Dil Se.. (1998)

Dil Se

Dil Se.. (1998) Bollywood : Mani Ratnam ♥♥♥◊

ฉากที่ตัวละครของ Shah Rukh Khan และ Malaika Arora กำลังร้องเล่นเต้นเพลง Chaiyya Chaiyya บนรถไฟที่กำลังแล่นอยู่ นี่ถือเป็นหนึ่งในฉากอมตะที่สุดของภาพยนตร์ Bollywood

เพลงประกอบโดย A.R. Rahman เจ้าของรางวัล Oscar เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Slumdog Millionare) อาจถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่นมากๆ แต่การกำกับของ Mani Ratnam ก็ถือว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้กัน จากผู้กำกับ Roja (1992) และ Bombay (1995) และการแสดงของ Shah Rukh Khan หรือ King Khan ที่ผมคิดว่า น่าจะเป็นการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดของ SRK แล้ว, ในยุค 90s ของ Bollywood หนังส่วนใหญ่มักจะออกไปหาสถานที่ถ่ายทำสวยๆต่างประเทศ และเรื่องราวความรักของชายหญิงมักจะจบอย่าง Happy Ending แต่หนังเรื่องนี้ถ่ายทำใน India ทั้งเรื่องและตอนจบเป็นอะไรที่คาดไม่ถึง

ถ้าจำไม่ผิดหนังเรื่องแรกของ SRK ที่ผมได้ดูคือ Kuch Kuch Hota Hai (1998) ซึ่งสร้างความผิดหวังให้ผมอย่างมาก จนไม่คิดว่า SRK จะมีความสามารถอะไรไปมากกว่า ลูกหมาหน้าตาบ้องแบ้ว ที่ทำให้สาวๆใจละลาย แต่หลังจากได้ดู Dil Se… เห้ย! พี่แกก็เล่นดราม่าแรงๆแบบนี้ก็ได้นิ ทำให้ทัศนคติของผมต่อ SRK เปลี่ยนไปพอสมควร แม้แนวหนังของพี่แกจะไม่หลากหลายเท่ากับ Aamir Khan แต่ก็ถือว่าเป็นคนมีสไตล์ของตัวเองที่โดดเด่น และทุ่มเทให้กับสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามีคุณค่ามาพอ แต่ไม่เกินกว่าที่แฟนๆจะรับได้ ผมแปลกใจมากที่พบว่าในปีนั้น SRK ไม่ได้เข้าชิงสาขาการแสดงจาก Dil Se… เลย แต่เป็น Kuch Kuch Hota Hai ที่ฉายปีเดียวกันแต่กวาดเรียบแทบจะทุกรางวัลที่ได้เข้าชิง ทำไม!

เรื่องราวและบทหนังโดย Mani Ratnam เขียนบทพูดโดย Tigmanshu Dhulia, Sujatha เรื่องราวเกี่ยวกับนักจัดรายการวิทยุคนหนึ่ง ที่ตกหลุมรักหญิงสาว (ที่เป็นสมาชิกของคณะปฏิวัติ) ในหนังผมก็ไม่รู้นะครับว่าปฏิวัติอะไร ไม่ได้ให้ความสนใจด้วย เพราะมองว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญของหนัง ใจความสำคัญคือพัฒนาการความรักของคู่พระนาง ที่ทำให้คนดูสัมผัสได้ว่า มีความสวยงาม คำพูดจีบกันมีความหมายลึกซึ้ง คาดว่ามีความไพเราะเหมือนบทกวี (ใครฟังภาษาฮินดีได้ คงเห็นสัมผัสที่ไพเราะนี้ได้แน่นอน) และผมไปอ่านเจอว่า เรื่องราวมีการอ้างอิงถึง 7 Shades of Love ของนิยายเก่าแก่ของอาราบิค (Ancient Arabic Literature) ผมเพิ่งเคยได้ยินเหมือนกัน ไม่รู้นะครับว่าคืออะไร คงต้องคนเรียนสาขาวรรณกรรมมาคงจะรู้จัก, 7 เฉดที่ว่าประกอบด้วย
1.being attraction (มีความดึงดูดใจ)
2.infatuation (หลงใหล)
3.love (รัก)
4.reverence (นับถือ)
5.worship (เทิดทูน)
6.obsession (คลั่งไคล้)
7.death (ตาย)

ตลอดทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระนาง จะยึดตามรูปแบบนทั้ง 7 นี้ โดยมีพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆเริ่มจากจาก 1 ถึง 7, โดยปกติหนังรักทั่วๆไป ถ้าเทียบกับ 7 เฉดนี้ มักจะเริ่มจาก 1 จบที่ 3-4 เท่านั้น อาจจะมี 5 บ้าง แต่ถ้าไปถึง 6-7 เมื่อไหร่ มันจะมีความบ้าคลั่งบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งใน Dil Se… ผมเรียกมันว่าความโกลาหนในรัก โดยเฉพาะช่วงของหนังที่ 6 ที่มีเรื่องราวที่บ้าคลั่งมากๆ แถมการตัดต่อโดย Suresh Urs ที่รวดเร็วมากๆ เร่งอารมณ์ให้คนดูรู้สึกอึ้งทึ่ง จนเกือบจะตามไม่ทัน ก่อนที่จะจบลงแบบ ตูม! ความรู้สึกระเบิดออก, หัวใจระเบิด, พระนางระเบิด ตายคู่ ถ้าใครไม่รู้ว่าหนังมีองค์ประกอบของ 7 เฉดของความรัก จะถือว่าคาดไม่ถึง ผมเองก็คาดไม่ ทำเอาอ้าป้าค้าง จบแบบนี้เหรอ! ไม่คิดว่าหนัง bollywood จะมีจบแบบนี้ได้ด้วย

การถ่ายภาพ โดย Santosh Sivan ผู้ที่ได้ชื่อว่าคว้ารางวัล Best Cinematography ของ National Film Award มากที่สุดถึง 4 ครั้ง (เท่ากับ K. K. Mahajan) รวม Dil Se… ด้วยนะครับ, นี่เป็นหนังที่ภาพสวยมากๆที่สุดเรื่องหนึ่งในหนัง bollywood ที่ผมเจอเลย ถ้าได้ดูเวอร์ชั่นที่คุณภาพดีๆ ผมว่าสวยไม่แพ้ Dilwale Dulhania Le Jayenge (1995) นอกจากฉากที่ถ่ายบนรถไฟแล้ว ยังมีภาพในตำนานจากเพลง Satrangi Re ไปถ่ายกันที่ Pangong lake (ทะเลสาบผางกงโฉ) ทะเลสาบปิดบนเทือกเขาหิมาลัย สถานที่เดียวกับฉากสุดท้ายของ 3 Idiots (2009) ผมชอบฉากนี้เพราะ มีการเล่นสีกับสภาพแวดล้อมและเสื้อผ้าของนักแสดง บ้างกลมกลืน บ้างโดดเด่น บ้างตัดกัน รับกับใจความของเพลงในช่วงต่างๆได้อย่างลงตัวและสวยงามมากๆ ใจความสำคัญ… ไปดูเองดีกว่า (มันแอบชัดตอนชายหญิงดิ้นกันในผ้าสีแดงผืนเดียว)

สำหรับเพลง Chaiyya Chaiyya ชื่อเพลงแปลว่า [walk] in shade ในร่มเงา ทำนองโดย A.R. Rahman, เนื้อร้องโดย Gulzar, ขับร้องโดย Sukhwinder Singh และ Sapna Awasthi เพลงนี้อยู่ช่วงต้นๆของหนัง จะเรียกว่า Opening Song ก็ได้ (มีแต่เพลงแต่ไม่มี Credit ขึ้น) ถ่ายกันบนรถไฟสาย Ooty train ที่ Nilgiri Mountain Railway อยู่บริเวณตอนใต้ของอินเดีย นักแสดง Shah Rukh Khan กับนักเต้น Malaika Arora Kgan ออกแบบท่าเต้นโดย Farah Khan การถ่ายเพลงฉากนี้ไม่มีมุมกล้อง ไม่มี post-production ใช้เวลาถ่าย 4 วันครึ่ง ภาพที่เราเห็นเป็นอย่างไร ตอนถ่ายก็แบบนั้นเปะๆ ยืนเต้นกันบนรถไฟจริงๆ โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือตกรถไฟ, ปี 2002 BBC World Service ได้จัดโหวตเพลงที่ได้รับความนิยมมากที่สุด กว่า 7000 เพลงจากทั่วโลก Chaiyya Chiyya ติดอันดับ 9 ความนิยมระดับนี้ไม่แน่ว่าคุณอาจจะเคยได้ยินเพลงนี้มาจากที่ไหนสักเป็นแน่ ตอนผมได้ยินเพลงนี้ก็รู้สึกนะครับ ว่าอาจเคยได้ยินมาก่อน เพราะทำนองมันคุ้นเคยมากๆ และเพลงนี้ผมชอบสุดในหนังด้วย โดยเฉพาะจังหวะกลอง ตุ๊บ ตุ๊บ นักแสดงเต้นแบบใส่อารมณ์เต็มที แม้เพลงนี้ถ้าเทียบความทรงพลังกับ Rukmani Rukmani ใน Roja (1992) ที่ผู้กำกับคนเดียวกัน คนแต่งเพลงคนเดียวกัน อาจสู้ไม่ได้ แต่การถ่ายบนรถไฟ ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเพลงนี้ได้ในระดับที่ไม่มีใครทำมาก่อน

 

ผมดูหนังเรื่องนี้มาก็นานพอสมควรแล้ว จำรายละเอียดได้ไม่เยอะมาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างขัดใจคือ นักแสดงนำหญิง Manisha Koirala นักแสดงสัญชาติเนปาล ในบริบทหนังเราจะมองว่า เพราะเธอโตขึ้นมาในโลกที่ทำให้เธอไม่สามารถคิดหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นอย่างอื่นได้ ถ้าเป็นหนังรักทั่วไป สักกลางเรื่องนางเอกเจอพระเอกตื้อขนาดนี้คงใจอ่อนบ้างแล้ว แต่ผมไม่รู้สึกอย่างนั้นกับตัวละครนี้เลย ราวกับเธอถูกล้างสมองเหมือนเด็กๆใน Blood Diamond (2006) พอโตขึ้นก็กลายเป็นแบบหญิงสาวแบบ The Battle of Algiers (1966) โลกของเธอมีแค่ที่เดียวเท่านั้น ไม่เหลือที่ว่างในหัวใจให้พระเอกครอบครองได้ มันเลยโคตรขัดใจเลยละครับ เพราะเราลุ้นให้ทั้งสองลงเอยกัน แต่ก็ไม่สำเร็จสักที นี่อาจเป็นเหตุผลให้เมื่อถึงจุดๆ พระเอกจึงต้องให้สิ่งอื่นที่มากกว่าแค่ความรัก แปรสภาพกลายเป็นนับถือ เทิดทูน คลั้งไคล้ และในที่สุดก็ตายแทนกันได้ ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้ มันคือจุดสุดท้ายของความสัมพันธ์ที่มนุษย์จะไปถึงได้ ถ้าจุดนี้แล้วเธอยังไม่รับรักเขา นี่คงเป็นหนังของคนอกหักสินะ (เธอรับรักเขาในตอนจบ…ใช่ไหมเอ่ย) ในหนังไม่มีฉากจูบกันเลยนะครับ เพื่อรักษาระยะห่าง บางทีมันอาจเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรกแล้วที่ทั้งสองจะได้อยู่ด้วยกันในโลกแห่งนี้ เพราะเธอไม่สามารถทิ้งโลกที่เธอเติบโตขึ้นมา แต่เมื่อถึงจุดที่ชายคนที่เธอรักและรักเธอตอบ โลกภพหน้าคือความหวังสุดท้ายที่ทั้งสองจะได้มีความสุขร่วมกัน

ความบ้าคลั่งของตัวละคร SRK นี่ผมต้องยกจอกคารวะเลย มันไปถึงจุดนั้นได้ยังไง มองยังไงมันก็คือรักข้างเดียว เขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในดวงตาอันใสซื่อบริสุทธิ์ของหญิงสาว แต่ก็ทำเป็นเข้าใจไปเสียทุกอย่าง ยอมรับมันได้ไม่ว่าสิ่งที่อยู่ภายในนั้นจะเป็นอะไร… อะไรมันจะปานนั้น ชอบกลายเป็นรัก รักจนจะกลืนกิน ถึงขั้นยอมตายแทนกันได้ นี่ทำให้ผมรู้สึกหนังเรื่องนี้เหมือนเป็นเทพนิยาย … อ๋อใช่ เรื่องราวมันมาจากวรรณกรรมเก่าแก่ของอาราบิค เป็นแฟนตาซีของความรัก ที่สุดที่คนสองคนจะให้และตอบแทนซึ่งกันและกันได้ รักใครแล้วต้องรักให้ถึงที่สุด ตราบจนชั่วฟ้าดินสลาย

