Die weiße Hölle vom Piz Palü (1929)

The White Hell of Pitz Palu

Die weiße Hölle vom Piz Palü (1929) German : Arnold Fanck, G. W. Pabst ♥♥♥♡

สาธารณรัฐไวมาร์ช่วงทศวรรษ 20s – 30s มีภาพยนตร์แนวหนึ่งที่ได้รับความสนใจพอๆกับ German Expressionism ในลักษณะตรงกันข้าม ชื่อเรียกว่า Mountain Film เพราะถ่ายทำยังสถานที่จริง นักแสดงเสี่ยงตาย ปีนป่ายขึ้นเทือกเขาสูง ซึ่งเรื่องโด่งดังประสบความสำเร็จสูงสุดคือ The White Hell of Pitz Palu ขนาดว่าผู้กำกับ Quentin Tarantino สอดแทรกเข้ามาใน Inglorious Basterds (2009)

ทีแรกผมตั้งใจจะรับชม Fight for the Matterhorn (1928) ที่หอภาพยนตร์นำมาฉายในเทศกาลหนังเงียบประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๒ แต่เมื่อไม่มีเวลาเดินทางไปและหาดูออนไลน์ไม่ได้ เลยจำต้องมองเรื่องอื่นทดแทน ค้นข้อมูลจนพบเจอ The White Hell of Pitz Palu (1929) ซึ่งหนึ่งในผู้สร้างเรื่องนั้น Arnold Fanck ก็คือผู้กำกับเรื่องนี้! แถมตลอดทั้งชีวิตพี่แก ทำแต่ภาพยนตร์เกี่ยวกับ Mountain Film ทั้งหมดทั้งสิ้น!

จะบอกว่าคุณภาพของ The White Hell of Pitz Palu ถือว่าไม่ธรรมดาเลยละ! นอกจากงานภาพสวยๆของภูเขา Piz Palü, ยังโดดเด่นเทคนิคตัดต่อ Montage, การแสดงของว่าที่ผู้กำกับดัง Leni Riefenstahl และไดเรคชั่นผสมกันระหว่าง Arnold Fanck และ G. W. Pabst คลุกเคล้าได้อย่างกลมกล่อมลงตัว


Arnold Fanck (1889 – 1974) นักปีนเขา ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์แนว Mountain Film สัญชาติ German เกิดที่ Frankenthal, ขณะนั้นคือ Kingdom of Bavaria ภายใต้ German Empire บิดาเป็นเจ้าของโรงงานผลิตน้ำตาล ฐานะค่อนข้างดี ตั้งแต่เด็กเลยมีโอกาสเล่นสกี ชื่นชอบหลงใหล้เป็นอย่างมาก โตขึ้นเข้าเรียนจนจบปริญญาเอก คณะธรณีวิทยา Friedrich Wilhelm University ซึ่งก็ใช้เวลาว่างปีนเขา บันทึกภาพเคลื่อนไหว ต่อมาเลยตัดสินใจรวบรวมสมัครพรรคเพื่อน ก่อตั้งบริษัทภาพยนตร์ ผลงานสารคดีเรื่องแรก Das Wunder des Schneeschuhs (1920) ได้เสียงตอบรับดีล้นหลาม, ทดลองสร้าง Fiction Film เรื่อง Mountain of Destiny (1924) ทำให้มีโอกาสพบเจอ Leni Riefenstahl กลายเป็นนักแสดงขาประจำ (คนรักไหมไม่แน่ใจเหมือนกัน)

ถึงจะมีประสบการณ์ปีนเขา ถ่ายทำสารคดี แต่การนำเสนอเนื้อเรื่องราวให้กับภาพยนตร์ เป็นสิ่งที่ Fanck ยังไร้ประสบการณ์ ทดลองสร้างหลายๆผลงานถัดมา The Holy Mountain (1926), The Great Leap (1927) ฯ เห็นว่าค่อนข้างน่าผิดหวัง ด้วยเหตุนี้ The White Hell of Pitz Palu (1929) เลยขอความช่วยเหลือ Georg Wilhelm Pabst ดูแลในส่วนถ่ายทำฉากภายใน และไดเรคชั่นกำกับนักแสดง

