Flamingo Road (1949) hollywood : Michael Curtiz ♥♥♥♡

ถนนสาย Flamingo Road สร้างขึ้นเพื่อ Joan Crawford กรุยทางสู่ความสำเร็จ แต่ก่อนจะก้าวถึงเป้าหมายย่อมเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม สิ่งชั่วร้าย คอรัปชั่นนานัปการพยายามฉุดเหนี่ยวรั้งเธอเอาไว้ สุดท้ายแล้วผลลัพท์จะลงเอยเช่นไร

Flamingo Road (1949) อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ผู้ชมสมัยใหม่ๆรู้จักมักคุ้น ผมเองก็เพิ่งเคยได้ยินระหว่างค้นหาหนังเรื่องโปรดของผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder เลยตระหนักถึงอิทธิพล(ของหนังเรื่องนี้)ต่อแนว Melodrama ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพึงมีได้อย่างคุ้มค่า สมราคา

ใครมีโอกาสรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้อยากให้สังเกตว่า หนังแทบไม่มีแอ็คชั่นอะไรเลย เกือบทั้งหมดเพียงการพูดคุย เปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนคู่สนทนา เดินเข้ามาบลา บลา บลา พร่ำทำเพลง แสดงออกโน่นนี่นั่นนิดๆหน่อยๆ แล้วเสร็จจบฉากก็จากไป แต่กลับสามารถสร้างบรรยากาศตึงเครียด บีบเค้นคั้นอารมณ์ สะสมพอกพูนไปถึงจุดสูงสุด … นี่คือไดเรคชั่น Melodrama ใน ‘สไตล์ Curtiz’ อาจไม่กลมกล่อม เฉียบคมคายเท่า Casablanca (1942) แต่ก็ได้พัฒนาลายเซ็นต์มาถึงจุดสูงสุด

นอกจากการแสดงของ Joan Crawford และโคตรตัวร้ายอย่าง Sydney Greenstreet ยังต้องชมการสร้างบรรยากาศ กลิ่นอายหนังนัวร์ โดดเด่นทั้งการจัดแสง-เงา เรื่องราวสะท้อนด้านมืดของตัวละคร และเพลงประกอบของ Max Steiner ช่วยบีบเค้นคั้นอารมณ์ให้ไปถึงจุดสูงสุดอย่างทรงพลัง


Michael Curtiz ชื่อจริง Manó Kamine (1886 – 1962) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Hungarian เกิดที่ Budapest ในครอบครัวชาว Jews ฐานะปานกลาง โตขึ้นเข้าเรียนที่ Royal Academy of Theater and Art ฝึกพูดได้ 5 ภาษา ตั้งใจจะเป็นนักแสดงออกท่องยุโรป แต่ได้ทำงานใน National Hungarian Theater จนมีโอกาสกำกับหนังเงียบเรื่องแรก Ma és holnap (1912) การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ตัดสินใจออกท่องยุโรป Vienna, Berlin โด่งดังกับ Sodom und Gomorrha (1922) และ Die Sklavenkönigin (1924) สร้างความประทับใจให้ Jack และ Harry Warner ชักชวนมาทำงาน Hollywood

สไตล์การทำงานของ Curtiz เป็นคนที่ต้องการรับรู้เบื้องหลังทุกๆสิ่งอย่าง ก่อนเริ่มต้นถ่ายทำภาพยนตร์ทุกครั้ง เช่นว่าไม่เคยรู้จักโลกใต้ดินของอเมริกามาก่อนก็จ่ายสินบนเจ้าหน้าที่ เข้าไปนอนในคุกอยู่สัปดาห์หนึ่งเพื่อพูดคุยกับนักโทษ เรียนรู้จักการใช้ชีวิตในห้องคุมขัง, หรือตอนจะทำหนังแนว Western เรื่องแรก เข้าห้องสมุดหาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เรียนรู้จักบุคคลสำคัญของ Texas อยู่ถึงสามสัปดาห์จนกลายเป็นผู้รอบรู้ ฯ

เกร็ด: Curtiz เป็นผู้กำกับที่บ้างานมากๆ จนได้รับฉายา ‘a demon for work’ มาทำงานตั้งตี 5 อาศัยอยู่ในสตูดิโอถึง 2-3 ทุ่มทุกวัน ไม่ค่อยชอบกลับบ้าน ไม่กินข้าวกลางวันด้วยเพราะคิดว่าทำให้ขี้เกียจคร้าน

สำหรับผลงานที่น่าสนใจของ Curtiz มี 6 เรื่องได้เข้าชิง Oscar ประกอบด้วย Captain Blood (1935), The Adventures of Robin Hood (1938), Four Daughters (1938), Yankee Doodle Dandy (1942), Casablanca (1943) และ Mildred Pierce (1945)

ต้นฉบับของ Flamingo Road คือนวนิยายแต่งโดย Robert Wilder ร่วมกับภรรยา Sally กลายเป็นหนึ่งในหนังสือขายดี (Best Selling) ประจำปี 1942 จึงมีโอกาสดัดแปลงเป็นบทละครเวทีเมื่อปี 1946 แล้วถูกซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์โดย Warner Bros. ซึ่ง Robert Wilder ก็ขอพัฒนาบทหนังด้วยตนเอง

