Elle (2016)

Elle

Elle (2016) French : Paul Verhoeven ♥♥♥♥

คงจะมีแต่ผู้กำกับ Paul Verhoeven เท่านั้นกระมังที่สามารถเล่นตลก(แบบไม่ตลก) กับประเด็นการถูกข่มขืนของเพศหญิงได้อย่างลึกล้ำ จริงอยู่มันไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่กับการแสดงของ Isabelle Huppert แต่เธอได้เปิดโลกทัศนคติที่ว่า ถ้าคุณโดนข่มขืนทำไมไม่…

“Shame isn’t a strong enough emotion to stop us doing anything at all,”

การข่มขืน คือลักษณะของเหตุการณ์ประเภทหนึ่งที่เหมือน การเกิดการตาย มีผลกระทบทางจิตใจเป็นอย่างมาก กับคนที่ใช้อารมณ์ในการดำเนินชีวิตย่อมได้รับผลกระทบรุนแรง ไม่ใช่แค่กับตนเอง คนรอบข้างใกล้ตัวมักมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบด้วย

องค์การสหประชาชาติได้ทำการสำรวจ/ประเมินว่า ในปีๆหนึ่ง มีคนถูกข่มขืน (ไม่จำกัดเพศว่าชาย/หญิง) ปีละประมาณ 250,000 คน
– 9 ใน 10 ของผู้ที่ถูกข่มขืน เป็นผู้หญิง
– ผู้หญิง 1 ใน 6 จะตกเป็นเหยื่อการข่มขืน
– ผู้ชาย 1 ใน 33 เป็นเหยื่อการข่มขืน
– 15% ของคดีข่มขืน เกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี โดยช่วงอายุที่มีความเสี่ยงจะถูกล่วงละเมิดมากที่สุดคือ อายุ 12-34 ปี

ถ้านับจำนวนคดีข่มขืนในประเทศไทยติดอันดับ 10 ด้วยสถิติ 5-6 พันคนต่อปี เฉพาะแค่ในเขตกรุงเทพมหานคร มีผู้หญิงและเด็กถูกกระทำชำเราเฉลี่ย 87 คนต่อวัน หรือทุกๆ 15 นาที จะมีคนถูกข่มขืน 1 คน

reference: https://pantip.com/topic/32308448

คนที่ถูกข่มขืน(แบบไม่สมยอม) ภายหลังเหตุการณ์มักจะตกอยู่ในอาการซึมเศร้า (PTSD) หวาดระแวง เครียด หดหู่ ไม่เป็นอันคิดทำอะไรได้อีกสักพัก เจ็บปวดทางร่างกายไม่นานก็หาย แต่ทางใจหลายคนคงกลายเป็นแผลเป็นติดตัวไปทั้งชีวิต

หนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นการตบหน้าคนประเภทนี้ฉาดใหญ่ แล้วไง! ถูกข่มขืนครั้งหนึ่งชีวิตจบสิ้นลงตรงนั้นเลยหรือ? แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย (Negative) กลับมองโลกในเชิงบวก (Positive) ในเชิงประชดเสียดสี ทำไมไม่คิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป จดจำเป็นบทเรียนชีวิตแล้วก้าวเดินต่อไป

ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Oh… เขียนโดย Philippe ตีพิมพ์ปี 2012 ได้รางวัล Prix Interallié (National Literary Award) ของประเทศฝรั่งเศส ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดย David Birke

สร้างโดยผู้กำกับ Paul Verhoeven (เกิดปี 1938) ชาว Dutch ที่มีผลงานดังอย่าง RoboCop (1987), Total Recall (1990), Basic Instinct (1992), Showgirls (1995), Starship Troopers (1997) ฯ เนื่องจากมีชีวิตเติบโตขึ้นในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เขาจดจำภาพความโหดร้ายรุนแรงของสงคราม เป็นปมหลบลึกๆอยู่ในจิตใจ จึงมีความหลงใหลในเรื่องราวเกี่ยวกับความรุนแรง เพศและการเสียดสีสังคม (violent, sexual content และ social satire)