เกร็ด: ก่อนหน้าภาพยนตร์เรื่องนี้ Arnold Fanck ได้รับมอบหมายจาก International Olympic Committee ให้กำกับสารคดีโอลิมปิคฤดูหนาว The White Stadium (1928) จัดขึ้นที่ St. Moritz, Switzerland เมื่อปี 1928 ซึ่งถือเป็นการบันทึกภาพแข่งขันโอลิมปิคครั้งแรกในประวัติศาสตร์จริงๆ แต่ถูกกลบด้วยความสำเร็จล้นหลามของ Olympia (1938) กำกับโดย Leni Riefenstahl

Georg Wilhelm Pabst (1885 – 1967) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Austrian เกิดที่ Bohemia, Austria-Hungary (ปัจจุบันคือ Czech Republic) พ่อเป็นพนักงานรถไฟเลยวาดฝันโตขึ้นอยากเป็นวิศวกร แต่เลือกเข้าเรียนการแสดงยัง Vienna Academy of Decorative Arts จบออกมาทัวร์ยุโรปและอเมริกา ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สมัครเป็นทหารแต่ไม่ทันไรถูกจับเป็นนักโทษเชลยสงครามที่เมือง Brest (French Prison Camp) กลายเป็นผู้จัดการแสดง Theatre Group ของค่ายกักกันนั้น, หลังสิ้นสุดสงครามหวนคืนสู่ Vienna ได้งานผู้จัดการโรงละคร Neue Wiener Bühne เข้าตา Carl Froelich ชักชวนสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มจากเป็นผู้ช่วยและกำกับเองเรื่องแรก The Treasure (1923), โด่งดังกับ Joyless Street (1925) ทำให้ Greta Garbo กลายเป็นดาวดาราดวงใหม่ขึ้นมาทันที, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Devious Path (1928), Pandora’s Box (1929), Diary of a Lost Girl (1929), The White Hell of Pitz Palu (1929), Westfront 1918 (1930), Young Girls in Trouble Director (1939), The Comedians Director (1941) ฯ

สำหรับบทภาพยนตร์ Fanck ร่วมพัฒนากับ Ladislaus Vajda (1877 – 1933) นักเขียนสัญชาติ Hungarian ซึ่งคงเป็น Pabst แนะนำมาจากเคยร่วมงานหลายครั้ง อาทิ The Devious Path (1928), Pandora’s Box (1929) ฯ

เรื่องราวของคู่รัก Maria Maioni (รับบทโดย Leni Riefenstahl) และแฟนหนุ่ม Hans Brandt (รับบทโดย Ernst Petersen) วางแผนฮันนีมูนด้วยการปีนขึ้นเขา Piz Palü ระหว่างพักแรมอยู่ในกระท่อมด้านล่าง พานพบเจอ Dr. Johannes Krafft (รับบทโดย Gustav Diessl) ผู้ซึ่งสูญเสียคู่หมั้นระหว่างหิมะถล่มเมื่อหลายปีก่อน ใบหน้าเศร้าๆดูน่าสงสารเห็นใจ Maria เลยเข้าไปพูดคุย ดูแลเอาใจใส่ ทำเอา Hans เกิดความอิจฉาริษยา วันถัดมาทั้งสามเลยตัดสินใจออกเดินทางร่วมกันสู่ขุมนรกสีขาวที่ไม่สามารถกลับออกมาได้ด้วยตนเอง

เกร็ด: ภูเขา Piz Palü มีทั้งหมดสามยอดบนเทือก Bernina ของทิวเขา Alps ตั้งตระหง่านอยู่ระหว่าง Switzerland กับ Italy ระดับความสูงประมาณ 3,900 เมตร