ความตั้งใจแรกของสตูดิโอ Warner Bros. ต้องการให้ Flamingo Road คือผลงานขายการแสดงของ Ann Sheridan แต่ไม่รู้ทำไมเจ้าตัวถึงบอกปัดปฏิเสธ ส้มหล่นใส่ Joan Crawford g]pมอบหมายให้ผู้กำกับ Michael Curtiz เป็นการหวนกลับมาร่วมงานอีกครั้งหลังจาก Mildred Pierce (1945)

แซว: เมื่อตอนก่อนเริ่มต้นโปรดักชั่น Mildred Pierce (1945) ผู้กำกับ Curtiz ไม่เคยอยากได้ Crawford ให้รับบทนำ (พยายามล็อบบี้ให้ Barbara Stanwyck) แต่เพราะเป็นใบสั่งจากสตูดิโอเลยจำต้องยอมใจ แต่ระหว่างโปรดักชั่นทั้งสองก็เหมือนจะสามารถยินยอมรับ ปรับทัศนคติต่อกัน หนังเรื่องนั้นก็ประสบความสำเร็จทั้งเสียงตอบรับและคำวิจารณ์ (ทำให้ Crawford คว้ารางวัล Oscar: Best Actress)


เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองสมมติ Boldon City ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา, นักเต้นสาว Lane Bellamy (รับบทโดย Joan Crawford) รู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องออกทัวร์การแสดงไปเรื่อยๆ ตัดสินใจจะลงหลักปักฐานยังเมืองแห่งนี้ ถูกพบเจอโดยนายอำเภอ Fielding Carlisle (รับบทโดย Zachary Scott) เกิดความชื่นชอบพอ ตกหลุมรักแรกพบ เขาจึงอาสาให้ความช่วยเหลือ ฝากฝังให้กลายเป็นพนักงานสาวเสิร์ฟประจำร้านอาหาร

Fielding แม้มีบิดาเป็นทนายความ ได้รับนับหน้าถือตาจากผู้คน แต่ตัวเขากลับไร้ความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน ทำให้ถูกเชิดชักใยโดย Titus Semple (รับบทโดย Sydney Greenstreet) หัวหน้ากลุ่มการเมืองที่เต็มไปด้วยเส้นสาย อิทธิพล รู้จักคนมากมาย ต้องการส่งเสริมให้ชายหนุ่มกลายเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามด้วยผู้ว่าการรัฐ แต่ด้วยความไม่ชอบขี้หน้า Lane Bellamy จึงพยายามผลักไสกีดกัน ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อไม่ให้ทั้งสองได้ครองคู่แต่งงาน

Lane แม้รับรู้ถึงความโฉดชั่วร้ายของ Titus จึงพยายามหาหนทางแก้แค้นเอาคืน ด้วยการเกี้ยวพาราสี ตกลงแต่งงานกับหนึ่งในพวกพ้อง Dan Reynolds (รับบทโดย David Brian) เชื่อว่าสักวันเขาจะสามารถเหยียบย่ำ มีอิทธิพลเหนือกว่า แต่จนแล้วจนรอด จนท้ายที่สุดก็เหลือเพียงเธอเองที่จะเผชิญหน้าปีศาจร้าย


Joan Crawford ชื่อเดิม Lucille Fay LeSueur (1904 – 1977) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ San Antonio, Texas บิดาแท้ๆทอดทิ้งเธอไปไม่กี่เดือนหลังคลอด มารดาแต่งงานใหม่กับพ่อเลี้ยงทำงานอยู่ Opera House ทำให้เกิดความชื่นชอบหลงใหลด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก เคยทำงานสาวเสิร์ฟ เซลล์เกิร์ล ก่อนได้ขึ้นเวทียัง Winter Garden Theatre เข้าตาโปรดิวเซอร์ Harry Raph จับเซ็นสัญญาสตูดิโอ M-G-M มุ่งหน้าสู่ Hollywood ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ เริ่มจากบทสมทบเล็กๆ The Circle (1925), The Merry Widow (1925), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Sally, Irene and Mary (1925) ติดหนึ่งใน WAMPAS Baby Stars ตามด้วย The Unknown (1927), Our Dancing Daughters (1928), การมาถึงของยุคหนังพูด ยิ่งทำให้โด่งดังยิ่งขึ้นกว่าเดิม Untamed (1929), Grand Hotel (1932), กระทั่งย้ายมา Warner Bros. มีผลงานชิ้นเอก Mildred Pierce (1945) คว้า Oscar: Best Actress, เด่นๆนอกจากนี้ อาทิ Possessed (1947), Sudden Fear (1952), Johnny Guitar (1954), Whatever Happened to Baby Jane? (1962) ฯ

เกร็ด: Joan Crawford ติดอันดับ 10 ชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฝั่ง Female Legends

รับบทนักเต้นสาว Lane Bellamy รู้สึกเหนื่อยหน่ายที่ต้องออกเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ต้องการลงหลักปักถิ่นฐานยัง Boldon City แรกพบเจอมีความรู้สึกดีๆให้กับ Fielding Carlisle แต่กลับถูกกีดกันกระทำร้ายจิตใจโดย Titus Semple นำความเจ็บแค้นมาเป็นเป้าหมาย เกี้ยวพาราสีแล้วต่งงานกับพรรคพวกในสังกัด Dan Reynolds หวังว่าจะมีโอกาสย่ำเหยียบ เอาคืน แต่สุดท้ายเมื่อไม่หลงเหลือใคร จึงมีเพียงการเผชิญหน้า และความตาย

แม้บทบาทแนว ‘female fatale’ จะคือแนวถนัดของ Crawford แต่เมื่อเทียบกับผลงานเด่นๆ เข้มข้นทางอารมณ์ การแสดงเรื่องนี้เลยดูธรรมดาสามัญ แก่เกินวัยไปด้วยซ้ำ (บทบาทนี้น่าจะเหมาะกับสาววัย 20 กลางๆไม่เกิน 30 แต่ Crawford อายุย่างเข้า 44-45 ปี) มีเพียงความเก็บกด เคียดแค้นฝังหุ่น เมื่อต้องเผชิญหน้าศัตรูคู่อาฆาต ก็พร้อมผันตัวสู่ด้านมืด แสดงความโฉดชั่วร้ายออกมา … สายตาของ Crawford ดูอันตรายไม่ต่างจาก Greenstreet เลยละ

เมื่อตอนออกฉาย Crawford โดนโจมตีอย่างหนักจากนักวิจารณ์ ว่าเล่นได้ไม่สมบทบาท ไม่เข้าใจความสลับซับซ้อนของตัวละคร นี่ผมก็เห็นด้วยระดับหนึ่ง แต่ดูเธอเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย เหมือนไม่ได้จริงจังกับการแสดงนี้นัก … น่าจะเพราะเป็นบทที่รับ ไม่ได้ต้องแสดงมุมร้ายๆออกมาตลอดเวลา เมื่อพบเห็นรอยยิ้ม ความปรารถนาดีที่มีต่อผู้อื่น หลายคนเลยรู้สึกจอมปลอม หลอกลวง แต่ผมเห็นความจริงใจที่ซ่อนอยู่ภายใน เลยรู้สึกชื่นชอบหลงใหลกว่าปกติพอสมควร

Joan Crawford acquits herself ably in an utterly nonsensical and undefined part…It’s no fault of hers she cannot handle the complicated romances and double crosses in which she is involved.

Howard Barnes นักวิจารณ์จาก New York Herald Tribune

Zachary Scott (1914-65) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Austin, Texas ช่วงวัยเด็กอยากเป็นหมอเหมือนบิดา แต่ทนร่ำเรียน University of Texas at Austin ได้เพียงปีกว่าๆก็ลาออกมาเป็นกะลาสีเรือ จากนั้นสมัครเป็นนักแสดงละครเวที ค่อยๆสะสมสร้างชื่อเสียงจนได้เล่นที่ Broadways ตามด้วยเซ็นสัญญา Warner Bros. ภาพยนตร์เรื่องแรก The Mask of Dimitrios (1944), โด่งดังกับ The Southerner (1945), Mildred Pierce (1945) ได้รับคำชมอย่างมากในการประกบ Joan Crawford เลยได้ร่วมงานอีกครั้ง Flamingo Road (1949)

รับบท Fielding Carlisle แม้ร่ำเรียนไม่จบกฎหมาย แต่ไปเข้าตา Titus Semple ครุ่นคิดว่าสามารถควบคุมครอบงำ ชักใยบงการอยู่เบื้อง ผลักดันให้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอ สมาชิกรัฐสภา อนาคตอาจเป็นได้ถึงผู้ว่า แต่การถูกบีบบังคับให้แต่งงานกับหญิงสาวไม่ได้ตกหลุมรัก ทำให้ชีวิตส่วนตัวสวนทางความก้าวหน้าของอาชีพการงาน ท้ายที่สุดเมื่อมิอาจอดรนทน กลายเป็นหมาจนตรอก จึงตัดสินใจกระทำบางสิ่งอย่างที่โง่เขลา

ความอ่อนแอปวกเปียกของ Fielding มาจากอิทธิพลของบิดาที่เป็นทนายความ ได้รับนับหน้าถือตาจากผู้คน ทำให้เต็มไปด้วยความคาดหวัง บังเกิดแรงกดดัน จนร่ำเรียนไม่จบกฎหมาย และไม่สามารถครุ่นคิด ตัดสินใจ ทำอะไรๆได้ด้วยตนเอง

เอาจริงๆผมจดจำบทบาทของ Scott ใน Mildred Pierce (1945) ไม่ได้ด้วยซ้ำนะ! แสดงว่าพี่แกน่าจะจืดจางพอสมควร เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้เริ่มต้นมาน่าสนใจดี เคมีเข้าขา Crawford อย่างน่าหลงใหล แต่ด้วยความอ่อนแอ ขี้ขลาดเขลา (เหมาะกับภาพลักษณ์ตัวละครมากๆ) เมื่อไม่สามารถบอกปัดปฏิเสธ ทำสิ่งตอบสนองความต้องการของหัวใจ ชีวิต(และบทบาทในหนัง)จึงค่อยๆตกต่ำ สูญค่าความสำคัญ จนอยู่ในสภาพหมดสิ้นหวัง


Sydney Hughes Greenstreet (1879-1954) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Sandwich, Kent เมื่ออายุครบ 18 ออกจากบ้านเพื่อลงทุนทำธุรกิจปลูกชา แต่ความแห้งแล้วทำให้ขาดทุนย่อยยับ เลยเปลี่ยนมาทำโรงเบียร์จนประสบความสำเร็จ เวลาว่างไม่รู้จะทำอะไร ตัดสินใจเข้าเรียนการแสดง เริ่มมีผลงานละครเวทีตั้งแต่ปี 1902 ที่ Marina Theatre ไปๆกลับๆ Broadway, West End จนกระทั่งเมื่ออายุ 61 เซ็นสัญญาสตูดิโอ Warner Bros. แจ้งเกิดโด่งดังจาก The Maltese Falcon (1941) เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress, ผลงานเด่นๆ อาทิ Casablanca (1942), Across the Pacific (1942), Passage to Marseille (1944) ฯ แม้จะอยู่ในวงการภาพยนตร์เพียง 8 ปี แต่ก็ได้รับการยกย่องจากภาพลักษณ์ ‘ชายร่างใหญ่จิตใจต่ำทราม’

รับบท Titus Semple ผู้มีอิทธิพลแห่ง Boldon City อยู่เบื้องหลังคอยชักใยทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่แต่งตั้งนายอำเภอ เลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา พร้อมทำสิ่งสกปรก คอรัปชั่น หรือแม้แต่แทงข้างหลังผู้อื่น เพื่อให้ได้กอบโกยผลประโยชน์ สนองความพึงพอใจ โดยเฉพาะอคติต่อ Lane Bellamy คาดว่าคงมองเธอเป็นหญิงสาวชั้นต่ำ ก้างขวางหูขวางตา ต้องหาวิธีกำจัดให้พ้นภัยทาง

ช่วงทศวรรษ 40s มีสองนักแสดงที่มักได้รับบท ‘ชายร่างใหญ่จิตใจต่ำทราม’ ประกอบด้วย Lionel Barrymore (จาก It’s a Wonderful Life (1946)) และ Sydney Greenstreet (จาก The Maltese Falcon) ทั้งสองต่างจัดจ้านด้วยประสบการณ์ ใช้เพียงลีลาคำพูด และสายตาที่พร้อมรุมทึ้ง ฉีกกระชากเหยื่อ ส่วนร่างกายมักไม่ค่อยขยับเคลื่อนไหว เพราะความอ้วนท้วนสื่อถึงแนวคิดบริโภคนิยม กอบโกยกิน มวลรวมแห่งความชั่วร้าย

เอาจริงๆผมอยากเห็นการหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่าง Greenstreet กับ Crawford ที่ดูลุ่มลึก มิติซับซ้อนกว่านี้ เพราะ Charisma ของทั้งสองถือว่าสมน้ำสมเนื้อ แลกหมัดต่อหมัดได้สบายๆ แต่ข้อจำกัด/ทัศนคติของคนยุคสมัย บุรุษต้องอยู่เหนือกว่าอิสตรี มันจึงมีเพียงความสงบนิ่ง (ของ Greenstreet) vs. เกรี้ยวกราด (ของ Crawford) เผชิญหน้าท้าความเป็น-ตายเท่านั้นคือจุดจบ


ถ่ายภาพโดย Ted D. McCord (1900-76) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Sullivan County, Indiana จากเคยเป็นผู้ช่วยตากล้อง Hobart Bosworth ตั้งแต่สมัยอยู่ Productions Company เมื่อปี 1917, ก้าวขึ้นมาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแรก Sacred and Profane Love (1921), เริ่มมีชื่อเสียงเมื่อปักหลักอยู่ Warner Bros. ระหว่างปี 1963-57 อาทิ Johnny Belinda (1948), Treasure of the Sierra Madre (1948), East of Eden (1955), ส่วนผลงานได้รับการจดจำสูงสุดอยู่ยุคภาพสี The Hanging Tree (1959) และ The Sound of Music (1965)

งานภาพของหนัง คละคลุ้งด้วยกลิ่นอายหนังนัวร์ โดยเฉพาะการจัดแสง-เงา ที่สามารถสะท้อนสภาวะทางอารมณ์ตัวละคร นอกจากนี้ยังมีการละเล่นเชิงสัญลักษณ์กับเส้นทาง ก้าวย่างเดิน ขึ้น-ลงบันได (ล้อกับชื่อหนัง Flamingo Road) แทบทุกสิ่งอย่างล้วนซ่อนเร้นนัยยะความหมายไว้ทั้งนั้น

เริ่มจากช็อตแรกของ Lane Bellamy ขณะหลบซ่อนตัวอยู่ในเต้นท์คาราวาน กำลังนอนฟัง/ฮัมบทเพลง If I Could Be with You สังเกตบริเวณใบหน้าถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด จนกระทั่งนายอำเภอ Fielding Carlisle สาดส่องแสง ให้ความสว่างแก่เธอ ซึ่งก็สื่อตรงๆว่าเขาเป็นบุคคลแรกที่ให้ความช่วยเหลือ สร้างหลักปักที่ยืนให้หญิงสาวยังเมืองแห่งนี้

หลังเสร็จจากรับประทานมื้อเย็น Fielding ขับรถกลับมาส่ง Lane เธอชักชวนให้เขานั่งลงตรงบันได สัญลักษณ์ก้าวแรกของการไต่เต้าไขว่คว้าความสำเร็จ

  • สำหรับ Lane คือการลงหลักปักฐานยังเมืองแห่งนี้ ได้อาชีพการงาน และสถานที่พักอยู่อาศัย
  • ส่วน Fielding สามารถมองได้ทั้งการตกหลุมรักครั้งแรก (กับ Lane) และกำลังจะได้รับโอกาสจาก Titus ให้กลายเป็นสมาชิกรัฐสภา