ในมุมระหว่างความรักกับหน้าที่ ถ้าต้องเลือก ได้แค่สิ่งเดียว … นี่คืออีกหนึ่งคำถามโลกแตก อะไรสำคัญกว่าไม่มีใครบอกได้นะครับ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ปัจจัยต่างๆมากมาย บางครั้งความรักก็สำคัญกว่า บางครั้งหน้าที่ก็สำคัญกว่า เมื่อใดที่การตัดสินใจเกิดขึ้น ไม่ว่าเรา เขา คือใครจะตัดสินใจอย่างไร อย่าไปต่อว่า จะลับหน้าหรือลับหลังคนที่เลือกคนละอย่างกับเรานะครับ เพราะมันเป็นสิทธิ์ของเขา ไม่แน่สักวันหนึ่งในสถานการณ์เดียวกับเขา เราอาจต้องตัดสินใจแบบเขาก็เป็นได้

ข้อเสียเดียวของหนัง และผมขอมองข้ามไป คือเรื่องราวช่วง obsession (คลั่งไคล้) ผมคิดว่าช่วงนี้ใครชอบคงชอบมาก สำหรับคนไม่ชอบเพราะหนังมันบีบอารมณ์ ทรงพลังเกินไป ตอนแรกผมก็ไม่ชอบ แต่พอมาเข้าใจ 7 เฉดแห่งความรัก ก็ให้อภัยมันครับ คือมันต้องคลั่งประมาณนั้นแหละ ทั้งเรื่องราว การแสดง การตัดต่อที่ดูมั่วๆ เร็วไปหมดจนตามไม่ทัน (ดูสักสองสามรอบก็ดูทัน) ผู้กำกับ Mani Ratnum คงคลั่งมากๆตอนทำฉากนี้ เพราะตอนแรกผมคิดว่าพี่แกคงเร่งตัดแบบเร็วๆเพราะเวลาหนังจะหมด มันเลยต้องตัดให้พอดีปริมาณเวลาในฟีล์มหนัง มันเลยออกมาแบบนั้น ซึ่งพอถึงตอนจบ ทุกอย่างระเบิดออก อ๊ากกก ผมคิดว่าเปิดใจสักนิด และเข้าใจหนังสักหน่อย ก็น่าจะพอให้อภัยความวุ่นวายช่วงนี้ได้

และที่ชอบที่สุดของหนัง อยู่ต้นเรื่องก่อนที่เพลง Chaiyya Chaiyya จะขึ้น ชายคนหนึ่งใส่ชุดสีแดง ท่าทางเฟอะฟะในสถานีรถไฟที่พายุฝนกำลังโหมกระหน้ำ เห็นหญิงสาวคนหนึ่ง ตกหลุมรักทันที (Love’s like a hurricane.) วิ่งไปซื้อกาแฟมาบริการหญิงสาว แต่ไม่ทันแล้ว รถไฟออกไป ทิ้งให้เขาตกอยู่ในช่วงเวลา รักแรกพบที่ไม่รู้ชีวิตจะมาบรรจบกันอีกหรือเปล่า, ความรู้สึกนี้มันทำให้ผมยิ้มกริ่มในใจ มันเป็นความสุขในรักแบบว่า แม้จะไม่ได้อะไรตอบแทนแต่ดีใจที่ได้ทำ ผู้หญิงอาจคิดว่า หมอนี่มันแรงว่ะ แน่เชื่อว่าคงจดจำเป็นหนึ่งในความประทับใจฝังลึกแน่นอน

ผมไม่รู้จะแนะนำหนังเรื่องนี้กับใครดี คนโลกสวยหรือโลกไม่สวย เพราะใจความหนึ่งหนังมันก็โคตรเพ้อฝัน แต่ตอนจบกลับฉุดเราดิ่งลงนรกเลย, เช่นกันกับ Romantic หรือ Tragedy เพราะสองแนวนี้มันตรงข้ามกัน เอาว่าใครชอบหนังแนวปวดตับไตไส้พุง แนะนำครับ, หนังเรื่องนี้จัดเป็น Bollywood Classic ในอินเดียจัดเรต 12+ แต่ผมขอ 15+ นะครับ มีเลือดเต็มไปหมดเลย และตอนจบมัน…

TAGLINE | “ความรักเปรียบดั่งพายุ พัฒนาการแห่งรักจากเริ่มต้นไปจนถึงที่สุด คือพลังของ Dil Se… โดยผู้กำกับ Mani Ratnam เพลงประกอบโดย A.R. Rahman นำแสดงโดย Shah Rukh Khan และ Manisha Koirala”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of