Helene Bertha Amalie ‘Leni’ Riefenstahl (1902 – 2003) นักแสดง/ผู้กำกับสัญชาติ German เกิดที่ Berlin, German Empire บิดาเป็นเจ้าของธุรกิจเครื่องทำความร้อน/ปรับอากาศ ต้องการให้ลูกๆดำเนินรอยตาม แต่ด้วยความชื่นชอบหลงใหลงานศิลปะตั้งแต่เด็ก แต่งบทกวีตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ทั้งยังเป็นนักกีฬา กรีฑา ว่ายน้ำ ยิมนาสติก โตขึ้นตัดสินใจเป็นนักเต้นในสไตล์ของตนเอง ออกท่องยุโรปร่วมกับ Max Reinhardt แต่เพราะความหักโหมมากเกินไปเลยได้รับบาดเจ็บบ่อยครั้ง วันหนึ่งระหว่างรอคิวหาหมอ พบเห็นโปสเตอร์ภาพยนตร์ The Mountain of Destiny (1924) เกิดแรงบันดาลใจสร้างภาพยนตร์ ใช้เส้นสายจนเข้าถึงผู้กำกับ Arnold Fanck พูดคุย ร่วมงาน กลายเป็นขาประจำตั้งแต่ The Holy Mountain (1926) ร่ำเรียนเทคนิคการแสดง ตัดต่อ กระทั่งตัดสินใจกำกับเองเรื่องแรก Das Blaue Licht (1932) ไปเข้าตาท่านผู้นำ Adolf Hitler จนมีโอกาสสร้างสองสารคดีที่เป็นตำนานก้องโลก Triumph des Willens (1935) และ Olympia (1938)

รับบท Maria Maioni นักปีนเขาสาวเต็มไปด้วยความขี้เล่น ซุกซน และจิตใจอ่อนไหวเมื่อพบเห็นชายแปลกหน้าทำสายตาบึ้งตึงใส่ ต้องการเรียนรู้เข้าใจ ให้ความช่วยเหลือ แม้นั่นจะทำให้ตนเองต้องเสี่ยงชีวิต สูญเสียคนรัก ไม่รู้จะมีโอกาสหวนกลับสู่ผืนดินได้สำเร็จหรือเปล่า

ว่าไปผมก็เพิ่งเคยพบเห็นการแสดงของ Riefenstahl ก็ครานี้ ใบหน้าเธอแลดูคล้ายๆ Barbra Streisand ลับเหลี่ยมคมที่งามเหมือนรูปปั้นเทพเทพี แม้รูปร่างมิได้เซ็กซี่ แต่กำยำบึกบึน หนักแน่นมั่นคงในการครุ่นคิดตัดสินใจ ละเอียดอ่อนไหว แต่ก็ออกทอมบอยนิดๆ ทุกสิ่งอย่างที่ผู้ชายทำได้ ไฉนฉันถึงจะทำไม่ได้!

เรื่องการแสดงก็อีกนะแหละ ค่อนข้างคล้ายคลึง Streisand คือมีความมั่นใจในตัวเองสูงลิบลิ่ว ถ้าบทส่งก็เจิดจรัสจร้า เรื่องนี้ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ แต่ก็สร้างความประทับใจ ใครๆหลายคนอาจตกหลุมรักแรกพบเลยก็เป็นได้


Gustav Diessl ชื่อเกิด Gustav Karl Balthasar (1899 – 1948) ศิลปิน/นักแสดงสัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna ด้วยความหลงใหลในการแสดง โตขึ้นทำงานเป็นตัวประกอบ จับใบแดงเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ถูกคุมขังในค่ายกักกันอยู่กว่าปี ผ่านพ้นมาฝึกงานเป็นช่างออกแบบละครเวที แต่ก็มุ่งมั่นสานฝันนักแสดงมืออาชีพเท่านั้น ได้ออกทัวร์ แสดงบทสมทบ กระทั่งเข้าตาผู้กำกับ G. W. Pabst ชักชวนมาแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Im Banne der Kralle (1921) กลายเป็นขาประจำ อาทิ The Devious Path (1928), Pandora’s Box (1929), The White Hell of Pitz Palu (1929), Westfront 1918 (1930), The Testament of Dr. Mabuse (1932), Kolberg (1945), The Trial (1948) ฯ

รับบท Dr. Johannes Krafft เมื่อหลายปีก่อนสูญเสียแฟนสาวจากการตกหล่มเขา ไม่สามารถลงไปช่วยเหลือได้ทันก่อนหิมะถล่ม กลายเป็นตราบาปฝังลึกภายในจิตใจ เลยปฏิเสธหวนกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ต้องการพิชิตยอดเขา Piz Palü ด้วยตัวคนเดียวให้สำเร็จ แต่จนแล้วจนรอดนั่นเป็นสิ่งไม่มีวันเป็นไปได้ กระทั่งพานพบเจอกับสองคู่รัก Maria Maioni และ Hans Brandt ค่อยๆช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองโลกทัศน์ของเขาโดยสิ้นเชิง

ขณะที่นักแสดงคนอื่นๆเป็นนักปีนเขาอาชีพ (Riefenstahl ก็ปีนเขามาจนชำนาญ!) Gustav Diessl เป็นเพียงนักแสดงธรรมดาๆ ขาประจำผู้กำกับ P. W. Pabst เพราะสามารถแสดงบทบาทดราม่าเข้มข้น ก็เลยติดต่อรับบท ซึ่งก็ต้องชมการถ่ายทอดอารมณ์ออกทางสีหน้า วิวัฒนาการตัวละครที่ค่อยๆเปลี่ยนไป(ในทิศทางดีขึ้น กระมัง?)