เมื่อบันไดกลายเป็นสัญลักษณ์ของการไต่เต้า ฉากนี้ที่บาร์โฮสของ Lute Mae สำหรับ Fielding นี่คือโอกาสในความก้าวหน้า จากนายอำเภอต๊อกต๋อย กำลังจะได้รับโอกาสให้กลายเป็นสมาชิกรัฐสภา เบื้องบนก็คือเครือข่าย(มาเฟีย)ผู้มีอิทธิพล ที่สามารถล็อกผลการเลือกตั้ง ตัดสินใจให้ใคร(ที่พวกเขาเลือก)เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง

การเล่นพนัน โป๊กเกอร์ ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของนักการเมือง พยายามสร้างภาพภายนอกให้คนหลงเชื่อ เข้าใจผิด ครุ่นคิดว่าในมือถือครอบครองไพ่สูงกว่า แต่ในความเป็นจริงอาจไม่มีอะไรเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถโกหก ตลบแตลง ซื้อใจคนได้มากกว่า

สังเกตว่าหนังนำเสนอเพียงแค่กลุ่มคนระดับบน ผู้มีอิทธิพลที่สามารถปรับเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่างด้วยการพูด คำล่อลวง ข้อตกลงที่ไร้ซึ่งรายละเอียดในเชิงรูปธรรม เมื่ออยากให้ใครดำรงตำแหน่งอะไร แค่พยักหน้า ตอบตกลง ผลลัพท์ก็บังเกิดขึ้นโดยทันทีอย่างน่าอัศจรรย์ใจ … นี่ถือเป็นการนำเสนอในเชิงสัญลักษณ์ ไม่ต้องเข้าถึงรายละเอียดทั้งหมดก็สามารถรับรู้ถึงผลลัพท์บังเกิดขึ้นได้

ฉากจุมพิตระหว่าง Lane กับ Fielding ต้องขับรถพามายังสถานที่ห่างไกลผู้คน นั่งกินลมชมวิวริมแม่น้ำ (ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ Sunrise (1927) อยู่เล็กๆ) และขณะกำลังเตรียมตัวเดินทางกลับ ชายหนุ่มฉุดกระชากหญิงสาวเข้ามาจุมพิต ท่ามกลางความมืดมิด มองอะไรไม่เห็นสักอย่าง นั่นสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่เป็นไปไม่ได้ ต้องถูกปกปิด ซุกซ่อนเร้น ไม่สามารถเปิดเผยออกมา … ยังถือเป็นจุมพิตแห่งการร่ำลาด้วยนะครับ

แซว: แม้ว่าฉากนี้ Fielding กำลังได้รับการขัดรองเท้า (Shoeshine) แต่ในเชิงนามธรรมของหนัง เขาเองต่างหากที่คือคนรับใช้ เลียแข้งเลียขา ขัดสีฉวีวรรณรองเท้าให้กับ Titus 

หลังจากที่ Fielding ทำหน้าเศร้าๆ อธิบายว่าตนเองกำลังต้องแต่งงาน ทำให้ Lane ตระหนักว่านี่คือการบอกเลิกรา เธอเดินเข้าไปหลังร้านพบเห็นบรรยากาศช็อตนี้ คละคลุ้งด้วยหมอกควัน (สะท้อนเข้ากับสภาพจิตใจอันขุ่นขัว) และการรินกาแฟไม่ต่างจากธารน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาจากภายใน (เพราะเธอไม่ยินยอมสูญเสียน้ำตาให้กับความเจ็บปวดใดๆ)

หนังชื่อ Flamingo ถ้าไม่พบเห็นท่าเต้น Flamingo Dance ก็คงกระไรอยู่! ฉากนี้พบเห็นเกือบๆกึ่งกลางหนังพอดิบพอดี ที่บาร์โฮสของ Lute Mae หลังจากปฏิเสธทำตามคำสั่ง Titus ไม่ยินยอมขับไล่ Lane นั่นทำให้เธอสามารถดำเนินต่อบนถนนสาย Flamingo Road ก้าวขึ้นไปเกี้ยวพาราสี Dan Reynolds สร้างความประทับใจให้เขาตกหลุมรัก ลุ่มหลงใหล เพื่อสักวันอาจมีโอกาสโต้ตอบกับศัตรูคู่อาฆาต

อิทธิพลของ Dan มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สัญลักษณ์ของปัจจัยสี่ พื้นฐานในการดำรงชีวิต เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการสำหรับพักอาศัย ซุกหัวนอน (ส่วนใหญ่มัก)ขาดไม่ได้ … การเป็นเจ้าของที่ดิน/แหล่งอสังหาริมทรัพย์ จึงถือว่ามีอิทธิพลทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม

หลังจากที่ Fielding รับรู้สิ่งบังเกิดขึ้นกับ Lane (แต่งงานกับ Dan) ภาพทั้งสองช็อตนี้แม้ต่างวาระ แต่ใบหน้าของชายหนุ่มถูกเงามืดปกคลุม แสดงอาการเศร้าสลด หดหู่ ผิดหวังต่อความรัก โทษตนเองว่าเป็นคนอ่อนแอ ขี้ขลาดเขลา จิตใจค่อยๆตกต่ำลงสู่ความมืดมิด จนไม่มีใครสามารถช่วยเหลือเยียวยา ดึงฉุดกลับขึ้นมา

นี่เป็น Two-Shot ที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ Titus กำลังถือไพ่เป็นต่อ (เหมือนการบัฟขณะเล่นโป๊กเกอร์) ยืนอยู่ข้างหน้าเพื่อโน้มน้าว ชักจูงจมูก ตลบแตลง พร้อมหักลักเส้นสาย พันธมิตรทั้งหลาย ให้หวนกลับมาอยู่ฝั่งฝ่ายตนเอง ขณะที่ Dan ยืนอยู่ด้านหลังทำได้เพียงจับจ้องมอง และกำลังจะสูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่างไป

หลังจากที่ Titus สามารถหาหนทางตลบแตลง แทงข้างหลัง (Blackmail) จนทำให้ Dan ต้องสูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง เขานั่งลงตรงโซฟาริมหน้าต่าง แสงไฟจากภายนอกสาดส่องผ่านบานเกล็ดจนมองเห็นเหมือนกรงขัง ส่วนภายมีเพียงแสงไฟสาดส่องใบหน้า บริเวณรอบข้างล้วนปกคลุมอยู่ในความมืดมิด เหล่านี้เป็นการสร้างบรรยากาศเพื่อแสดงถึงอาการหมดสิ้นหวัง … และเมื่อ Lane พูดเล่าความจริงทั้งหมด Dan ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกธนูปักเข่า

หลังจากที่ Fielding ลักลอบเข้ามาในคฤหาสถ์ของ Lane เหมือนพยายามจะเรียกร้องขอความรักกลับคืนมา แต่หญิงสาวบอกปัดปฏิเสธ ดูสารภาพตนเองบ้างสิว่าปล่อยตัวให้ตกต่ำขนาดไหน ระหว่างที่เธอออกมารินเหล้า (ใบหน้าปกคลุมด้วยความมืดมิด) เขาก็เดินเข้าห้องด้านหลัง ปิดประตู พร้อมเสียงปืนลั่น! สื่อถึงอดีตของหญิงสาว (ที่เคยพบเจอ ตกหลุมรัก Fielding) ความทรงจำจักถูกเก็บฝัง ซุกซ่อนเร้นไว้เบื้องลึกภายในจิตใจ

การเผชิญหน้าระหว่าง Titus และ Lane จะมีช็อตที่กระสุนพลาดไปโดนกระจก พบเห็นรอยแตกร้าว ซึ่งสามารถสื่อถึงการทำลายเปลือกภายนอก เปิดเผยตัวตนธาตุแท้จริง เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วจักต้องมีใครสักคนที่ตกตายไป

สังเกตจากเส้นสาย พวกพ้องของ Dan น่าจะทำให้ Lane ได้รับการปล่อยตัว ไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิดอย่างแน่นอน! แต่ภาพสุดท้ายของหนังกลับไม่ใช่ช็อตแห่งอิสรภาพนั้น หญิงสาวก้าวย่างบริเวณโถงทางเดิน พานผ่านกรงขังและเงา(ของกรงขัง)สาดส่องพื้นผนัง นั่นสื่อถึงเส้นทาง (Flamingo Road) ของหญิงสาวที่รายล้อมรอบด้วยภยันตราย สิ่งชั่วร้าย กว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางก็เกือบเอาตัวไม่รอดอยู่หลายครั้ง ทำให้เมื่อหันกลับมามองอดีต ความทรงจำ ย่อมบังเกิดรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ … เป็นช็อตจบที่ซ่อนเร้นนัยยะของหนังทั้งเรื่องเอาไว้!

ตัดต่อโดย Folmar Blangsted (1904-82) สัญชาติ Denmark เกิดที่ Copenhagen แล้วอพยพย้างสู่สหรับอเมริกา เริ่มจากเป็นผู้ช่วยตัดต่อที่ Paramount Pictures ระหว่างปี 1929-35 ก่อนย้ายมาปักหลักยัง Warner Bros. ตั้งแต่ปี 1944 ผลงานเด่นๆ อาทิ Flamingo Road (1949), A Star Is Born (1954), Rio Bravo (1959), Camelot (1967) ฯ

แม้ว่า Flamingo Road (1949) จะมีกลิ่นอายหนังนัวร์ แต่ก็ไม่ครบสูตรนะครับ เพราะไม่ได้นำเสนอผ่านมุมมองตัวละครหนึ่งใด เพียงใช้ถนนที่ชื่อ Flamingo Road คือจุดหมุนเรื่องราวทั้งหมด

