I Vitelloni (1953)

I VITELLONI

I Vitelloni (1953) Italian : Federico Fellini 

หนังรางวัล Silver Lion: Best Director แจ้งเกิดให้กับ Federico Fellini แม้จะยังอยู่ในช่วงพัฒนาสไตล์ของตนเอง แต่ก็ถือว่ามีความโดดเด่น แบบเดียวกับ Amarcord (1973), เรื่องราวของชายหนุ่ม 5 คน ที่อายุกว่า 30 แล้ว แต่ไม่รู้จักหางานทำ เกาะครอบครัวกิน ใช้ชีวิตไปวันๆ อะไรที่ทำให้พวกเขาเป็นแบบนี้? แล้วจะมีใครในกลุ่ม สามารถเปลี่ยนตัวเองได้หรือเปล่า?

โจทย์ของหนังเรื่องนี้ถือว่ามีความน่าสนใจมากนะครับ ตอนผมดูก็ไม่ได้รู้คำถามนี้พวกนี้มาก่อนล่วงหน้าหรอก แต่หลังจากดูจบ มานั่งคิดวิเคราะห์ก็รู้สึกว่า นี่มันเหมือนรายงาน (Essay) เขียนไดอารี่ส่งการบ้าน จากหัวข้อโจทย์ที่ครูตั้งไว้ แล้วหนังนำเสนอคำตอบของปัญหา, ผมเลยคิดว่า ถ้าตั้งโจทย์ที่น่าสนใจให้กับหนัง ผู้อ่านเกิดความฉงนสงสัยอยากรู้คำตอบ ก็อาจจะช่วยเพิ่มความสนใจให้หนังเรื่องนี้ได้

ถ้าท่านอยากค้นหาคำตอบด้วยความสามารถตนเอง แนะนำว่าไปหาหนังดูเสียก่อนนะครับ อย่าเพิ่งอ่านบทความนี้ เพราะมันมีเฉลยอยู่ด้วย รู้คำตอบแล้วอาจหมดสนุกก็ได้

I Vitelloni ไม่ใช่หนังที่ดูยากเกินไป ผมจัดความยากแค่ Intermediate ที่ถ้าคุณพอดูหนังเป็น จะสามารถเข้าใจหนังได้โดยไม่ยาก

Federico Fellini มีผลงาน debut เป็นการร่วมกำกับและเขียนบทกับ Alberto Lattuada เรื่อง Luci del varietà (1951) หรือ Variety Lights ได้รับคำวิจารณ์ที่แย่ หนังไม่ทำเงิน และทำให้สตูดิโอผู้สร้างล้มละลาย, ผลงานเรื่องที่สอง คราวนี้ฉายเดี่ยว Lo sceicco bianco (1952) หรือ The White Sheik ร่วมเขียนบทกับ Michelangelo Antonioni และเป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับนักแต่งเพลงคู่ใจ Nino Rota แต่น่าเสียดาย หนังมีชะตากรรมล้มเหลวไม่ต่างกัน

แม้หนทางของ Fellini ในช่วงนั้นจะตกอับย่ำแย่ จนเกือบเอาตัวไม่รอดแล้ว แต่ด้วยบุญบารมีเก่าที่ยังมีสะสม ด้วยเพราะผลงานการเขียนบทก่อนหน้านี้ ทั้ง Rome, Open City (1945) และ Paisa (1946) ที่ทำให้เขายังได้รับโอกาสสร้างหนังอยู่, สำหรับผลงานลำดับ 3 ที่เขาต้องการสร้างคือ La Strada เขียนบทฉบับแรกเสร็จแล้ว แต่โปรดิวเซอร์บอกว่า เขาควรสร้างอย่างอื่นให้ประสบความสำเร็จเสียก่อน เพราะเรื่องราว แนวของ La Strada คงทำการตลาดไม่ดีแน่ เมื่อนั้นอยากทำหนังลักษณะนี้อีกกี่เรื่องคงไม่มีปัญหา

Fellini, Ennio Flaiano และ Tullio Pinelli จึงได้ร่วมกันระดมสมอง พูดคุยหาประเด็นที่น่าสนใจสำหรับพัฒนาเป็นบทหนัง และได้ข้อสรุปแรงบันดาลใจร่วมกัน คือ ‘ความสุขสมหวังและเศร้าเสียใจ ในการเติบโตขึ้นที่หมู่บ้านชนบท’ (the pleasures and frustrations of growing up in a provincial town) นี่เป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้พวกเขารวบรวม ระลึกถึงความทรงจำสมัยยังเป็นวัยรุ่น ปะติดปะต่อเข้ากัน จนกลายเป็น กลุ่มเด็กที่มีนิสัยเอาแต่ใจ ขี้เกียจ เห็นแก่ตัว งานการไม่ทำ เพราะเป็นการสะท้อนผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อเด็กวัยรุ่นที่เติบโตผ่านมาในช่วงนั้น

ถ้ามองในลักษณะนี้ จะเห็นเหมือนว่า หนังมีส่วนผสมของ Neorealist แต่ต้องบอกว่า ไม่ใช่ทั้งหมดครบทุกองค์ประกอบนะครับ เช่นว่า หนังไม่ได้ใช้นักแสดงสมัครเล่น, ไม่ได้นำเสนอสภาพเมืองที่ปรักหักพัง ฯ จริงอยู่ที่ Fellini เติบโต เริ่มต้น ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิก Neorealist เพราะเขาเป็นทีมเขียนบท Rome, Open City (1945) และ Paisa (1946) แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เขามองเห็นข้อจำกัด ทางตันของแนวทางสายนี้ จึงได้พยายามทำลายกรอบความคิด มุ่งค้นหาสิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างออกไป, นี่คือหนังที่ Fellini กำลังสำรวจหาหนทางความเป็นไปได้ ที่จะพัฒนาแนวทางของตนเองขึ้นมา มันเลยไม่แปลกที่จะยังดูเหมือนมีการยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ และหลายคนมองว่า หนังมีส่วนผสมของ Neorealist

สำหรับนักแสดง เหมือน Fellini จงใจประชดประชันโปรดิวเซอร์ ด้วยการคัดเลือก คนที่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จใดๆ หรือคนที่ทำหนังเจ๊งมาแล้วหลายเรื่อง

Franco Interlenghi รับบท Moraldo Rubini ผู้เป็นเหมือนศูนย์กลางจิตสำนึก จริยธรรม (Moraldo=Moral) ของกลุ่มวัยรุ่นทั้งห้า รู้จักถูกผิด รักเพื่อน ให้ความเชื่อใจ และคอยช่วยเหลือทุกครั้งที่มีโอกาส, ขณะเดียวกัน เมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา ทำให้ Moraldo รู้สึกว่า ตนเองต้องคิด ตัดสินใจ ทำอะไรบางอย่าง ที่สุดท้ายไม่ยอมบอกต่อเพื่อนๆสักคน (เพราะถ้าบอกก็คงไม่ได้ทำแน่)

Alberto Sordi (เคยเล่นหนังของ Fellini เรื่อง The White Sheik) รับบท Alberto ชายร่างใหญ่ที่สนแต่หน้าตา/ชื่อเสียง ของตนในสังคม เย่อหยิ่ง เอาแต่ใจ (และเอาแต่กิน) อาศัยอยู่บ้านกับแม่และน้องสาว ที่ภายหลังพอพบว่าเธอตกหลุมรัก กับชายคนที่แต่งงานแล้ว ก็แสดงความต่อต้าน (เพราะกลัวตนเสียหน้า) แต่เมื่อทั้งสองหนีออกจากบ้านไปด้วยกัน ก็มิอันทำอะไรเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของครอบครัวได้

Franco Fabrizi รับบท Fausto Moretti ผู้หลงตัวเอง ชอบวางมาดเก็ก ม่อสาวแบบบังคับขืนใจ กระร่อนปลิ้นปล้อน แต่จิตใจข้างในอ่อนเปราะ เหมือนเด็กอายุ 10 ขวบ, เหมือนว่า Fausto ชอบผู้หญิงทุกวัย ไม่สนเด็ก/แก้ โสดซิงหรือแต่งงานแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสนใจเขา มีหญิงสาวที่ตกหลุมเพียง Sandra (รับบทโดย Leonora Ruffo) น้องสาวของ Moraldo ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน (จะว่าเธอเป็นสมาชิกคนที่ 6 ของกลุ่มนี้ก็ยังได้) พลาดพลั้งท้อง ต้องแต่งงาน แต่ Fausto ก็ไม่อาจทำงานหาเลี้ยงดูครอบครัวได้

อีกสองคนที่บทไม่ค่อยเด่นเท่าไหร่
– Leopoldo Trieste (เคยเล่นหนังของ Fellini เรื่อง The White Sheik) รับบท Leopoldo Vannucci นักเขียนบทละคร/นิยาย ที่วันๆจมอยู่ในความเพ้อฝัน แต่เมื่อได้พบกับนักแสดงขวัญใจ กลับเหมือนว่าหมอนั่นเป็น …
– Riccardo Fellini (น้องชายของผู้กำกับ Fellini) รับบท Riccardo นักร้อง/นักเต้น/นักแสดง วาดฝันถึงการได้เป็นดาราใหญ่โต แต่ก็ดังที่สุดได้แค่ในเมืองแห่งนี้

ชายหนุ่มทั้งห้า ต่างปากกล้า ว่าใจอยากจะออกไปจากเมืองแห่งนี้
– Moraldo มีเพื่อนเป็นเด็กชายที่ทำงานอยู่สถานีรถไฟ
– Fausto เคยออกจากเมืองไปช่วง honeymoon
– น้องสาวของ Alberto หนีออกไปกับชู้รัก

แต่เมื่อกายไม่กล้าออกไป พวกเขาจึงหลบหนีเข้าไปในโลกของตนเอง (ในจิตใจ) เช่น ม่อผู้หญิง, เขียนนิยาย, แต่งตัว Cosplay ฯ ซึ่งสุดท้ายมีเพียงคนเดียวเท่านั้น (ในตอนจบ) ที่สามารถหนีออกไป ทั้งกายและใจได้

วัยรุ่นกลุ่มนี้ ผมถือว่าเป็น เพื่อนเลว ทั้งหมดเลยนะครับ (เว้นกับ Moraldo ไว้สักคน) กับสำนวนประโยคที่ว่า รวมกันเราอยู่ แต่ถ้ารวมกับเพื่อนประเภทนี้ ก็มีแต่จะกอดคอกันเดินลงเหวโดยไม่รู้ตัว, ผมค่อนข้างเชื่อมั่นว่า หลังจากวันที่ Moraldo จากไป ที่เหลือทั้ง 4 ก็ยังคงไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หางานการทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Fausto นิสัยเจ้าชู้ของหมอนี่ ผมเชื่อมั่นว่า ยังไงก็แก้ไม่หาย ต้องเลิกกับภรรยา ไม่กี่สิบปีถัดมา คงนอนเมาอยู่ข้างทาง เหมือนหมาขี้เรื้อนข้างถนนเป็นแน่

เราสามารถเปรียบทั้ง 5 ได้กับจิตใต้สำนึกของมนุษย์
– Leopoldo เพ้อฝัน คลั่งไคล้
– Riccardo ทะเยอทะยาน ใฝ่สูง
– Alberto เย่อหยิ่งในศักดิ์ศรี
– Fausto หลงตัวเอง มักมากในกามคุณ
– คนสุดท้าย Moraldo คือผู้มีจริยธรรม คุณความดีในจิตใจ

ถ่ายภาพโดย Carlo Carlini, Otello Martelli และ Luciano Trasatti การถ่ายทำหนังเรื่องนี้มีลักษณะเหมือน Road Movie เรียกว่า Itinerant Production (ประมาณธุดงค์) ทีมงานในกองถ่ายเป็นเหมือน Troupe (คณะละครสัตว์) ยกกองจากเมืองสู่เมือง ไปทั่วประเทศอิตาลี, ใชเวลาถ่ายทำ 6 เดือน สาเหตุที่ต้องใช้ตากล้องหลายคน เพราะคิวว่างไม่ตรงกัน ทำให้ตอนอยู่เมืองหนึ่ง ต้องทำงานกับตากล้องคนหนึ่ง พอย้ายเมืองตากล้องเลยเปลี่ยน

การมีช่างภาพถึง 3 คน มันจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่ งานภาพจะออกมาเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด นี่ทำให้ Fellini พัฒนาเทคนิคการถ่ายภาพ ที่ต่อให้ตากล้องเปลี่ยนไป แต่สไตล์ภาพที่ออกมาจะเป็นแบบเดียวกัน, สไตล์นี้ประกอบด้วย การค่อยๆเคลื่อนกล้อง (Slow Tracking Shot) มีจุดประสงค์เพื่อเป็นตัวแทนความน่าเบื่อของชีวิตคนหนุ่มทั้ง 5, การซูมในฉากที่มีเหตุการณ์ตื่นเต้น อาทิ ตอน Sandra เป็นลม, Alberto สร่างเมาทันที เมื่อรู้ตัวว่าน้องสาวกำลังจากไป, ตอนพ่อตี Fausto ฯ

ฟังดูมันก็เหมือนไม่มีอะไรเด่นมากสำหรับงานภาพแบบนี้ แต่สมัยนั้น การสร้างภาษาภาพยนตร์ลักษณะนี้ ยังไม่ได้แพร่หลาย เป็นสากลเท่าปัจจุบันนะครับ หนังเรื่องนี้จึงมีความโดดเด่นมาก (คิดว่าคงไม่ใช่เรื่องแรกๆที่ทำหรอก แต่มันดูมีชีวิตชีวา มีเหตุผลรองรับ จึงดูเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้กำกับ)

กับช็อตที่ผมชอบที่สุด คือตอนจบ ขณะที่ … อยู่รถไฟที่กำลังค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากชานชาลา มีการตัดสลับให้เห็นภาพเพื่อนทั้ง 4 ที่ยังนอนหลับฝันดีอยู่ในห้อง มีการเคลื่อนกล้องผ่านเตียงพวกเขา เหมือนรถไฟวิ่งผ่าน, ฉากนี้เหมือนการโบกมืออำลา จินตนาการถึงเหล่าเพื่อนรักครั้งสุดท้ายก่อนจาก หวังว่าคงได้พบกันอีก

ตัดต่อโดย Rolando Benedetti ถือว่ามีความรวดเร็ว และลีลาที่น่าสนเท่ห์มาก, Fellini สร้างจังหวะให้กับหนัง ด้วยการตัดต่อเล่าเรื่องสลับไปมาแบบปุปปัปฉับพลัน ที่เรียกว่า Abrupt Cuts (นี่ก็คล้ายๆ Jump Cuts แต่จะเป็นการตัดสลับมุมกล้อง ไม่ใช่กระโดดข้ามช็อต) และเวลาจบแต่ละฉากจะใช้การ Dissolve นี่เปรียบได้กับการหายใจ เพียงแต่ว่าเรื่องนี้เหมือนกำลังวิ่งออกกำลังกาย Exercise แบบหนักๆถี่ๆ

เห็นชัดสุดคงเป็นตอนงาน Carnival ที่มีการตัดต่อ ความเร็วสูงมาก (เร็วกว่าการกระพริบตาเสียอีก) ตัวละครพูดจบปุ๊ปตัดปั๊ป สลับกับ อีกตัวละครที่สนทนาด้วย ก็จะพูดขึ้นทันที ไม่มีหยุดรอปฏิกิริยาใด พอพูดจบก็ตัดกลับไปอีก เร็วมาก! กับฉากนี้ เพราะต้องการสร้างบรรยากาศให้มีความสนุกสนาน คึกคครื้น จึงจำเป็นต้องตัดให้เร็วที่สุด ตามจังหวะเสียงดนตรี และคนที่เต้นเท้าไฟ คึกคักจนหยุดไม่ได้

มุมมองของหนัง คงมีหลายคนคิดว่าน่าจะเล่าผ่านสายตาของ Moraldo (เพราะหนังมีการใช้เสียงบรรยายนำ ซึ่งน่าจะเป็นเสียงของเขาด้วย) แต่ผมมองว่า ‘เมือง’ แห่งนี้ คือมุมมองของหนัง แบบเดียวกับ Amarcord, หนังสองเรื่องนี้ แทบจะเรียกได้ว่าถอดมาจากพิมพ์เดียวกับ มีหลายเหตุการณ์ที่เรียกว่า Reuse ซ้ำกัน (เช่น คนปีนต้นไม้, งานเลี้ยง Carnival ฯ) ซึ่ง Amarcord มองคร่าวๆจะไม่เห็นว่า หนังใช้มุมมองของตัวละครไหน เพราะเรื่องนั้นใช้ ‘เมือง’ เป็นจุดศูนย์กลาง (pivot), ผมว่า จะมองแบบไหนก็ได้เหมือนกัน คือในมุมมองของ Moraldo (หนังทั้งเรื่องเปรียบเสมือนไดอารี่ ที่จดบันทึกเหตุการณ์ อันทำให้เขาตัดสินใจออกเดินทาง) หรือในมุมมองของ ‘เมือง’ ก็ไม่ผิด (เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในรอบปี ณ สถานที่แห่งนี้)

เพลงประกอบโดย Nino Rota นี่เป็นการร่วมงานครั้งที่ 2 กับ Fellini, บทเพลงของหนังเรื่องนี้ ให้ความรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน คึกคัก ชวนระลึกถึงวัยเด็กที่สนุกสนาน ได้อารมณ์ Nostalgia, กับคนที่ดูหนังของ Fellini มาหลายเรื่อง จะรู้สึกคุ้นเคย ถึงกลิ่นอาย และทำนองเพลง ผมรู้สึกคุ้นๆว่ามีบางเพลงเคยได้ยินใน Amarcord (Rota ชอบนำเพลงที่เคยแต่งไว้ มาเรียบเรียงใหม่ ใส่หนังเรื่องใหม่แบบนี้นะครับ เป็นนิสัยความชอบส่วนตัวที่คงขี้เกียจมาก)

กับเพลง Main Theme ที่ผมเลือกมานี้ เสียงดนตรีมีความหวานแหวว เป็นทำนองเหมือนคำร้อง มีลีลาการใช้เครื่องดนตรีที่หลากหลาย เปลี่ยนไปเรื่อยๆ และจังหวะคึกคัก รู้สึกอยากโยกหัว ขยับตัวไปมา

Giovanni ‘Nino’ Rota คือนักดนตรีอัจฉริยะ เกิดในครอบครัวนักดนตรี ตอนอายุ 11 สามารถแต่ง Oratorio (บทเพลงที่ประกอบด้วยการร้องเดี่ยว หรือร้องกลุ่มของนักร้องระดับเสียงต่างๆ การร้องของวงขับร้องประสานเสียง โดยมีการบรรเลงของวงออร์เคสตรา) ช่วงอายุ 46 ปีกับการทำงานเป็นนักแต่งเพลง มีผลงาน 150 ชิ้น ทั้งในอิตาลีและนานาชาติ กวาดรางวัลมาแล้วครบทุกสำนัก

ระหว่าง Amarcord กับ I Vitelloni ตอนนี้ผมยังเลือกไม่ได้ว่าชอบเพลงประกอบของเรื่องไหนมากกว่ากัน เพราะทั้งสองเรื่อง ให้ความรู้สึกหวนระลึก Nostagia ที่หอมหวาน คุกรุ่น ชื่นชอบพอๆกันเลย … เอาว่าตอนนี้ชอบเท่ากันไปก่อน (แต่เพลงประกอบของ Rota ที่ผมชอบสุด ยังคงเป็น 8 1/2)

ใจความของหนังเรื่องนี้ เป็นการนำเสนอภาพผลกระทบของวัยรุ่น ที่เติบโตผ่านช่วงเวลาสงครามโลก (ครั้งที่ 2) พวกเขามีความขลาดกลัวต่อบางสิ่งบางอย่าง ทำให้ขาดความกล้าที่จะต่อสู้เอาชนะจิตใจตนเอง สิ่งที่แสดงออกมาจึงเป็นเหมือนหน้ากากที่สวมไว้ เป็นคนปากกล้าหน้าด้าน แต่หมาเห่าใบตองแห้ง, ตัวละคร Moraldo สามารถแทนได้ด้วย Federico Fellini ที่ได้สอดแทรกเรื่องราวกึ่งอัตชีวประวัติ ในมุมมองที่ชวนให้หวนระลึกถึงความทรงจำวัยเด็ก ผองเพื่อน/บ้านเกิด/เทศกาลประเพณี ฯ และตอนจบกับการกระโดดขึ้นรถไฟ มองความหมายแฝงได้ 2 นัยยะ
1) การเอาชนะตนเอง เพื่อออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกกว้าง
2) การก้าวออกจากข้อจำกัด กรอบแนวคิด รูปแบบทางภาพยนตร์ของ Federico Fellini

ผู้จัดจำหน่ายหนังไม่ค่อยชอบชื่อ I Vitelloni เสียเท่าไหร่ แต่ Fellini ไม่ยอมเปลี่ยน เขาตั้งชื่อหนังตาม คำเรียกของหญิงแก่คนหนึ่ง ที่ถูกวัยรุ่นทั้ง 5 กลั่นแกล้ง, ให้คำอธิบายชื่อหนังว่า

the unemployed of the middle class, mother’s pets. They shine during the holiday season, and waiting for it takes up the rest of the year.

จุดเริ่มต้นของคำนี้ ในภาษาอิตาเลียนมาจากคำว่า vitello (veal=ลูกวัว) และ bovino (beef=เนื้อวัว) เป็นคำเรียกที่มีนัยยะถึง สัตว์/คนที่ขี้เกียจสันหลังยาว ไม่สนใจที่จะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน, คำเรียกนี้ในอิตาลี มักหมายถึง คนหนุ่มที่มาจากครอบครัวฐานะกลางๆ (modest family) วันๆไม่ทำอะไร อยู่กับบ้านเฉยๆ หรือถ้าเป็นนักเรียน คือคนที่มีการบ้านต้องส่ง ครบกำหนดแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรทั้งนั้น

นี่คือกลุ่มคนที่เป็นปัญหาสังคม (เหมือน Hikikomori) ไม่สามารถพึงพาเอาตัวรอดเองได้ ต้องอาศัยคนอื่นอยู่ แถมบางครั้งก็ยังชอบสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นเสียด้วย, ต้นตอของปัญหา มักเกิดจากการที่พ่อ-แม่ ครอบครัวปล่อยปละละเลย เลี้ยงลูกอย่างอิสระมากเกินไป ทำให้เขาไม่สามารถคิดทำ รับผิดชอบอะไรได้ด้วยตัวเอง

ในยุคสงครามโลก จะมีอีกเหตุผลหนึ่ง (ที่รุนแรงกว่ามาก) คือความท้อแท้สิ้นหวังในการมีชีวิต, เด็กที่เติบโตขึ้นผ่านช่วงเวลานี้มา มักจะจดจำภาพติดตา ความผวาหวาดกลัว เพราะไม่รู้ว่า พรุ่งนี้ลืมตาตื่นขึ้น ตัวเองจะยังมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือเปล่า นี่ทำให้โตขึ้นพวกเขาใช้ชีวิตแบบขอไปที ให้วันนี้มันผ่านๆไป มิอาจวาดฝันถึงอนาคตได้ หรือต้องการมีความรับผิดชอบสิ่งใด

วิธีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ กับคนประเภทนี้ต้องใช้วิธีปล่อยเกาะ ตัดน้ำตัดไฟ ตัดหางปล่อยวัด ให้หาทางมีชีวิต เอาตัวรอดด้วยตนเอง, แรกๆเขาก็จะถึงขั้นปางตางเลยละ แต่ผู้เป็นพ่อแม่ต้องใจเด็ด ตายเป็นตาย ถ้ามันเลี้ยงดูแลตนเองไม่ได้ ก็เป็นขอทานไปสิ บดขยี้เกียรติ ศักดิ์ศรีของตนเอง เมื่อนั้นพวกเขาก็อาจเห็นคุณค่า ความจำเป็น และเปลี่ยนความคิดของตนได้, แต่ถ้ากับคนที่มีอาการขั้นรุนแรง หรือทดลองวิธีนี้แล้วก็ไม่สัมฤทธิ์ผล คิดว่าคงต้องปรึกษาจิตแพทย์ ขอความช่วยเหลือแล้วละครับ เพราะมันจะมีปมบางอย่างในอดีต ที่ฝังลึกรุนแรงอันตราย จนอาจฆ่าเขาให้ตายได้

นอกจาก Silver Lion: Best Director จากเทศกาลหนังเมือง Venice ในปี 1953 แล้ว, อีก 5 ปีถัดมาเมื่อได้เข้าฉายที่อเมริกา ยังได้เข้าชิง Oscar: Best Original Screenplay ในปี 1958 น่าเสียดายไม่ได้รางวัล

ความสำเร็จระดับนานาชาติของหนังเรื่องนี้ ทำให้ Federico Fellini ได้รับการจับตามองอย่างสูง นี่ถือเป็นก่อนที่จะเริ่มต้นพัฒนาสไตล์ Felliniesque ให้เป็นรูปเป็นร่างใช้งานจริงได้ กระนั้นหนังก็ยังมีกลิ่นอายความเป็นส่วนตัวของ Fellini แทรกอยู่ นั่นคือเป็นเรื่องราวกึ่งอัตชีวประวัติของตนเอง นี่เองที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ศิลปิน’ ซึ่งถัดจากเรื่องนี้อีกไม่กี่เรื่อง ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ปรมาจารย์’

I Vitelloni กลายเป็นแรงบันดาลให้ผู้กำกับทั่วยุโรป อาทิ Juan Antonio Bardem, Marco Ferreri, Lina Wertmüller ฯ เห็นได้ชัดกับหนังเรื่อง Mean Streets (1973) ของ Martin Scorsese, American Graffiti (1973) ของ George Lucas และ  St. Elmo’s Fire (1985) ของ Joel Schumacher

เกร็ด: นี่เป็นหนังเรื่องโปรดของ Stanley Kubrick

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ ช่วงแรกๆเกิดความฉงนิดหน่อย เพราะยังจับไม่ได้ว่าเรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไร แต่เมื่อได้เห็นการใช้ชีวิตของตัวละครบางตัว ที่ดูน่าหงุดหงิด รำคาญใจ ก็ตระหนักได้ว่า บทหนังเรื่องนี้เขียนดีมากๆ นักแสดงก็ถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยม การถ่ายภาพ/ตัดต่อ อาจรู้สึกแปลกๆไม่คุ้นเคย แต่เพลงประกอบอารมณ์ Nostalgia เรียกว่า เกือบจะสมบูรณ์แบบ

ถ้าคุณเป็นแฟนหนังของผู้กำกับ Federico Fellini พลาดไป เสียใจแน่นอน หรือถ้าเคยดู Amarcord มาก่อนแล้ว ก็ห้ามพลาดเช่นกัน จะเกิดความรู้สึก Nostalgia เปรียบเทียบ และผลลัพท์อาจจะเป็นชื่นชอบ I Vitelloni มากกว่า

แต่ถ้าคุณยังไม่เคยดูหนังของ Fellini เรื่องใดมาก่อนเลย ขอแนะนำว่าควรหา I Vitelloni มาดูเป็นเรื่องแรกของผู้กำกับคนนี้ เพราะสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายสุด เรื่องราวไม่ซับซ้อน และมีความสวยงามระดับตำนาน

จัดเรต PG กับนิสัย การกระทำแย่ๆของหนุ่มๆบางคน

TAGLINE | “I Vitelloni คือการเดินทางก้าวออกมาจากโลกใบเก่า ของทั้งตัวละครและ Federico Fellini”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

3 Comments on "I Vitelloni (1953)"

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
Andy Gray
Guest
Andy Gray

ไม่ลองเขียนผลงานของ Howard hawks หรือ Quentin tarantino บ้างหล่ะครับ
ผมชอบมากเลย โดยเฉพาะคนแรก ผมว่าหนังแกดูสนุกดี

เมื่อ 9 ธันวาคม 2559 15:53, RAREMEAT BLOG
เขียนว่า:

> wtypethai posted: ” I Vitelloni (1953) : Federico Fellini ♥♥♥♥ หนังรางวัล
> Silver Lion: Best Director แจ้งเกิดให้กับ Federico Fellini
> แม้จะยังอยู่ในช่วงพัฒนาสไตล์ของตนเอง แต่ก็ถือว่ามีความโดดเด่น
> แบบเดียวกับ Amarcord (1973), เรื่องราวของชายหนุ่ม 5 คน ที่อายุกว่า 30 แล้ว
> แ”
>

trackback

[…] 1. I Vitelloni (1953)  : Federico Fellini ♥♥♥♥ […]