Hello, Dolly! (1969)

Hello, Dolly! (1969) hollywood : Gene Kelly 

ด้วยทุนสร้างที่เป็นรองเพียง Cleopatra (1963) เข้าชิง Oscar ถึง 7 สาขา คว้ามา 3 รางวัล เป็นความตั้งใจให้ยิ่งใหญ่กว่า The Sound of Music (1965) แต่เพราะยุคทองการเต้นสไตล์ Gene Kelly ได้จบสิ้นลงแล้ว ทำเงินขาดทุนย่อยยับ และนักวิจารณ์สมัยใหม่เหยียบย่ำจมมิดดิน บ่นกันขรม เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีนั้นไปได้อย่างไร!

ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความคับข้องใจพอสมควร ไม่ใช่ว่าทำไมหนังได้เข้าชิง Oscar ถึง 7 สาขานะครับ เพราะในส่วนโปรดักชั่นโคตรอลังการ ย่อมมีความเป็นไปได้อยู่แล้วในสาขาเทคนิค แต่เฉพาะกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี มันเป็นไปได้เช่นไรกัน! มาแบบเดียวกับ Cleopatra (1963) ที่ได้ชิง Best Picture เพราะความโดดเด่นในโปรดักชั่นล้วนๆ

– จุดเริ่มต้นของเรื่องราวนี้ ต้องไล่ย้อนไปถึงบทละครเวที 1-Act เรื่อง A Day Well Spent (1835) แต่งโดย John Oxenford สัญชาติอังกฤษ เปิดการแสดงที่ Theatre Royal, English Opera House, London
– ต่อมาพัฒนาเป็นละครเวทีเต็มเรื่อง (3-Act) ชื่อ Einen Jux will er sich machen (1842) โดย Johann Nestroy สัญชาติ Austrian
– ตามด้วยบทละครเวทีฉบับอเมริกัน The Merchant of Yonkers (1938) โดย Thornton Wilder ไปเข้าตาผู้กำกับ Max Reinhardt เปิดการแสดงที่ Guild Theatre ได้ 39 รอบ
– The Matchmaker (1955) เป็นการนำบทละครฉบับอเมริกันของ Thornton Wilder มาปัดฝุ่นใหม่โดยผู้กำกับ Tyrone Guthrie เพิ่มส่วน Comedy Slapstick เปิดการแสดงที่ Royale Theatre ตามด้วย Booth ทั้งหมด 486 รอบ นักแสดงนำหญิง Ruth Gordon ได้เข้าชิง Tony Award: Best Actress ขณะที่ผู้กำกับคว้ารางวัล Best Director
– ฉบับภาพยนตร์ The Matchmaker (1958) กำกับโดย Joseph Anthony นำแสดงโดย Shirley Booth รับบท Dolly, Anthony Perkins รับบท Cornelius และ Shirley MacLaine รับบท Irene
– และ Hello, Dolly! (1964) ฉบับละครเพลง Broadway แต่งคำร้องและทำนองโดย Jerry Herman คว้า 10 รางวัล Tony Award (สถิติสูงสุดตอนนั้นเทียบเท่า South Pacific) รวมถึง Best Musical อัลบัมรวมเพลงขึ้นถึงอันดับ 1 Billboard Album เปิดรอบปฐมทัศน์ที่ St. James Theatre วันที่ 16 มกราคม 1964 ดำเนินอยู่ถึง 7 ปี รวมทั้งสิ้น 2,844 รอบการแสดง

หลังความสำเร็จสุดยิ่งใหญ่ของ The Sound of Music (1965) สตูดิโอ 20th Century Fox มีความประสงค์ต้องการสร้างหนังแนว Musical ที่มีโปรดักชั่นสุดยิ่งใหญ่อลังการ ทุ่มเงินไม่อั้นกับอีก 3 เรื่อง ประกอบด้วย Doctor Dolittle (1967), Star! (1968) และ Hello Dolly! (1969) แต่ปรากฎว่าไม่มีเรื่องไหนทำเงินเข้าเป้า เจ๋งสนิทผู้บริหารส่ายหน้า ทำเอาสตูดิโอเกือบล้มละลาย โปรดิวเซอร์ทั้งหลายถูกไล่ออกตกงานโดยทันที

Fox ซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลง Hello Dolly! เป็นภาพยนตร์เมื่อปี 1965 โดยมีข้อแม้หนึ่งจากโปรดิวเซอร์ของ Broadway คือจะไม่นำออกฉายจนกว่าการแสดงจะปิดรอบ แต่พอหนังสร้างเสร็จปลายปี 1968 ละครเพลงยังคงได้รับความนิยมอยู่ ทำให้ Fox ต้องจ่ายเงินเพิ่มก้อนโตประมาณ $1-2 ล้านเหรียญ เพื่อให้ได้ออกฉายปี 1969 (การแสดง Broadway สิ้นสุดธันวาคมปี 1970)

มอบหมายหน้าที่ผู้กำกับให้ Gene Kelly ชื่อจริง Eugene Curran Kelly (1912 – 1996) นักแสดง นักเต้น ผู้กำกับสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Pittsburgh, Pennsylvania ตั้งแต่เด็กแม่ส่งเข้าเรียนเต้นกับพี่ชาย แต่เพราะความไม่ชอบเลยออกมาเป็นนักเลง จนอายุ 15 ถึงค่อยยอมไปเรียนเต้น แค่จะไปเป็นเพื่อนน้องชาย แต่กลับเต้นเก่งจนคว้ารางวัล Local Talent Contest จากนั้นเข้าเรียน University of Pittsburgh สาขาเศรษฐศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของชมรม Cap and Gown Club จนมีโอกาสได้เป็นผู้กำกับโปรดักชั่นละครเพลงอยู่หลายปี แล้วออกมาเปิดโรงเรียนสอนเต้นชื่อ The Gene Kelly Studio of the Dance กลายเป็นนักเต้นเต็มตัว และเริ่มมุ่งหน้าสู่วงการแสดง ประสบความสำเร็จล้นหลามกับ Broadways ได้เซ็นสัญญาทาสกับ David O. Selznick มุ่งหน้าสู่ Hollywood ผลงานเรื่องแรก For Me and My Gal (1942) ประกบ Judy Garland ที่ได้ช่วยเหลือให้คำแนะนำอย่างมาก, เข้าชิง Oscar: Best Actor ครั้งแรกครั้งเดียวจาก Anchors Aweigh (1945), กลายเป็นตำนานกับ On the Town (1949), An American in Paris (1951), Singin’ in the Rain (1952) และ Invitation to the Dance (1956)

Kelly หาใช่นักแสดงที่เก่งกาจอะไร แต่เป็นนักเต้นที่มีความ innovate (ริเริ่มสร้างสรรค์/แปลกแนว) สูงมากๆ สไตล์ของเขาคือเน้นให้มีความเว่อๆอลังการเข้าไว้ ผสมผสานบัลเล่ต์เข้าไปในการเต้นรูปแบบปกติ (บ้างเรียกว่า Sport Dancing) ต้องถือว่าในช่วงทศวรรษ 40s – 50s นี่เป็นสิ่งแปลกใหม่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน แตกต่างจากลีลาเต้นคู่สุดพริ้วไหวของ Fred Astaire โดยสิ้นเชิง (ที่ก็ทำให้ Astaire ต้องปรับตัวเองพอสมควรเพื่อความอยู่รอด) ขณะที่การกำกับภาพยนตร์ถือเป็นความสามารถรองๆลงมา เพราะเคยร่วมงานกับผู้กำกับยอดฝีมือ อาทิ Vincente Minnelli, Stanley Donen ฯ ทำให้เรียนรู้จักแนวคิด วิธีการทำงาน สร้างสรรค์ภาพยนตร์ที่แตกต่าง และสามารถนำสไตล์ความสนใจของตนเองใส่ลงไปได้ แต่ยังขาดวิสัยทัศน์ของการเป็นผู้กำกับ ทำให้ขาดสันชาติญาณการแก้ปัญหาเอาตัวรอด ถือว่าไม่ใช่ผู้กำกับที่มีความโดดเด่นสักเท่าไหร่

ใน 7 สาขาของหนังที่ได้เข้าชิง Oscar ก็ไม่มี Best Director ให้กับ Gene Kelly นะครับ จะถือว่านี่คือจุดอ่อนที่สุดของหนังเลยก็ว่าได้

พัฒนาบทภาพยนตร์โดย Ernest Lehman (1915 – 2005) นักเขียนสัญชาติอเมริกาชื่อดัง ผู้เข้าชิง Oscar ถึง 6 ครั้งแต่ไม่เคยได้รางวัลจน Academy ต้องมอบ Honorary Award ให้เมื่อปี 2001 ผลงานเด่นอาทิ Sabrina (1954), The King and I (1956), North by Northwest (1959), West Side Story (1961), The Sound of Music (1965), Who’s Afraid of Virginia Woolf? (1966) ฯ

พื้นหลังปี 1890 หม้ายสาวสุดสวย Dolly Levi (รับบทโดย Barbra Streisand) เดินทางสู่เมือง Yonkers เพื่อเป็นแม่สื่อหาคู่ให้กับเศรษฐีครึ่งล้าน (half-a-millionaire) Horace Vandergelder (รับบทโดย Walter Matthau) ซึ่งเธอได้นำพาหลานสาวกับแฟนหนุ่ม และสองเสมียนที่กำลังใคร่ครวญหาความรัก เดินทางสู่ New York City ไปด้วยกัน เพื่อเติมเต็มความฝันของพวกเขาและตนเอง

Barbara Joan ‘Barbra’ Streisand (เกิดปี 1942) นักร้องนักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน หนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถคว้า Emmy, Grammy, Oscar และ Tony Award (รวมถึง Emmy) ได้ครบทุกสถาบัน เกิดที่ Brooklyn ในครอบครัวชาว Jews แม่เป็นนักร้องเสียง Soprano จึงได้ลูกคอติดมา โตขึ้นเป็นนักร้อง นักแสดงละครเพลง Broadway ออกรายการโทรทัศน์ ขณะที่ภาพยนตร์เรื่องแรก Funny Girl (1968) ดัดแปลงจากละครเพลง Broadway ที่เธอนำแสดงเอง กำกับโดย William Wyler สามารถคว้า Oscar: Best Actress ร่วมกับ Katherine Hepburn จากเรื่อง The Lion in Winter (เป็นหนึ่งใน 3 ครั้งเท่านั้นทีมีการมอบให้เสมอกัน), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Owl and the Pussycat (1971), The Way We Were (1973), A Star Is Born (1976), Nuts (1987), The Prince of Tides (1991), The Mirror Has Two Faces (1996) ฯ

รับบท Dolly Levi หญิงหม้ายที่จิตใจยังจมอยู่กับความทุกข์โศกหลังจากสูญเสียสามีไป สวมหน้ากากให้ยิ้มแย้มร่าเริงแจ่มใส ต้องการแบ่งปันความสุขในรักให้กับผู้อื่น ซึ่งหลังจากทรมานตัวเองมาสักพักใหญ่ ก็ค้นพบบุคคลที่หัวใจตนเองถามหา แต่จะทำอย่างไรให้ได้เขามาครอบครอง ก็ต้องเล่นตัวกันหน่อย ทำตัวเริดเชิดหยิ่งผยองหัวสูง สร้างโลกให้เต็มไปด้วยสีสัน ไม่เช่นนั้นจะทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาไปได้อย่างไร

ชุดทองเหลืองอร่ามนี้ออกแบบโดย Irene Sharaff สนราคา $8,000 เหรียญ น้ำหนัก 40 ปอนด์ (ประมาณ 18 กิโลกรัม) เดิมนั้นจะมีหางยาวติดด้านหลัง แต่เพราะระหว่างซักซ้อมเข้าฉาก Streisand สะดุดล้มหลายรอบ ทำให้ทีมงานตัดสินใจเอาออกเสียเลยดีกว่า

ใบหน้าของ Streisand มีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่ชวนให้น่าหลงใหล หน้ายาว จมูกยาว ตาคม มีลักษณะเหมือนตุ๊กตาหน้าใสบริสุทธิ์ พอถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องทำผม ราวกับเจ้าหญิงออกมาจากเทพนิยาย เสียงร้องนั้นทรงพลังไร้ตำหนิ แค่การเต้นออกลีลาเว่อมากไปนิด แต่กระนั้นความลัลล้า บ้าบอคอแตก โหยหาในรักของเธอขโมยใจผมไปเต็มๆ

Walter Matthau (1920 – 2000) นักแสดง/ตลก สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City, New York ครอบครัวเป็นชาว Jews อพยพจาก Lithuanian เริ่มมีความสนใจด้านการแสดงหลังจากเข้าร่วมค่าย Tranquillity Camp ตั้งแต่เด็ก ทำให้ได้หัดเรียนการแสดง โตขึ้นเข้าร่วมละครเวที Yiddish Theatre District สงครามโลกครั้งที่ 2 สมัครเป็นทหารอากาศ ปลดประจำการออกมาเข้าเรียนต่อการแสดงที่ The New School จบออกมาเล่นละครเวที Broadway จนคว้ารางวัล Tony Award ตามด้วยภาพยนตร์โทรทัศน์ และรับบทตัวร้ายในหนังเรื่องแรก The Kentuckian (1955), ผลงานสร้างชื่อคือ Fail Safe (1964) กับ The Odd Couple (1965), คว้า Oscar: Best Supporting Actor จากเรื่อง The Fortune Cookie (1966)

เกร็ด: Matthau เคยเป็นหนึ่งในพิธีกร (Host) งานประกาศรางวัล Oscar ถึงสองครั้งปี 1976 และ 1983

รับบท Horace Vandergelder เศรษฐีครึ่งล้าน สถานะโสด เปิดร้านขายของอยู่ที่เมือง Yonkers อาศัยอยู่กับหลานสาวและลูกน้องเสมียนสองคน วันหนึ่งครุ่นคิดตระหนักได้ว่า ชีวิตโสดมันช่างเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวเดียวดายเสียเหลือเกิน จึงตัดสินใจใช้บริการของ Dolly Levi เพื่อหาคู่ครองให้กับตน(และหลานสาว) แต่กลับถูกเธอกลั่นแกล้งจนไม่หลงเหลือใคร แต่ก็ได้ฝากรอย(เท้า)ความประทับตราตรึงในใจ แท้จริงแล้วสิ่งที่เขาต้องการก็คือ …

เห็นว่า Matthau ไม่ชอบหน้า Streisand อย่างแรงกล้า เรียกเธอว่า ‘had no more talent than a butterfly’s fart’ ครั้งหนึ่งโต้เถียงกันอย่างรุนแรง จนไม่ยอมพูดคุยเข้าหาถ้าไม่เข้าร่วมฉากกัน เคมีของทั้งคู่เลยออกมาน้ำกับไฟแบบเด่นชัดเจนมากๆ กลายเป็นสุดยอดไปเลย เอาความเกลียดของตนเองถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ *-*

ถ่ายภาพโดย Harry Stradling Sr. (1901 – 1970) ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอเมริกา ผลงานเด่นอาทิ Mr. & Mrs. Smith (1941), Suspicion (1941), The Picture of Dorian Gray (1945), A Streetcar Named Desire (1951), My Fair Lady (1964), Funny Girl (1968) ฯ

เหตุผลที่หนังใช้ทุนสร้างมหาศาล เพราะมีการสร้างฉาก New York City ขนาดเท่าของจริงขึ้นมาเป็นพื้นหลังที่ Malibu Ranch ด้วยขนาด 15 เอเคอร์ ประกอบด้วยตึก 60 หลัง ตัวประกอบประมาณ 5,000 คน พาเหรด 16 ขบวน ม้า 146 ตัว จุดบริการน้ำ 60 จุด ห้องน้ำ 17 ห้อง และสถานพยาบาลอีก 5 จุด ประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายเฉพาะฉากนี้ $200,000 เหรียญต่อวัน (สงสัยกลัวเงินไม่ได้ถูกแจกจ่ายไปทั่ว ตามคำพูดของอดีตสามีนางเอก)

ด้วยเหตุนี้งานภาพจึงมีความโคตรอลังการ ด้วยกล้อง Todd-AO ขนาด 65 mm แลปสี DeLuxe ให้ความสวยคมสด เห็นลวดลายความละเอียดระดับวิจิตร และหลายช็อตทุ่มทุนใช้เฮลิคอปเตอร์เคลื่อนภาพถอยออก แล้วล่อยลองเหินเวหา เรียกว่าทุกเทคนิคที่มีความอลังการครุ่นคิดได้ในสมัยนั้น หนังเรื่องนี้จัดเต็มทุกกระเบียดนิ้ว

ตัดต่อโดย William H. Reynolds สัญชาติอเมริกา ผลงานเด่นอาทิ The Sound of Music (1965), The Godfather (1972), The Sting (1973) ฯ หนังใช้มุมมองของ Dolly Levi ในการเล่าเรื่อง แต่หลายครั้งจะนำเสนอก่อนหน้าที่เธอจะปรากฎตัว เหมือนเพื่อโหมโรงเกริ่นเรื่องราว ก่อนนางเอกตัวจริงจะปรากฎตัวออกมา

หนังมีความยาวถึง 148 นาที ความน่าเบื่ออยู่ที่แต่ละฉากมีความยืดยาว และจัดเต็มครบทุกเพลงไม่มีตัด ทำให้เรื่องราวดำเนินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าเกินไป, นี่น่าจะอ้างอิงมาจากการแสดงละครเพลง ที่มักเปลี่ยนฉากบ่อยๆไม่ได้ เลยต้องย่ำอยู่กับที่นานๆ ใช้เวลาอย่างกับซีนนั้นๆให้คุ้มค่า

เพลงประกอบได้ Jerry Herman ผู้แต่งเพลงจาก Broadway ช่วยเรียบเรียงและบันทึกเสียงให้ใหม่ตั้งแต่ก่อนการถ่ายทำ (pre-record) เว้นเพียง 2 เพลงที่เขียนขึ้นใหม่ใช้เฉพาะในหนังคือ Just Leave Everything to Me (เพลงนี้แต่งให้ Streisand โดยเฉพาะ) กับ Love Is Only Love

แต่กลายเป็นว่าบทเพลงแนะนำตัวละคร Just Leave Everything to Me คือ Flop แรกของหนังที่โดยส่วนตัวไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ มันดูเร่งๆรีบๆยังไงชอบกล หลุดคาแรคเตอร์ของ Dolly Levi

แต่ขณะที่ Love Is Only Love น่าจะคือบทเพลงไพเราะสุดในหนัง ด้วยอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของ Dolly Levi ได้พบเจอชายคนที่ตนไขว่คว้าค้นหา คงใกล้ถึงเวลาที่จะปลดปล่อยตนเองจากพันธการความรักของสามีเก่า เริ่มต้นกลับมามีความสุขจากใจอีกครั้ง

เสียงร้องของ Streisand โหยหวนสั่นสะท้านไปถึงทรวงเลย ชวนให้นึกถึง Judy Garland สมัยขับร้อง Have Yourself a Merry Little Christmas เรื่อง Meet Me in St. Louis (1944) [ก็ว่านะ ด้วยเหตุนี้เธอจึงได้รับเลือกให้แสดงในหนัง A Star Is Born ฉบับปี 1976]

เมื่อปี 1964 ขณะที่วง The Beatles กำลังครองเมือง 14 สัปดาห์รวด 3 เพลงติดๆ (I Want To Hold Your Hand, She Loves You, Can’t Buy My Love) มีบทเพลงชื่อ Hello, Dolly! ฉบับขับร้องโดย Louis Armstrong สามารถไต่ขึ้นติดอันดับ 1 ชาร์ท Billboard Top 100 ได้สำเร็จ

เดิมนั้นขับร้องโดย Carol Channing (นักแสดงชุดแรกของ Broadway) แต่งโดย Jerry Herman แต่พอผู้จัดการของ Louis Armstrong ร้องขอให้เขาขับร้องเพื่อโปรโมท กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ละครเพลงเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ อัลบัมขายดีเป็นเทน้ำเทท่าระดับ Gold Record (เกิน 500,000 แผ่น) แถมคว้ารางวัล Grammy Award: Song of the Year และ Best Vocal Performance, Male

มีหรือจะพลาดไม่นำ Armstrong มารับเชิญในหนัง ใช้เวลาเพียงครึ่งวันถ่ายทำเทคเดียวผ่าน บันทึกเสียงสดร้องรับกับ Barbra Streisand เข้ากันได้อย่างสุดมหัศจรรย์ (เห็นว่าไม่ได้เตี๊ยมอะไรกันด้วยนะ มาถึงก็ร้องเลย), แต่ผมขอนำต้นฉบับแท้ๆเลยมาให้รับฟังกันดีกว่า

เกร็ด: นี่เป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของ Louis Armstrong

ออกแบบท่าเต้นโดย Michael Kidd นัก Choreographer ชื่อดังในตำนาน, จริงๆแล้ว Gene Kelly จะออกแบบท่าเต้นเองก็ได้ แต่ขอความช่วยเหลือจาก Kidd ที่มีพลังความสร้างสรรค์โดดเด่นมากกว่าตน เพื่อจะได้เอาสมองไปครุ่นคิดกับการกำกับมากกว่า กระนั้นทั้งคู่ก็เกิดความขัดแย้งระหว่างการถ่ายทำ ผลลัพท์คือ Kidd นำสไตล์จากยุคทองของ Kelly มาปรับใช้ในหนังมากกว่าจะมีลายเซ็นต์ของตนเอง ด้วยท่าเต้นที่ออกลีลากว้าง ใช้พื้นที่อย่างมาก และมีจังหวะสุดเร้าใจ

นิยามความรักของ Dolly Levi คือการโปรยทาน เผื่อแผ่ความสุขไปให้ทั่วผืนปฐพี ส่งมอบความหวัง ความฝัน สู่บุคคลที่ตกหลุมใหลต้องการความรัก ให้ได้พบเจอสิ่งล้ำค่าสุดในชีวิต, แต่เพราะการที่หญิงสาวเพิ่งจะพบเจอความทุกข์หนักอกจากสามีที่เสียชีวิต มันคล้ายกับวิธีการลงโทษทำร้ายตัวเอง ให้เห็นผู้อื่นมีความสุขก็ต้องอดรนฝืนทน จนกว่าจะถึงเวลาที่ฉันจะกลายเป็นอิสระจากพันธการ เมื่อนั้นจะกอบโกยตักตวงหาผลประโยชน์ทุกความสุขกลับคืนสู่ตน

ว่าไปเรื่องราวของหนังนี้มีลักษณะ ‘ผู้หญิงจีบผู้ชาย’ สังเกตว่าไม่มีหนุ่มหล่อ ชายหน้าตาดี มีแต่แก่รวย/ซื่อบื้อ/ความสูงเกิน/เด็กไร้เดียงสา หาได้มีความปกติธรรมดาไม่ ผิดกลับหญิงสาวที่ต่างสวย รวย น่ารัก (ไฮโซ) น่าหลงใหลทั้งนั้น สงสัยผู้แต่งบทละครเรื่องนี้คงจะ ‘ผิดหวังในรัก’ อย่างรุนแรง เลยต้องการสร้างเรื่องราวที่จะพูดบอกสาวๆว่า ใช่ว่าผู้ชายทุกคนจะดีเลิศประเสริฐศรี ต่างต้องมีตำหนิข้อบกพร่องกันทั้งนั้น

เช่นกันกับผู้ชายหน้าตาธรรมดาทั่วไป ไม่ได้หล่อเหลา ขาดความเร้าใจ มั่นในตัวเอง หรือผมหงอกขึ้นหัวแล้ว ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสพบเจอความรักกับหญิงสาวสุดสวย ชีวิตมนุษย์เรา อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แค่อย่าปิดกั้นดูถูกตัวเอง กล้าออกมาเผชิญโลกกว้าง โอกาสมีอยู่ทุกหนแห่งสำหรับทุกคนที่ต้องการไขว่คว้า

ผมว่ามันคือปาฏิหารย์เลยนะกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนจบ น้ำกับไฟ/น้ำกับน้ำมัน สองสิ่งที่เข้ากันไม่ได้แต่กลับเติมเต็มซึ่งกันและกัน ใครก็ตามที่ได้พบเจอคู่แบบนี้ ชีวิตมักมีความสุขกระสันต์ รักแท้ที่สามารถพึ่งพาร่วมด้วยช่วยกัน คงไม่ค่อยพบเจอความน่าเบื่อหน่ายเสียเท่าไหร่ เว้นแต่ถ้าต่างกันมากจนเกินไป ต้องระวังให้มากเพราะมีโอกาสแบ่งแยกจาก ทางใครทางมันได้เช่นกัน

ทุนสร้างตั้งต้นของหนังคือ $20 ล้านเหรียญ ใช้เวลาถ่ายทำเกินไปวันเดียวเท่านั้น แต่ก็หมดค่าประชาสัมพันธ์และเพิ่มเติมส่วนต้องจ่ายให้กับโปรดิวเซอร์ของ Broadway รวมแล้วใช้เงินสูงถึง $25 ล้านเหรียญ (ปี 2015 =$164 ล้านเหรียญ) เป็นรองเพียง Cleopatra (1963) ที่ใช้งบประมาณ $31.1 ล้านเหรียญ

ตอนออกฉายสัปดาห์แรก เห็นว่าทำเงินสูงกว่า The Sound of Music เสียอีก แต่เสียงตอนรับไม่ค่อยดีมากจนสุดท้ายทำเงินในอเมริกาได้เพียง $33.2 ล้านเหรียญ สูงอันดับ 4 แห่งปี แต่ถือว่าขาดทุนย่อยยับ

เข้าชิง Oscar 7 สาขา คว้ามา 3 รางวัล ประกอบด้วย
– Best Picture (เรื่องชนะปีนี้คือ Midnight Cowboy)
– Best Cinematography
– Best Film Editing
– Best Art Direction-Set Decoration ** คว้ารางวัล
– Best Costume Design
– Best Sound ** คว้ารางวัล
– Best Music, Score of a Musical Picture (Original or Adaptation) ** คว้ารางวัล

ประเด็นหลักๆที่ทำให้หนังเจ๊ง ขาดทุนย่อยยับ คือมันไม่สนุกอ่ะครับ ขาดความกลมกล่อมที่ลงตัว ซึ่งถ้าสังเกตจาก 6 ใน 7 สาขาเข้าชิง Oscar เป็นด้านโปรดักชั่นและเทคนิค จุดนี้ต้องยอมรับเลยว่ามีความสมควรอย่างยิ่ง เพราะการรวบรวมทีมงานยอดฝีมือระดับแนวหน้าหลากหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน แต่การนำมาผสมคลุกเคล้ารวมตัวให้เข้ากัน มันเป็นหน้าที่ของคนๆหนึ่ง ผู้กำกับภาพยนตร์ แต่เพราะความสามารถและวิสัยทัศน์ที่มีไม่มากถึงเพียงพอ มันก็เลยทำให้ทุกอย่างขาดความลงตัว ไม่สามารถกลายเป็นหนึ่งเดียวกันได้!

ความล้มเหลวของหนังเรื่องนี้ ถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดหนังเพลงทุนสูง (จากยุค Classic) โดยทันที ไม่มีสตูดิโอไหนอีกแล้ว -โดยเฉพาะ Fox- ต้องการสร้างหนังแนว Musical อีกต่อไป แต่อีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ Cabaret (1972) และ All That Jazz (1979) จะเปิดประตูบานใหม่ของหนังเพลง ที่แตกต่างไปจากเดิม

ส่วนตัวไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ แม้จะมีอะไรหลายๆอย่างสวยงามยิ่งใหญ่อลังตระการตา แต่ปัญหาใหญ่สุดๆเลยคือ Gene Kelly กำกับหนัง ควบคุมงานสร้างขนาดใหญ่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าสร้างภาพยนตร์เป็น

แต่ก็ไม่ถึงขั้นต่อต้านรับไม่ได้ เพราะมันมีสิ่งหนึ่ง ภาพเกิดขึ้นในหัวจากการได้เห็นตุ๊กตาบาร์บี้ Streisand และเสียงร้องอันทรงพลังเธอ ทำให้ผมหวนนึกถึง Judy Garland ราวกับว่าเป็นตัวตายตัวแทนกันจริงๆเลยละ นี่เป็นสิ่งประทับใจเหลือล้นให้ไม่รู้สึกเสียเวลาทนรับชมหนังเรื่องนี้จนจบได้

แนะนำกับคอหนัง Musical ชื่นชอบความยิ่งใหญ่อลังการ เพลงประกอบเพราะๆ เรื่องราวโรแมนติกกุ๊กกิ๊ก ชื่นชอบ Gene Kelly, Barbra Streisand ไม่ควรพลาด

จัดเรตทั่วไป ไร้ซึ่งพิษภัย

TAGLINE | “Hello Dolly! ยิ่งใหญ่อลังการ ทะเยอทะยาน แต่ไร้ซึ่งเป้าหมายให้เอื้อมไขว่คว้า ยกเว้น Barbra Streisand ขับร้องประสาน Louis Armstrong ได้อย่างแขนแข็ง”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of