  • อารัมบท,
    • สรุปย่อสถานที่สำคัญๆบนถนน Flamingo Road
    • เมื่อมาถึงคณะการแสดง Carnival ก็จะเริ่มแนะนำตัวละครหลักๆ
  • องก์หนึ่ง Lane Bellamy กับ Fielding Carlisle
    • เมื่อนายอำเภอ Fielding พบเจอกับ Lane พาไปเลี้ยงอาหาร หางานให้ทำ ปรนเปรออย่างดี
    • แต่ Titus ก็พยายามทำลายความสัมพันธ์นั้น บีบบังคับให้ Fielding แต่งงานกับหญิงสาวที่ไม่ได้ตกหลุมรัก พร้อมชักใยให้ลงรับสมัครสมาชิกรัฐสภา
  • องก์สอง Lane Bellamy กับ Lute Mae Sanders
    • หลังจาก Fielding บอกเลิกรา Lane ถูกไล่ออกจากงาน โดนจับคุมประพฤติ ตระหนักว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของ Titus
    • สมัครงานกับ Lute Mae กลายเป็นบาร์โฮส สร้างความไม่พึงพอใจต่อ Titus (แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้)
  • องก์สาม Lane Bellamy กับ Dan Reynolds
    • ช่วงแรกๆเหมือนว่า Lane ใช้มารยาหญิงมัดใจ Dan จนตกหลุมรัก แต่งงาน
    • เมื่อคู่รักข้าวใหม่ปลามัน พบเจอ Fielding ทำให้เขาตกอยู่ในสภาพหมดสิ้นหวัง
    • ขณะที่ Titus ยังคงครุ่นคิดหาวิธีกำจัด Lane โดยตั้งใจให้ Dan เป็นผู้รับเคราะห์กรรมทั้งหมด
  • องก์สี่ การเผชิญหน้าระหว่าง Lane Bellamy กับ Titus Semple
    • หลังจาก Dan พ่ายแพ้การต่อสู้กับ Titus, Lane จึงเล่าความจริงทั้งหมด
    • Fielding ดักรอคอยเพื่อมาพบเจอกับ Lane ก่อนตัดสินใจ…
    • และการเผชิญหน้าระหว่าง Lane กับ Titus นำไปสู่ …

เพลงประกอบโดย Max Steiner (1888 – 1971) นักแต่งเพลงสัญชาติ Austrian เริ่มทำงานยังประเทศอังกฤษ ก่อนข้ามน้ำข้ามทะเลมาสรรค์สร้างละครเวที Broadways และกลายเป็น ‘Father of film Music’ ผลงานเด่นๆ อาทิ King Kong (1933), Little Women (1933), The Informer (1935), Jezebel (1938), Gone with the Wind (1939), Casablanca (1942), The Searchers (1956), A Summer Place (1959) ฯ

งานเพลงของ Steiner เน้นสร้างบรรยากาศให้สอดคล้องกับเรื่องราว และชี้ชักนำทางผู้ชม ให้เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ช่วงเวลาสุข-เศร้า สนุกสนานเริงร่า-โกรธรังเกียจต้องการเข่นฆ่า แม้มีความเป็น Classical แต่ก็เข้ากับบรรยากาศหนังคลาสสิกได้เป็นอย่างดี

หนังใช้บทเพลงมีชื่อ ที่ผู้ชมสมัยนั้นพอคุ้นหู คลอประกอบพื้นหลังอยู่หลายๆฉาก อาทิ

  • Ain’t We Got Fun (1921) แต่งโดย Richard A. Whiting, บทเพลงดังขึ้นขณะนำเข้าคณะการแสดง Carnival
  • A Vision of Salome J. (1908) แต่งโดย Bodewalt Lampe, ในฉากที่สาวสาวสาว กำลังเต้นระบำบนเวที
  • Can’t We Be Friends? (1929) ทำนองโดย Kay Swift, คำร้องโดย Paul James, เมื่อ Lane ได้รับการว่าจ้างทำงานสาวเสิร์ฟที่ Eagle Cafe
  • You Must Have Been a Beautiful Baby (1938) แต่งโดย Harry Warren, ได้ยินขณะ Lane มาสัมภาษณ์งานที่บาร์โฮสของ Lute Mae

และบทเพลงที่ถือเป็นไฮไลท์ (แต่ก็ไม่ได้ไพเราะสักเท่าไหร่นะ) ย่อมคือ If I Could Be with You แต่งโดย James P. Johnson, คำร้องโดย Henry Creamer, ขับร้องโดย Joan Crawford ขณะอยู่ในบาร์โฮสของ Lute Mae (ก่อนหน้าจะเข้าทำงาน)

เมื่อพูดถึง Flamingo คนส่วนใหญ่มักครุ่นคิดอยู่สองอย่าง

  • นกฟลามิงโก สัตว์ปีกที่มีเรียวขายาว ขนฟูฟ่อง และชอบส่งเสียงร้องออกมาตลอดเวลา
  • ระบำฟลามิงโก้ ท่าเต้นพื้นเมืองของชาว Spanish ได้รับความนิยมในแถบ Andalusia ประกอบด้วยการขับร้อง เล่นกีตาร์ และปรบมือ โดยนักเต้นหญิงมักสวมใส่ชุดสีแดง ที่มีริ้วรอยหยักศกบริเวณชายกระโปรง

Flamingo Road คือชื่อถนนสมมติที่พาดผ่านเมือง Boldon City ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์เส้นทางการไต่เต้าของ Lane Bellamy จากนักเต้นสาว พนักงานเสิร์ฟ ดูแลบาร์โฮส และภริยานักธุรกิจ/ผู้มีอิทธิพล ซึ่งสิ่งที่เธอเพ้อฝันมีเพียงความสุขสงบ มั่นคงในชีวิตการงาน แต่กลับถูกกลั่นแกล้ง ใส่ร้ายป้ายสีโดย Titus Semple ทำให้เกิดความโกรธรังเกลียด แค้นฝังหุ่น เพราะเคยถูกขับไล่ ผลักไส บีบบังคับให้ต้องออกไปจากเส้นทางสายนี้ แต่หญิงสาวกลับไม่ยินยอม พร้อมต่อสู้ขัดขืน ต้องการโต้ตอบเอาคืนทุกสิ่งอย่าง

