Frost/Nixon (2008)

Frost Nixon

Frost/Nixon (2008) hollywood : Ron Howard ♥♥♥♥

คู่มวยนัดหยุดโลกระหว่าง David Frost กับอดีตปธน. Richard Nixon เมื่อปี 1977 ในการสัมภาษณ์ที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ เพราะมีผู้ชมกว่า 45 ล้านคน ต้องการเห็น Nixon จะแก้ต่างตัวเองอย่างไร หลังลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี เซ่นคดีอื้อฉาว Watergate Scandal

ในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่ George Washington สถาปนาระบอบประชาธิปไตย โดยมีประธานาธิบดีเป็นผู้นำประเทศเมื่อปี 1789 ไม่เคยมีใครลาออกจากตำแหน่ง นอกจากเสียชีวิตหรือถูกลอบสังหาร จนกระทั่ง Richard Nixon คนที่ 37 ภายหลังจากเหตุการณ์ Watergate Scandal เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 1972 มีการจับกุมหัวขโมย 5 คนที่บุกเข้าไปในสำนักงานใหญ่ของพรรค Democrat ถูกสาวไส้โดยสองนักข่าวของ The Washington Post จนค้นพบความเชื่อมโยงเกี่ยวพันไปจนถึงท่านผู้นำ ไปสู่การประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1974

เกร็ด: ใครอยากรู้จักความเป็นมาของ Watergate Scandal และการสาวไส้ของสองนักข่าว The Washington Post ให้หาภาพยนตร์เรื่อง All the President’s Men (1976) มารับชมดู

นับเป็นความอัปยศเลวร้ายของชาวอเมริกัน น่าจะคือประธานาธิบดียอดแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ (แต่เชื่อว่าปัจจุบันคงมีผู้ท้าชิงแล้วละ) หลังจากลาออกจากตำแหน่ง เห็นว่ากำลังจะถูกไต่สวนดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ปธน. คนถัดไปที่ขึ้นมาแทน Gerald Rudolph Ford, Jr. หนึ่งเดือนหลังจากนั้นประกาศให้อภัยโทษ Nixon รอดพ้นทุกข้อกล่าวหา

แต่นั่นกลับทิ้งความขืนข่มค้างคาไว้ให้ทั้ง Nixon ชาวอเมริกันและทั่วโลก เพราะทำให้เขาหมดสิทธิ์จะชี้แจงแก้ต่าง อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดต่อสาธารณชน กระนั้นก็มีชายคนหนึ่ง ไม่เชิงเป็นนักข่าวสายการเมือง เรียกว่าผู้จัดรายการโทรทัศน์ ริอาจกล้าเสนอตัวขอสัมภาษณ์อดีตผู้นำมหาประเทศนี้ นั่นจึงกลายเป็นโอกาสแรก ครั้งเดียว สำคัญที่สุดในชีวิต ตัดสินโชคชะตาชี้เป็นชี้ตาย จะสามารถโน้มน้าวใจประชาชนให้กลับมาเชื่อมั่นในตัวเขาได้อีกครั้งหรือเปล่า

David Frost ชายผู้นี้คือใครกัน เป็นชาวอังกฤษที่พยายามดิ้นรนไขว่คว้าหาความสำเร็จในอาชีพการงาน แต่ยังไม่พบเจอสักเท่าไหร่ เอาตัวรอดด้วยการเป็นผู้จัดรายการโทรทัศน์เชิง Comedy เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ … คนแบบนี้เนี่ยนะจะมาสัมภาษณ์อดีตประธานาธิบดี Richard Nixon จอมเล่นลิ้นลีลา วาจาสุดแสนคมคาย ก็ขนาดว่าสามารถโน้มน้าวใจชาวอเมริกันให้ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งถึงสองสมัย มันจะไปสมน้ำสมเนื้ออะไรกัน!

กระนั้นมวยคู่เอกโลก Frost vs. Nixon มันส์ยิ่งกว่า Mayweather vs. Pacquiao ผลลัพท์ออกมาก็คือ การต่อสู้ที่สมศักดิ์ศรี แต่แค่เฉพาะในยกสุดท้ายนะ และมีฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะด้วยการน็อกคู่ต่อสู้ล้มลงหมดสิ้นสภาพนับสิบ

สมัยเรียนผมเคยเป็นนักโต้วาที พิธีกรบนเวที สัมภาษณ์วิทยากรให้ความรู้อยู่หลายครั้ง แม้จะไม่ได้ต้องตระเตรียมการอะไรมาก เพราะมักเป็นส่วนในองค์ความรู้อยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นการตระเตรียมตัว สัมภาษณ์ระหว่าง David Frost กับอดีตปธน. Richard Nixon ต้องบอกเลยว่าขนลุกซู่สะท้าน มันไม่ใช่แค่วาทะคารมที่เฉือดเฉือนโต้ตอบกัน แต่คือไหวพริบ ปฏิภาณ รวมถึงสัญชาตญาณ ซึ่งถ้าใครสามารถทำความเข้าใจมองเห็นในจุดนี้ได้ ก็จะพบเห็นความมันส์เร้าใจ หัวใจเต้นตุบตับลุ้นระทึก หลังดูจบผมต้องรีบหาคลิปจริงๆของการสัมภาษณ์มารับชมดู เมื่อคืนแทบไม่ได้หลับได้นอน

การสัมภาษณ์บันทึกเทปมีทั้งหมด 12 วันละ 2 ชั่วโมง เริ่มต้นวันที่ 23 มีนาคม 1977 สัปดาห์ละสามวัน จันทร์-พุธ-ศุกร์ รวมแล้ว 1 เดือนเต็ม ได้ความยาว 28 ชั่วโมง 45 นาที ตัดต่อออกเป็น 4+1 โปรแกรมละ 90 นาที ออกฉายทางช่อง CBS’s 60 Minutes Broadcast ประกอบด้วย
– ตอนที่ 1 ออกอากาศวันที่ 5 พฤษภาคม 1977: เน้นเหตุการณ์ Watergate Scandal
– ตอนที่ 2 ออกอากาศวันที่ 12 พฤษภาคม 1977: Nixon กับทั่วโลก
– ตอนที่ 3 ออกอากาศวันที่ 19 พฤษภาคม 1977: Nixon สงครามเวียดนาม และเขมรแดง
– ตอนที่ 4 ออกอากาศวันที่ 26 พฤษภาคม 1977: Nixon, the man
– ตอนพิเศษ ตอนที่ 5 ออกอากาศวันที่ 10 กันยายน 1977: เพิ่มเติมบทสัมภาษณ์อื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในตอน 1-4

เฉพาะตอนที่ 1 ของการสัมภาษณ์นี้ มีผู้รับชมสดๆ 45 ล้านคน เป็นสถิติ Political Interview มากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการสัมภาษณ์ครั้งไหนเฉียดใกล้ตัวเลขนี้

Frost/Nixon ดั้งเดิมเป็นบทละครเวทีสร้างขึ้นโดย Peter Morgan นักเขียนชื่อดัง ที่มีผลงานอย่าง The Queen, Rush, ซีรีย์ The Crown ฯ เปิดแสดงรอบปฐมทัศน์ที่ Donmar Warehouse, London เดือนสิงหาคม 2006 กำกับโดย Michael Grandage นำแสดงโดย Frank Langella และ Michael Sheen ไปต่อ West End ที่ Gielgud Theatre ปีถัดมาย้ายมาสู่ Broadway ยัง Bernard B. Jacobs Theatre ทั้งหมด 137 รอบการแสดง เข้าชิง Tony Award สามสาขา คว้ามา 1 รางวัล Best Performance by a Leading Actor in a Play (Frank Langella)

