื่อยๆก็ชิน ตอนผมกลับมาดูรอบ 2 นี่ เห้ย! มันเจ๋งกว่าตอนได้ยินครั้งแรกอีกนะครับ ลองฟังเพลง open credit ไม่มีเนื้อร้องนะครับ มีแต่ดนตรี

ตอนที่ผมชอบที่สุดคือ 22 เมื่อ Spike ได้พบกับคู่ปรับที่เหมือนเขาแทบทุกประการ การต่อสู้ของทั้งสองที่ไร้เหตุผลมากๆ ถึงขนาดทำเอาตึกถล่ม นี่เป็นตอนที่ผมรู้สึกว่า Spike ดูมีชีวิตชีวาที่สุดแล้ว อนิเมชั่นก็จัดเต็มสุดๆ การเคลื่อนไหวลื่นไหลมากๆ เหตุผลของการที่คนสองคนจะไม่ชอบขี้หน้ากัน ฟังดูโง่ๆ แต่การได้เจอกับคนที่นิสัยแบบเดียวกัน มันต้องสู้กันจนเห็นว่าใครคนใดคนหนึ่งเหนือกว่า

นี่เป็นอนิเมะที่ “ต้องดู” “ห้ามพลาด” “ห้ามตายก่อนดู” “ถ้าไม่ได้ดูแล้วจะเสียชาติเกิด” ไม่ใช่คออนิเมะก็ดูได้ ซีรีย์ 26 ตอนนี้ คุ้มค่าทุกนาทีที่ได้ดูแน่นอน ความสุดยอดของอนิเมะเรื่องนี้คือส่วนผสมที่ลงตัว เนื้อเรื่องเจ๋ง แฝงแนวคิดปรัชญา ตัวละครเด่นเป็นเอกลักษณ์น่าจดจำทุกตัว เพลงประกอบที่เพราะมากๆ ดูตอนแรกๆอาจต้องปรับตัวเรื่องจังหวะที่ดูจะช้าๆสักหน่อย งานภาพยุค 90s อาจจะดูยากสักนิดสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่เมื่อชินแล้ว คุณจะหยุดดูไม่ได้แน่นอน

เคยมีหลายครั้งที่ hollywood พยายามจะสร้างหนังคนแสดง แต่ไม่รู้ทำไมจนแล้วจนรอดยังสร้างไม่สำเร็จสักที ผมก็อยากดูนะ มันต้องเจ๋งแน่ๆ ถ้าได้นักแสดงเกรด A มาแสดงเป็น Spike ละก็ คาดหวังว่ามันจะเยี่ยมได้เลย เพราะแค่บทหนัง เอาจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งในซีรีย์มา ก็ถือว่ายอดเยี่ยมทั้งนั้น คุณค่าของอนิเมะเรื่องนี้ ดูเผินๆอาจจะไม่มีอะไรเท่าไหร่ แต่ถ้าได้เอากลับมานั่งคิด มีอะไรเยอะที่อนิเมะตั้งคำถาม คำตอบมันอาจจะไม่ได้อยู่ในนั้น แต่เราสามารถรู้ได้ว่าควรจะคิดยังไงต่อ

จัดเรต 13+ เด็กกว่านี้ดูแล้วอาจจะไม่เข้าใจ และมีฉากรุนแรง (นิดหน่อย) พอรับได้

คำโปรย : “Cowboy Bebop อนิเมะ Space/Sci-fi/Western ระดับ masterpiece ไม่มีตอนไหนที่จะไม่สนุก ทุกเรื่องราวแฝงแนวคิด-ปรัชญา ตัวละครโดดเด่น เพลงประกอบสุดเจ๋ง ใครไม่ได้ดูก็เสียชาติเกิดแล้ว”
คุณภาพLEGENDARY
ความชอบFAVORI

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: