Heat (1995)

Heat

Heat (1995) hollywood : Michael Mann ♥♥♥♥

ความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับโจร ว่าไปมีความเร่าร้อนรุนแรง มองตาเข้าใจ ขาดกันไม่ได้ แนบแน่นลึกซึ้งยิ่งกว่าภรรยาคนรักเสียอีก, หักเหลี่ยมเฉือนคมไปกับความระห่ำเดือดของ Al Pacino และ Robert De Niro แถมด้วย Val Kilmer ใครจะอยู่หรือไปในฉากดวลปืนหลังปล้นธนาคารอันบรรลือลั่น

ในโลกอาชญากรรมของผู้กำกับ Michael Mann ตำรวจ-โจรผู้ร้าย แม้จะอยู่ขั้วตรงข้ามกฎหมาย แต่มิได้มีความแตกต่างแม้แต่น้อย หนักแน่นด้วยอุดมการณ์ เก่งกาจในสายอาชีพ ขณะที่ด้านอื่นชีวิตแทบเอาตัวไม่รอดสักอย่าง

คงมีหลายคนรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ วาดเพ้อฝันอยากเป็นตำรวจไล่จับโจรผู้ร้าย บางพวกอาจวางแผนปล้นธนาคารชีวิตจะได้ร่ำรวยสุขสบาย แต่ผมคงไม่ขอเอาด้วยทั้งสองอาชีพ ก็ไม่เห็นมันเท่ห์ดูดีตรงไหน เต็มไปด้วยความขัดแย้งเกรี้ยวกราดรุนแรง จมปลักอยู่กับด้านมืดของสังคม แล้วเมื่อไหร่จะพบทางสงบสายกลางปล่อยวางได้เสียที

แต่ผมคงไม่มีสิทธิ์ไปอารยะขัดขืนเห็นต่างต่อความจำเป็นที่ต้องมีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ดูแลรักษาความสงบของบ้านเมือง เพราะสังคมทุกวันนี้จิตใจมนุษย์ตกต่ำทรามลงอย่างมาก ผู้คนพยายามมองหาช่องโหว่หนทางเอาตัวรอดแบบไม่สนถูกผิดใดๆ ขอให้ฉันได้ผลประโยชน์ส่วนตนสูงสุดไว้ก่อนเรื่องอื่นค่อยว่าตามมา นี่ถือเป็นวิวัฒนาการหนึ่งของโลก สืบเนื่องจากความเจริญด้านวัตถุมาพร้อมความตกต่ำทางจิตใจ อะไรๆมีแต่จะบานปลายเลวร้ายลง อนาคตคงไม่ดีไปกว่านี้ นอกเสียจากจิตใจสามารถปล่อยวางทุกสิ่งอย่างได้เอง

Heat เป็นภาพยนตร์แนวอาชญากรรมระดับ Epic ด้วยความยาว 170 นาที คับคั่งอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวเล่าสลับไปมาระหว่างตำรวจ-โจร แม้จะมีการเผชิญหน้าพบกันระหว่าง Al Pacino และ Robert De Niro แค่เพียงสามฉากไม่ถึง 10 นาที แต่ถือเป็นโคตรไฮไลท์ที่ไม่มีใครยอมใคร มองตาเข้าใจ หักเหลี่ยมเฉือนคม ไม่ฉันก็นายเมื่อถึงจุดสิ้นสุดต้องมีคนตายจากไปข้าง

Michael Kenneth Mann (เกิดปี 1943) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดนที่ Chicago, Illinois ครอบครัวมีเชื้อสาย Russian Jewish โตขึ้นเข้าเรียน University of Wisconsin–Madison หลงใหลในประวัติศาสตร์ ปรัชญา และสถาปัตยกรรม ซึ่งพอดีกับได้มีโอกาสรับชม Dr. Stangelove (1964) คลั่งไคล้อย่างหนักจนเกิดความสนใจด้านนี้จริงจัง ย้ายไปเรียกกำกับภาพยนตร์ที่ London’s International Film Schooll ทำงานโฆษณาอยู่ประเทศอังกฤษถึง 7 ปี สนิทสนมกับ Alan Parker, Ridley Scott, Adrian Lyne กลับมาอเมริกามีโอกาสเขียนบท/กำกับซีรีย์หลายเรื่องหลายตอน อาทิ Hawaii Five-O (1968), Starsky and Hutch (1975-79), Police Story (1976-78), Miami Vice (1984-90), Crime Story (1986-88) ฯ นำเอาประสบการณ์มาสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Thief (1981), ผลงานเด่น อาทิ Manhunter (1986), Heat (1995), The Insider (1999), Collateral (2004) ฯ

สไตล์ของ Mann ตัวละครหลักเป็นผู้ชายที่มีความโดดเด่นในสายอาชีพ ชอบอยู่ตัวคนเดียวหรือถ้ามีครอบครัวก็ร่อแร่ใกล้หย่าร้าง ภายในจิตใจเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวอ้างว้าง ชอบหาหญิงสาวเติมเต็มความโรแมนติก มักมีศัตรูผู้อยู่ขั้วตรงข้ามให้ต้องต่อสู้ขัดแย้ง และลงเอยตอนจบด้วยโศกนาฎกรรมเสมอ

จุดเริ่มต้นของ Heat มาจากการที่ Mann ได้รู้จักร่วมงานกับอดีตนายตำรวจ/สายสืบ Chuck Adamson ตั้งแต่ตอนสร้างซีรีย์ Police Story เล่าให้ฟังถึงการติดตามไล่ล่าอดีตนักโทษ Neil McCauley ที่เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 1964 ร่วมกับพรรคพวกอีก 3 คน ปล้นเงินจากร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในเมือง Chicago กวาดเงินมาได้ $10,000 เหรียญ แต่ขณะหลบหนีถูก Adamson และเพื่อนตำรวจอีก 8 คน ดักสกัดจับ เกิดการต่อสู้ยิงปะทะ หัวขโมยสองคนเสียชีวิตคาที่ อีกหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส McCauley สามารถหลบหนีจากบริเวณนั้นสำเร็จ แต่ภายหลังไปไม่รอดถูกยิงเสียชีวิตที่สนามหญ้าหน้าบ้านตนเอง

เกร็ด: Chuck Adamson ไม่รู้เพราะเมื่อร่วมงานกับ Mann หรือเปล่า หลังลาออกจากอาชีพตำรวจ กลายเป็นนักแสดง/นักเขียน/โปรดิวเซอร์ ประสบความสำเร็จพอตัวจากการสร้างซีรีย์ฉายโทรทัศน์ อาทิ Miami Vice (1984-90), Crime Story (1986 – 88) ฯ ซึ่งใน Heat ยังรับหน้าที่เป็น Technical Advisor ให้อีกด้วย

ผู้กำกับ Mann เริ่มต้นพัฒนาบทหนังเรื่อง Heat จากเรื่องเล่าดังกล่าว ได้จำนวน 180 หน้ากระดาษ ตั้งแต่ปี 1979 ก่อนหน้ากำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Thief (1981) เก็บขึ้นหิ้งไว้เพราะรู้ว่าคงต้องใช้ทุนสูงแน่ เคยนำไปเสนอผู้กำกับ Walter Hill แต่ถูกบอกปัดปฏิเสธ จนกระทั่งความสำเร็จของซีรีย์ Miami Vice และ Crime Story ได้รับโอกาสสร้างซีรีย์เรื่องถัดไปกับ NBC เลยนำเรื่องราวนี้ต้ดโน่นนี่นั่นออก (เหลือประมาณ 1 ใน 3 ของบทดั้งเดิม) กลายเป็นตอน Pilot ชื่อ L.A. Takedown (1989) ความยาว 90 นาที ใช้เวลาถ่ายทำเพียง 19 วัน ผลลัพท์ไม่เป็นที่ถูกใจสตูดิโอเลยถูกล้มพับโปรเจคไป (เห็นว่าเพราะแค่ NBC ไม่ถูกใจนักแสดงนำ ขอให้ Mann คัดเลือกคนใหม่ เจ้าตัวไม่ยินยอมเลยถูกเทกระจาด)

เดือนเมษายน 1994, ผู้กำกับ Mann ได้รับการติดต่อโปรดิวเซอร์ Art Linson สามารถขอทุนสร้าง Heat ได้สำเร็จจาก Warner Bros. ตัดสินใจล้มเลิกโปรเจคชีวประวัติ James Dean ที่กำลังเตรียมการอยู่โดยทันที และติดต่อ Robert De Niro แค่ได้ฟังเรื่องย่อก็ตอบตกลง พอไปเข้าหู Al Pacino แทบไม่คิดมากลังเลอะไร

เรื่องราวของ Neil McCauley (รับบทโดย Robert De Niro) นักโจรกรรมมืออาชีพที่ไม่เคยทิ้งร่องรอยอะไรไว้ให้ติดตามตัวสำเร็จ (Perfect Crime) แต่ครั้งหนึ่งเลือกลูกน้องพลาด Waingro (รับบทโดย Kevin Gage) หัวเสียกับตัวประกันเลยฆ่าปิดปาก ทำให้ต้องมือเปื้อนเลือดและพลั้งเผลอปล่อยให้หนีเอาตัวรอด กลิ่นคาวไปเตะจมูก Lt. Vincent Hana (รับบทโดย Al Pacino) สามารถติดตามอ่านเกมจนพบเจอตัว McCauley และขณะกำลังโจรกรรมธนาคารครั้งสุดท้าย ก็ถูกหนอนบ่อนไส้ทำให้เกิดการต่อสู้ยิงปะทะ ใครจะอยู่หรือไปคงที่ดวงวาสนาล้วนๆแล้วละ

Robert Anthony De Niro Jr. (เกิดปี 1943) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Manhattan, New York พ่อมีเชื้อสาย Irish-Italian ประกาศตนว่าเป็นเกย์หย่าขาดกับแม่ตอน De Niro อายุได้ 2 ขวบ เติบโตขึ้นในบริเวณ Little Italy เคยแสดงละครเวทีงานโรงเรียน รับบทเป็น Cowardly Lion เรื่อง The Wizard of Oz ทำให้เริ่มมีความสนใจด้านนี้ พออายุ 16 มุ่งสู่ HB Studio, Stella Adler Conservatory และ Actors Studio กลายเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของ Lee Strasberg, แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก The Wedding Party (1963) ของผู้กำกับ Brian De Palma แนะนำให้รู้จักจนกลายเป็นขาประจำกับ Martin Scorsese ร่วมงานครั้งแรก Mean Streets (1973) ผลงานเด่นๆ อาทิ The Godfather: Part II (1974) ** คว้า Oscar: Best Supporting Actor, Taxi Driver (1976), The Deer Hunter (1978), Raging Bull (1980) ** คว้า Oscar: Best Actor, Cape Fear (1991), Silver Linings Playbook (2012) ฯ

รับบท Neil McCauley หัวหน้ากลุ่มอาชญากร ผู้มีความเฉลียวฉลาด ช่างสังเกต ปณิธานไหวพริบดีเยี่ยมเป็นเลิศ สุขุมเยือกเย็น สามารถรู้ทันแก้เกม และยึดถือมั่นในหลักการอย่างเคร่งครัด แต่นั่นกลายเป็นจุดอ่อนของเขาเอง ความไม่สามารถอ่อนข้อหรือยินยอมให้อภัยหนอนบ่อนไส้ ถ้าช่วงท้ายเลือกที่จะปล่อยไป ทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างไว้เบื้องหลัง ก็คงไม่ถูกเงามืดของตนเองตามมาทวงคืนเอาชีวิต

หลักการอันหนักแน่นของตัวละครนี้ก็คือชื่อหนัง Heat

“Don’t let yourself get attached to anything you are not willing to walk out on in 30 seconds flat if you feel the heat around the corner”.

การได้พบเจอ Eady (รับบทโดย Amy Brenneman) นักออกแบบ Creative Designer ที่กำลังพยายามสร้างสรรค์ชีวิตของตนเอง ตกหลุมรักแรกพบกับ McCauley ยินรับได้ทุกสิ่งอย่างกับตัวเขา แต่เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ 30 วินาทีนั้น คงทำให้รู้ตัวเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสักนิด ที่จะทำให้จิตใจอันรุ่มร้อนระทมทุกข์ สูญหายไปจากความรู้สึกของตนเองได้

De Niro แสดงบทบาทนี้ไม่มีอะไรใหม่ (ถ้ารับชมผลงานของเขามาเยอะ) แต่ด้วยภาพลักษณ์ สีหน้าท่าทาง Charisma ความเก๋าเกม สามารถทำให้ผู้ชมเชื่อได้อย่างสนิทใจ ชายผู้นี่คือโคตรแห่งอาชญากร มากด้วยประสบการณ์ หนักแน่นเพราะหลักการ และมีความเป็นสุภาพชนมาดเท่ห์ ดูดีมีเกียรติ์ ศักดิ์ศรี น่าเคารพยกย่อง

Alfredo James Pacino (เกิดปี 1940) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เจ้าของ Triple Crown Acting (Oscar, Tony, Emmy) เกิดที่ New York City ครอบครัวมีเชื้อสาย Italian-American ตอนเด็กวาดฝันเป็นนักกีฬาเบสบอล แต่เพราะทำตัวเสเพลกินเหล้าสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ การเรียนก็ไม่ดีชอบสร้างปัญหาต่อยตีเลยหมดอนาคตด้านนั้น ตัดสินใจเลือกการแสดงเข้าเรียน Herbert Berghof Studio ได้อาจารย์ดี Charlie Laughton ช่วยส่งเสริมสี่ปี จนสามารถไปต่อที่ Actors Studio ร่ำเรียน Method Acting จาก Lee Stransberg กลายเป็นนักแสดงละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรกสมทบ Me, Natalie (1969), เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Panic in Needle Park (1971) เข้าตาผู้กำกับ Francis Ford Coppola เลือกมารับบท Michael Corleone กลายเป็นตำนานกับ The Godfather (1972), ผลงานเด่น อาทิ Serpico (1973), Scarecrow (1973), Dog Day Afternoon (1975), Scarface (1983), Dick Tracy (1990), Glengarry Glen Ross (1992), Scent of a Woman (1992) ** คว้า Oscar: Best Actor, Heat (1995) ฯ

รับบท Lt. Vincent Hanna สังกัดหน่วยสืบสวนสอบสวนของ LAPD (Los Angeles Police Department) เป็นผู้มีไหวพริบเฉียบแหลม เฉลียวฉลาดทันคน สามารถครุ่นคิดตามโจรผู้ร้ายได้ถูกต้องเสมอ แต่ไม่ใช่กับ Neil McCauley ต้องคอยติดตามเก็บกวาด และรอคอยช่วงเวลาผิดพลาดถึงจะเผด็จศึกได้ทันท่วงที

ชีวิตครอบครัวของ Hanna ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เริ่มต้นในหนังร่วมรักกับภรรยาคนที่สาม Justine (รับบทโดย Diane Venora) ภายหลังพยายามมีชู้เพื่อให้เขารู้สึกเจ็บแค้นเคืองโกรธ, ลูกติดวัยรุ่นสาว Lauren Gustafson (รับบทโดย Natalie Portman, เป็นผลงานเรื่องที่สองถัดจากแจ้งเกิด Léon: The Professional) เมื่อไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร กรีดแขนตั้งใจจะฆ่าตัวตาย เหล่านี้คือสิ่งที่เขาต้องแลกมาเมื่อทำงานต่อสู้กับอาชญากร

แซว: มีฉากหนึ่งที่ Pacino ดั้นสดขึ้นมาว่า ‘Because she has a great ass!’ สร้างความอึ้งทึ่งช็อค ปฏิกิริยาจริงๆของตัวละครที่รับฟังและผู้ชมก็จะอ้าปากเหวอ

การแสดงของ Pacino หลายครั้งมีความมากเกินไป ทำตาพองโต หน้าตาเป๋อๆ ตะโกนโหวกเหวกขึ้นเสียงคำราม อวดอ้างข่มขวัญไม่เกรงใจใคร (มันทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า ตำรวจแม้งทำเกินหน้าที่ไปไกลเว่อ) ทั้งนี้ทั้งนั้นในบทหนังมีเขียนว่า Hanna ติด Cocaine อย่างหนัก ความบ้าๆบอๆทั้งหลายเลยพอเข้าใจได้ แต่ประเด็นนี้ไม่ถูกนำเสนอในหนังนะครับ (เพราะทำให้ภาพลักษณ์ตำรวจเลวร้ายเกินไปอีก) ทำเอาระหว่างรับชมพาลให้ผมเกิดอคติรุนแรง ไม่ชอบพอตัวละครนี้สักเท่าไหร่

นี่ทำให้การประชันกันระหว่าง Pacino กับ De Niro ผลลัพท์ตัวละครในหนังคาดเดาไม่ยากเท่าไหร่ แต่เรื่องการแสดงผมเทใจให้ฝั่งโจรอย่างมาก ถึงกระทำสิ่งชั่วร้าย แต่ภายในจิตใจมีความเป็นมนุษย์มนากว่าตำรวจอยู่หลายเท่าตัว

เกร็ด: แม้ Pacino และ De Niro จะเคยแสดงหนังเรื่องเดียวกัน The Godfather Part II (1974) แต่พวกเขาไม่มีฉากร่วมกัน นี่จึงถือเป็นการประกบคู่ครั้งแรกของพวกเขา ตามด้วยผลงานโลกอยากลืม Righteous Kill (2008) และอีกไม่นาน The Irishman (20xx)

Val Edward Kilmer (เกิดปี 1959) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles โตขึ้นเข้าเรียนที่ Chatsworth High School รุ่นเดียวกับ Kevin Spacey และ Mare Winningham เป็นแรงบันดาลใจไปต่อ Hollywood Professional School และกลายเป็นนักเรียนอายุน้อยสุด(ขณะนั้น)ที่ได้รับเข้าเรียน Juilliard School, จบออกมาเริ่มจากเป็นนักแสดงละครเวที Broadway ตามด้วยตอนหนึ่งของซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรกแจ้งเกิด Top Secret! (1984), สมทบ Top Gun (1986), โด่งดังจาก The Doors (1991), Tombstone (1993), True Romance (1993), รับบท Batman เรื่อง Batman Forever (1995), Heat (1995), Kiss Kiss Bang Bang (2005) ฯ

รับบท Chris Shiherlis ลูกน้องมือขวาคนสนิทของ Neil McCauley ลูกพี่ไปไหนตั้งใจไปด้วยอยู่แล้ว แต่ติดที่ตัวเขามีภรรยา Charlene Shiherlis (รับบทโดย Ashley Judd) และลูกชายวัยกำลังน่ารักน่าอ้อน โดยไม่รู้ตัวเธอลักลอบมีชู้คิดตีตนลาจาก กระนั้นช่วงท้ายหลังโจรกรรมธนาคารเอาตัวรอดมาอย่างหวุดหวิด เธอยอมมอบตัวกับตำรวจเป็นพยานปากเอก แอบช่วยให้รอดพ้นการถูกจับกุมได้อย่างหวุดหวิด

แม้จะเป็นเพียงสีสันของหนัง แต่ Kilmer ก็ช่วยให้เรื่องราวฝั่งโจรมีความน่าสงสารเห็นใจมากขึ้น ทั้งๆที่รักภรรยามากแต่กลับไม่รู้ตัวเองว่าถูกธนูปักเข่า ขอความช่วยเหลือจากลูกพี่ เป็นหนี้บุญคุณชีวิตพึ่งพากันได้ทุกเรื่อง และฉากต่อสู้ยิงปะทะ คือคู่หูคอยดูหน้า-หลัง ไม่พลักแยกจากกันจนวินาทีสุดท้าย

ผู้กำกับ Mann เตรียมตัวนักแสดงด้วยการเข้าค่ายฝึกอบรม เรียนรู้การใช้อาวุธ จับปืน ต่อสู้ เป็นเวลาถึง 3 เดือนเต็ม (ก็ด้วยเหตุนี้ ฉากต่อสู้ยิงปะทะตำรวจ-โจร จึงมีความสมจริงอย่างมาก) นอกจากนี้ยังนำพาทีมโจร (De Niro, Kilmer, Sizemore) ไปพูดคุยเก็บข้อมูลกับนักโทษในเรือนจำ Folsom State Prison เพื่อใช้ประกอบการแสดง

ถ่ายภาพโดย Dante Spinotti สัญชาติอิตาเลี่ยน ขาประจำของผู้กำกับ Mann ตั้งแต่ Manhunter (1986) ผลงานเด่น อาทิ L.A. Confidential (1997), The Insider (1999), X-Men: The Last Stand (2006), The Chronicles of Narnia: The Voyage of the Dawn Treader (2010), Ant-Man and the Wasp (2018) ฯ

เพราะเกิดที่ LA ผู้กำกับ Mann จึงรู้ทุกซอกทุกมุมเป็นอย่างดี เลือกถ่ายทำหนังยัง 95 สถานที่จริงทั้งหมด ในระยะเวลา 107 วัน (เกือบๆโดยเฉลี่ยวันละที่เลยนะ) และไร้ซึ่ง Visual Effect ทุกอย่างที่พบเห็นล้วนเกิดจาก Special Effect รถชนกัน ระเบิด กระสุนปืน กราดยิง กระจก/ยางแตก ฯ

แม้จะมิได้มีงานภาพสีสันฉูดฉาดระดับเดียวกับ Thief (1981) แต่สไตล์ลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Mann ยังคงอยู่ครบถ้วน เลือกเน้นโทนสีน้ำเงินให้สัมผัสอันเยือกเย็นชา สวยงามแต่แฝงความโหดเหี้ยมอันตราย

เริ่มต้นช็อตแรกของหนัง Opening Credit คือขบวนรถไฟฟ้าที่กำลังค่อยๆเคลื่อนเข้ามาเทียบชานชาลา, รถไฟเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทาง ในที่นี้หมายถึงเส้นทางการเลือกใช้ชีวิต สังเกตว่าจะมีรางอยู่สองฝั่งซ้ายขวา (สามารถสับรางเปลี่ยนฝั่งได้) แถมยังถ่ายติดด้านหน้า-หลัง นั่นราวกับว่าคือสองโลกที่ตัวละครอาศัยอยู่ (กลางวัน/กลางคืน, โลกปกติ/โลกอาชญากร)

หลังเดินลงจากชานชาลารถไฟ ภาพถ่ายมุมก้มลงมาพบเห็นสามกลุ่มคนเดินสามทิศทาง ไม่มีใครตามลูกศรที่ชี้นำ
– สองคนเดินมาเป็นคู่เลียบเคียงไปกับด้านที่มีแสง (มุมซ้ายบน)
– คนกลางเดินทะแยงมุม มุ่งเข้าหาแสงไฟ
– อีกคนหนึ่ง (ตัวละครของ De Niro) เดินอยู่ท่ามกลางเงามืดฝั่งขวา นี่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของเขาที่อยู่ห่างไกลแสงสว่าง ในมุมมืดของสังคม/โลกอาชญากร

ฉากการปล้นพันธบัตรของ Roger Van Zant (รับบทโดย William Fichtner) ปิดถนนถ่ายทำบริเวณ Venice Boulevard หัวขโมยทั้งสี่สวมใส่หน้ากาก Hockey (หรือ Goaltender mask) แต่ปัจจุบันหลายคนคงจดจำจากคือหน้ากากของ Jason เรื่อง Friday the 13th (1980)

ย้ำอีกครั้งว่าทุกสิ่งที่พบเห็นในหนังคือ Special Effect ทั้งหมด รถชน ระเบิดประตู ควันพุ่งโขมง ฯ

แสงไฟจากตึกรามบ้านช่องของ Los Angeles ยังคงมีความระยิบระยับ น่าตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อย คล้ายๆกับ Thief (1981) ความระยิบระยับของแสง/หลอดไฟ มีลักษณะคล้ายดวงดาวบนท้องฟ้า ที่ใครๆต่างพยายามเอื้อมมือไขว่คว้า ซึ่งการที่แสงเหล่านั้นสะท้อนผืนน้ำ/พื้นผิวรถที่มันวาว/ปรากฎอยู่บนภาคพื้นแบบช็อตนี้ ราวกับว่ามันเป็นสิ่งอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือเท่านั้น

แต่ช็อตนี้ผมรู้สึกมัน Fake มากเลยนะ คือถ่ายติดดาวบนดิน แต่ท้องฟ้ากลับมืดมิดสนิทไม่เห็นดาว มันจะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรถ้าไม่ใช่การตัดต่อ (แต่หนังถ่ายจากสถานที่จริงทั้งหมดเลยนะ)

หนังชื่อ Heat ถ้าไม่ได้มีช็อตถ่ายด้วยกล้องจับความร้อน (Thermographic camera หรือ Heat Detector Camera) ก็กระไรอยู่นะ ซึ่งช็อตนี้ผมก็ชอบมากๆเลยละ เพราะใบหน้าของ De Niro จ้องเขม่นมองตรงมา แสดงถึงไหวพริบปณิธานอันหลักแหลม อะไรผิดสังเกตแค่เพียงเล็กน้อยก็สามารถรับรู้ได้โดยทันที ถือเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดสุดๆ

หนังแนวอาชญากรรมส่วนใหญ่ ตำรวจมักเป็นฝ่ายเดียวที่คอยติดตามล่าตัวผู้กระทำผิดกฎหมาย แต่วินาทีของช็อตนี้ผมว่ามันอาจเป็นครั้งแรกๆในวงการภาพยนตร์เลยละ ที่ตัวร้ายหลอกลวงตำรวจให้ติดกับ เพื่อจับจ้องมองหาว่าพวกเขาเป็นใคร เป็นการหักเหลี่ยมเฉือนคมคายอย่างยิ่ง

ต่างคนคือยอดฝีมือในสายงานของตนเอง เอาจริงๆผมว่าไม่มีความจำเป็นใดๆต้องพูดคุยพบเจอกันหรอกนะ แต่ที่ต่างยินยอมตกลงสงบศึกจิบกาแฟชั่วคราว เหมือนเพื่อโอกาสเรียนรู้จักทำความเข้าใจกัน และพยายาม Buff ให้อีกฝ่ายยอมถอย (ถึงคงรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ก็เถอะ) ถือเป็นมิตรภาพเล็กๆระหว่างศัตรูคู่อาฆาต ดีใจที่ได้พบเจอตัวเองที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง

“I do what I do best, I take scores. You do what you do best; try to stop guys like me”

De Niro เสนอว่าฉากนี้ไม่ควรมีการซักซ้อมขอเล่นจริงเลยดีกว่า ซึ่งผู้กำกับและ Pacino ต่างก็เห็นด้วย และขณะถ่ายทำใช้กล้อง 2-3 ตัว ถ่ายคนละมุมเก็บภาพพร้อมกัน เพื่อให้ได้ปฏิกิริยาการแสดงสมจริงมากที่สุด กลายเป็นช่วงเวลาโคตรไฮไลท์แห่งการรอคอยของหนังไปโดยทันที

ฉากต่อสู้ยิงปะทะ ‘Shootout’ ที่ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ มีชื่อเสียงโด่งดังสุดในวงการภาพยนตร์ เพราะความสมจริงราวกับกำลังอยู่ในสถานการณ์นั้น ไร้ซึ่ง Visual Effect นักแสดงกราดกระสุนยิงปืนกว่า 800-1,000 นัดในแต่ละเทค (ก็ไม่รู้ถ่ายทำกี่เทค) กระจก ยางแตก ควันพุ่งโขมง ฯ โดดเด่นมากกับการตัดต่อแบบ Montage ตัวละครยิงอะไร เราก็มักมองเห็นเป้าหมายนั้นถูกทำลาย และลำดับเรื่องราวที่ใช้หัวโขมยเป็นจุดหมุน พึ่งพากันและกันไปจนกว่าจะแยกจาก ต่างคนต่างเอาตัวรอดหนีพ้น

เกร็ด: Sound Effect เสียงปืน, กระจกแตก ฯ ทั้งหมดที่ได้ยินในฉากนี้ เกิดจากการบันทึกสดๆระหว่างการถ่ายทำ มันเลยมีความสมจริงยิ่งไปกว่าเดิม

สังเกต: ฉากนี้จะมีรถบรรทุกคันหนึ่งที่ ปรากฎภาพเครื่องบินสายการบินไทย ไม่รู้ว่าเป็นสปอนเซอร์ให้กับหนังหรือเปล่านะ

ความน่าพิศวงของการดวลปืนระหว่าง Neil McCauley กับ Lt. Vincent Hanna พวกเขาวิ่งตรงเข้าไปสู่ลานสนามบิน Hilton Los Angeles Airport และช็อตที่เป็นผลลัพท์ตอนจบ สังเกตดวงไฟพื้นหลังฝั่งของ De Niro จะมีทิศทางชี้ขึ้น ขณะที่ฝั่งของ Pacino ราบเรียบแนวนอนเป็นปกติ

สนามบินก็คล้ายๆชานชาลารถไฟตอนต้นเรื่อง เป็นสัญลักษณ์ของการเดินทาง แต่สิ่งแตกต่างคือ เครื่องบินมันพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า/สรวงสวรรค์/ดาวดารา ซึ่งช็อตจบนี้ผมมองประมาณว่าต่างคนต่างทิศทางของชีวิต จิตวิญญาณของ De Niro กำลังได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ (หรือตกนรกก็ไม่รู้นะ) ขณะที่ Pacino เพราะยังรอดชีวิตอยู่ เลยคงต้องดำเนินต่อไปในโลกอันโหดร้ายใบนี้

เครดิตการตัดต่อมีทั้งหมดสี่คน ประกอบด้วย Dov Hoenig, Pasquale Buba, William Goldenberg, Tom Rolf ที่ต้องใช้เยอะขนาดนี้ คาดว่าเพราะจำนวนฟุตเทจมากมายมหาศาล และความยาวของหนังกว่า 170 นาที เพื่อเร่งเวลาให้ทันเลยต้องใช้ปริมาณคนเข้าช่วย

การดำเนินเรื่องของหนังใช้การสลับไปมาระหว่างตำรวจ-โจร ในปริมาณพอๆกัน โดยเนื้อหาหลักๆก็คือ Lt. Vincent Hanna และ Neil McCauley แต่ก็จะมีช่วงของ Chris Shiherlis และแฟนสาวแทรกอยู่บ้าง (ถือเป็นช่วงเวลาของฝั่งโจร)

ไดเรคชั่นการตัดต่อนี้ยังเหมารวมถึงขณะต่อสู้ยิงปะทะ ที่มักใช้เทคนิค Montage สลับระหว่างผู้กราดยิง (โจร) กับภาพสิ่งที่ถูกยิง (ฝั่งตำรวจ) และช่วงท้ายไคลน์แม็กซ์ McCauley สลับกับ Hanna ช็อตต่อช็อตเลยก็มี

ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่ามีการตัดต่อสลับไปมาเช่นกัน พบเห็นเฉพาะในฉากไคลน์แม็กซ์ นั่นคือ แสงสว่าง-เงามืด, การมาถึงของเครื่องบินทำให้บริเวณนั้นสว่างจร้าขึ้นมาโดยพลัน เงาของ McCauley ปรากฎเปิดเผยต่อ Hanna ด้วยสัญชาติญาณของคนที่ต่อสู้กับด้านมืดของสังคมมายาวนาน ย่อมมีปฏิกิริยาโต้ตอบทันควันกับสิ่งพบเห็น ขณะที่ในมุมของผู้ร้าย ก็ราวกับว่าเขาพ่ายแพ้ภัยพาลให้กับเงาดำ/ความชั่วร้ายของตนเอง

เพลงประกอบโดย Elliot Goldenthal คีตกวียอดฝืมือสัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่น อาทิ Alien 3 (1992), Interview with the Vampire (1994), Michael Collins (1996), Frida (2002) ฯ

Main Theme บรรเลงโดยวง Kronos Quartet, ความลุ่มลึกของบทเพลงที่ค่อยๆทวีความเร่าร้อนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สัมผัสบรรยากาศโลกอาชญากรรมของเมือง Chicago เรื่องราวมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครดุเดือดเลือดพร่าน บ้าคลั่งสับสนอลม่าน

จะทำการโจรกรรม มันต้องเพลงลักษณะนี้แหละ ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ผสมกับเสียงกลองที่คอยสร้างจังหวะรุกอย่างเร้าใจ แต่นี่ไม่ใช่ผลงานของ Goldenthal แต่งโดย Brian Eno บรรเลงโดยวง Passengers รวมในอัลบัม Original Soundtracks 1 (1995)

ฉากการพบเจอเผชิญหน้าในร้านกาแฟของ Lt. Vincent Hanna กับ Neil McCauley นี่คือบทเพลงที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกภายในของพวกเขาต่อกันและกัน มิตรภาพที่เติมเต็ม เพื่อนสนิทผู้มิอาจคบหา ขั้วตรงข้ามจำต้องขัดแย้ง ความตายเท่านั้นคือสัจธรรม

ทำไมถึงเลือก Coffee Shop ไม่ใช่พวก Family Restaurant หรือบาร์คาราโอเกะ? ร้านกาแฟ เป็นสถานที่ผู้คนจิบกาแฟเพื่อพักผ่อนคลายจากความเหน็ดเหนื่อย หรือหลังย่อยอาหาร นักธุรกิจชอบใช้เป็นสถานที่พูดคุยนอกรอบชั่วคราว อย่างไม่เป็นทางการ ประเดี๋ยวเดียวก็แยกจากกัน นั่งนานไม่ได้เสียมารยาท จะถูกเจ้าของร้านไล่เอา

บทเพลงมีสัมผัสของความตาย (เหมือนนิมิต/ลางสังหรณ์) นี่คือฉากไคลน์แม็กซ์ระหว่าง Lt. Vincent Hanna กับ Neil McCauley ใครสักคนหนึ่งต้องจากไป ทั้งสองมิอาจอยู่ร่วมโลกใบนี้ได้ ถึงคราต้องแยกจากทางใครทางมัน

Heat คือเรื่องราวของสองสิ่ง/บุคคล ที่เติมเต็มกันและกันเหมือนหยิน-หยาง น้ำ-ไฟ ถูก-ผิด ดี-ชั่ว แสงสว่าง-ความมืด ฯ ถึงกระนั้นกลับมิอาจสามารถอยู่ร่วมต่าชั่งเดียวกันได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายหนึ่งใดต้องหาวิธีเอาชนะ ครอบงำ เป็นเจ้าของ เข่นคร่าอีกฝ่ายให้ดับสูญสิ้น แต่เมื่อมีผู้แพ้ชนะเหลือเพียงอย่างเดียว จุดจบของทุกสิ่งอย่างก็จะบังเกิดขึ้น

ผู้กำกับ Mann พยายามอย่างยิ่งจะนำเสนอ Al Pacino vs. Robert De Niro ด้วยความเท่าเทียมกันทุกประการ แต่นั่นมิได้หมายความว่าเขาสนับสนุนการเป็นตำรวจหรือโจรแต่ประการใด มันคือความน่าสนเท่ห์จากสิ่งที่สังเกตพบเห็นมาตั้งแต่วัยเด็ก ครอบครัวเปิดร้านขายของชำเล็กๆบนท้องถนนติดดินเมือง Chicago ทั้งสองฝั่งก็ไม่ได้มีใครดีเด่นกว่าใคร ตำรวจเลวชั่วมีถมไป อันธพาลนิสัยดีชอบช่วยเหลือผู้อื่นก็ยังมี แบบนี้แล้วใครถูกใครผิดก็เป็นเรื่องของสามัญสำนึกเอากฎหมายเข้าอ้างว่าความ ขณะที่เรื่องส่วนตัวของพวกเขาก็เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ชมที่จะใคร่มอง

ในทางพุทธศาสนา มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นเพราะความลุ่มร้อนในกิเลสตัณหา อยากที่จะได้โน่นนี่นั่น อยากที่จะครอบครองเป็นเจ้าของบางสิ่งอย่าง จิตใจราวกับสุมกองเพลิงที่พร้อมมอดไหม้แผดเผาทำลายทุกสิ่งอย่าง จนกว่าจะพบความสงบร่มเย็นขึ้นในจิตใจ ถึงรับรู้ว่าไม่มีอะไรในโลกนี้เป็นของจีรัง ทุกสิ่งที่เคยได้มาเป็นเจ้าของ สักวันก็ต้องสูญเสียจากไป ไม่มีอะไรจริงแท้ ไม่มีอะไรคงอยู่ชั่วนิรันดร์ เปลวไฟที่ลุกโชติช่วงสักวันก็มอดดับลง แล้วเมื่อนั้นวัฎฎะความน่าสงสารก็จะหมดสิ้น ไม่มีอะไรต้องเห็นใจ ไม่มีอะไรให้เศร้าเสียใจ

รับชมหนังเรื่องนี้ทำให้ผมเกิดความเข้าใจบางอย่าง ไม่ว่าตำรวจก็ดี ผู้ร้ายก็ช่าง ต่างคือวิถีของมนุษย์ที่จะเลือกเดิน ไม่มีใครสามารถหักห้ามสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้หรอก เพราะถ้าไม่มีโจรก็ไม่มีตำรวจ ไม่มีใครทำชั่วแล้วที่ไหนจะคือความดี บุคคลผู้มีความสนเท่ห์ในอาชญากรรมย่อมขอเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่ง (ตำรวจหรือโจร) แต่สำหรับผู้สามารถอยู่กึ่งกลางระหว่าง ย่อมสามารถมองเห็นความน่าสนใจและไม่สนใจ ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของผู้ยังติดอยู่ในวังวนกิเลสไปก็แล้วกัน

ด้วยทุนสร้าง $60 ล้านเหรียญ เปิดตัวเพียงอันดับ 3 (ทำเงินรองจาก Jumanji และ Toy Story) ทำเงินในอเมริกาได้เพียง $67.4 ล้านเหรียญ แต่รวมทั่วโลก $187.4 ล้านเหรียญ เอาตัวรอดได้ไม่ขาดทุน

เมื่อตอนหนังออกฉาย ด้วยความสมจริงของการปล้นธนาคาร มีเหตุการณ์เลียนแบบเกิดขึ้นมากมายทั่วโลก ที่โด่งดังสุดคือ North Hollywood Shootout (1997) หัวขโมยสองคน Larry Phillips, Jr. กับ Emil Mătăsăreanu ออกปล้น Bank of American สาขา North Hollywood ตำรวจดักสกัดเอาไว้ได้ขณะกำลังขึ้นรถหลบหนี เกิดการต่อสู้ยิงปะทะกันอย่างรุนแรงยาวนาน โจรทั้งสองเสียชีวิต ขณะที่ตำรวจบาดเจ็บ 11 พลเรือนอีก 7 ได้รับการกล่าวขวัญคือเหตุการณ์นองเลือดสุดในประวัติศาสตร์การโจรกรรม ค้นห้องอาชญากรทั้งสอง พบเจอหนังเรื่องนี้กองอยู่ย่อมต้องคือแรงบันดาลใจอย่างแน่นอน

เมื่อปี 2015 หนังได้รับการ Remaster คุณภาพ 4K เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จัดจำหน่ายเป็น Director’s Definitive Edition Blu-Ray โดย 20th Century Fox Home Entertainment ใครชื่นชอบก็ลองหาเก็บสะสมดูเองเน้อ

เกร็ด: นี่คงเป็นหนึ่งในหนังเรื่องโปรดของ Christopher Nolan แน่ๆ หลายฉากเป็นแรงบันดาลใจ The Dark Knight (2008), Inception (2010) ฯ

สิ่งที่โดยส่วนตัวชอบมากๆของหนัง คือสองมุมมอง ตำรวจ-โจร ไม่ได้มีใครดีเด่นกว่ากัน (แต่ผมชอบการแสดงของ De Niro มากกว่า) ราวกับสัจธรรมความจริง ชีวิตที่ขาดไม่ได้ เติมเต็มกันและกันอย่างสมบูรณ์

แนะนำคอหนังอาชญากรรม แอ๊คชั่นบู๊ล้างผลาญ หักเหลี่ยมเฉือนคม, อยากเป็นตำรวจ/โจรผู้ร้ายปล้นธนาคาร, แฟนๆผู้กำกับ Michael Mann และนักแสดงนำ Al Pacino, Robert De Niro, Val Kilmer ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับความรุนแรง คำหยาบคาย ฆ่าคนตาย และการโจรกรรม

TAGLINE | “ระห่ำเดือดเฉือนคมระหว่าง Al Pacino กับ Robert De Niro ใน Heat ผลงานชิ้นเอกของ Michael Mann ถึงตำรวจเป็นผู้ชนะตามกฎ แต่โจรกลับได้ใจผู้ชมมากกว่า”
QUALITY | RARE
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of