El sol del membrillo (1992)

The Quince Tree Sun

El sol del membrillo (1992) Spainish : Victor Erice ♠♠♠♠♠

The Quince Tree Sun เป็นหนังที่ดูยากมากๆ ให้ตายเถอะ ดูซ้ำ 10 รอบก็อาจไม่เข้าใจอะไรเลย แต่เมื่อใดที่คุณบรรลุหนังเรื่องนี้ จะพบว่า มันคือหนังเกี่ยวกับชีวิตที่มีชั้นเชิงการเล่าเหนือชั้นมากๆ โดยผู้กำกับชาวสเปนระดับตำนาน Victor Erice ทั้งชีวิตสร้างหนังยาว 3 เรื่อง นี่คือเรื่องสุดท้าย แม้เจ้าตัวจะยังมีชีวิตอยู่ (2016) แต่ไม่คิดว่าเขาจะสร้างหนังเรื่องยาวออกมาอีกแล้ว

ผมเปรียบหนังเรื่องนี้ มีกลิ่นอายของ La Belle Noiseuse ผสมกับ The Mirror ผสมกับ สัตว์ประหลาด (ครึ่งหลัง) ถ้าใครสามารถดูหนังสามเรื่องนี้แล้วไม่หลับ คุณก็อาจจะดู The Quince Tree Sun จนจบได้, แน่นอน ผมหลับตั้งแต่ 20 นาทีแรก แบบฝืนไม่ได้ด้วย ตื่นขึ้นมาก็ท้อใจไปหาบทวิเคราะห์อ่าน พอเริ่มเข้าใจถึงกลับมาดูต่อ ครานี้ก็บรรลุเลยละครับ, นี่เป็นหนังระดับที่ ต่อให้คุณสามารถทนดูจนจบได้รอบแรก ก็น่าจะยังไม่สามารถคิดวิเคราะห์หรือเข้าใจอะไรได้ทั้งหมด ดูไปอีก 10 รอบก็ไม่มีอะไรการันตีว่าจะเข้าใจได้ ผมถือว่าโชคดีที่ไปอ่านเจอบทความวิเคราะห์ที่สามารถทำให้เข้าใจแก่นแท้ของหนังได้เลย แม้จะไม่ทั้งหมดก็เถอะ แต่ก็สามารถพูดได้ว่าเข้าใจ มันอาจจะดูเหมือนแอบโกง แต่ก็น่ะ ดูหนังแล้วไม่เข้าใจ ไม่สนุกจะฝืนไปทำไม ถ้าได้เข้าใจความซับซ้อนที่แฝงอยู่ แล้วกลับไปดูอีกครั้ง ความอึ้งมันยิ่งกว่าช็อค แปรสภาพกลายเป็นยกย่อง เทิดทูน ฤานี่เป็นหนังระดับ พระเจ้าสร้าง หรือกระไร

การดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมค้นพบอีกเทคนิคหนึ่ง ที่จะสามารถใช้ต่อกรกับหนังระดับ ‘พระเจ้าสร้าง’ ที่ให้ตายเถอะ ดูไม่รู้เรื่องว่ะ ทั้งๆที่รู้ว่าหนังมันยอดเยี่ยมแต่ดูยังไงก็ไม่เข้าใจ วิธีนี้ที่จะสามารถทำให้คุณรับมือกับหนังยากๆ ได้เพียงการดู 1-2 รอบเท่านั้น, ให้ทนดูหนังไปก่อนนะครับ 20 นาที ครึ่งชั่วโมง หรือเต็มชั่วโมง ให้พอจับประเด็นได้ว่าหนังคืออะไร เกี่ยวกับอะไร เรื่องราวเป็นยังไง มีบรรยากาศแบบไหน เป้าหมายคืออะไร เมื่อไปถึงจุดที่ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ไม่เข้าใจ สนุกยังไงว่ะ! ให้หยุด Stop หนังไว้ ไม่ต้องทนดูไปจนจบเรื่องนะครับ เสียเวลาเปล่าๆ เอาเวลานั้นไปหาบทวิจารณ์หรือบทวิเคราะห์อ่าน ศึกษาจนเข้าใจ ถ้าคุณเห็นความสวยงามหรือเริ่มจับประเด็นบางอย่างได้ ถึงเริ่มกลับมาดูต่อ ครานี้คุณจะสามารถดูจนจบได้แน่นอน แต่ถ้าอ่านบทวิเคราะห์แล้วยังไม่เข้าใจอีก ปิดหนังทิ้งไปได้เลยนะครับ แสดงว่าบารมีคุณคงไม่มากพอจะดูหนังเรื่องนั้นได้, เทคนิคนี้มันไม่เห็นมีอะไรใหม่เลย ก็ธรรมดาๆทั่วไป ใช่แล้วครับ เทคนิคที่ดูไม่มีอะไรนี่แหละ แต่คนเรามักคิดไม่ถึง บางทีก็เก็บมันไว้ใต้จิตสำนึก พอเจอเรื่องที่ดูไม่เข้าใจก็ยอมแพ้ทันที ไม่คิดใช้เทคนิคนี้หรือลืมไป คิดไม่ถึง, ผมเอาเทคนิคนี้มาเล่าให้ฟัง เพราะอยากให้ทุกคนสนุกกับการดูหนังนะครับ มันจะสนุกอะไรกับหนังที่ดูแล้วไม่เข้าใจ ทนดูจนจบแล้วดิ้นไปดิ้นมา หงุดหงิด บ่นว่านี่มันหนังบัดซบอะไร มันไม่ใช่หนังมันบัดซบนะครับ แค่ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของคุณยังสูงไม่พอจะเข้าใจหนังได้ ใครๆก็เป็นกัน ผมก็เป็น การได้ศึกษาอะไรเกี่ยวกับหนังเพิ่มขึ้นสักหน่อยขณะดู อรรถรสในการชมอาจจะลดลง แต่อรรถรสในความเข้าใจจะเพิ่มขึ้น ทำให้คุณเข้าใจหนังเร็วขึ้น 10 เท่า นี่เหมาะกับคนยุคใหม่ที่ชอบอะไรเร็วๆ แต่กับคนที่ชอบความท้าทายแบบแรงจัดๆ เชิญเลยครับ จัดไป 10 รอบ ท่านคงภูมิใจอย่างมากที่เข้าใจหนังด้วยตนเอง แต่ไม่รู้สึกเสียเวลาไปหน่อยเหรอ

กลับมาที่หนัง El sol del membrillo ถ้าแปลแบบตรงตัวจะคือ The Sun of the Quince ผมจะใช้ชื่อที่เป็น international ของหนัง The Quince Tree Sun นะครับ เป็นเรื่องราวของศิลปิน จิตรกรสัญชาติสเปนชื่อดัง Antonio López García เขามีตัวตนจริงๆ ปัจจุบันก็ยังมีชีวิตอยู่ (2016) ในหนังก็รับบทแสดงเป็นตัวเอง (ด้วยเหตุนี้กระมังจึงมีบางคนมองหนังเป็นเหมือนแนวสารคดี) เขาต้องการวาดภาพแสงอาทิตย์ที่สะท้อนตกบนต้น Quint

Quince (ควินซ์) เป็นชื่อผลไม้ชนิดหนึ่ง ไม่มีชื่อไทย มีรสหวานอมเปรี้ยว ผลสีเหลืองทองรูปร่างหน้าตาคล้ายลูกแพรผสมแอปเปิ้ล (คล้ายๆสาลี่) ควินซ์เป็นพืชที่ทนต่ออากาศหนาวจัดและจะออกดอกที่อุณหภูมิต่ำกว่า 7 องศาเซลเซียส ชาวกรีกโบราณเชื่อกันว่า ควินซ์เป็นผลไม้สำหรับบูชาเทพธิดาแห่งความรัก (Aphrodite) และความสวยงาม ชาวกรีกจึงนิยมใช้ผลควินซ์ เป็นเครื่องถวายในพิธีแต่งงาน

ref : http://bshelter.exteen.com/20091022/sweet-quince

ใจความของหนังมีแค่นี้นะครับ ซึ่งเมื่อตกอยู่ในมือของผู้กำกับ Victor Erice (The Spirit of the Beehive) มันได้ยกระดับการเล่าเรื่อง ใจความ ความซับซ้อนจากที่ดูธรรมดาๆ กลายเป็นระดับที่ไม่มีใครคาดถึง, Erice เป็นผู้กำกับที่เลือกงานมากๆ 10 ปีถึงจะทำหนังสักเรื่องหนึ่ง แต่ละเรื่องถือว่าระดับ Masterpiece ทั้งนั้น นี่ถือเป็นเรื่องที่ 3 ในชีวิตเขา (และอาจเป็นหนังยาวเรื่องสุดท้าย), ผมเคยบอกไปแล้วว่า Roger Ebert นักวิจารณ์ชื่อดังของอเมริกา เปรียบเทียบ Victor Erice เป็นเหมือนกับ Charles Laughton ที่ทั้งชีวิตทำหนังแค่เรื่องเดียว (The Night with the Hunter) แต่ได้รับการยกย่องว่าเป็น Masterpiece, ส่วนตัวพอผมได้ดู The Quince Tree Sun ก็คิดว่า Erice ก้าวผ่าน Laughton ไปไกลเลยละครับ หนังของเขาอยู่ในระดับเดียวกับ Jean Renoir, Andrei Tarkovsky ฯ อาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ

Antonio López García เป็นจิตรกรและนักแกะสลักชาว Spanish ที่ขึ้นชื่อผลงานสไตล์ Realistic นักวิจารณ์งานศิลปะบางคนมองว่าเขา hyperrealistic (เกินจริงมากเกินไป) ดังที่เราจะเห็นได้จากหนัง García เป็นผู้หลงใหลคลั่งไคล้ในความสมจริง เขาต้องการวาดภาพต้น Quince ณ ช่วงเวลาที่สวยงามที่สุด แต่ความงามนั้นมันปรากฏอยู่แค่เพียงเสี้ยวนาที หรือเศษเสี้ยววินาที การจะวาดภาพให้เสร็จ ณ ขณะนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ (ไม่ใช่การถ่ายภาพ) สิ่งที่เขาทำคือสร้างสัดส่วน มุมมองที่เขาเห็น แล้วขีดเส้น จุดตำแหน่ง เพื่อให้ตอนที่เขาวาด ได้ภาพออกมาตรงกับช่วงเวลาที่เขาเห็นต้น Quince สวยที่สุด

ผมเจอคนบ้าอีกคนแล้ว ศิลปินที่เคร่งครัดต่อเทคนิค หมกมุ่นกับวิธีการวาดภาพมากเกินไป จะไม่ให้เรียกว่าบ้าได้ยังไง ปกติการจะวาดภาพธรรมชาติ มันไม่มีทางที่อะไรๆจะเหมือนเดิมทุกครั้งที่เรามอง เวลาดำเนินไป เช้าแสงส่องมาทางตะวันออก กลางวันพระอาทิตย์อยู่ตรงหัว เย็นตะวันตกดินคนละทิศเลย, วันหนึ่งฟ้าใส วันหนึ่งฟ้าครึ้ม วันหนึ่งฟ้าฝน, ต้นไม้ พืชพรรณ สรรพสัตว์ ทุกอย่างที่เรียกว่าสิ่งมีชีวิตมีการเจริญเติบโต ทุกวินาทีโตขึ้น ทุกนาทีแก่ลง ทุกชั่วโมงมันต้องมีบางอย่างเปลี่ยนแปลง แต่ละวันไม่มีอะไรเหมือนเดิม แต่ชายจิตรกรคนนี้ ต้องการวาดภาพต้น Quince ที่เขาเห็นเมื่อ 3 เดือนก่อน นั่นจะเป็นไปได้ยังไง

ผมไม่มองหนังเรื่องนี้เป็นแนวสารคดี Documentary นะครับ แม้หลายคนจะมองอย่างนั้น เพราะนักแสดงใช้ชื่อจริงๆ วาดรูปจริงๆ การแสดงอาจดูเป็นธรรมชาติ แต่เชื่อว่าเกิดจากบทที่เขียนขึ้นนะครับ (เขียนบทโดย Erice และ García) มันเลยไม่ใช่หนังแนวสารคดีชีวประวัติแน่ๆ, จะเรียกว่า drama ไหม ก็พอได้นะครับ เช่นนั้นเรียก docudrama ไปก็แล้วกัน

เหตุผลที่ García สร้างสรรค์ผลงานแบบนี้ เพราะเขาต้องการจับภาพ “ความจริง (Truth)” ของสิ่งที่เขาเห็น, ศิลปินคนอื่นๆ ถ้าต้องการวาดภาพแบบนี้มักจะวาดจากภาพถ่าย แต่เขาอ้างว่ามันจับต้องไม่ได้ เพราะภาพถ่ายไม่มีจิตวิญญาณ การวาดจากต้นไม้จริงๆ ต้นที่เขาปลูกด้วยมือตนเอง ราวกันเขาสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของต้น Quince รู้ว่ามุมไหน ตำแหน่งไหนที่วาดแล้วออกมาจะสวยที่สุด งดงามที่สุด, ตลกคือ ความดื้นด้านของ García ถึงขนาดต้องให้คนอื่นมายกใบของต้น Quince ให้ (เพราะมันใกล้ร่วงเต็มแก่แล้ว) จนวันหนึ่งเมื่อผล Quince ตกลงพื้น เขาก็ยอมแพ้ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะวาด “ความจริง” ในสิ่งที่เปลี่ยนไปทุกวินาทีเช่นนี้

ความพ่ายแพ้เกิดจากการยอมรับตัวเอง รู้ตัวว่าไม่มีทางทำมันให้สำเร็จได้อีกต่อไป เขาไม่สามารถต่อสู้กับธรรมชาติ และกาลเวลา ผมสังเกตหนังยึดติดกับเวลามากๆ เพราะขึ้นวันที่อยู่ตลอด เริ่มจาก 1 ตุลาคม จนถึงธันวาคม, เหมือนว่าถ้าเปรียบฤดูกาลกับช่วงชีวิตคนของมนุษย์ มกรา เริ่มต้นคือการเกิด, เมษา (Spring) คือการเติบโต, กรกฎา (Summer) ช่วงวัยกลางคน, ตุลา (Falls) มันคือเหมือนบั้นปลาย ช่วงท้ายๆของชีวิต, การมาเริ่มต้นวาดรูปช่วงตุลา มันยังไงๆอยู่ (ใครที่ไหนจะวาดรูปหน้าฝน) เหมือนหนังมีใจความอื่นแอบแฝงอยู่ เช่น การเริ่มต้นทำอะไรบางอย่างในปลายของชีวิต ไม่แปลกที่มันมักจะไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะย่อท้อยอมแพ้ และเลิกราไปเอง

หน้าหนังพูดถึงศิลปินชื่อดังกำลังสร้างสรรค์ผลงาน แต่มันเหมือนมีศิลปินอีกคนหนึ่ง คือผู้กำกับ Victor Erice ที่หนังกำลังพูดถึงตัวของเขาเองอยู่ด้วย ใจความของหนังเมื่อเปรียบเทียบกันจะพบว่ามีหลายๆอย่างคล้ายกับ Erice อย่างมาก, เริ่มทำหนังเรื่องแรกเมื่ออายุได้ 33 (ช่วงกลางคน) ตอนทำหนังเรื่องนี้อายุ 52 (สูงวัย) Erice เริ่มต้นทำหนังค่อนข้างช้า ทำได้ไม่กี่เรื่องตัวเขาก็เริ่มแก่ กว่าที่หนังแต่ละเรื่องจะสร้างเสร็จ ก็เหมือนการวาดภาพของ García ที่มีความประณีต ละเอียดอ่อนและใช้เวลาอย่างมาก, ในหนัง García ตัดสินใจยอมแพ้ นี่อาจเป็นการเปรยกลายๆว่า Erice ก็คงถึงเวลายอมแพ้เช่นกัน โลกเปลี่ยนไปมาก อะไรๆก็ไม่เหมือนเดิม ส่วนใหญ่จะคุมไม่ได้แบบฟ้าฝน ถ้ามองเปรียบเทียบแบบนี้จะเห็นชัดเลย ว่าหนังเรื่องนี้เหมือนชีวประวัติของผู้กำกับ ที่แทนจะใช้ตัวเองเป็นตัวเอก กลับเล่าผ่านอีกตัวละครหนึ่งที่มีอะไรหลายๆอย่างคล้ายกับตัวเอง นี่คือสิ่งที่ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ “เหนือชั้นมากๆ”

ช่วงท้ายหลังจากที่ García ยอมแพ้ เขาปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นวัตถุของงานศิลปะ (เป็นนายแบบให้ศิลปินอีกคน ที่คาดว่าเป็นภรรยาของ García วาดรูป) เขานอนลงบนเตียง มือถือรูปภาพเก่าๆ (อดีต) และลูกแก้วเหลี่ยมใส (มองเปรียบเทียบได้ว่าเป็นผล Quince) ภาพวาดที่ใกล้เสร็จ, เหมือนว่าเธอไม่ได้วาดรูปนี้มานาน และ García เสนอว่าให้วาดรูปใหม่ไปเลยไม่ง่ายกว่าเหรอ เธอบอก ยังวาดรูปนี้ไม่เสร็จ และต้องการปรับปรุงอีกนิดหน่อย เสร็จแล้วค่อยว่ากัน ประโยคสุดท้าย García ชวนเธอไปเที่ยว Greece (ที่เป็นเมืองหลวงของเทพเจ้าโอลิมปิคทั้งหลายที่พูดถึงในหนังทั้งหมด) แล้วเขาก็ผลอยหลับไป, หลังจากฉากนี้มันเหมือนว่า García ได้แปรสภาพจากมนุษย์ไปเป็นอย่างอื่น งานศิลปะหรือผลงานของศิลปิน มันเป็นภาพลักษณ์ที่เหลืออยู่หลังจากเสียชีวิตไป กลางคืน สิ้นปี เปรียบได้คือจุดจบของชีวิต แสงจันทร์เต็มดวงสาดส่องลงบนผล Quince ที่ค่อยๆเน่าเปื่อย ภาพและเสียงเพลงที่เยือกเย็น โหยหวน หดหู่ เสียงพูดบรรยายเหมือนเป็นเสียงของก้องของวิญญาณ ที่พรรณาหวนถึงชีวิตตัวเอง

ผมคิดว่าฉากจบนี้คือการพรรณาความตายในมุมมองของ Erice ก่อนหน้านั้นมีการวิจารณ์ภาพวาด The Last Judgement ของ Michelangelo Buonarroti นี่ถ้าผมไม่ได้ดู The Agony and the Ecstasy มาก่อน คงมองไม่เห็นสิ่งที่หนังต้องการสื่อแน่ๆ Michelangelo วาดภาพนี้ตอนเขาอายุ 63 (ตอนแก่) ใช้เวลา 4 ปีถึงวาดเสร็จ ภาพนี้แสดงถึงความเชื่อหลังความตาย การตัดสินมนุษย์ว่าจะขึ้นสวรรค์ หรือตกนรก García พูดถึงความเชื่อของตัวเอง นี่ย่อมแทนด้วยมุมมองของผู้กำกับด้วยนะครับ, นี่เป็นสิ่งที่ผมสังเกตเจอในหนังของผู้กำกับที่มีความเป็นศิลปินโดดเด่น เวลามีฉากที่ตัวละครแสดงความคิดเห็นอะไรออกมา ตัวละครหลักมักจะพูดแทนด้วยความคิดของผู้กำกับเลย, กล้องถ่ายภาพที่ตั้งทิ้งไว้ จับภาพผล Quince ที่ร่วงหล่นเน่าเปื่อยตามพื้นคือการสูญสลายลงสู่ดิน นี่แทนด้วยความเชื่อที่มองเห็นของ García และ Erice นะครับ

ถ่ายภาพโดย Ángel Luis Fernández และ Javier Aguirresarobe คนหลังต่อมาได้มาเป็นตากล้องให้หนัง hollywood หลายเรื่อง อาทิ Twilight Sage (New Moon กับ Eclipse), Blue Jasmine (2013), Goosebumps (2015) ฯ หนังเรื่องนี้อาจใช้การแช่ภาพไว้เสียเยอะ แบบว่าตั้งกล้องทิ้งไว้เลยตัวละครอยากพูดคุยสนทนาอะไรกัน ก็ปล่อยให้เป็นธรรมชาติ, มุมกล้องจะถือว่ารอบด้านเลยก็ได้ มีทั้งถ่ายด้านหน้า มุมที่เห็น García วาดรูป, ด้านหลัง, ด้านข้าง, ถ่ายหลบๆ (เหมือนแอบถ่าย) จากหลังต้น Quince, ผมรู้สึกช่างภาพหนังเรื่องนี้คงต้องใช้ความอดทนอย่างมาก เพราะกว่าจะจับภาพแต่ละอย่างได้คงใช้เวลานานพอสมควร โดยเฉพาะการถ่ายพระอาทิตย์ในช่วงเวลาต่างๆ (ฟ้าใส, เมฆบัง, เมฆฝน ฯ), ต้น Quine ก็ตั้งแต่ออกผล จนร่วงโรยและเน่าเปื่อย ไม่รู้นานเท่าไหร่

ตัดต่อโดย Juan Ignacio San Mateo เว้นจากฉาก Long-Take ยาวๆแล้ว การตัดต่อถือว่าโดดเด่นไม่น้อย เพราะมีการนำเอาภาพต่างๆ ตัดสลับไปมาคั่นไม่ให้เบื่อ เชื่อว่าจุดนี้หลายคนอาจสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้เอามาคิดใส่ใจอะไร เช่น ข่าวจากวิทยุ เรื่อง Saddam Hussein ผมได้ยินแล้วน่าสนใจทีเดียว นั่นเป็นช่วงเวลาที่ Hussein กำลังเริ่มเถลิงอำนาจ ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น คนรุ่นปัจจุบันได้ดูคงนึกไม่คิดว่า Hussein จะออกข่าวถี่ขนาดนั้น เขาเคยเป็นฮีโร่มาก่อนนะครับ, ประเด็นแบบนี้ ไม่มีสาระอะไรต่อใจความของหนังเลย แต่มันเป็น reference อ้างอิงเทียบเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นกับโลกภายนอก เหมือน The Mirror และ Edvard Munch, ภาพเมืองที่ใส่คั่นเข้ามา สังเกตดีๆมันจะมี Apartment แห่งหนึ่ง (น่าจะอยู่แถวๆนั้น) มี 2 ห้อง เปิดทีวีจอสีฟ้าๆเหมือนกัน (สองห้องนี้ล้อกับ 2 เหตุการณ์คู่ขนานในหนังที่ผมจะเล่าต่อไปนะครับ), ภาพอื่นๆอาทิ รถไฟแล่น, หอคอย (ในสเปน) นี่มองผิวๆจะเห็นเป็นการจับบรรยากาศ Naturalism แต่ทุกฉากที่ใส่มามีเหตุผลประกอบหมดนะครับ

เพลงประกอบโดย Pascal Gaigne ส่วนใหญ่จะได้ยินจากวิทยุ มีเพลงที่ร้องเล่นกันเองระหว่างตัวละครด้วย และเพลงช่วงท้าย ในฉากที่มีลักษณะเหมือนฉากในความฝัน หรือโลกวิญญาณ ฟังแล้วรู้สึกเย็นยะเยือก โหยหวน เป็นสร้างบรรยากาศที่ surreal นี่ผิดธรรมชาติของหนังแนว realist สักหน่อยนะครับ ซึ่งปกติจะไม่ใช้เพลงเพื่อประกอบเพื่อสถานการณ์แบบนี้เท่าไหร่ แต่คงเพราะผู้กำกับต้องการบอกให้รู้ว่า นี่ไม่ใช่ความจริงนะ แบบนี้ก็พอจะเข้าใจได้อยู่

มีความสัมพันธ์หนึ่งที่ต้องเทียบกันให้ได้ คือ García และช่างก่อสร้างทั้ง 3 มันเหมือนว่าคน 2 กลุ่มนี้ทำงานคู่ขนานกันไป García เป็นศิลปินสร้างสรรค์ผลงาน ด้วยการทำในสิ่งที่ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน น้อยคนจะเลียนแบบได้ กว่าจะสำเร็จใช้เวลา แต่สุดท้ายก็ไม่เสร็จ, ช่างก่อสร้าง เป็นคนธรรมดาทั่วๆไป (คนอื่น คนนอก พูดภาษาสเปนไม่ได้) ก่อรากสร้างฐานวางอิฐเทปูน ฉาบปูน งานง่ายๆไม่ต้องใช้ฝีมือมาก ใช้แค่ประสบการณ์ ไม่รู้ทำเสร็จสำเร็จไปแล้วเท่าไหร่, ตอนจบ García เขาจ้องมองและเก็บผล Quince วางไว้ข้างรูปภาพที่ไม่เสร็จทั้งสอง ส่วนช่างก่อสร้างคนหนึ่งเก็บผล Quince ไปแบ่งปันกินกับเพื่อนทั้ง 2 ในห้องที่เสร็จแล้ว, มองเห็นความสัมพันธ์ที่ตรงข้ามกันนี้ไหมเอ่ย, ผู้กำกับต้องการสื่ออะไร? มันเหมือนว่า เขาเปรียบตัวเขาเอง 1 คน กับผู้กำกับทั่วๆไป 3 คน ที่ 10 ปีเขาทำหนังได้เรื่องเดียว แต่กับผู้กำกับ 3 คนนี้คงทำได้เป็นสิบ ฯ, จะตีความเป็นอย่างอื่นก็ได้นะครับ เช่น คนที่มัวแต่คิดมากจุกจิก คิดเล็กคิดน้อย ทำอะไรย่อมไม่สำเร็จสักที ผิดกับคนที่อะไรก็ได้ ไม่เรื่องมาก เขาย่อมทำอะไรได้เยอะแยะ มากมายเต็มไปหมด ฯลฯ

จะเห็นว่าการตีความหนังเรื่องนี้ สามารถมองได้เป็นหลากหลายเลย ขึ้นอยู่กับว่าคุณมองเห็นเป็นอะไร มองเป็นหนังชีวิต เห็นคือตัวผู้กำกับ มองมันคือ… อะไรสักอย่าง นี่คือเหตุผลที่ผมยกย่อง Erice ว่าสร้างหนังได้มีลึกซึ้งเทียบเท่าหรืออาจยิ่งกว่ากับ Jean Renoir เลย, ส่วน Tarkovsky โดยเฉพาะ The Mirror ที่เป็นเรื่องราวอัตชีวประวัติของตัวผู้กำกับเอง The Quince Tree Sun ก็มีกลิ่นอายความเป็นอัตชีวประวัติของตัวของผู้กำกับ Victor Erice เช่นกัน เพียงแต่เล่าแทนด้วยตัวละครหนึ่ง Antonio López García เท่านั้น

หนังเรื่องที่ต้องเปรียบคู่กันคือ La Belle Noiseuse (1991) ที่เป็นเรื่องราวของศิลปิน จิตรกร วาดรูปเช่นกัน แถมออกฉายในปีติดๆกันด้วย, ตอนแรกผมเทียบไม่ได้นะครับว่าเรื่องไหนยอดเยี่ยมกว่า เปิดเรื่องมาผมก็ได้กลิ่นอายของ La Belle Noiseuse เต็มๆเลย คือ ศิลปินกำลังเตรียมตัว เตรียมอุปกรณ์เพื่อวาดรูป คิดว่า 1 ใน 3 ของหนังก็เป็นการวาดรูป นำเสนอเทคนิค วิธีการ และวาดออกมาให้เห็นจากมือของศิลปินเลย ที่ต่างกันชัดเลยคือตอนจบ La Belle Noiseuse เมื่อศิลปินวาดเสร็จ เขาเลือกที่จะเก็บซ่อนผลงาน ผู้ชมไม่เห็นว่าผลงานนั้นเป็นอย่างไร แล้ววาดอีกรูปให้เราเห็นแทน ส่วน The Quince Tree Sun เราจะเห็นผลงานของศิลปินทั้ง 2 รูป แต่มันไม่เสร็จทั้งคู่, ฟังดูเท่านี้หลายคนคงเห็นด้วย ว่าไม่รู้เรื่องไหนจะเจ๋งกว่ากัน แต่อย่าลืมว่า The Quince Tree Sun ไม่ใช่แค่เรื่องของศิลปินเท่านั้น แต่ลึกลงไปเราสามารถวิเคราะห์ เปรียบเทียบ มองเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่การวาดภาพไปเลยก็ได้ นี่ทำให้ผมรู้ทันทีว่า หนังเรื่องนี้มัน Beyond เหนือชั้นกว่า La Belle Noiseuse ไปไกลลิบลับเลยละครับ

ต้องเปรียบเทียบกับหนังอีกเรื่อง Andrei Rublev (1966) ของผู้กำกับ Andrei Tarkovsky, ก่อนหน้าที่ผมจะดู The Quince Tree Sun ในลิส Painter & Artist หนังอันดับ 1 ที่วางไว้คือ Andrei Rublev เมื่อหนังระดับพระเจ้าสร้าง 2 เรื่องมาเผชิญหน้ากัน สมองผมแทบระเบิดเลย เลือกไม่ได้ว่าเรื่องไหนยอดเยี่ยมกว่า สองเรื่องนี้มีความต่างกันอยู่เยอะมากจนแทบเทียบกันไม่ได้เลย The Quince Tree Sun พูดถึงตัวตนของมนุษย์ ของศิลปิน การมีชีวิต ส่วน Andrei Rublev นั้นพูดถึงสิ่งรอบข้าง บุคคลอื่นๆ ที่มีอิทธิพลส่งผลถึงศิลปิน, ชกกันหมัดต่อหมัด Andrei Rublev มีช่วงเวลาที่ฮุคหมัดเด็ดต่อเข้าท้องจุกล้มลงน็อค ผู้ชมเฮลั่นเพราะเห็นว่าคู่ต่อสู้ล้มลงกรรมการนับสิบ ส่วน The Quince Tree Sun มันเสยคางให้คู่ต่อสู้มึน แล้วเผด็จศึกด้วยหมัดชกเข้าหน้าเบาๆ เป็นตอนจบที่ผู้ชมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กรรมการนับสิบแพ้ไปแล้ว, เลือกไม่ได้ครับ ผมเลยขอจัดให้สองเรื่องนี้ยอดเยี่ยมเท่ากัน

อ่านบทวิเคราะห์นี้จบแล้ว เข้าใจหนังมากขึ้นหรือเปล่า คุณต้องใช้ความอดทนมากๆในการดูช่วงแรกๆนะครับ เพราะหนังใช้ภาพเล่าเรื่อง นี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกโฉลกกับนักดูหนังสมัยใหม่เลย น่าจะหลับใหลกันตั้งแต่ 10-20 นาทีแรก, ซึ่งถ้าคุณผ่านช่วงเวลานี้ไปแล้ว หนังก็จะเริ่มมีเนื้อมากขึ้น มีการสนทนาที่เป็นประโยชน์และเป็นใจความของหนัง ให้คุณได้คำตอบสำหรับข้อสงสัยในการกระทำหลายๆอย่าง ทำไมต้องมีที่ยึดพื้น, ทำไมต้องขีดเส้นแนวดิ่งแนวราบ, ทำไมต้องมีตุ้มถ่วงน้ำหนัก ฯ ทุกอย่างที่ศิลปินทำมีคำตอบในหนังนะครับ ถ้าคุณทนดูจนหาคำตอบพวกนี้ไม่ได้ ก็ช่วยไม่ได้นะครับ อ่านรีวิวนี้แล้วเห็นภาพอะไรบางอย่างลองกลับไปดูอีกสักรอบ ถ้ายังทนไม่ได้อีก แนะนำให้ยอมแพ้ไปเลยนะครับ อีกสัก 10 ปีค่อยกลับมาดูหนังอีกรอบ ภูมิต้านทานของคุณอาจจะเพิ่มขึ้นมากพอที่จะทนดูหนังเรื่องนี้จนจบก็ได้ แต่จะเห็นความยอดเยี่ยมไหม นั่นอีกเรื่องนะครับ

เกือบลืมไป หนังเรื่องนี้ได้รางวัล Jury Prize และ FIPRESCI Prize (รางวัลของนักวิจารณ์) จากเทศกาลหนังเมือง Cannes ปี 1992 ด้วยนะครับ

หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับนักดูหนังทั่วๆไป คุณต้องสามารถดูหนังของ Tarkovsky หรือหนังของคุณเจ้ยเข้าใจ ถึงจะสามารถพอทนดูหนังเรื่องนี้ได้, แนะนำกับนักเรียนภาพยนตร์ และคนชอบหนัง Art House ที่ดูยากๆ ต้องใช้สมองคิดวิเคราะห์เยอะๆ จัดเรต PG เด็กๆดูไปคงไม่เข้าใจอะไร

TAGLINE | “El sol del membrillo หนังระดับพระเจ้าสร้างของ Victor Erice สุดยอด สวยงาม ซับซ้อน ลึกซึ้ง masterpiece”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
0 Comment authors
Best of Painter & Artist Films | RAREMEAT BLOG Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] El sol del membrillo (1992)  : Victor Erice ♠♠♠♠♠ The Quince Tree Sun เป็นหนังที่ดูยากมากๆ ให้ตายเถอะ ดูซ้ำ 10 รอบก็อาจไม่เข้าใจอะไรเลย แต่เมื่อใดที่คุณบรรลุหนังเรื่องนี้ จะพบว่า มันคือหนังเกี่ยวกับชีวิตที่มีชั้นเชิงการเล่าเหนือชั้นมากๆ โดยผู้กำกับชาวสเปนระดับตำนาน Victor Erice ทั้งชีวิตสร้างหนังยาว 3 เรื่อง นี่คือเรื่องสุดท้าย คุณจะทึ่งไปกับภาพวาดของต้น Quince โดย Antonio López García ศิลปินชื่อดังสัญชาติสเปน ที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะวาดเสร็จ […]