ใครก็ตามที่ต้องการใช้ชีวิตอยู่บน Flamingo Road จำต้องต่อสู้ดิ้นรน แก่งแย่งแข่งขัน ด้วยวิธีการฉ้อฉล คอรัปชั่น กอบโกยผลประโยชน์ ด้วยเส้นสาย ความสัมพันธ์ ชักโยงใยใครบางคนอยู่เบื้องหลัง และเมื่อมีเหตุให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง สามารถคิดคด ทรยศ ตลบแตลง หักหลังผู้อื่นได้ทุกวินาที ไม่มีใครซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ จริงใจต่อกัน

หนทางออกจาก Flamingo Road จึงมีเพียงถ้าไม่ตัวตาย ก็ไม่หลงเหลืออะไรติดตัว (เหมือนสำนวน ขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้) แม้สามารถกำจัดรากเหง้าของปัญหาออกไป แต่มันไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ความคอรัปชั่นยังคงเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ซุกซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจ พรรคพวกพ้องเหล่านั้นมากมาย … แม้คนอย่าง Titus Semple ตกตายจากไป ก็จะมีเจ้าพ่อมาเฟียคนใหม่ขึ้นมาแทนที่ในอีกไม่ช้านาน

ผมครุ่นคิดว่า Flamingo Road คือภาพยนตร์ที่จำลองสภาพสังคม(ขณะนั้น) หนทางสู่อำนาจที่เต็มไปด้วยเส้นสาย พวกพ้อง ผลประโยชน์เงินๆทองๆ ใครคิดจะก้าวเดินบนถนนสายนี้ ต้องรู้จักสร้างภาพให้ดูดี พร้อมกระทำสิ่งสกปรก ชั่วช้าสามาลย์ ภายใต้การชักใยของผู้มีอิทธิพลเบื้องหลัง … โลกกำลังก้าวสู่ยุคสมัยแห่งความมืดมิดอย่างแท้จริง เพราะใครๆต่างมีสิ่งชั่วร้ายซุกซ่อนเร้นอยู่ภายใน และเราจำเป็นต้องเหี้ยมโหด เด็ดขาด ตาต่อตาฟันต่อฟัน เพื่อสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

จะว่าไปเราสามารถเปรียบเทียบ Flamingo Road ได้กับเส้นทางมุ่งสู่ Hollywood โดยเฉพาะเจ้าพ่อมาเฟีย Warner Bros. ทำให้ผมรู้สึกลึกๆว่าผู้กำกับ Curtiz แอบสะท้อนประสบการณ์ส่วนตัว ที่ได้ค้นพบสิ่งชั่วร้ายมากมาย รวมไปถึงระหว่างสรรค์สร้าง Mildred Pierce (1945) ที่ถูกสตูดิโอบีบบังคับให้ต้องใช้นักแสดงนำ Joan Crawford อยากโต้ตอบ ขัดขืน กระทำสิ่งแบบตอนจบของหนังเรื่องนี้เหลื้อเกิน!


ด้วยทุนสร้าง $1.528 ล้านเหรียญ แม้เสียงตอบรับตอนออกฉายจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกา $2.263 ล้านเหรียญ และรายรับทั่วโลกอีกกว่า $633,000 เหรียญ รวมแล้วก็จะทำกำไรได้นิดๆหน่อยๆ

หนังเรื่องนี้หารับชมค่อนข้างยากสักหน่อย พบเห็นรวมอยู่ใน DVD Boxset ชื่อว่า The Joan Crawford Collection: Volume 2 จัดจำหน่ายโดย Warner Home Video เมื่อปี 2008 ไม่ค่อยแน่ใจว่านำลง HBO MAX หรือยังนะ

เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยได้รับการดัดแปลงสร้างเป็นซีรีย์ Flamingo Road (1980-82) จำนวน 2 ซีซัน

ผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้ เลยรู้สึกค่อนข้างพึงพอใจ บันเทิงอารมณ์ขณะรับชม มีหลายๆฉากที่สร้างความประหลาดใจ (แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นอึ้งทึ่ง ตกตะลึง) ประทับใจการแสดงของ Joan Crawford ประชันโคตรตัวร้ายอย่าง Sydney Greenstreet ได้อย่างสนุก (ก็ไม่ถึงขั้นหักเหลี่ยมเฉือนคม) บรรยากาศนัวร์ๆ และบทเพลงของ Max Steiner บีบเค้นคั้นอารมณ์อย่างน่าหลงใหล

แนะนำคอหนังนัวร์ที่หลงใหลในการแสดง ‘femme fatale’ ของ Joan Crawford, ชื่นชอบไดเรคชั่น ‘สไตล์ Curtiz’ ที่เต็มไปด้วยคารมคมคาย ตัวละครเพียงพูดคุยสนทนา แต่สามารถบีบเค้นคั้นอารมณ์ไปจนถึงจุดสูงสุด,

จัดเรต 15+ กับความคอรัปชั่นด้วยการใช้คำพูด และบรรยากาศหนังนัวร์

คำโปรย | Flamingo Road ถนนที่ปูเพียงเพื่อ Joan Crawford ก้าวเดินสู่ความเจิดจรัส
คุณภาพ | คลาสสิก
ส่วนตัว | บันเทิงรมณ์

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: