Fist of Fury (1972)

Fist of Fury

Fist of Fury (1972) Hong Kong : Lo Wei ♥♥♥♥♡

อาจารย์เสียชีวิตกระทันหันอย่างน่าสงสัย ลูกศิษย์จึงออกตามล่าหาตัวการที่อยู่เบื้องหลัง, ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง…ล้างแค้น พล็อตมีแค่นี้ แต่พอได้บรูซ ลีสร้างสรรค์คิวบู๊และผู้กำกับหลอเว่ยนำบทเรียนความผิดพลาดมาเป็นครู ผลลัพท์เลยออกมาสนุกดูดี สมบูรณ์กว่า The Big Boss (1971) หลายเท่าตัว

Fist of Fury ในความเห็นส่วนตัว คือหนังดีที่สุดของบรูซ ลี ที่น่าประทับใจมากๆคือ direction ของผู้กำกับหลอเว่ยที่ดึงความสามารถของลีออกมาใช้ได้อย่างทรงพลัง และการไม่ได้ถูกกองเซ็นเซอร์ของ Hong Kong ตัดฉากสำคัญๆออก ทุกอย่างเลยมีความสวยงามลงตัวพอดี ทำเอาผมถึงกับตกหลุมรักหนังเรื่องนี้เลยละ น่าเสียดายที่ทั้งสองไม่ได้ร่วมงานกันอีกเพราะความขัดแย้งไม่ลงรอย ‘ความเห็นต่าง’ ซึ่งกับหนังเรืองนี้ถือว่าเป็น Masterpiece ได้เลยละ

ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริง ของอาจารย์ฮั่วหยวนเจี่ย (Huo Yuanjia) (1868 – 1910) ครูมวยชาวจีน ผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมชิงอู่ (Chin Woo Athletic Association) โรงเรียนสอนศิลปะการป้องกันตัวในเซี่ยงไฮ้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษจากการต่อสู้กับชาวต่างชาติในช่วงที่ประเทศจีนถูกคุกคามโดยชาวต่างชาติ อาทิ รัสเซีย, อังกฤษ, เยอรมัน และญี่ปุ่น

หลังจากก่อตั้งสมาคมชิงอู่ได้เพียง 3 เดือน วันที่ 14 กันยายน 1910 ฮั่วหยวนเจี่ยก็เสียชีวิตลง ด้วยอายุเพียง 41 ปี โดยสาเหตุนั้นคาดการณ์ได้ 2 ประเด็น
1) โรคประจำตัว, ฮั่วหยวนเจี่ยนั้นมีโรคประจำตัวคือโรคดีซ่าน มาตั้งแต่เด็ก และมีร่างกายที่อ่อนแอ ขณะนั้นอาจจะมีอาการปอดติดเชื้อเข้าร่วมด้วย ซึ่งหลังจากได้ผ่าศพชันสูตร ได้พบรอยดำที่กระดูกเชิงกราน ซึ่งเกิดจากสารหนู สันนิษฐานว่าเป็นหนึ่งในส่วนผสมของยาจีนที่ใช้รักษา
2) ถูกวางยาโดยแพทย์ชาวญี่ปุ่น, ในบันทึกของลูกศิษย์ของฮั่วหยวนเจี่ยกล่าวว่า นักยูโดชาวญี่ปุ่นได้แนะนำแพทย์ชาวญี่ปุ่นให้มารักษาอาการไอเป็นเลือด (ที่คาดว่าก็มาจากโรคดีซ่านนะแหละ) แต่แทนที่อาการจะดีขึ้นกลับทรุดหนักลงเรื่อยๆ จนเสียชีวิตในอีก 2 สัปดาห์ถัดมา

เรื่องราวของฮั่วหยวนเจี่ย ได้กลายเป็นตำนานวีรบุรุษครูมวยชาวจีน เฉกเช่นเดียวกับ หวงเฟยหง, ยาจกซู และยิปมัน นับจากหนังเรื่องนี้ก็มีสร้างขึ้นหลายเรื่องทีเดียว อาทิ The Legendary Fok (1981), Legend of a Fighter (1982), Fist of Fury (1995), Huo Yuanjia (2001), Huo Yuanjia (2008) ฉบับโด่งดังสุดคงเป็นที่ Jet Lee แสดงนำ เรื่อง Fearless (2006)

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องราวของฮั่วหยวนเจี่ยนะครับ แต่ท่านคืออาจารย์ผู้เสียชีวิตอย่างน่าสงสัย ตั้งสมมติฐานการเสียชีวิตจากถูกวางยา นำเสนอสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนั้น โดยตัวละครศูนย์กลางคือ เฉินเจิน (Chen Zhen) ลูกศิษย์เอกของฮั่วหยวนเจี่ย ซึ่งตัดสินใจออกตามหาฆาตกรและผู้อยู่เบื้องหลัง แล้วทำการฆ่าล้างแค้น ทวงคืนความยุติธรรมให้กับอาจารย์

บรูซ ลี รับบทเฉินเจิน ลูกศิษย์เอกของครูมวยฮั่วหยวนเจี่ย เรื่องฝีมือนั้นการันตี แต่อุปนิสัยใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ใจร้อนวู่วาย ควบคุมตนเองไม่ค่อยได้เท่าไหร่ กระนั้นความเฉลียวฉลาดหลักแหลมเป็นเลิศ ยึดมั่นในพวกพ้อง ซื่อสัตย์จริงใจ กล้าทำกล้ารับผิดชอบ

ผมรู้สึกว่าลีเล่นบทดราม่าไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ขาดๆเกินๆหาความสมจริงไม่ได้ แต่นั่นมักไม่ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะไฮไลท์อยู่ช่วงฉากการต่อสู้ (นี่ก็เหมือนหนัง Musical ของ Fred Astaire ที่การแสดงก็งั้นๆ แต่ฉากการเต้นเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ) เกร็งกล้ามเนื้อเห็นเป็นมัดแน่นทุกสัดส่วน ออกหมัดกระแทกสั่นสะท้านทั่วทั้งร่าง แม้ไม่มี Special Effect/Visual Effect เสริมสร้างความอลังการ แต่เห็นแล้วผู้ชมสามารถสัมผัสถึงพลังที่ออกจากภายใน

นี่ต้องชมวิธีการนำเสนอของผู้กำกับหลอเว่ยด้วย ที่มีพัฒนาการขึ้นจาก The Big Boss (1971) พอสมควร เอาประสบการณ์ลองผิดลองถูกผิดพลาดมาเป็นบทเรียน รู้แล้วว่าควรใช้อะไรเป็นจุดขาย ก็เลยมุ่งเน้นทำให้โดดเด่นทรงพลัง ผลลัพท์ที่ออกมา บรูซ ลีมีความแข็งแกร่งที่สุด

ว่ากันตามตรง ถ้าไม่มีวิสัยทัศน์ของหลอเว่ยนำร่องเบิกทาง ก็อาจไม่มีบรูซ ลีที่กลายเป็นตำนาน ทั้งสองถือว่าบารมีเกื้อหนุนกันอย่างมาก แต่เพราะความขัดแย้งไม่ลงรอยของทั้งคู่ นักแสดงอยากทำแบบนี้แต่ผู้กำกับต้องการอีกอย่าง (และอาจเพราะหลอเว่ยติดการพนันมากไป) ทำให้ลีร้องต่อสตูดิโอ ไม่ต้องการร่วมงานกับหลอเว่ยอีกต่อไป

เหมียวเข่อซิ่ว (Miáo Kěxiù) หรือ Nora Miao รับบท Yuan Li’er (Yuan Le-erh) คู่หมั้นของเฉินเจิน ที่มอบความเชื่อมั่นรักแท้จริงใจให้ แต่เมื่อถึงคราต้องเลือกระหว่างเพื่อพวกพ้องส่วนรวมกับเพื่อตนเอง เธอตัดสินใจ…

ใน The Big Boss เหมียวเข่อซิ่วรับบทหญิงสาวขายน้ำแข็งใส ที่ไม่ได้มีบทบาทอะไรเลย แต่ความงามของเธอตราตรึงเหลือล้น, กับหนังเรื่องนี้ได้รับบทใหญ่ขึ้น เป็นถึงคู่หมั่นพระเอก การมีตัวตนของเธอทำให้หนังที่มีแต่ความเครียด ฆ่าล้างแค้นโหดเหี้ยม ดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้น โดยเฉพาะฉากเลิฟซีน ณ ฮวงซุ้ยเป็นอะไรที่น่ารักน่าชัง และมี Direction ที่ผมชอบสุดในหนังด้วย

Riki Hashimoto นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น ที่มีผลงานภาพยนตร์ในประเทศจีน/Hong Kong หลายเรื่อง, รับบท Hiroshi Suzuki อาจารย์ใหญ่ของ Hongkou dojo โรงเรียนสอนยูโด (ไม่แน่ใจเคนโด้ด้วยหรือเปล่า) ไม่ต้องบอกใครคงรู้ได้ ว่าตัวละครนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังทุกสิ่งอย่าง

เกร็ด: ยูโดคือต่อสู้มือเปล่า, เคนโด้คือต่อสู้ด้วยอาวุธดาบ

เฉินหลง (Jackie Chan) เป็น Stuntman ในหนังเรื่องนี้ด้วย รับบทตัวประกอบของทั้งสองฝั่ง และครั้งหนึ่งแสดงแทน Hashimoto ตอนที่ถูกบรูซ ลีถีบกระเด็นออกไปนอกห้อง

ผู้กำกับหลอเว่ยก็รับเชิญในหนังเช่นกัน รับบทเป็นผู้ตรวจการหลอ (Inspector Lo) [ที่แรกผมนึกว่าหงจินเป่า]

ถ่ายภาพโดย Chan Ching-kui, มีช็อตหนึ่งที่น่าพิศวงมาก ไม่แน่ใจมีชื่อเรียกว่าอะไร ฝ่ามืออรหันต์/ยูไล/พันมือ ฯ คือเห็นภาพซ้อนสโลโมชั่นขณะตัวละครของบรูซ ลีกำลังกวาดมือตั้งท่า ช็อตนี่ใช้การซ้อนภาพแน่ๆ แต่ทำยังไงไม่รู้เหมือนกัน

หนังเรื่องนี้ทำให้ผมมองเห็น direction แนวทางการกำกับของของผู้กำกับหลอเว่ยชัดมาก โดยเฉพาะฉากพูดคุยต่อด้วยเลิฟซีนเล็กๆของเฉินเจินกับคู่หมั้น ที่ฮวยซุ้ยของอาจารย์ยามค่ำคืน มีลักษณะเหมือนการแสดงละครเวทีที่นักแสดงจะถูกกำหนดว่า พอพูดประโยคจบนี้ให้ลุกขึ้น ยืน เดิน นั่ง เคลื่อนไปยังตำแหน่งทิศทางนี้นั้น, หญิงสาวพยายามที่จะให้เฉินเจินพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ครั้งแรกแค่ส่ายหน้า ครั้งสองลุกขึ้นเดินออกห่างหันหลังให้ ไม่มีครั้งที่สามแต่เขาถามคำถามเป็นนัย

ส่วนใหญ่หนังถ่ายทำในสตูดิโอ สูญงบประมาณไปกับการสร้างโรงเรียนมวยของญี่ปุ่น สวน สะพาน และบ่อน้ำขุด แต่จะมีฉากหนึ่งถ่ายยังสถานที่จริง ในสวนสาธารณะ (ฉากที่เตะป้าย ไม่อนุญาติให้คนจีนกับหมาเข้า) เห็นว่าระหว่างถ่ายทำมีกลุ่มนักเลงเจ้าถิ่นเข้ามาเรียกร้องขอค่าคุ้มครองใช้สถานที่ บรูซ ลีถึงกับของขึ้น ทีมงานต้องล็อกตัวห้ามไว้ หลอเว่ยจำต้องยอมจ่ายเงินให้เพราะไม่อยากมีเรื่อง … ก็ว่าอยู่ฉากนี้ลีแสดงความหัวเสียได้สมจริงมาก

ตัดต่อโดย Peter Cheung, คงเพราะหนังมีการลดทอนความรุนแรงลง ไร้ฉากการฆ่าแบบบ้าคลั่ง เสียสติและเลือดสาด ทำให้แทบไม่ถูกตัดฉากใดๆจากกองเซนเซอร์ Hong Kong ผลลัพท์ทำให้หนังมีความต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่สะดุดเหมือน The Big Boss แม้แต่น้อย

ต้องชมเลยว่า การตัดต่อมีลีลาสุดคลาสสิกที่ไม่ธรรมดาเลยละ แม้จะใช้เทคนิคเดียวกัน The Big Boss คือตัดสลับ Montage ไปมาระหว่างคู่ต่อสู้ แต่มีความเนียนลงตัวกว่ามาก โดยเริ่มแรกจะเห็นทั้งสองยืนตั้งท่าประจันหน้า จากนั้นตัดสลับให้เห็นสีหน้าจับจ้องมองตา แล้วออกอาวุธ Close-Up เท้าหมัดผลัดกันต่อยตี ก็อยู่ที่ใครจะอีดทนได้เปรียบกว่า ส่วนใหญ่จะสูสีตัดสลับ 1-1 จนกระทั่งถึงไคลน์แม็กซ์ของการต่อสู้ ซึ่งมักจะเป็นท่าไม้ตาย บางครั้งมีการสโลวโมชั่นขณะออกหมด และ/หรือเลือกช็อต Close-Up ให้เห็นเหมือนมีการเบ่งพลัง

ความโดดเด่นของการตัดต่อ ถึงขนาดคว้ารางวัล Best Edited จากงานประกาศรางวัล Golden Horse Film Festival (เทียบได้กับรางวัล Oscar ของประเทศจีน)

เพลงประกอบโดย Joseph Koo ขาประจำของ Shaw Brothers กับ Golden Harvest, เหมือนว่าบทเพลงจะไม่ได้ใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านของจีนเพียงอย่างเดียว มีส่วนผสมของเครื่องดนตรีคลาสสิกจากตะวันตก (คงต้องการให้ร่วมสมัยเข้ากับความนานาชาติของหนัง) นี่ก็ต้องขอชมว่ามีความไพเราะหวานแหวว ลักษณะเป็น Impressionist สร้างบรรยากาศ ความสวยงามเพิ่มเข้าให้กับเรื่องราว แต่ไม่ขับเร่งเน้นอารมณ์

ในฉากต่อสู้มักที่จะไม่มีเพลงประกอบ ประจันหน้าด้วยการจ้องตา สมาธิ และ Sound Effect อาทิ เสียงเดินบนไม้เอียดอ๊าด, รัวฉาบรัวกลอง, ไม้เคาะเหล็ก, บิดผ้ายาง ฯ ในยุคนั้นน่าจะถือว่าเป็น Avant-Garde เลยนะครับ

ตอนบรูซ ลีอาศัยอยู่อเมริกา ได้เคยเปิดโรงเรียนสอนการต่อสู้ให้กับชาวต่างชาติ นี่เป็นเหตุให้ครูมวยชาวจีนทั้งหลายในย่าน Chinatown, San Francisco หัวเสียอย่างมาก ถึงขนาดหาเรื่องท้าประลองต่อยตี นั่นเพราะพวกเขายังมีความเชื่อยึดติดชาตินิยม กังฟูเป็นของบรรพบุรุษชาวเรา จะไปเผยแพร่ให้ต่างชาตินำกลับย้อนมาเอาเปรียบทำร้ายพี่น้องชาวจีนได้อย่างไร?

Fist of Fury เป็นหนังที่มองได้ว่าคือการท้าดวลต่อยตี น่าจะครั้งแรกของโลกที่นำเสนอการประลองต่างสัญชาติ กังฟู/จีทคุนโด (ของจีน) พบกับ ยูโด/เคนโด้ (ของญี่ปุ่น) [ตอน The Big Boss ยังเป็นกังฟูของคนจีนสู้กันเองอยู่นะครับ] เอาจริงๆมันไม่แฟร์เลยนะครับ มือเปล่ากำลังภายในต่อสู้กับอาวุธดาบคาตานะไม่ได้อยู่แล้ว แม้แต่ตัวบรูซ ลียังเคยออกมาพูดเอง ถ้าไม่เพราะเป็นหนังก็คงชนะไม่ได้หรอก,

เราสามารถมองใจความของการท้าดวลต่อตีได้ 2 ความสำคัญ
1) ใจความรัก’ชาตินิยม’ของชาวจีน เพราะศิลปะการต่อสู้ของพวกเขาสามารถเอาชนะรัสเซียและญี่ปุ่นลงได้
2) คือการแลกเปลี่ยนความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์, แม้การต่อสู้จะยังไม่ใช่รูปแบบผสมผสานหลากหลายศิลปะป้องกันตัว แต่คือจุดเริ่มต้นของการเปรียบเทียบ อันเป็นเหตุให้เกิดวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงของการต่อสู้

ผลของการประลองคือมีผู้แพ้ผู้ชนะ ฝ่ายกำชัยมักมีความเย่อหยิ่งทะนงตัว คิดว่าวิชาของตนเองเหนือล้ำกว่า ขณะที่ฝ่ายพ่ายแพ้ พวกเขาเอาความขายหน้าเก็บไปพัฒนาปรับปรุง/ลอกเลียนแบบ/แก้ทาง เมื่อครั้งคิดค้นอะไรได้ใหม่ก็สามารถกลับมาท้าดวลต่อยตี นี่คือวิวัฒนาการของการต่อสู้ที่จะต่อยอดไปไม่มีที่สิ้นสุด

‘Martial Arts คือศิลปะการต่อสู้ไร้พรมแดน’

หนังเรื่องนี้น่าจะคือแรงบันดาลใจให้เกิดสังเวียนการต่อสู้ที่มีชื่อว่า MMA (Mix Martial Art) ศิลปะการต่อสู้แบบผสม บนเวทีคุณสามารถใช้ศิลปะการต่อสู้แขนงไหนก็ได้ ผสมกันก็ดี ทำได้ทุกอย่างยกเว้นจิ้มตากับใต้เข็มขัด พิสูจน์ให้รู้กันไปว่าใครเจ๋งกว่า

นอกจากเรื่องการต่อสู้แล้ว Fist of Fury ยังเป็นหนังที่แฝงแนวคิด ‘ส่วนรวมสำคัญกว่าส่วนตน’ (แนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์จีนชัดมาก) การกระทำของเฉินเจินได้สร้างความเดือดร้อนต่อสำนักชิงอู่อย่างยิ่ง ถึงขนาดเกือบสูญสิ้นทุกอย่าง แต่สุดท้ายเมื่อเขาได้แก้แค้นแทนอาจารย์สำเร็จแล้ว ก็เหมือนว่าได้ปลดเปลื้องภาระของตนเอง ยินยอมมอบตัวเสียสละชีพเพื่อผู้อื่น มุมนี้น่าเคารพยกย่อง แต่ภาพรวมของการแก้แค้น นี่ไม่น่าให้อภิรมณ์เลยนะครับ

‘กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง’ คืออีกใจความสำคัญของหนัง ที่มีความเด่นชัดเจนมาก กับศัตรูที่มาร้ายพระเอกก็ร้ายตอบ และขณะเดียวกันเขาก็ยอมรับตามผลกรรมที่ตนทำ นัยยะลึกๆของหนังคือ ‘ความรุนแรงไม่ใช่สิ่งแก้ปัญหา’ แต่เชื่อว่าคงไม่ค่อยมีใครมองเห็นเท่าไหร่

ตอนที่หนังออกฉายใน Hong Kong เห็นว่าอีกแล้ว ทุบสถิติทำเงินสูงสุดของ The Big Boss ปีก่อนหน้าลงได้ ด้วยรายรับ HK$4,431,423 แต่เห็นว่าไม่กี่เดือนถัดจากนี้ เมื่อหนังเรื่องถัดไปของบรูซ ลีออกฉาย Way of the Dragon (1972) ก็สามารถทุบสถิติทำเงินได้เป็นครั้งที่ 3

หนังเรื่องนี้ฉบับที่ฉายในอเมริกา เปลี่ยนชื่อเป็น The Chinese Connection เพราะไม่ต้องการให้ซ้ำกับชื่อ Fist of Fury ที่เป็นชื่อหนังฉบับฉายในอเมริกาของ The Big Boss

ผมตกหลุมรัก Fist of Fury ด้วยสามเหตุผล
1) Direction ของผู้กำกับหลอเว่ย ที่เรียบง่ายแต่มีความลงตัวสวยงาม
2) ฉากการต่อสู้ของบรูซ ลี ยอดเยี่ยมไร้คำบรรยาย, ชอบสุดคือครั้งแรก ปลดปล่อยหลังจากถูกหยาม ‘Chinese is sick men of Asia’
3) เหมียวเข่อซิ่ว น่ารักเกินคำบรรยาย

ถ้าหลอเว่ยไม่มีบรูซ ลี เขาอาจไม่ใช่ผู้กำกับที่ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในตำนาน แต่เช่นเดียวกัน ถ้าบรูซ ลี ไม่ได้วิสัยทัศน์ของหลอเว่ย เขาอาจไม่ยิ่งใหญ่ระดับนี้ก็เป็นได้ ทั้งสองถือว่าเป็นคู่บุญบารมี แม้ภายหลังเรื่องนี้ ลีจะฉายเดี่ยวและโด่งดังประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่กว่า แต่คุณภาพเทียบไม่ได้เลยกับหนังเรื่องนี้ ที่มีความสมบูรณ์แบบในสื่อภาพยนตร์ ซึ่งจุดเด่นและจุดด้อยทั้งหมดเกิดจากการแสดงของลีคนเดียวเท่านั้น

แนะนำกับคอหนังจีน ต่อสู้กำลังภายใน Martial Arts, สนใจตำนานฮั่วหยวนเจี่ย, แฟนๆบรูซ ลี ห้ามพลาดเด็ดขาด

จัดเรต 13+ กับความรุนแรง การตายบ้าคลั่ง

TAGLINE | “Fist of Fury หมัดสะท้านโลกาของ Bruce Lee ได้ส่งสาสน์ท้าดวลต่อยตี กับวงการศิลปะต่อสู้ป้องกันตัวทั่วโลก”
QUALITY | RARE
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of