หลังเสร็จจาก Black Book (2006) ชื่อของผู้กำกับ Verhoeven ก็ค่อยๆเงียบหายไป (คงเพราะอายุเข้าเลข 7 จึงเลือกงานมากขึ้น) จนกระทั่งปี 2014 ที่เทศกาลหนังเมือง Cannes เจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์ว่ากำลังซุ่มทำโปรเจคใหม่ เป็นแบบ ‘pure Verhoeven, extremely erotic and perverted.’ และกำลังสรรหานักแสดงนำอยู่

Elle (ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า her, she, หญิงสาว) เป็นเรื่องราว 30 วันของ Michèle Leblanc (รับบทโดย Isabelle Huppert) หลังจากถูกข่มขืนในช่วงสัปดาห์ใกล้วันคริสต์มาส เธอไม่ยอมให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่อ (Victim) เพราะพื้นหลังที่มีพ่อเคยทำ… เธอจึงลุกขึ้นเตรียมตัวทำทุกอย่างเพื่อปกป้องตัวเอง ด้วยสัญชาติญาณความหวาดระแวงที่ว่าผู้ร้ายอาจเป็นคนใกล้ตัว และวนเวียนกลับมาหาอีก

ข้อสังเกต: Elle เป็นคำที่มีในชื่อนางเอก Isabelle และ Michèle

Isabelle Anne Madeleine Huppert (เกิดปี 1953) นักแสดงหญิงยอดฝีมือ สัญชาติฝรั่งเศสที่มีผลงานตั้งแต่ปี 1971 ได้รับการเปรียบเทียบว่าเป็น ‘Meryl Streep ของฝรั่งเศส’
– เข้าชิง César Award (รางวัล Oscar ของฝรั่งเศส) 16 ครั้ง (มากที่สุด) ได้มา 2 รางวัลจาก La Ceremonie (1995) กับ Elle (2016),
– ได้ Best Actress จากเทศกาลหนังเมือง Cannes 2 ครั้งจาก Violette Nozière (1978) กับ The Piano Teacher (2001)
– เช่นกันกับ Volpi Cup for Best Actress จากเทศกาลหนังเมือง Venice เรื่อง Story of Women (1988) กับ La Ceremonie (1995)

Michèle เป็นผู้หญิงกร้านโลก เธอมี Lifestyle ที่ถือว่ามาจากความเก็บกด ปมหลังในอดีตที่มีพ่อ… ถือว่าเรื่อง Sex มีความวิตถารอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นใช้ความรุนแรงอย่างโหดเหี้ยม, เธอเป็นเจ้าของบริษัทสร้างเกม(แฟนตาซี)แห่งหนึ่ง เป็นชู้กับสามีเพื่อนร่วมงาน มีแม่ที่อยากแต่งงานใหม่ อดีตสามีคบหญิงสาวจบใหม่ ลูกชายไม่เอาถ่าน ถูกแฟนสาวหลอกแต่งงานอ้างว่าท้องด้วย … เห้อ! ชีวิตมีอะไรดีบ้างเนี่ย แต่นั่นไม่เคยทำให้ Michèle ตกอยู่ในสถานภาพ ‘เหยี่อ’ แต่ยังคงเป็น ‘ผู้ล่า’ ตลอดเวลา

เกร็ด: เห็นว่าในนิยาย Michèle ไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัทสร้างเกม แต่เป็น CEO บริษัทที่รับจ้างเขียนบทสำหรับโทรทัศน์/ภาพยนตร์ ฯ แต่เพราะถ้าคงพื้นหลังนี้ไว้ มันจะมีความยุ่งยาก วุ่นวาย ซับซ้อนเกินไป, ลูกสาวของ Verhoeven เป็นคนเสนอแนะให้เปลี่ยนมาเป็นบริษัทสร้างเกมแทน

การแสดงของ Huppert มีความเฉลียวฉลาด หลักแหลม เฉียบคม ด้วยสายตา ท่าทาง (เชิดคอนิดๆ) คำพูด และการเคลื่อนไหว มีความมั่นใจเป็นตัวของตนเองสูง, คงเพราะบุคลิกนิสัยตัวตนของเธอมีความไม่ยี่หร่ากับอะไร (คล้ายๆกับตัวละคร) และประสบการณ์ส่วนตัวเคยรับบทที่ต้องใช้การวิเคราะห์ตัวละครมานักต่อนัก อาทิ  La Ceremonie (1995), The Piano Teacher (2001) หรือตัวละครที่มีปมอย่าง Amour (2012)

Huppert ไม่ใช่ตัวเลือกแรกของ Verhoeven ที่เล็งนักแสดงอเมริกัน อาทิ Nicole Kidman, Charlize Theron, Julianne Moore, Sharon Stone, Marion Cotillard, Diane Lane, Carice van Houten หรือแม้แต่ Jennifer Jason Leigh แต่กลับไม่มีใครกล้าที่จะเสี่ยง รับบทตัวละครลักษณะนี้เลย (คงหวั่นๆในชื่อเสียงของ Verhoeven ด้วยกระมัง)

แต่จริงๆไม่ใช่ Verhoeven ที่เลือกเธอนะครับ กลับกัน เพราะคนที่สนใจในโปรเจคนี้คนแรกคือ Huppert ที่ได้อ่านนิยายเล่มนี้ แล้วได้ติดต่อโปรดิวเซอร์/นักเขียนบท บอกว่าอยากเล่นหนังเรื่องนี้ ซึ่งเธอได้เอ่ยชื่อ Verhoeven ให้เป็นผู้กำกับตั้งแต่แรกแล้ว

สำหรับนักแสดงสมทบอื่น ถือว่าเต็มไปด้วยยอดฝีมือทั้งนั้น อาทิ
– Christian Berkel นักแสดงสัญชาติเยอรมันที่มีผลงาน อย่าง Downfall (2004), Black Book (2006), Valkyrie (2008), Inglourious Basterds (2009), รับบท Robert สามีเพื่อนร่วมงานที่เป็นชู้กับ Michèle สิ่งที่ตัวละครนี้ต้องการในหนังทั้งเรื่องมีแค่ Sex กับเธอเท่านั้น
– Anne Consigny รับบท Anna เพื่อนสนิทสาว (ที่เป็นเลส) กับ Michèle และเป็นภรรยากับ Robert
– Laurent Lafitte รับบท Patrick เพื่อนบ้านของ Michèle แต่งงานมีภรรยาแล้ว แต่ด้วยความหล่อกระชากใจ ทำให้เธอมีความใคร่ยั่วยวนให้พวกเขามีชู้กัน
– Charles Berling รับบท Richard Casamayou สามีเก่าของ Michèle ที่ไม่เอาถ่าน
– Judith Magre รับบท Irène Leblanc แม่ของ Michèle ที่สนแต่ความสุขในชีวิต Sex ของตนเอง
ฯลฯ

เกร็ด: ผู้กำกับ Verhoeven ตัดสินใจเข้าเรียนคอร์สภาษาฝรั่งเศส เพื่อใช้สื่อสารกับนักแสดงโดยเฉพาะ

ถ่ายภาพโดย Stéphane Fontaine ตากล้องชาวฝรั่งเศสที่มีผลงานอย่าง A Prophet (2011), Captain Fantastic (2016), Jackie (2016) ฯ

หนังเปิดกล้องถ่ายทำตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2015 แต่ต้องหยุดชะงักสักพักเนื่องจากเกิดเหตุการยิงกันที่ Paris (วันที่ 7 มกราคม 2015) ทำให้การถ่ายทำล่าช้าออกไป รวมเวลาแล้ว 10 สัปดาห์ เกือบๆ 3 เดือน

วิธีการถ่ายทำที่ Verhoeven ใช้ ได้แรงบันดาลใจจาก 8½ ของ Federico Fellini คือให้นักแสดงมีการเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะ ทิศทางอย่างพร้อมเพียง (ไม่รู้เปิดเพลงในฉากแบบที่ Fellini ทำด้วยหรือเปล่า) ใช้กล้อง Red Dragon 2 ตัว ถ่ายทำพร้อมๆกัน เพื่อแก้ปัญหาการถ่ายซ้ำๆซากฉากเดิมแต่เปลี่ยนทิศทางแล้วการแสดงแตกต่างออกไป (ลดปริมาณการแสดงฉากเดิมซ้ำๆได้มาก)

สำหรับการแสดงของ Huppert เห็นว่า Verhoeven แทบไม่เคยคุยวิธีการนำเสนอ แสดงออกของตัวละครกันเลย แบบว่าผู้กำกับให้อิสระกับนักแสดงในการสร้างสรรค์ออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งเขาบอกว่า ไม่จำเป็นจริงๆ เพราะทุกสิ่งที่ Huppert แสดงออกมา ยอดเยี่ยมเกินกว่าที่เขาคาดหวังไว้มาก

ตัดต่อโดย Job ter Burg ชาว Dutch ที่เคยร่วมงานกับ Verhoeven ตอน Black Book (2006)

หนังเปิดเรื่องมาด้วยเสียงร้อง แจกันหล่นแตก (จิตใจที่แตกสลาย) แมวดำจ้องมอง (อย่างใสซื่อบริสุทธิ์) และภาพการบังคับข่มขืนของชายใส่หน้ากาก, เมื่อการกระทำชำเราเสร็จสิ้น ชายผู้นั้นจากไป หญิงสาวค่อยๆลุกขึ้นเก็บกวาดแจกัน ถอดเสื้อผ้าเผาทิ้ง ไปอาบน้ำชำระร่างกาย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอกลับไปมีชีวิตอย่างปกติ

หลังฉากแรก หนังทำการแนะนำตัวละครต่างๆที่อยู่ในชีวิตของ Michèle ไล่เรียงเรื่องราว ความสัมพันธ์ไปทีละคนอย่างกระจัดกระจายในมุมมองของเธอ คู่ขนานไปกับการค้นหาไล่ล่าผู้ร้ายที่อาจเป็นคนข่มขืนเธอ, ทุกตัวละครได้มารวมกันใน 2-3 โอกาส
1) งานเลี้ยงคริสต์มาสที่บ้านของ Michèle
2) งานเลี้ยงหลังเกมเสร็จ ที่ไคลน์แม็กซ์ของหนัง

ลักษณะการเล่าเรื่องมีส่วนคล้ายคลึง Belle de jour (1967) กับ Le charme discret de la bourgeoisie (1972) ของ Luis Buñuel อย่างยิ่ง คือแต่ละช่วงแต่ละตัวละคร จะมีการพูดคุยสนทนาแค่ประมาณ 2-3 นาทีต่อฉากเท่านั้น ยกเว้นงานใหญ่ 2-3 โอกาสที่ผมว่ามา จะลากยาวหลายสิบนาที แต่ตัวละครทั้งหลายจะแยกย้ายกันไปพูดคุยสนทนาในงานเลี้ยงโดยรอบ (ซึ่งก็ครั้งละไม่เกิน 2-3 นาทีเช่นกัน) ปกติผมจะเปรียบการเล่าเรื่องลักษณะนี้เหมือนลมหายใจเข้าออก แต่เนื่องจากชื่อหนัง Elle แปลว่าผู้หญิง เลยขอเปรียบเทียบดั่งอารมณ์ของหญิงสาว เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง เดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็ว เรียกว่าอ่านใจไม่ได้ ก็แบบหนังเรื่องนี้

เพลงประกอบโดย Anne Dudley คอมโพเซอร์หญิงชาวอังกฤษ มีผลงานที่ได้ Oscar: Best Original Score จากหนังเรื่อง The Full Monty (1997), ผลงานดังอื่นๆ อาทิ American History X (1998), Black Book (2006), Les Misérables (2012) [เป็น music producer]

ความหลอนของบทเพลง ลุ่มลึกด้วยเปียโน สั่นสะท้านด้วยไวโอลิน สร้างบรรยากาศระทึกขวัญ (Thriller) ลึกลับชวนให้พิศวง ขณะเดียวกันผสมผสานความเจ็บปวดที่อยู่ในขั้วหัวใจ, เสียงอันแหลมของไวโอลินประสานเปรียบเสมือนใบมีดโกน ที่เสียดแทงบาดลึกเข้าไปถึงขั้วของหัวใจ

เพลงประกอบตอนที่ Michèle ถูกข่มขืน ต้องบอกว่าแหลมจี๊ดมากๆ แม้เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของ Huppert จะดังกว่า (ทางกาย) แต่เสียงไวโอลินได้สร้างอีกสัมผัสของความเจ็บปวดที่ลึกกว่า (ทางใจ)

Elle เป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง ได้พบเจอกับเหตุการณ์ที่กระทบกระทั่งจิตใจของเธออย่างรุนแรงมานักต่อนัก จนความรู้สึกด้านชาพบว่าไม่มีอะไรในชีวิตที่จะควรค่ากับการแสดงความเจ็บปวดเสียใจ (เราจะไม่เห็น Michèle ร้องไห้เสียน้ำตาสักหยด) การถูกข่มขืน มันก็แค่เหตุการณ์หนึ่งของชีวิต ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรเท่าการเกิด/การตาย ที่เดี๋ยวมันก็ผ่านพ้นไป แต่ต้องนำความเจ็บปวดนั้นมาเป็นบทเรียนให้กับชีวิต เปลี่ยนแปลงทัศนแนวคิด ให้กลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิม สามารถก้าวเดินต่อไปได้

อีกหนึ่งในใจความของหนังคือ แมวไล่จับหนู, Michèle ไล่ล่าหาคนที่ข่มขืนเธอ/ค้นหาคนที่ทำคลิป, แม่หาทางจับผู้ชายแต่งงานใหม่, ลูกชายที่ถูกผู้หญิงไล่จับ (หาพ่อของเด็ก), ชู้ที่หาทางแอบมี Sex กับหญิงสาว, เพื่อนร่วมงานที่หาทางไล่จับหญิงที่สามีมีชู้, แม้แต่สัตว์ประหลาดในเกมที่ไล่ล่าตัวละครหนึ่งเพื่อ… ฯ ทุกตัวละครต่างมีความต้องการบางสิ่งอย่างในชีวิต แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถทำได้สำเร็จ บางคนจากผู้ล่ากลายเป็นเหยื่อ หรือจากผู้ถูกล่ากลายเป็นผู้ล่าเสียเอง ความสัมพันธ์อันวุ่นวายนี้ กับคนที่เคยดูหนังเรื่อง The Rules of the Game (1939) โคตรหนังฝรั่งเศสของผู้กำกับ Jean Renoir มาแล้ว จะมองเห็นถึงความสัมพันธ์คล้ายคลึงกันในระดับจิตวิญญาณเลยละ

การข่มขืนถือเป็นประเด็นอ่อนไหวในสังคมบ้านเราและหลายๆประเทศ สาเหตุผมมองเห็นเพียง 2 ประการเท่านั้น
1. กับคนที่ถูกข่มขืน แต่งตัวโป๊เปลือย ทำตัวเย่ายวน ปล่อยตัวให้อยู่ในสถานที่/สถานการณ์อันล่อแหลม
2. กับคนที่ข่มขืน ทนต่อสิ่งเร้าเย้ายวน ควบคุมตนเองไม่ได้ มีปัญหาทางจิต ปมในอดีตไม่ได้รับการแก้ไข

ผมไม่ได้อยากพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาตรงๆ เพราะกับคนที่ถูกข่มขืนย่อมต้องมีความเจ็บชอกช้ำในใจอยู่แล้ว, แต่มันค่อนข้างชัดว่า คนที่ถูกข่มขืนด้วยสาเหตุแรก เกิดจากการทำตัวเองแท้ๆ ไปโทษคนอื่นรวมถึงผู้ที่ข่มขืนตน มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย น่าสมเพทสมน้ำหน้าเสียมากกว่า, แต่ถ้าเพราะสาเหตุประการหลัง นี่น่าเห็นใจจริงๆ ทั้งคนที่ข่มขืนและคนถูกข่มขืน

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลกที่สามารถหักห้ามความต้องการของตนเองได้เรียกว่าสัตว์ประเสริฐ แต่ถ้ามนุษย์คนไหนไม่สามารถอดกลั้นสันชาติญาณของตนเองได้ นั่นหมายความว่าอะไรคงไม่ต้องอธิบายกันนะครับ

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยถูกข่มขืน ไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจ/ผู้ชายหรือผู้หญิง ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถามตัวเอง ชีวิตเรานับจากวินาทีนั้นเปลี่ยนไปได้ระดับ Michèle เลยหรือเปล่า? คือถ้าตัดความวิปริตทางเพศของเธอออกไป เรื่องแนวคิด ความหวาดระแวง การป้องกันตัว ยอมรับตัวเอง แม้แต่การพูดคุย เอ่ยถึงเหตุการณ์นั้นต่อหน้าเพื่อนฝูง ผมมองว่าสิ่งที่หนังนำเสนอ เป็นระดับ’เปิดโลกทัศน์’มุมมองความเข้าใจต่อเหตุการณ์นี้เลยละ แทนที่จะนั่งทนทุกข์ซึมเศร้าฟูมฟายแทบเป็นแทบตาย เปลี่ยนมามองโลกในแง่บวก โดนข่มขืนแล้วไง! ก็ไม่ได้เห็นมันจะเลวร้ายเท่าไหร่ มีเรื่องอื่นในชีวิตที่บัดซบกว่านี้มากมาย … นี่ผมเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์เลยนะครับ

จริงอยู่ผมไม่เคยเจอเรื่องพรรค์นี้เข้ากับตัวเอง บอกไม่ได้หรอกว่าจะทำใจได้หรือเปล่า แต่ผมมีแนวคิดและความเชื่อมั่นที่ว่า ไม่มีอะไรในโลกที่เลวร้ายไปกว่าการเวียนว่ายตายเกิด ทำบาปแล้วตกนรก ทนทุกข์ทรมานไร้สาระนับแสนนับล้านปี กับเรื่องการถูกข่มขืนแค่นี้ มันเล็กกระจิดริด ชาติก่อนเราคงเคยไปกระทำร้าย หรือข่มขืนคนผู้นั้นมา ชาตินี้เขาจึงตามทวงเอาคืน ถือเป็นกงกรรมของเรา อโหสิให้เขา ให้เขาอโหสิให้เรา แค่นี้แหละครับจะได้ไม่เป็นกงเกวียน ชาติต่อๆไปเมื่อจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก มันจะเบาลง ในวินาทีนั้นสักชาติหนึ่งเขาอาจจะเริ่มมีสติคิดขึ้นมาได้ และยอมปล่อยเราไป เมื่อนั้นถือว่าได้หลุดจากวัฏจักรนี้เสียที

หนังใช้ทุนสร้างประมาณ $9.1 ล้านเหรียญ ทำรายได้ในฝรั่งเศสไปเพียง $4.2 ล้านเหรียญ ต่อให้รวมรายรับทั่วโลกคงไม่ได้กำไรแน่ๆ
– เข้าชิง Oscar 1 สาขา ไม่ได้รางวัล
> Best Actress (Isabelle Huppert)
– Golden Globe Award เข้าชิง 2 สาขา กวาดเรียบ
> Best Foreign Language Film
> Best Actress (Isabelle Huppert)
– César Award เข้าชิง 11 สาขา ได้มา 2 รางวัล
> Best Film ** ได้รางวัล
> Best Director
> Best Actress (Isabelle Huppert) ** ได้รางวัล
> Best Supporting Actor (Laurent Lafitte)
> Best Supporting Actress (Anne Consigny)
> Most Promising Actor (Jonas Bloquet)
> Best Adaptation
> Best Cinematography
> Best Editing
> Best Original Music
> Best Sound

ปกติผมจะไม่ชอบหนังแนวลักษณะนี้ แต่กับเรื่องนี้ถือเป็นข้อยกเว้น เพราะใจความของหนังมีข้อคิดที่ผมรู้สึกว่าเยี่ยมไปเลย มองโลกในมุมที่แตกต่าง แม้มันจะมีฉากรุนแรงชวนให้อึดอัดเกิดขึ้นมากมาย แต่เราจะเห็น’ผลลัพท์’จากการกระทำเช่นนั้นแบบจดจำฝังใจ

ผมละอยากแนะนำหนังเรื่องนี้ให้กับผู้หญิงทุกคนในโลก ร่วมกับ 4 Months, 3 Weeks and 2 Days (2007) ที่สอนความหมายและคุณค่าของ ‘เพศหญิง’ ได้อย่างลึกซึ้งยอดเยี่ยม ที่อาจจะเปลี่ยนทัศนะความคิดของคุณไปโดยสิ้นเชิง

แนะนำอย่างยิ่งกับจิตแพทย์ นักจิตวิทยา ทำงานสังคมสงเคราะห์ ศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจ เพื่อใช้แนะนำกับผู้ป่วย น่าจะเป็นประโยชน์แน่

จัดเรต R กับความรุนแรง การข่มขืน และวิตถาร

TAGLINE | “Elle ของ Paul Verhoeven ได้เปิดโลกทัศน์ของเพศหญิงต่อการถูกข่มขืนได้อย่างถึงใจ ด้วยการแสดงอันสมบูรณ์แบบของ Isabelle Huppert ไร้ที่ติ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of