Guess Who’s Coming to Dinner (1967)

Guess Who's Coming to Dinner

Guess Who’s Coming to Dinner (1967) hollywood : Stanley Kramer ♥♥♥♡

ณ จุดล่มสลายของ Hays Code ตามด้วยศาลสูงอเมริกันสั่งยกเลิก Anti-Miscegenation Laws และหลายรัฐยินยอมให้มีการแต่งงานระหว่างคนผิวขาว-ผิวสี, Guess Who’s Coming to Dinner คือภาพยนตร์ที่คุณไม่จำเป็นต้องทายว่าใครจะมาร่วมทานอาหารมื้อเย็น แต่อาจคาดเดาไม่ถูกว่าสองคู่รัก Sidney Poitier กับ Katharine Houghton จะได้รับคำอนุญาตจากพ่อ-แม่ Spencer Tracy กับ Katharine Hepburn ให้แต่งงานกันหรือเปล่า

เกร็ดน่าเศร้าของหนัง นี่คือผลงานการแสดงเรื่องสุดท้ายของ Spencer Tracy เสียชีวิตหลังถ่ายทำหนังเสร็จเพียง 17 วัน และแม้ Katharine Hepburn จะคว้า Oscar: Best Actress เป็นตัวที่สอง แต่มิเคยทำใจรับชมได้ อุทิศรางวัลนี้มอบให้กับคนรัก ที่แม้ไม่ได้แต่งงานหย่าขาดภรรยาเก่า แต่อยู่กินอาศัยร่วมกันมากว่า 26 ปี

มันมีวินาทีหนึ่งช่วงท้าย ระหว่างที่ตัวละครของ Tracy พูดพร่ามสาธยายความรู้สึกภายในพรั่งพรูออกมา เขาหันไปมองตัวละครของ Hepburn ยิ้มให้กันด้วยสายตา ราวกับจะบอกรักเธอเป็นครั้งสุดท้าย (ในโลกภาพยนตร์) ถ้าคุณรับรู้เรื่องการเสียชีวิตของ Tracy ก่อนรับชมหนังเรื่องนี้ เชื่อว่าจะสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ถ่ายทอดออกมาจากเบื้องลึกในจิตใจของพวกเขาจริงๆ

ปี 1967 คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Hollywood เพราะการล่มสลายของ Hays Code ข้อตกลงยึดถือปฏิบัติร่วมกันของผู้สร้างภาพยนตร์ตั้งแต่ทศวรรษ 30s มีข้อหนึ่งห้ามนำเสนอ

Miscegenation (sex relationships between the white and black races);

นี่สะท้อนถึงความ Racism ของชาวอเมริกัน ในการแบ่งแยกกีดกันเชื้อชาติพันธุ์ของมนุษย์ ไม่ต่างอะไรจากอินเดียรังเกียจจัณฑาล หรือนาซีเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว

ซึ่งเมื่อความนิยมน่าเชื่อถือของ Hays Code เสื่อมถอยสิ้นสภาพลงไปตามกาลเวลา ประจวบกับเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 1967 ศาลสูงได้ออกคำสั่งยกเลิกกฎ Anti-Miscegenation (ไม่อนุญาตให้มีการแต่งงานข้ามเชื้อชาติพันธุ์) ที่หลงเหลืออยู่แค่ในรัฐ Virginia เพราะมองว่าเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ ผิดหลักเสรีภาพของมนุษย์ จึงถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญในการเรียกร้องสิทธิเสมอภาคเท่าเทียมของชาว African-American ประจักษ์ต่อชาวโลก

แต่นี่ก็ไม่ได้แปลว่า เมื่อกฎหมายอนุญาตผ่านแล้ว จิตใจของผู้คนจะสามารถแปรเปลี่ยนตามได้โดยทันที ต้องใช้เวลาอีกก็ไม่รู้เท่าไหร่ ปีปัจจุบัน 2018 ก็ยังคงพบเห็น Racism มากมายเต็มไปหมด แต่ปริมาณน่าจะลดน้อยกว่าก่อนมากๆแล้ว

Stanley Earl Kramer (1913 – 2001) ผู้สร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Manhattan, New York City ในชุมชน Hell’s Kitchen ขึ้นชื่อเรื่องกลุ่มแก๊งค์อันธพาล ครอบครัวเป็นชาว Jews แม่ทำงานเป็นพนักงานใน Paramount Picture ส่วนลุงอยู่ Universal Pictures, โตขึ้นเข้าเรียน New York University เป็นสมาชิกของ Pi Lambda Phi ระหว่างนั้นทำงานเป็นนักเขียน คอลัมนิสต์ เก็บเงินส่งเสียตัวเองเรียนกฎหมายจนจบ

สมัครเป็นทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อยู่หน่วย Signal Corps มีโอกาสร่วมงานสร้างภาพยนตร์ชวนเชื่อกับ Frank Capra, Anatole Litvak จนได้ยศ First Lieutenant จบออกมาหางานไม่ได้เลยเปิดสตูดิโอสร้างหนังเสียเอง เริ่มต้นจากเป็นโปรดิวเซอร์ So This Is New York (1948), Champion (1949) ฯ

ในยุคที่โปรดิวเซอร์เป็นใหญ่สุดของการสร้างหนัง Kramer ได้ปฏิวัติทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับระบบสตูดิโอ ในแนวทางเรียกว่า Independent (หรือหนัง Indy นั่นเอง) โปรดิวเซอร์ให้เสรีภาพแก่ผู้กำกับอย่างเต็มที่ ไม่เรื่องมากจู้จี้ขี้บ่น แต่ก็มีการถกเถียงกันบ้าง แต่เน้นต่อรองประณีประณอมมากกว่าถึงขั้นหัวเด็ดตีนขาด, นี่ทำให้ขนาดผู้กำกับมากประสบการณ์ Fred Zinnemann ย้องต้องพูดเอ่ยปากชมการทำงานในฐานะโปรดิวเซอร์ของ Kramer หลังจากการร่วมงานเรื่อง The Men (1950) และ High Noon (1952)

“They struck me as being enormously efficient. Kramer was very inventive in finding quite unlikely sources of finance … This method of outside financing … was truly original and far ahead of its time. There were no luxurious offices, no major-studio bureaucracy, no small internal empires to be dealt with, no waste of time or effort … I was enthusiastic about this independent setup and the energy it created.”

Kramer เริ่มต้นกำกับภาพยนตร์ด้วยตัวเอง หลังออกจากภายใต้ร่มเงาของ Columbia Pictures เรื่อง Not as a Stranger (1955) นำแสดงโดย Olivia de Havilland, Robert Mitchum, Frank Sinatra แม้ยังเป็นการลองผิดลองถูก เสียงวิจารณ์ก้ำกึ่ง แต่ทำเงิน Smash Hit

ความสนใจของ Kramer สร้างภาพยนตร์ที่เรียกว่า ‘Message film’ หรือ Social Problem นำเสนอปัญหาของสังคม บริบทที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะใน Hollywood อาทิ
– Racism การเหยียดผิว/สัญชาติ เรื่อง The Defiant Ones (1958), Guess Who’s Coming to Dinner (1967)
– สงครามนิวเคลียร์ เรื่อง On the Beach (1959)
– creationism vs. evolution เรื่อง Inherit the Wind (1960)
– Fascism เรื่อง Judgment at Nuremberg (1961)
– ทุนนิยม เรื่อง It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963)
ฯลฯ

สำหรับ Guess Who’s Coming to Dinner หวนกลับมาร่วมงานกับ William Rose (1918 – 1987) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ที่เคยมีผลงานกันเรื่อง It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963) นำสิ่งที่กำลังเป็นประเด็นสังคมขณะนั้น ระหว่างรอการตัดสินของศาลสูงระหว่าง Loving v. Virginia ไม่ว่าฝั่งฝ่ายไหนจะได้รับชัย แต่ ‘ความรักชนะทุกสิ่ง’

เหมือนว่าบทหนังเขียนขึ้นตั้งแต่เริ่มมีการฟ้องร้องขึ้นศาลเป็นประเด็นข่าวใหญ่โต ถ่ายทำเสร็จก่อนหน้าประกาศผลประมาณ 2 เดือน Tracy เสียชีวิตวันที่ 10 มิถุนายน และศาลตัดสิน 12 มิถุนายม ทำให้น่าเสียดายที่หนังมิอาจแก้ไขปรับปรุงคำพูดตอนจบให้กลายเป็นปัจจุบันได้ (แต่ผมว่าถ้าแก้ตอนจบ อาจส่งผลกระทบต่อหนังทั้งเรื่องเลยนะ)

พื้นหลังปี 1967, เรื่องราวของ Joanna Drayton (รับบทโดย Katharine Houghton) เดินทางกลับบ้านที่ San Francisco ตั้งใจมาเซอร์ไพรส์ครอบครัว เพื่อบอกว่าตนเองกำลังจะแต่งงานกับ Dr. John Prentice (รับบทโดย Sidney Poitier) ที่เป็นคนผิวสี แต่สิ่งที่คาดคิดไม่ถึงคือ พ่อ Matt Drayton (รับบทโดย Spencer Tracy) และแม่ Christina Drayton (รับบทโดย Katharine Hepburn) กลับอ้ำอึ้งพูดบอกไม่ถูก มิอาจแสดงความรู้สึกเห็นด้วยหรือปฏิเสธ ออกมาได้โดยทันที

Spencer Tracy (1900 – 1967) นักแสดงภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Milwaukee, Wisconsin, ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ด้วยปัญหาสุขภาพเลือกจะร่วมงานเฉพาะกับ Stanley Kramer จาก 4 ใน 5 เรื่องสุดท้าย ประกอบ Inherit the Wind (1960), Judgment at Nuremberg (1961), It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963) และ Guess Who’s Coming to Dinner (1967)

รับบท Matt Drayton น่าจะเป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง แม้ตัวเขาจะเคยพูดกล่าวสนับสนุนเห็นด้วยกับความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคม แต่เมื่อมาพบเจอเรื่องแบบนี้เข้ากับตนเอง ลูกสาวแต่งงานกับคนผิวสี ก็ถึงกับกระอึกกระอัก ด้วยเวลาที่น้อยเกินไป มิอาจครุ่นคิดทำความเข้าใจยอมรับสิ่งปัจจุบันทันด่วนนี้ได้

สภาพร่างกายของ Tracy ทรุดโทรมอย่างนักในช่วงปีท้ายๆ ป่วยสารพัดโรค แต่เพราะมี Hepburn อยู่ใกล้ๆมองตาก็รู้ใจ ดูแลกันและกันเป็นอย่างดี, ผู้กำกับ Kramer ก็มีความหวาดหวั่นวิตกในการทำงานร่วมกัน ถึงขนาดทำประกันเผื่อไว้ ถ้า Tracy เสียชีวิตก่อนการถ่ายทำเสร็จสิ้น จะได้มีงบประมาณว่าจ้างนักแสดงแทนคนใหม่ แต่ครานี้กลับหาบริษัทประกันยินยอมรับความเสี่ยงไม่ได้เลย ทำให้เขาและ Hepburn ควักเงินส่วนตัวค้ำประกันกับสตูดิโอไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน (โชคยังดีที่ถ่ายทำเสร็จทัน)

Hepburn จะเป็นคนดูแล Tracy อย่างใกล้ชิด รับรู้สภาพร่างกายของคนรักอย่างดี วันไหนแข็งแรงก็สามารถถ่ายทำฉากใหญ่ๆได้ บางวันป้อแป้ร่อแร่ ถ่ายไม่ถึงชั่วโมงก็เลิกกองแล้ว, แม้ร่างกายจะย่ำแย่ขนาดนี้ แต่ต้องชมเลยว่า Tracy มอบการแสดงที่ทรงพลังผ่านทางคำพูด และสายตาที่หลบซ่อนอยู่ในแว่น(ไร้เลนส์) เต็มไปด้วยความปั่นป่วนพลุกพร่าน สับสนวุ่นวาย แต่ไฮไลท์อยู่ที่แววตาแห่งความรัก จับจองมอง Hepburn อย่างหวานแหวน คำขอบคุณที่ไม่ต้องพูดบอกออกมา แต่รับรู้ได้จากใจ

วันที่เสียชีวิต Tracy ตื่นขึ้นประมาณตี 3 ลุกขึ้นมาชงชา สักพัก Hepburn ลุกขึ้นตามมาด้วย ขณะกำลังถึงห้องครัวได้ยินเสียงแก้วแตก พบเห็นร่างอันไร้วิญญาณของคนรัก จากอาการหัวใจล้มเหลว (Heart Attack)

“He looked so happy to be done with living, which for all his accomplishments had been a frightful burden for him.”

Katharine Houghton Hepburn (1907 – 2003) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Hartford, Connecticut สมัยเด็กตัดผมสั้นเรียกตัวเองว่า Jimmy มีนิสัยทอมบอย ชื่นชอบว่างน้ำ ขี่ม้า ตีกอล์ฟ เล่นเทนนิส แต่ไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือเท่าไหร่ สนใจการแสดงเพราะจะได้ไม่ต้องเข้าโรงเรียน กลายเป็นนักแสดงละครเวทีจนไปเข้าตาแมวมองของ Hollywood จับมาเซ็นสัญญากับ RKO ภาพยนตร์เรื่องแรก A Bill of Divorcement (1932), ยังไม่ทันไรก็คว้า Oscar: Best Actress ตัวแรกจากเรื่อง Morning Glory (1933)

สิ่งที่ทำให้ Hepburn กลายเป็นอมตะ ติดอันดับ 1 ของ AFI’s 100 Years…100 Stars: Female Legends ก็เพราะเธอผ่านช่วงเวลาทั้งประสบความสำเร็จ-ล้มเหลว อยู่หลายครั้ง ช่วงปี 1934 – 1938 ได้รับฉายา ‘box office poison’ ก็นึกว่าคงจบสิ้นแล้ว แต่สามารถหวนกลับมาโด่งดังเรื่อง The Philadelphia Story (1940), ใช้เวลา 34 ปี ถึงคว้า Oscar: Best Actress ตัวที่สอง Guess Who’s Coming to Dinner (1967) และสามในปีถัดไป The Lion in Winter (1968) ก่อนปิดท้ายกลายเป็นสถิติครั้งที่สี่กับ On Golden Pond (1981)

Hepburn มีโอกาสพบเจอร่วมงานกับ Tracy ครั้งแรก Woman of the Year (1941) แม้ว่าก่อนหน้านั้น Tracy จะแต่งงานกับ Louise Treadwell มีลูกด้วยกันสองคน แต่เพราะความอึดอัดทรมานใจโทษตนเองที่ลูกคนแรกหูหนวก จึงออกจากบ้านตั้งแต่ปี 1933 ไม่เคยหย่า, หลังจากทั้งสองพบเจอก็ตกหลุมรัก อุทิศตัวให้แก่กัน อาศัยอยู่ร่วมชายคา 26 ปี แสดงภาพยนตร์คู่ขวัญ 9 เรื่อง

รับบทแม่ Christina Drayton เจ้าของ Art Gallery ผู้มีความชื่นชอบงานศิลปะ เป็นคนใจกว้างเปิดรับ ใช้ความรู้สึกของตนเองเป็นสิ่งตัดสิน (ลูกจ้างมาเสือกจุ้นเรื่องส่วนตัว ก็ไล่ออกสถานเดียว) สนความสุขของลูกสาวมากกว่าสิ่งอื่นใด แม้แรกๆเหมือนจะไม่เห็นด้วย แต่เมื่อนั่งลงไม่นานจากนั้นก็เริ่มทำใจได้ พยายามโน้มน้าวสามีให้เปลี่ยนแปลงตาม แต่ก็รับรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนิด

เกินครึ่งเรื่องเลยนะที่เห็นน้ำตาของ Hepburn เป็นประกายสะท้อนแสงแสงไฟดวงที่สอง ก็ไม่รู้ถ่ายทอดอารมณ์ไหนออกมา สงสารสิ่งที่ตัวละครพบเจอ หรือทุกข์ทรมานรวดร้าวใจแทนคนรัก Tracy แต่สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นมากๆ คือรอยยิ้มที่เมื่อเห็นเด็กๆมีความสุขในรัก ตัวเองก็เกิดความอิ่มเอบเปรมปรีดา

ผมรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่บทโดดเด่นมากนักของ Hepburn จริงๆก็ไม่น่าได้รางวัลสักเท่าไหร่ เจ้าตัวไม่ได้เข้าร่วมด้วยนะ เป็นผู้กำกับ George Cukor รับรางวัลแทน (ตัวเต็งปีนั้นคือ Faye Dunaway กับ Anne Bancroft) แต่อารมณ์คงประมาณตอบมอบ Oscar ตัวที่สามให้ Meryl Streep มันทิ้งช่วงระยะเวลานานเกินไปแล้ว มอบๆรางวัลให้อีกสักทีเถอะ จะได้รู้สึกว่า Academy ไม่ได้ทอดทิ้งนักแสดง

Sir Sidney Poitier (เกิดปี 1927) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เชื้อสาย Bahamian เกิดที่ Miami, Florida เห็นว่าบรรพบุรุษเคยเป็นทาสใช้แรงงาน โตขึ้นเมื่อมีโอกาสเข้าเมืองใหญ่ เกิดความหลงใหลในเทคโนโลยี รถยนต์ ไฟฟ้า ตู้เย็น และภาพยนตร์ อายุ 16 มุ่งสู่ New York ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ ล้างจาน ได้รับการช่วยเหลือจนอ่านออกเขียนได้ กลายเป็นนักแสดงใน American Negro Theater แรกๆไม่ได้รับการยอมรับเพราะ Tone Deaf ร้องเพลงไม่ได้ แต่ก็ฝึกหัดการแสดงด้วยตนเองจนเก่ง ได้รับบทนำละครเวที Broadways เข้าตาโปรดิวเซอร์ Darryl F. Zanuck จับเซ็นสัญญาแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก No Way Out (1950), โด่งดังกับ The Defiant Ones (1958), กลายเป็นนักแสดงผิวสีคนแรกที่คว้า Oscar: Best Actor จากเรื่อง Lilies of the Field (1963), ผลงานเด่นอื่นๆ A Patch of Blue (1965), In the Heat of the Night (1967), Guess Who’s Coming to Dinner (1967) ฯ

รับบท Dr. John Wayde Prentice Jr. ชายผิวสีที่ดีพร้อมทุกสิ่งอย่าง อาชีพเป็นหมอทำงานหลายๆที่/การกุศล จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก ชีวิตครอบครัวเคยแต่งงานภรรยามีลูกหนึ่ง แต่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ก็ไม่ได้คาดหวังจะพบเจอใครตกหลุมรักอีก แม้ผู้หญิงคนใหม่นี้จะผิวขาว ก็สะท้อนนิยามความรักของเขาไม่ใช่แค่สิ่งภายนอก

ผู้กำกับ Kramer จงใจให้ตัวละครนี้มีลักษณะ ‘Perfect Nigro’ พื้นหลังดีเยี่ยมไร้ที่ติ นั่นทำให้ข้อครหากังขาเดียวที่ครอบครัวของฝ่ายหญิงจะปฏิเสธได้ เพราะเขาคือคนผิวสีเท่านั้น

Poitier ที่แม้จะคว้า Oscar: Best Actor มาครองได้แล้ว แต่เมื่อพบเจอกับทั้ง Tracy และ Hepburn รู้สึกถูกข่ม ‘intimidated’ เรียกพวกเขาว่า ‘giants’ เวลาต้องแสดงต่อหน้ามือไม้ปากสั่น จดจำบทพูดไม่ค่อยได้ ผู้กำกับเลยถามว่าจะให้ทำอย่างไร เลยขอให้ทั้งสองกลับบ้านไป ตัวเองแสดงต่อหน้าเก้าอีกเปล่าๆ

“When I went to play a scene with Tracy and Hepburn, I couldn’t remember a word. Finally Stanley Kramer said to me, ‘What are we going to do?’ I said, ‘Stanley, send those two people home. I will play the scene against two empty chairs. I don’t want them here because I can’t handle that kind of company.'”

ต้องถือว่าคาดไม่ถึงจริงๆนะ เพราะ Poitier ถือว่าเป็นโคตรนักแสดงผิวสีคนหนึ่ง แต่ตัวจริงที่ใครๆต่างมักมองว่า ‘perfect’ กลับห่างไกลความสมบูรณ์แบบนั้นนัก หลายครั้งดูฝืนๆเกร็งๆ ว่าไปก็เข้ากับธรรมชาติของตัวละครดี

Katharine Houghton (เกิดปี 1945) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน หลานของ Katharine Hepburn เกิดที่ Hatford, Connecticut เรียนจบจาก Sarah Lawrence College สาขาศิลปะและปรัชญา เห็นว่าน้า (Hepburn) ช่วงผลักดันให้เธอได้รับบท นอกจากใบหน้าที่คล้ายกัน ยังมีความสนิทสนมคุ้นเคยเป็นอย่างดี

รับบท Joanna ‘Joey’ Drayton หญิงสาวที่มีความน่ารักสดใสสมวัย ดูแล้วคงได้รับการเลี้ยงดูอย่างตามใจ ซึ่งเมื่อพบเจอตกหลุมรักใคร ต่างก็หลงใหลคลั่งไคล้ ต้องการให้ได้แบบไม่คาดที่จะผิดหวัง

สำนวนเปรียบเทียบตัวละครนี้ได้ตรงสุด ‘Love is like a hurricane.’ ก็ไม่รู้พวกเขาตกหลุมรักอะไรกัน แต่เธอก็มีลักษณะของ ‘Perfect Daughter’ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียม และเหตุผลที่ครอบครัวฝ่ายชายจะปฏิเสธ ก็มีเพียงเพราะสีผิวขาวเท่านั้น

การแสดงของ Houghton ไม่มีอะไรมากนอกจากความน่ารักสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งหลังจากนี้ก็มีผลงานภาพยนตร์อีกไม่มากเท่าไหร่ มุ่งเน้นแสดงละครเวที Broadway เป็นส่วนใหญ่

ถ่ายภาพโดย Sam Leavitt (1904 – 1984) ขาประจำของ Kramer คว้า Oscar: Best Cinematography จากเรื่อง The Defiant Ones (1958) ผลงานอื่นๆอาทิ A Star Is Born (1954), Anatomy of a Murder (1959), Cape Fear (1962) ฯ

หนังทั้งเรื่องกึ่งบังคับให้ต้องถ่ายทำในสตูดิโอ แม้แต่ฉากขับรถเล่นไปกินไอศครีม ทั้งๆที่ก็ไม่ได้จำเป็นถึงขนาดต้องใช้ Rear Projection แต่เพราะร่างกายของ Tracy ไปไหนมาไหนไกลไม่ไหวแล้ว เลยจำเป็นต้องช่วยเหลือกันแบบสุดๆ

บ้านของครอบครัว Drayton คิดว่าพื้นหลัง San Francisco รับอิทธิพลจากหนังเรื่อง High and Low (1963) ใช้การสร้างโมเดลขนาดเล็กๆขึ้นมา ไม่ใช่ภาพวาด Matte Painting หรือฉาย Rear Projection เพราะเห็นถนนมีรถวิ่ง แสงไฟยามค่ำคืน ฯ นั่นน่าจะเกิดจากกลไกลูกเล่นบางอย่างแน่ๆ

ส่วนใหญ่ของหนังเป็นภาพ Medium-Shot และ Close-Up กับตัวละคร นี่ถือเป็นความเชี่ยวชาญสไตล์เด่นของผู้กำกับ Kramer มีการเคลื่อนไหวไปมา บางครั้งก็ใช้การตัดสลับ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเรื่องราวขณะนั้น, ไฮไลท์คงคือการ Close-Up ปฏิกิริยาสีหน้าของตัวละครทั้งหลาย เมื่อรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น (ขอไม่นำรูปมาขึ้นแล้วกันนะครับ เพื่อจะได้ไปอึ้งทึ่งกับสีหน้าของแต่ละคน ผมกลั้นหัวเราะออกมาไม่ได้ทุกครั้งเลย)

ชื่นชอบสุดก็ไดเรคชั่นตอนกล่าวสุนทรพจน์ท้ายเรื่องของพ่อ กล้องมีการหมุนไปรอบๆจากด้านหลังผู้ฟัง และช่วงนาทีสุดท้ายของคำตอบ กล้องหมุนรอบระดับ Close-Up ใบหน้าของ Tracy มีนัยยะถึงเวียนวนวัฏจักรชีวิต ก่อนที่ตนเองจะแก่หงำในปัจจุบัน ก็เคยเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวตกหลุมรัก เลยคิดได้อยากให้พวกเขาครองคู่อยู่ร่วมกัน

สำหรับช็อตสุดท้ายของหนัง (ขึ้นพร้อม End Credit) เป็น Long-Take เริ่มถ่ายจากห้องนั่งเล่น ให้พวกเขาทุกตัวละครเดินเข้าไปนั่งในโต๊ะอาหาร ภาพจะค้างตรงประตูดูเหมือนกรอบรูปแห่งความทรงจำ แต่อาหารเย็นยังไม่ทันเริ่มเสิร์ฟก็ตัดจบไปเสียแล้ว

(จริงๆผมแอบหวังให้ตอนจบ พวกเขาแต่งงานกันตรงนี้เลยนะ เพราะบาทหลวงก็มาร่วมแจมอาหารเย็นด้วย น่าจะให้มีบทตบท้ายตรงนี้สักหน่อย)

ตัดต่อโดย Robert C. Jones ขาประจำของ Arthur Hiller เคยร่วมงานกับ Kramer สามครั้ง It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963), Ship of Fools (1965) และ Guess Who’s Coming to Dinner (1967)

เรื่องราวเกิดขึ้นประมาณครึ่งวันเท่านั้น ไม่ได้ใช้มุมมองใครเป็นพิเศษ แต่มีการสลับไขว้ไปมา แทบทุกตัวละครจะมีช่วงการสนทนาแบบตัวต่อตัว อาทิ Poitier-Houghton, Tracy-Hepburn, Poitier-Tracy, Houghton-Hepburn (เหมือนจะไม่มี Poitier-Hepburn) ซึ่งพอครอบครัวฝั่งลูกเขยเดินทางมาถึง ก็จะมีขณะ พ่อ-พ่อเขย แม่-แม่เขย และ พ่อ-แม่เขย (ไม่มี แม่-พ่อเขย)

ต้องชมเลยว่าการลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมีความต่อเนื่องสูงมากๆ ซึ่งการเปลี่ยนคู่สนทนา มักหาเรื่องอะไรสักอย่างมาขัดจังหวะ ให้ดูมีความลื่นไหลอยู่เสมอ จนแทบไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้ว (แต่ก็คงไม่นาน เพราะหนังมีแต่บทสนทนา ไม่ค่อยมีเวลาว่างๆสักเท่าไหร่)

สำหรับไคลน์แม็กซ์เกือบๆสิบนาทีของการกล่าวสุนทรพจน์ ก็ไม่ได้แค่จับจ้องใบหน้าของ Tracy เท่านั้น มีการตัดให้เห็นปฏิกิริยาของผู้ฟังหลายครั้ง ในจังหวะที่อารมณ์บางอย่างมันเอ่อล้นออกมาด้วย

เพลงประกอบโดย Frank De Vol นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกา เข้าชิง Oscar 4 ครั้งไม่เคยได้จาก Pillow Talk (1959), Hush… Hush, Sweet Charlotte (1964), Cat Ballou (1965), Guess Who’s Coming to Dinner (1967)

บทเพลงเต็มไปด้วยสัมผัสของความคลาสสิก ฟังแล้วเกิดความเคลิบเคลิ้มหลงใหล มักดังขึ้นช่วงไร้ซึ่งบทพูดสนทนา ใช้เติมเต็มเรื่องราวบรรยากาศหนังได้อย่างลงตัว

ผมก็ไม่รู้ชื่อเพลงอะไรนะ มากับท่าเต้นวัยรุ่นสุดแนว นี่ทำให้ผมนึกถึง It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World ขึ้นมาทันทีเลยละ น่าจะถือว่าเป็นลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Kramer ได้เลยมั้งเนี่ย!

สำหรับบทเพลงคำร้อง Glory Of Love (1936) แต่งโดย Billy Hill ต้นฉบับขับร้องโดย Helen Ward ร่วมกับวงออเครสต้าของ Benny Goodman ติดชาร์ท US Billboard Hot Rhythm & Blues Songs อันดับ 1 ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์, ส่วนที่ใช้ในหนังขับร้องโดย Jacqueline Fontaine

ขอนำเอาต้นฉบับ R&B สุดมันส์อยากลุกขึ้นมาเต้นให้ฟัง เป็นหนึ่งในเพลงโปรดของ Benny Goodman ที่ผมชื่นชอบมากๆ, แต่ฉบับหนังก็ชอบนะ แค่มันคนละอารมณ์กันเลย โรแมนติกหวานแหวน ถ้าไม่ได้ยินคำร้องอาจนึกว่าคนละเพลงกัน

แม้หนังเรื่องนี้จะสร้างขึ้นก่อนศาลสูงจะตัดสินยกเลิกกฎหมาย Anti-Miscegenation Laws แต่ใจความสำคัญยังคงเดิม ‘ความรักไม่ใช่เรื่องของเพศ/สีผิว/เชื้อชาติพันธุ์ แต่คือสิ่งที่มนุษย์สองคนมีให้ต่อกัน’ ไม่ว่าอะไรก็มิอาจหักห้ามความต้องการของพวกเขาได้

ผมค่อนข้างเชื่อตามคำพูดหนึ่งของตัวละครว่า ความแตกต่างของคนสอง จะคือความพิเศษยั่งยืนที่พวกเขามีให้กัน เพราะมันไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอกที่ตกหลุมรักกัน แต่คือสัมผัสถึงจิตใจภายในของกันและกัน คู่ไหนที่เกิดความเข้าใจได้ระดับนี้ เรียกว่า ‘รักแท้’ คงไม่ผิดกระไร

ผมคิดว่าสิ่งที่พ่อของทั้งสองฝั่ง พยายามหัวรั้นปฏิเสธต่อต้านไว้ก่อน ส่วนหนึ่งอาจคือเรื่องของสีผิว แต่หลักๆเลยน่าจะคือความหวาดวิตกต่อสังคม จะยินยอมรับพวกเขาได้หรือเปล่า/หรือยัง ลูกหลานที่เกิดขึ้นก็ไม่รู้ขาวดำหรือผสม เพื่อนๆจะกลั่นแกล้งไหม เอาตัวรอดได้หรือเปล่า … แต่อนาคตพวกนั้น ก็อย่างที่ได้ข้อสรุปตอนจบ ยังไม่ใช่สิ่งน่าวิตกกังวลในตอนนี้ สองคนรักกัน ผู้ใหญ่มีสิทธิ์อะไรไปควบคุมห้ามอนาคตพวกเขา

เหมือนข่าวไร้สาระหนึ่งที่ผมเห็นแวบๆตามเว็บ พ่อของนักฟุตบอลชื่อดังไม่ชอบแฟนสาวที่เป็นนักแสดง สังคมบ้านเรายังคงมีผู้ใหญ่หัวโบราณที่กีดกัดลูกหลานของตนเองอยู่อีกเหรอเนี่ย! นี่ชวนให้หวนระลึกถึงปรัชญาชีวิตของ คาลิล ยิบราน เกี่ยวกับลูก

บุตรของเธอ…ไม่ใช่บุตรของเธอ
เขาเหล่านั้นเป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิต
เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ
และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ
เธออาจจะให้ความรักแก่เขา แต่ไม่อาจให้ความนึกคิดได้
เพราะว่าเขาก็มีความนึกคิดของตนเอง

เธออาจจะให้ที่อยู่อาศัยแก่ร่างกายของเขาได้
แต่มิใช่แก่วิญญาณของเขา
เพราะว่าวิญญาณของเขานั้น อยู่ในบ้านของพรุ่งนี้
ซึ่งเธอไม่อาจเยี่ยมเยือนได้ แม้ในความฝัน…

เธออาจจะพยายามเป็นเหมือนเขาได้
แต่อย่าได้พยายามให้เขาเหมือนเธอ
เพราะชีวิตนั้นไม่เดินถอยหลัง
หรือห่วงใยอยู่กับวันวาน

เธอนั้นเป็นเสมือนคันธนู
บุตรหลานเหมือนลูกธนูอันมีชีวิต
ผู้ยิงเล็งเห็นที่หมายบนทางอันมิรู้สิ้นสุด
พระองค์จะน้าวเธอเต็มแรง เพื่อว่าลูกธนูจะวิ่งเร็วและไปไกล

ขอให้การโน้มงอของเธอในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์
เป็นไปด้วยความยินดี
เพราะว่าเมื่อพระองค์รักลูกธนูที่บินไปนั้น
พระองค์ก็รักคันธนูซึ่งอยู่นิ่งด้วย

หลายคนอาจไม่สนับสนุนคำพูดของตัวละคร Poitier ขณะย้อนแย้งใส่พ่อของตนเอง

“You listen to me. You say you don’t want to tell me how to live my life. So what do you think you’ve been doing? You tell me what rights I’ve got or haven’t got, and what I owe to you for what you’ve done for me. Let me tell you something. I owe you nothing! If you carried that bag a million miles, you did what you’re supposed to do! Because you brought me into this world. And from that day you owed me everything you could ever do for me like I will owe my son if I ever have another. But you don’t own me!”

นี่คือสัจธรรมชีวิตที่เหมือนจะอ้างอิงจากแนวคิดของคาลิล ยิบราน เลยนะ ลูกที่คิดได้เช่นนี้ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนอกตัญญูเลวชั่วประการใด แต่คืออภิชาตบุตรผู้ซึ่งเข้าใจชีวิตและวิถีของโลกมากกว่าพ่อ-แม่ ตนเองเสียอีก น่ายกย่องสรรเสริญด้วยซ้ำไป

“I’m your son. I love you. I always have and I always will. But you think of yourself as a colored man. I think of myself as a man.”

ผมพยายามเปิดโลกทัศน์ตัวเองในจุดนี้มาตั้งแต่อ่านปรัชญาชีวิต ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนกลายเป็นผู้ใหญ่ พ่อคนจริงๆ จะสามารถยินยอมรับแนวคิดนี้ได้หรือเปล่า แต่ก็ไม่น่ายากอะไรนะ เพราะถ้าตอนนี้จิตใจเราเปิดออก โตขึ้นมันจะปฏิเสธปิดกั้นเรื่องพรรค์นี้ได้อย่างไร

ด้วยทุนสร้าง $4 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกา $56.7 ล้านเหรียญ กำไรเน้นๆ, เข้าชิง Oscar 10 สาขา คว้ามา 2 รางวัล
– Best Picture
– Best Director
– Best Actor (Spencer Tracy)
– Best Actress (Katharine Hepburn) ** คว้ารางวัล
– Best Supporting Actor (Cecil Kellaway) [รับบทแม่เขย]
– Best Supporting Actress (Beah Richards) [รับบทบาทหลวง]
– Best Writing, Story and Screenplay – Written Directly for the Screen ** คว้ารางวัล
– Best Art Direction-Set Decoration
– Best Film Editing
– Best Music, Scoring of Music, Adaptation or Treatment

เรื่องที่คว้า Oscar ปีนั้นคือ In the Heat of the Night (ที่นำแสดงโดย Sidney Poitier) เอาชนะตัวเต็งอย่าง The Graduate และ Bonnie and Clyde ต้องถือว่าเป็นปีที่มีการแข่งขันเข้มขันขับเคี่ยวกันสุดๆเลย

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ หลงใหลในการแสดงของ Tracy, Hepburn, Poitier และไดเรคชั่นของ Kramer ยังคงน่าติดตาม เต็มเปี่ยมด้วยความบันเทิงแฝงข้อคิด แต่ผมมีปัญหาเล็กๆกับบทที่ยังขมวดปมลงไม่ดีเท่าไหร่ หลายประเด็นก็ดูแรงๆ รวมแล้วเลยแค่ยอดเยี่ยมไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ

แนะนำกับคอหนัง Drama, สนใจจุดเปลี่ยนของ Racism, ชื่นชอบผู้กำกับ Stanley Kramer และนักแสดงอย่าง Spencer Tracy, Katharine Hepburn, Sidney Poitier ไม่ควรพลาด

จัดเรต pg กับความอึ้งทึ่งคาดไม่ถึง ติ่ง Racism เล็กๆ แต่ก็คลี่คลายได้ตอนจบ

TAGLINE | “Guess Who’s Coming to Dinner ของผู้กำกับ Stanley Kramer ใครๆคงทายถูกว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่การแสดงของ Spencer Tracy, Katharine Hepburn, Sidney Poitier คงไม่มีใครคาดคิดถึงแน่”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of