ประสบการณ์คือสิ่งหล่อหลอม Dr. Krafft ให้ไม่หวาดกลัวเกรงต่ออุบัติเหตุร้ายแรงบังเกิดขึ้น (แทบจะคนละคนกับตอนพักอยู่กระท่อมเชิงเขา) สามารถควบคุมสติ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งยังเสียสละตนเองเพื่อเพื่อนแปลกหน้าทั้งสอง ซึ่งนั่นอาจเป็นสิ่งที่เขาอยากกระทำมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน เพิ่งมามีโอกาสแสดงออกก็กาลครั้งนี้


ถ่ายภาพโดย
– Sepp Allgeier ชาว German ขาประจำผู้กำกับ Fanck ตั้งแต่ Mountain of Destiny (1924) แต่ผลงานได้รับการจดจำสูงสุดคือ Triumph des Willens (1935)
– Hans Schneeberger ชาว Austrian ขาประจำผู้กำกับ Fanck ตั้งแต่ Mountain of Destiny (1924)
– Richard Angst ชาว Swiss จากช่างภาพนิ่ง กลายมาเป็นอีกหนึ่งขาประจำของผู้กำกับ Fanck หลังสงครามโลกครั้งที่สองได้มีโอกาสร่วมงานผู้กำกับ Fritz Lang เรื่อง The Indian Tomb (1959) และ The Tiger of Eschnapur (1959)

ตากล้องทั้งสามถือว่ามีประสบการณ์ถ่ายทำหนังแนวภูเขาสูงมากๆ คือสามารถแบกกล้องติดตัว มีความรวดเร็วฉับไวเมื่อต้องการบันทึกภาพหิมะถล่ม หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่าง ได้ฟุตเทจปริมาณมหาศาล ค่อยว่ากันอีกทีกระบวนการตัดต่อ

ซึ่งภาพน่าทึ่งที่ไม่ย่อหย่อนกว่าหิมะถล่ม คือ Time Lapse ก้อนเมฆค่อยๆเคลื่อนพานผ่านภูเขา, เงามืดทอดลงบนผืนหิมะ, หยาดหยดลงจากน้ำแข็งย้อย ฯ เห็นว่าใช้เวลาถ่ายทำครึ่งปีเต็ม มกราคม ถึง มิถุนายน 1929

ตัดต่อโดย Arnold Fanck และ Hermann Haller,

หนังเริ่มต้นอารัมบทที่เรื่องราวหลายปีก่อนของ Dr. Johannes Krafft จากนั้นกระโดดนข้ามมาปัจจุบันนำเสนอคู่รัก Maria Maioni และ Hans Brandt ระหว่างพักอาศัยอยู่กระท่อมเชิงเขา ตระเตรียมตัวที่จะออกเดินทาง และเมื่อประสบอุบัติเหตุสามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ตัดสลับกับคณะกู้ภัยที่พยายามติดตามค้นหา เป็นเวลาถึงสามวันสามคืน

สิ่งที่ต้องชื่นชมเลยคือการร้อยเรียงภาพอย่างมีสไตล์ รับอิทธิพลมาเต็มๆจาก Soviet Montage มักสลับไปมาระหว่างภาพธรรมชาติ หยดน้ำ หิมะถล่ม ฯ กับการแสดงออก/กระทำของมนุษย์ ซึ่งบางครั้งแลดูมีความคล้ายคลึง, แฝงนัยยะอย่างหนึ่ง, หรือเพื่อสะท้อนภยันตรายกำลังย่างกรายเข้าหา อาทิ
– น้ำหยด = มือกระดิก, นัยยะถึง การปล่อยให้เวลาค่อยๆเคลื่อนผ่านไป ครุ่นคิดแก้ปัญหายังไงก็ไม่ตกผลึกสักที
– ลักษณะของก้อนเมฆเคลื่อนผ่านเทือกเขา เงาปกคลุมหิมะ ไม่เพียงแสดงสภาพอากาศขณะนั้น แต่ยังสะท้อนถึงภายในจิตใจตัวละคร เต็มไปด้วยความผ่องใส มืดหมองมัวประการใด
– การปีนเขาของสามตัวละครหลัก = คณะสำรวจที่มากันหลักสิบ, ประสบเหตุการณ์คล้ายคลึงกันเปะๆ และมักตัดสลับกันไปมาราวกับกำลังแข่งขันว่าใครจะไปถึงก่อน
– ภาพของ Dr. Johannes Krafft ยืนโบกธงท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ นั่นสะท้อนเวลาชีวิตของพวกเขาที่ใกล้หมดลงเรื่อยๆ
ฯลฯ

การลำดับภาพก็ถือว่าครอบคลุมแทบทุกมุมมอง โดยเฉพาะฉากเครื่องบินติดตามค้นหาผู้ประสบภัยทั้งสาม เริ่มต้นจากช็อตระยะไกล ภายในเฮลิคอปเตอร์ และเมื่อพบเจอก็ผ่านสายตาตัวละคร ซึ่งจะมีเพียงช็อตหนึ่งเดียวที่อยู่ร่วมกันในเฟรม (ปกติคือจะตัดสลับมุมมองไปมา แต่เพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ตัวละคร+เครื่องบินโฉบลงมา อยู่ร่วมเฟรมกัน)


ภูเขา มักคือสัญลักษณ์ของเป้าหมาย ปลายทาง ความสำเร็จ ที่มนุษย์ผู้ยังมากด้วยกิเลส ทะเยอทะยาน เต็มไปด้วยจินตนาการ เพ้อใฝ่ฝัน พยายามทำทุกสิ่งอย่าง ตะเกียกตะกาย ‘เข็นครกขึ้นเขา’ เพื่อไปให้ถึงยอดสูงสุด ไคลน์แม็กซ์ สรวงสวรรค์

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถประสบความสำเร็จในการปีนป่าย เติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน เกินกว่าครึ่งค่อนนั้นมักยอมพ่ายแพ้กลางทาง หรือไม่ประสบอุบัติเหตุบางอย่าง ได้รับบาดเจ็บสาหัสกาย-ใจ สูญสิ้นชีวิตไปเลยก็มี

The White Hell of Pitz Palu นำเสนอเรื่องราวของชายผู้จมปลักอยู่กับความพ่ายแพ้ ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านปมอดีตแห่งการสูญเสีย เลยต้องการไต่เต้าไปให้ถึงยอดด้วยตัวคนเดียว แต่จนแล้วจนรอดนั่นเป็นสิ่งไม่มีวันทำสำเร็จ! การได้พบเจอคู่รักหนุ่ม-สาว คงทำให้เขาหวนระลึกนึกย้อนถึงตนเองในอดีต และเมื่อทุกสิ่งอย่างกลับมาบังเกิดขึ้นซ้ำรอย วิธีการเดียวเท่านั้นคือยินยอมเสียสละ มอบโอกาสที่ไม่มีวันได้รับให้กับพวกเขาที่ยังหลงเหลือเวลา สามารถปลดปล่อยวางภาระหนักอึ้งที่แบกมาแสนกาลนานนี้ลงเสียที

ลักษณะของภูเขาสูง หิมะปกคลุม สภาพอากาศหนาวเหน็บ จะว่าเหมือนก็เหมือน ไม่เหมือนก็ไม่เหมือน German Expressionism
– มองจากลักษณะภายนอก ถ่ายทำยังสถานที่จริง-ออกแบบสร้างฉากในสตูดิโอ ภายนอก-ภายใน แสงสว่างจากธรรมชาติ-หลอดไฟนิยมใช้เงามืดมิดปกคลุม … เหล่านี่ดูยังไงก็ไม่เหมือน
– แต่ภาพแวดล้อมพื้นหลัง สะท้อน/แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ภายในตัวละคร นั่นคือลักษณะที่เป็นจิตวิญญาณของ German Expressionism … ดูยังไงก็เหมือน

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด รับรู้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ต่างกับขุมนรก ยังแสวงโหยหา ดิ้นรน ตะเกียกตะกาย พยายามจะปีนป่ายไปให้ถึงยอด เพื่อตอบสนองประสบการณ์ ความเพ้อฝันจินตนาการ เติมเต็มชีวิตและจิตวิญญาณ สำเร็จเสร็จแล้วยังไงต่อ … โลกทัศน์ที่เปิดกว้างถึงจุดสูงสุด เมื่อหวนกลับลงมา จะทำให้มุมมอง อะไรๆ ปรับเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

แม้ว่าผู้กำกับ G. W. Pabst จะเข้ามาช่วยเหลือแทบจะครึ่งต่อครึ่ง แต่ผมมองเห็นภาพยนตร์เรื่องนี้คือจิตวิญญาณของ Arnold Fanck ส่วนหนึ่งคงนำจากประสบการณ์ส่วนตัว น่าจะเคยติดอยู่ท่ามกลางหิมะถล่ม เฝ้ารอคอยวันเวลาคณะช่วยเหลือมาถึง แม้จะทุกข์ทรมานดั่งขุมนรกสีขาว (White Hell) แต่ก็ไม่ทำให้เขาย่นย่อท้อแท้ โหยกระหายหวนกลับมาแก้มือครั้งต่อไป สักวันหนึ่งต้องสามารถทำสำเร็จสมหวังดั่งใจ


ไม่มีรายงานทุนสร้างและรายรับ แต่เดือนแรกเข้าฉายในเยอรมัน ประเมินว่ามีผู้ชมกว่า 100,000+ คน เฉพาะโรงภาพยนตร์ UFA Palast แห่งเดียวเท่านั้น!

การมาถึงของยุคสมัยหนังพูด ทำให้มีการนำออกฉายซ้ำ Re-Release ปี 1930 ด้วยการเพิ่มเพลงประกอบโดย Giuseppe Becce และเมื่อ Nazi ขึ้นมาเถลิงอำนาจปี 1933 ฉบับฉายโรงภาพยนตร์ ถูกตัดฉากในไนท์คลับออกไป (เพราะนักแสดงเป็นชาวยิว ถูกจับกุมตัว และเสียชีวิตที่ค่าย Auschwitz)

หนังได้รับการสร้างใหม่ The White Hell of Pitz Palu (1950) โดยผู้กำกับ Rolf Hansen แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร้ที่เสียงตอบรับจะยอดเยี่ยมเท่าเทียมกัน

ต้นฉบับเนกาทีฟของ Die weiße Hölle vom Piz Palü เห็นว่าได้สูญหาย/เสื่อมสภาพตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลงเหลือเพียงฉบับออกฉายซ้ำ Re-Release ที่ได้รับการค้นพบเมื่อปี 1996 ทำการบูรณะโดย German Federal Film Archive เสร็จสิ้นออกฉายปี 1997 แต่ก็ไม่ใช่คุณภาพ HD/4K นะครับ วางขาย Home Video คุณภาพดีสุดถึงปัจจุบัน 2019 คือ DVD เท่านั้นเอง

ส่วนตัวชื่นชอบหนังอย่างมาก ประทับใจในความบ้าระห่ำของทั้งผู้กำกับ ตากล้อง และนักแสดง ได้งานภาพสวยๆระดับนี้ ต้องเสี่ยงตายกันขนาดไหน! (โคตรจะอยากดูฉบับ HD/4K แบบคมชัดกริบ!) และไฮไลท์คือไดเรคชั่น Arnold Fanck และ G. W. Pabst เพิ่มความมหัศจรรย์โคตรตราตรึง

แนะนำคอหนังแอ๊คชั่น ผจญภัย ชื่นชอบการปีนป่ายเขา ภาพถ่ายหิมะสวยๆ หนาวเหน็บเย็นยะเยือก, นักตัดต่อ สังเกต ศึกษาไดเรคชั่น, แฟนๆผู้กำกับ Arnold Fanck, G. W. Pabst และ Leni Riefenstahl ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับความอันตราย เสี่ยงตาย ของการปีนป่ายเทือกเขาสูง

คำโปรย | Die weiße Hölle vom Piz Palü ช่างคือขุมนรกที่หนาบเหน็บสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
คุณภาพ | บ้าระห่ำ
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of