Universal Picture ซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ติดต่อ Martin Scorsese, Mike Nichols, George Clooney, Sam Mendes, Bennett Miller แต่ก็ถูกบอกปัดปฏิเสธจนกระทั่ง Ron Howard ด้วยข้อแม้คือ ขอให้ทั้ง Langella กับ Sheen กลับมารับบทเดิม และ Peter Morgan เข้ามาช่วยแก้ไขปรับปรุงบทละครของตนเองให้เหมาะกับการสร้างเป็นภาพยนตร์

Ronald William Howard (เกิดปี 1954) นักแสดง/ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Duncan, Oklahoma ลูกชายคนโตของผู้กำกับ Rance Howard และนักแสดง Jean Speegle Howard มีเชื้อสาย German, Scottish, Irish และ Dutch ตั้งแต่เด็กสนใจด้านการแสดง เข้าเรียน School of Cinematic Arts ไม่ทันจบมีโอกาสแสดงซีรีย์ ซิทคอม ภาพยนตร์อาทิ The Music Man (1962), American Graffiti (1973), The Shootist (1976), กำกับฉายเดี่ยวเรื่องแรก Grand Theft Auto (1977), ผลงานดังอาทิ Cocoon (1985), Apollo 13 (1995), คว้า Oscar: Best Director เรื่อง A Beautiful Mind (2001)

เกร็ด: Howard ให้สัมภาษณ์บอกว่า ตอนเลือกตั้งปี 1972 เขากาให้ Nixon ซึ่งพอรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามมา เกิดความผิดหวังอย่างยิ่งยวด

เรื่องราวดำเนินขึ้นตั้งแต่วันที่ Richard Nixon (รับบทโดย Frank Langella) ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้ David Frost (รับบทโดย Michael Sheen) นักจัดรายการโทรทัศน์ชื่อดังสัญชาติอังกฤษ ที่ขณะนั้นกำลังมี Talk Show อยู่ Australia เกิดความสนใจการสัมภาษณ์พิเศษครั้งนี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะในตอนแรกไม่มีสถานีไหนต้องการสนับสนุน ควักเนื้อออกทุนไปก่อนจำนวนมหาศาล ร่วมกับโปรดิวเซอร์เพื่อนสนิท John Birt (รับบทโดย Matthew Macfadyen) ว่าจ้าง James Reston, Jr. (รับบทโดย Sam Rockwell) และ Bob Zelnick (รับบทโดย Oliver Platt) โปรดิวเซอร์ของ ABC News เพื่อให้สืบค้นหาข้อมูลและเตรียมคำถามการสัมภาษณ์

Frank A. Langella Jr. (เกิดปี 1938) นักแสดงสัญชาติอเมริกันชื่อดัง เกิดที่ Bayonne, New Jersey, เชื้อสาย Italian โตขึ้นเข้าเรียน Syracuse University จบคณะ Bachelor of Arts สาขาการแสดง เริ่มมีผลงานกับละครเวที Off-Broadway ตามด้วย Broadway คว้า Tony Award ถึง 4 ครั้ง, สำหรับภาพยนตร์ แจ้งเกิดกับ Diary of a Mad Housewife (1970), Dracula (1979), Good Night, and Good Luck (2005), Frost/Nixon (2008) ฯ

รับบท Richard Nixon ในวัยร่วงโรยรา มีความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้ากายใจ แต่ยังเต็มเปี่ยมด้วย Charisma อันน่าเกรงขาม วาทะเฉลียวฉลาดหลักแหลมคมคาย มองภายนอกยังสุขุมลุ่มลึก แต่ในใจปั่นป่วนพลุกพร่าน พร้อมจะปะทุระเบิดออกมาได้ตลอดเวลา

ในความเป็นจริงนั้น Frost ไม่ได้ซุ่มโจมตี Nixon เพื่อให้แสดงสีหน้าอารมณ์ ‘ความรู้สึกผิด’ ออกมา แต่เป็นการตระเตรียมที่ซักซ้อมแผนมาเป็นอย่างดีของฝ่ายปธน. ทำให้ดูเป็นธรรมชาติเหมือนเป็นการสารภาพผิด และช็อต Close-Up จะยิ่งช่วยขับเน้นสิ่งที่อยู่ภายในออกมา

แม้ Langella จะตัวสูงกว่า Nixon พอสมควร รูปลักษณ์ไม่เหมือนสักเท่าไหร่ แต่สามารถสวมวิญญาณ กลายเป็นท่านอดีตผู้นำ ได้เหมือนสมจริงอย่างขนหัวลุก มีคลิปใน Youtube ที่เทียบช็อตต่อช็อตกับการสัมภาษณ์จริง ประมาณ 90% เอียงคอยังองศาเดียวกัน (ก็ลุงแกแสดงละครเวทีเรื่องนี้มาเป็นร้อยๆรอบ จะไม่ให้เปะๆได้ยังไง) และเห็นว่าในกองถ่ายต้องอยู่ในตัวละคร (in-Character) ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ทีมงามคนอื่นๆ ถึงขนาดว่ามีคนเรียกเขาว่า ‘ท่านปธนง ‘ คนรุ่นใหม่บางคน คงจะไม่เคยเห็นใบหน้าจริงๆของ Nixon เลยสินะ

Michael Christopher Sheen (เกิดปี 1969) นักแสดงสัญชาติ Welsh เกิดที่ Newport, Wales ในครอบครัวที่เป็นเจ้าของโรงละครเวที ทำให้มีความสนใจด้านนี้ตั้งแต่เด็ก เข้าเรียนการแสดงที่ Royal Academy of Dramatic Art โด่งดังกับการแสดงละครเวทีเป็นส่วนใหญ่, สำหรับภาพยนตร์ อาทิ The Queen (2006), Frost/Nixon (2008) ฯ

รับบท David Frost นักจัดรายการโทรทัศน์สัญชาติอังกฤษ ที่พยายามดิ้นรนค้นหาความสำเร็จของตนเองในประเทศอเมริกา, Frost มีภาพลักษณ์ของ Playboy ชอบทำปากยิ้มแย้มแก้มแทบปริ เหล่สาวติดไปทั่ว (ตัวละคร Caroline Cushing ของ Rebecca Hall น่าจะสมมติขึ้นมา เพื่อเพิ่มสีสันให้เรื่องราวไม่ให้มีแต่ชายล้วน) เอาจริงๆถือว่าไม่ใช่คนที่เหมาะแก่การสัมภาษณ์ Richard Nixon แม้แต่น้อย กระนั้นในค่ำคืนก่อนการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้าย ได้รับโทรศัพท์ที่เหมือนการท้าดวล นั่นทำให้เขาทุ่มเทตัวเองทุกสิ่งอย่างอย่างสุดความสามารถ ชี้โชคชะตาเป็นตาย สำคัญที่สุดก็ไฮไลท์ตอนจบนี้แหละ

แม้ Nixon จะเคยมีการเอ่ยอ้างจากอดีตรัฐมนตรี/เพื่อนสนิทวงใน บางคืนดื่มเหล้ากรึ่มๆโทรหาแบบไม่รู้เวล่ำเวลา เช้าวันถัดมาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเมื่อคืนโทรหาใคร แต่เขาก็ไม่เคยโทรหา Frost เพื่อท้าดวลแบบในหนัง นี่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนแต่งขึ้น และในความเป็นจริง Frost จัดเต็มการสัมภาษณ์ตั้งแต่วันแรก เรียกว่าเตรียมตัวพร้อมรบมาดีโคตรๆ ไม่ได้ปวกเปียกเหมือนตัวละครในหนัง

Sheen โดนตำหนิอย่างมากเรื่องรอยยิ้ม เพราะทำให้ตัวละครขาดความน่าเชื่อถือไปเยอะ และตัวจริงของ Frost ก็ไม่ยิ้มร่ามากขนาดนั้น แค่ใบหน้าของทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันพอสมควร ไฮไลท์อยู่ที่วินาทีหยุดยิ้ม (จริงๆก็น่าจะหยุดตั้งแต่ช่วงแรกๆแล้ว) ใบหน้าเคร่งขรึมกลายสภาพเป็นคนโคตรเอาจริงเอาจัง ทำเอาจดจำแทบไม่ได้

Frost ตัวจริงตอนนั้นยังมีชีวิตอยู่ (เสียชีวิตปี 2013) เดินทางมาเยี่ยมกองถ่ายในวันถ่ายฉากไคลน์แม็กซ์พอดี เขากับ Sheen พบเจอรู้จักกันตั้งแต่เริ่มต้นโปรดักชั่น West End พูดแซวว่า ‘Do you realize that I’ll be playing David Frost for the next year?’ Frost ตอบกลับว่า ‘So will I’.

ถ่ายภาพโดย Salvatore Totino ตากล้องสัญชาติอเมริกัน ขาประจำของ Rom Howard ตั้งแต่ The Missing (2003), Cinderella Man (2005), The Da Vinci Code Series, Spider-Man: Homecoming (2017) ฯ

หนังถ่ายทำด้วยกล้องดิจิตอล Arricam แล้วใช้การปรับแสงสีเพื่อให้สัมผัสของทศวรรษ 70s เหมือนถ่ายทำจากกล้องฟีล์ม, ฉากภายนอกมักมีความสว่างจ้ากว่าปกติ ขณะที่ภายใน/ขณะสัมภาษณ์ จะค่อนข้างมืดกว่าปกติพอสมควรเช่นกัน

ระดับภาพที่มักพบบ่อยคือ Medium Shot กับ Close-Up ค่อนข้างใกล้ทีเดียว นี่เพื่อให้ผู้ชมมองเห็นสีหน้าดวงตาอารมณ์ ถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครออกมาจากภายใน

จริงๆผมก็เพิ่งมารับรู้จากหนังเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่คนชอบดูโทรทัศน์สักเท่าไหร่ ว่าเทคนิคหนึ่งที่รายการเหล่านี้ชอบใช้กันคือ ภาพถ่ายระดับ Close-Up จับจ้องใบหน้าผู้สัมภาษณ์เต็มจอทีวี เมื่อถูกขอให้พูดบอก หรือมีการแสดงอารมณ์ออกมาจากภายใน คงแทบจะเอ่อล้นท่วมออกมานอกจอ

แต่คงเพราะหนังเรื่องนี้ชื่อ Frost/Nixon เราจึงไม่ได้เห็น Close-Up เต็มๆจอของ Nixon ตอนที่เขาแสดงอารมณ์ความรู้สึกฉากนั้นออกมา, ผมเพิ่งมาสังเกตตอนจะแคปภาพนี้มาให้รับชม เห็นด้านหลังของ Frost แบบเบลอโคตรๆ นัยยะคงต้องการสื่อถึงภาพนี้ในสายตาของเขา

ฉากที่ Nixon โทรหา Frost หนังสร้างสองฉากในบ้านและโรงแรม อยู่ไม่ไกลกันนักที่สตูดิโอ Universal และให้พวกเขาทั้งสองโทรศัพท์พูดคุยหากันจริงๆ ถ่ายทำฉากนี้ไปพร้อมกันอีกด้วย ผลลัพท์ออกมาค่อนข้างสมจริงทรงพลังมากทีเดียว

นี่เป็นสองฉากที่มีความตรงกันข้ามแทบจะโดยสิ้นเชิง
– ห้องของ Frost สีน้ำตาล สว่างอบอุ่น
– ห้องของ Nixon โทนสีน้ำเงิน อึมครึมเย็นยะเยือก

ตัดต่อโดย Daniel P. Hanley กับ Mike Hill ทั้งคู่เป็นขาประจำของผู้กำกับ Howard ตั้งแต่ Night Shift (1982) และคว้า Oscar: Best Edited ร่วมกันเรื่อง Apollo 13 (1995)

หนังใช้การเล่าเรื่องแบบ Documentary มีการแทรกบทสัมภาษณ์ของนักแสดงภายหลังเหตุการณ์การสัมภาษณ์ครั้งนี้ เล่าถึงความคิด/ความรู้สึก ของตนเอง ณ ขณะตอนนั้นๆ ส่วนใหญ่มักเป็นตัวละครรองๆ ไม่ได้มีความสำคัญเท่าไหร่ต่อเนื้อเรื่อง แต่ช่วยเติมเต็มเรื่องราวในมุมมองของบุคคลที่ 3

ขณะที่เรื่องราวหลักของหนังมักเป็นการสลับเล่าเรื่องไปมาระหว่าง Frost กับ Nixon (ส่วนใหญ่จะเป็นฝั่ง Frost) ซึ่งเมื่อพวกเขามาพบกันร่วมฉากทีไร ตัวประกอบอื่นๆแทบจะหมดสิ้นคุณค่าความน่าสนใจไปโดยปริยาย ถือเป็นการประชันกันของสองนักแสดงนำเท่านั้น

การลำดับเรื่องราวของหนัง สร้างความตื่นเต้น ทวีความลุ้นระทึกขึ้นทุกขณะ คงเพราะผู้ชมน่าจะเริ่มรับรู้ได้ตั้งแต่แรกๆแล้วว่า Frost ไม่ใช่คู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับ Nixon จนกระทั่งถึงการให้สัมภาษณ์วันแรกก็เห็นชัดเลยว่าเป็นมวยรอง คิดว่าน่าจะพัฒนาตัวเองขึ้นในยก/วันถัดๆไป แต่ที่ไหนได้กลับต้องวิ่งแจ้นบินไปโน่นนี่นั่นเพื่อหาสปอนเซอร์สนับสนุน หลายคนคงถอดใจไปแล้วน่าจะแพ้แน่ แต่เพราะได้ลูกฮึดครั้งสุดท้าย ฉากคุยโทรศัพท์ของทั้งสองถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ทรงพลังมากๆ และในที่สุดยกสุดท้าย ค่อยสมศักดิ์ศรีคุณค่าการรอคอยเสียที แลกหมัดต่อหมัด ขัดทุกจังหวะที่พยายามจะนอกเรื่อง และฮุคหมัดเด็ดที่ทำให้อดีตท่านผู้นำแทบจุกล้มลงไปต่อไม่ถูก

เพลงประกอบโดย Hans Zimmer มีความกลมกลืนไปกับหนังอย่างมาก จนแทบไม่รู้ตัวว่าเพลงประกอบสอดแทรกอยู่หรือนี่ ส่วนใหญ่เป็นลักษณะสร้างเสริมบรรยากาศ เพิ่มความคุกกรุ่นให้กับเรื่องราว

ใครเป็นแฟนคลับ Zimmer ฟังเพลง Watergate ย่อมเกิดความคุ้นหูอย่างยิ่ง โดยเฉพาะทำนองและเสียงนาฬิกาติกๆๆ, เพลงนี้อยู่ฉาก Prologue แรกสุดของหนังเลยนะครับ

บทเพลง Nixon Defeated ภายหลังจากสัมภาษณ์วันสุดท้ายเสร็จสิ้น เดินออกมานอกบ้าน พบเห็นสุนัขตัวหนึ่งเดินเข้าไปถามเจ้าของ ‘นี่หรือที่เรียกว่าหมาพันธุ์ Dachshund’ มันอาจไม่ได้มีนัยยะอะไรเกี่ยวกับสายพันธุ์นี้ แต่เหมือนว่าเขากำลังมองตนเองตกต่ำต้อยเหมือนหมาน้อยตัวหนึ่ง

เห็นว่า Langella เล่นเปียโนไม่เป็น แต่ฝึกหัดเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ซึ่งบทเพลงที่เล่นประพันธ์โดย Nixon เองเลยเมื่อปี 1961 (หลังจากแพ้การเลือกตั้งให้ John F. Kennedy) ให้ชื่อว่า Piano Concerto No. 1 อยู่ครึ่งหลังของคลิป

ผู้กำกับ Ron Howard ให้คำนิยามสั้นๆง่ายของหนังเรื่องนี้ว่า ว่าคือ ‘Rocky’ นักมวยในภาพยนตร์เรื่อง Rocky (1976) [เป็นเรื่องแต่ง ไม่ได้มีตัวตนจริงๆ] ได้รับโอกาส 1 ในล้าน ใครก็ไม่รู้ได้รับโอกาสชกชิงแชมป์โลก เริ่มต้นมาไม่มีใครคิดว่าจะสามารถโค่นล้มทำสำเร็จได้แน่ แต่เหตุการณ์กลับพลิกผันกลับตารปัตร ยืนหยัดจนครบการชก ได้รับเสียงยกย่องสรรเสริญเชิดชู ผลลัพท์ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

อดีตปธน. Nixon ที่ขณะนั้นเสมือนหมาจนตรอก นี่คือโอกาสที่อาจเป็นครั้งเดียว (ก็เป็นครั้งเดียวจริงๆนะแหละ) ในการแก้ต่างแก้ตัว แสดงความรับผิดชอบ หรือกล่าวคำขอโทษ ซึ่งผลลัพท์กับหลายๆคำพูดที่เอ่ยออกมา สะท้อนว่าตัวเขาหาได้รู้สำนึกใดๆทั้งนั้น เต็มไปด้วย ‘Pride’ ศักดิ์ศรีเย่อหยิ่งยโสของตนเอง ยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา คิดว่าสิ่งที่ฉันทำมิใช่เรื่องผิดพลาดอะไร

“When the president does it, that means that it is not illegal.”

Frost พยายามโน้มน้าว ต้องการอย่างยิ่งให้ Nixon กล่าวขอโทษต่อประชาชนชาวอเมริกันในทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้น แต่ตัวเขาไม่ยินยอมพูดคำนั้นออกมา หลีกเลี่ยงเบี่ยงเบนไปใช้คำพูดอื่น

“I gave them a sword, and they stuck it in, and they twisted it with relish.”

ยินยอมรับความผิดแค่ การได้ทำให้ทุกคนรู้สึกผิดหวังรวมถึงตัวเขาเอง แล้วแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาผ่านทางสีหน้า, นี่คือวินาทีที่เป็นจุดจบของชายชื่อ Nixon แม้จะเป็นการเตรียมตัวอย่างดีเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ของตนเอง แต่คนส่วนใหญ่มองว่า นั่นเป็นเพียงข้ออ้างแก้ต่าง
– ผลสำรวจ 69% มองว่า Nixon ยังคงพยายามปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่าง
– 72% เชื่อว่า Nixon มีความผิดข้อหาใช้อำนาจในทางที่ผิด
– 75% บอกว่า Nixon ไม่สมควรมีบทบาทใดๆที่เกี่ยวกับสังคม/สาธารณะชนอีกต่อไป

แล้วมันเป็นชัยชนะอย่างไรของ Frost?, เขาพยายามอย่างสุดความสามารถในการที่จะต้อนให้ Nixon ยินยอมรับความผิดของตนเอง และกล่าวขอโทษต่อชาวอเมริกัน แต่ท่านอดีตปธน. กลับปฏิเสธไม่พูด ยืนกรานว่าตัวเองไม่ผิด ทั้งๆที่หลักฐานมัดตัวขนาดนั้น นี่เรียกว่าหัวชนฝาหน้าด้านๆ คือความพ่ายแพ้แบบย่อยยับเยิน

ว่ากันว่า Frost ได้กำไรจากสปอนเซอร์และสถานี CBS สูงถึง $1 ล้านเหรียญ นี่หักลบต้นทุนที่จ่ายเป็นค่าตัว Nixon สูงถึง $600,000 เหรียญ เรียบร้อยแล้วนะ ซึ่งอาชีพของเขาหลังจากนี้ก็มีแต่รุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาลย์ขึ้นเรื่อยๆ และได้รับแต่งตั้งเป็น Sir David Paradine Frost เมื่อปี 1993

Howard สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ในช่วงปลายยุคสมัยของประธานาธิบดี George W. Bush (2001 – 2009) เมื่อชาวอเมริกันเริ่มเกิดความเหนื่อยหน่ายเอือมระอาต่อชายคนนี้ ทำอะไรไม่เป็นที่น่าพึงพอใจเลยสักอย่าง ตอนได้ตำแหน่งสมัยสองแบบบุญพาวาสนาส่งจริงๆ เพราะหลังจากเกิด 9/11 โต้ตอบความรุนแรงด้วยสงครามกับ Iraq โดยพลัน แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรต่อได้จริงๆ ราวกับว่ามีแนวโน้มกำลังจะกลายเป็น Nixon คนที่สอง แต่ก็โชคดีรอดตัวอยู่ได้จนจบสิ้นยุคสมัยของตนเอง

ด้วยทุนสร้างสูงถึง $25 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกาได้เพียง $18.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $27.4 ล้านเหรียญ นี่แปลว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้สนใจเรื่องราวของ Nixon กันอีกต่อไปแล้ว

เข้าชิง Oscar 5 สาขา ไม่ได้สักรางวัล ประกอบด้วย
– Best Picture
– Best Directing
– Best Actor (Frank Langella)
– Best Writing, Adapted Screenplay
– Best Film Editing

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนังอย่างยิ่ง ในไดเรคชั่นนำเสนอพัฒนาการของการสัมภาษณ์ ที่แม้ค่อนข้างทำความเข้าใจยากพอสมควร แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการต่อยมวย มันเป็นอารมณ์กดดันถึงขีดสุด โดยเฉพาะยกสุดท้าย หมัดต่อยหมัด เอากันให้ตายไปข้าง, นี่อาจเฉพาะคนที่มองเห็นภาพรวมและเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเท่านั้นนะครับ ถ้าคุณสามารถไปได้ถึงจุดนั้น ก็จักเห็นคุณค่าความลึกล้ำของการสัมภาษณ์ครั้งนี้ที่ทรงคุณค่ายิ่งในประวัติศาสตร์จริงๆ

แนะนำกับคอหนังการเมือง กำลังศึกษามีความใคร่สนใจประวัติศาสตร์อเมริกาช่วงปธน. Richard Nixon, แฟนผู้กำกับ Ron Howard, นักแสดงนำ Frank Langella, Michael Sheen, Kavin Bacon, Sam Rockwell ไม่ควรพลาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีกร นักข่าว ผู้ทำงานสื่อมวลชนทั้งหลาย ศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจ นำไปปรับใช้ในสายวิชาชีพ ถือว่ามีประโยชน์ยิ่ง

จัดเรต 13+ กับการปะทะทางคารมที่แม้ไม่หยาบคาย แต่มีอารมณ์ความรุนแรงยิ่ง

TAGLINE | “Frost/Nixon คือการแลกหมัดอย่างทรงพลังระหว่าง Frank Langella และ Machael Sheen โดยมีผู้กำกับ Ron Howard เป็นพี่เลี้ยงอยู่เบื้องหลัง”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of