If Beale Street Could Talk (2018)

If Beale Street Could Talk

If Beale Street Could Talk (2018) hollywood : Barry Jenkins ♥♥♥♥

ประวัติศาสตร์เขียนขึ้นโดยผู้ชนะ! ขณะที่ชาวผิวสีในสหรัฐอเมริกา -ผู้พ่ายแพ้- ส่งต่ออดีตผ่านเรื่องเล่า บทเพลง งานศิลปะ ฯ จุดเริ่มต้นก็จาก Beale Street, เมือง Memphis, รัฐ Tennessee ทุกคนต่างประสบพบเจอเรื่องร้ายๆมากมายในชีวิต ทำอย่างไรถึงสามารถต่อสู้ก้าวเดินฟันฝ่าต่อไปได้, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

“Every black person born in America was born on Beale Street, whether in Jackson, Mississippi, or in Harlem, New York. Beale Street is our legacy”.

– อารัมบท

ในเมื่อ Beale Street สามารถสื่อแทนถึงคนดำในสหรัฐอเมริกา เราสามารถแปลประโยค If Beale Street Could Talk ตามนัยยะของเรื่องราวประมาณว่า ‘ถ้าคนผิวสีสามารถพูดได้!’ สิ่งที่พวกเขาอยากตะโกนกรีดร้องออกมา ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด แต่โดนใส่ร้ายป้ายสีความผิด มันเกิดความบ้าบอคอแตกเหี้ยห่าอะไรขึ้นในประเทศแห่งนี้

แซว: ถึงชื่อหนังคือ Beale Street แต่ก็แค่การเอ่ยถึงเท่านั้นนะครับ พื้นหลังจริงๆคือ Harlem, New York City

หน้าหนังของ If Beale Street Could Talk นำเสนอเรื่องราวความรักหวานฉ่ำของหนุ่มสาว กำลังมีประจักษ์พยานรอวันลืมตาสู่โลก แต่พวกเขากลับประสบพบความอับโชคร้าย มิได้กระทำอะไรผิดกลับติดคุกหัวโต พยายามหาหนทางออกแต่ก็หมดสิ้นจนปัญญา เรียกได้ว่าตกเป็น ‘เหยื่อ’ จากความอยุติธรรมของสังคม

เนื้อในใจความสะท้อนบรรยากาศยุคสมัย 60s – 70s ณ Memphis, Tennessee ที่คนผิวสีได้รับการเลือกปฏิบัติ ดูถูกเหยียดหยาม ‘Racism’ ทั้งๆไม่เคยสร้างความยุ่งยากเดือดร้อน ทำอะไรให้ใครโกรธเกลียด เพราะเหตุใดทำไมถึงต้องเดียดฉันท์กันขนาดนี้


Barry Jenkins (เกิดปี 1979) ผู้กำกับ/เขียนบทสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Liberty City, Miami หลังพ่อเสียชีวิตตอนเขาอายุ 12 ขวบ แยกอยู่จากแม่เพราะเธอติดโคเคนจนเลอะเลือน โตขึ้นเข้าเรียนสาขาภาพยนตร์ที่ Florida State University, Tallahassee ภาพยนตร์เรื่องแรก Medicine for Melancholy (2008) ยา(วิธีการ)สำหรับรับมือความโศกเศร้า เสียงตอบรับดีล้นหลามจากเทศกาลหนัง จนเข้าตา Brad Pitt เจ้าของสตูดิโอ Plan B Entertainment ได้ทุนสร้าง Moonlight (2016) คว้า Oscar: Best Picture

ประมาณปี 2011-12 ก่อนหน้าเริ่มต้นพัฒนาโปรเจค Moonlight ผู้กำกับ Barry Jenkins มีโอกาสเข้าร่วมสมาชิก Cinereach Fellowship ณ New York กลุ่มคนรุ่นใหม่ในวงการภาพยนตร์ นัดหมายร่วมวงพูดคุย ให้ปรึกษาคำแนะนำโน่นนี่นั่นซึ่งกันและกัน, วันหนึ่ง Jenkins พูดพร่ำถึงความชื่นชอบหลงใหลในผลงานของ James Baldwin จนกระทั่งใครคนหนึ่งพูดว่า

“Why don’t you try adapting him?”

หลายวันถัดมา เพื่อนคนนั้นของ Jenkins ส่งนวนิยาย If Beale Street Could Talk ชักชวนให้ลองดัดแปลงและหาโอกาสสร้างเป็นภาพยนตร์

“The purity of the love between them is definitely something that grabbed me. When I first read the book, or second-read the book, I thought, How amazing would it be to fuse those two things into a cinematic language?”

– Barry Jenkins

If Beale Street Could Talk (1974) นวนิยายลำดับที่ห้าของ James Arthur Baldwin (1924 – 1987) เกิดที่ New York City แม่ทนอยู่กับพ่อติดยาไม่ได้เลยย้ายไปอยู่ Harlem ตัวเขาเมื่อเติบโตขึ้นก็รับสภาพสังคมแห่งการเหยียดยามไม่ได้ อพยพย้ายสู่ประเทศฝรั่งเศส กลายเป็นนักเขียน/เคลื่อนไหวเพื่อคนผิวสี นวนิยายเรื่องแรก Go Tell It on the Mountain (1953) ได้รับการจัดอันดับ ‘TIME 100 Best English-language Novels from 1923 to 2005’ ขณะที่ผลงานเรื่องสุดท้ายเขียนไม่เสร็จ Remember This House ดัดแปลงสร้างสารคดี I Am Not Your Negro (2016) เข้าชิง Oscar: Best Documentary Feature

เกร็ด: ช่วงระหว่างเรียนหนังสือ Baldwin ได้เป็นเพื่อนร่วมห้องกับ Marlon Brando สนิทสนมพบเจออยู่เรื่อยๆขณะยังอาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา

Jenkins ไม่เร่งรีบร้อนดัดแปลงนวนิยายเล่มนี้ เพราะได้ยินข่าวลือหนาหูถึงความหึงหวงเรื่องมากของผู้จัดการมรดก ‘Baldwin estate’ หลังพัฒนาบทร่างแรกเสร็จสิ้นปี 2013 และหาโปรดิวเซอร์ร่วมงาน ปีถัดมาเลยส่งรายละเอียดพร้อมผลงานเรื่องแรก Medicine for Melancholy (2008) เป็น Resume ขอลิขสิทธิ์สร้างภาพยนตร์

ความล่าช้าของการตอบรับ ทำให้ Jenkins ทุ่มเวลาให้ Moonlight (2016) จนสำเร็จเสร็จสิ้นลงก่อนประสบความสำเร็จล้นหลาม สามารถเลือกโปรเจคไหนต่อก็ได้ทุนสร้างไม่จำกัด แต่หวนกลับมาหา If Beale Street Could Talk ตั้งใจไว้แล้วต้องไม่ผิดสัญญากับตนเอง

ณ Harlem, New York City เรื่องราวของ Tish (รับบทโดย KiKi Layne) รู้จักสนิทสนม Fonny (รับบทโดย Stephan James) เพื่อนเล่นตั้งแต่ยังเด็กเล็ก เติบโตเป็นผู้ใหญ่ค่อยๆตกหลุมรักใคร่ เพ้อวาดฝันอนาคตสวยหรู แต่แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดถึง เขาถูกจับข้อหาข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาวชาว Puerto Rico โดนชี้ตัวติดคุกหัวโตทั้งๆไม่ได้เคยพบหน้ารู้จักตัว ครอบครัวจึงพยายามต่อสู้ดิ้นรน ว่าจ้างทนาย ลักลอบค้าขายขโมยของผิดกฎหมาย และแม่เดินทางสู่ Puerto Rico ร้องขอโจทก์ให้มาขึ้นศาลเป็นพยาน แต่สุดท้ายโชคชะตาก็ไม่ยินยอมเข้าข้าง เลยยินยอมรับสารภาพเพื่อลูกชายเพิ่งคลอดลืมตา อีกไม่กี่ปีหรอกหนาคงได้กลับออกมาสู่โลกภายนอก


นำแสดงโดย Kiandra ‘KiKi’ Layne (เปิดปี 1992) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Cincinnati, Ohio ตั้งแต่เด็กมีหนังเรื่องโปรดคือ The Lion King (1994) โตขึ้นร่ำเรียนฟลุต ทรัมเป็ต French Horn ตามด้วยสาขาการแสดง DePaul University, Chicago สู่วงการภาพยนตร์ในบทสมทบซีรีย์ Chicago Med (2016), มาคัดเลือกได้แสดงนำแจ้งเกิด If Beale Street Could Talk (2018)

รับบท Clementine ‘Tish’ Rivers หญิงสาวอายุ 19 ปี ยังคงสดใสบริสุทธิ์ เต็มไปด้วยอาการหวาดหวั่นสั่นกลัว ใช้ความพยายามอย่างมากถึงกล้าพูดบอกครอบครัวว่าตนเองตั้งครรภ์ โชคดีได้พ่อ-แม่ และพี่สาวเข้าใจหัวอก โอบกอดยินยอมรับด้วยความปรารถนาดี ผิดกับแม่ของ Fonny แสดงความเหยียดเดียดฉันท์ หลานตนเองแท้ๆกลับปฏิเสธต่อต้าน พยายามทำทุกสิ่งอย่างในความสามารถเพื่อช่วยเหลือสุดที่รักออกมาจากคุก

ความยังสดใหม่ต่อหน้ากล้องของ Layne แล้วถูกขอให้จับจ้องมองมาตรงๆ สร้างความเคอะเขิน เหนียงอาย เกิดปฏิกิริยาหวาดหวั่นสั่นกลัว นั่นคือสิ่งที่ผู้กำกับต้องการจากตัวละครนี้ หญิงสาวไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก ไม่รู้จักทำอย่างไรดีต่อสถานการณ์ แต่ยังคงได้รับการส่งเสริมผลักดัน เต็มไปด้วยขวัญกำลังใจรอบข้าง แค่นั้นก็เพียงพอแล้วให้สามารถต่อสู้ก้าวเดิน และให้กำเนิดทารกน้อย ของขวัญสุดล้ำค่าแห่งชีวิตมนุษย์


Stephan James (เกิดปี 1993) นักแสดงสัญชาติ Canadian เกิดที่ Scarborough, Ontario ครอบครัวเชื้อสาย Jamaican โตขึ้นเรียนจบจาก Jarvis Collegiate Institute สู่วงการจากนักแสดงซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก Home Again (2012), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Selma (2014), Race (2016), If Beale Street Could Talk (2018) ฯ

รับบท Alonzo ‘Fonny’ Hunt สุดที่รักของ Tish ชายหนุ่มผู้ร่าเริงสดใส เต็มไปด้วยความเพ้อฝันทะเยอทะยาน แม้เรียนไม่เก่งแต่งานฝีมือแกะสลักไม้กำลังค่อยๆวิวัฒนาการสู่ศิลปะเลอค่า แต่โชคชะตาพลัดพาให้ถูกป้ายสีจับติดคุก ทุกข์ทรมานรวดร้าวแสนสาหัส แม้ชีวิตจะไม่เป็นธรรมแต่เพื่อลูกจึงยินยอมสารภาพ พฤติกรรมดีๆอีกไม่นานคงได้รับการปลดปล่อยตัว

นอกจากเคมีอันเร่าร้อนรุนแรงที่มีต่อ KiKi Layne ยังโดดเด่นในการถ่ายทอดสีหน้าอารมณ์ เพราะเกินครึ่งเรื่องถูกกักตัวอยู่เบื้องหลังกระจก ความพลุกพร่านรวดร้าวสะสมคลุ้มคลั่งอยู่ภายใน นี่ฉันทำอะไรผิดถึงต้องมาลงเอยในคุกอย่างเสียสติ กระทั่งเมื่อค้นพบตัวตนเองทุกสิ่งอย่างถึงเริ่มผ่อนคลาย ชีวิตไม่ต่างอะไรกับงานศิลปะ ต้องใช้เวลาร่ำเรียนรู้สร้างสรรค์ เก็บสะสมประสบการณ์ สักวันหนึ่งย่อมตระหนักเข้าใจได้ ความหมายชีวิตและเป้าหมายผลงานคืออะไร


คงไม่มีใครในหนังโดดเด่นไปกว่า Regina Rene King (เกิดปี 1971) นักแสดง/ผู้กำกับหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles โตขึ้นเข้าเรียนสาขาการแสดง University of Southern California เริ่มต้นแจ้งเกิดกับซีรีย์ 227 (1985-90), สมทบภาพยนตร์ Friday (1995), Jerry Maguire (1996), Ray (2004), คว้า Oscar: Best Supporting Actress เรื่อง If Beale Street Could Talk (2018)

รับบท Sharon Rivers แม่ของ Tish ผู้มีความเข้าใจหัวอกของลูกสาว พร้อมผลักดันให้ความช่วยเหลือ ยินยอมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อความสุขของลูกๆ ออกเดินทางมุ่งสู่ Puerto Rico เพื่อไหว้วานร้องขอโจทก์ที่ถูกข่มขืนให้มาขึ้นศาล แต่สิ่งเกิดขึ้นกลับไม่มีอะไรสมประสงค์ดั่งใจหวัง

การแสดงของ King เปลือกนอกเต็มไปด้วยความเข้มแข้งแกร่ง แสดงออกให้ใครอื่นพบเห็นว่า ฉันพร้อมเสียสละทำทุกสิ่งอย่างเพื่อลูก! แต่เบื้องลึกภายในเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ทุกข์ทรมานแสนสาหัส การแต่งหน้าทำผมทาปากก่อนออกไปรบนั้น ช่างลุ่มลึกทรงพลัง สะท้อนความขลาดหวาดกลัวจากภายในที่ต้องปกปิดหลบซ่อนไว้ เพราะนี่คือหน้าที่ของคนเป็นแม่ ไม่มีใครอื่นสามารถเทียบแทนที่ได้


ถ่ายภาพโดย James Laxton เพื่อนร่วมรุ่น/ตากล้องขาประจำของ Barry Jenkins ร่วมงานกันตั้งแต่สร้างหนังสั้น Medicine for Melancholy (2008), Moonlight (2016), If Beale Street Could Talk (2018) ฯ

ใครช่างสังเกตจะพบว่าขนาดของงานภาพไม่ใช่ Widescreen (16:9) หรือ Anamorphic (2.39:1) แบบปกติทั่วไป แต่คือ Univisium (2.00:1) ผลิตโดย Universal Picture เริ่มใช้ตั้งแต่ Jurassic World (2015) ซึ่งปี 2018 มีภาพยนตร์สี่เรื่อง ประกอบด้วย Hereditary (2018), A Simple Favor (2018), Green Book (2018) และ If Beale Street Could Talk (2018)

งานภาพ ‘สไตล์ Jenkins’ โดดเด่นในการเคลื่อนกล้องและใช้แสงสี ซึ่งเรื่องนี้เน้นโทนเขียว-เหลือง (ทั้งเสื้อผ้า/ฉากพื้นหลัง) เพื่อสร้างสัมผัสฤดูใบไม้ร่วง ‘Autumn’ มีความอบอุ่น สดใสร่าเริง ราวกับหลุดจากเทพนิยายของคนผิวสี (เขียว-เหลือง เป็นเฉดสีที่ทำให้คนดำดูสว่างสดใสขึ้นมาก)

แซว: เขียว-เหลือง ว่าไปคือโทนสีแห่งความรัก ที่เข้ากับคนดำมากกว่าชมพูเสียอีกนะ!

ฉากแรกของหนังที่เป็นการเดินไปอย่างเชื่องช้าของสองคู่รัก สังเกตว่า Fonny ใส่เสื้อสีเหลืองอยู่ด้านใน ขณะที่ Tish สวมโค้ทเหลืองคลุมด้านนอก แค่นี้ก็สะท้อนได้ว่าพวกเขาเป็นของกันและกัน ทั้งภายใน-ภายนอก ร่างกาย-จิตวิญญาณ

คุ้นๆเคยอ่านเจอว่า ผู้กำกับ Jenkins ลุ่มหลงใหลคลั่งไคล้ผลงานของปรมาจารย์ Yasujirō Ozu หนึ่งในสไตล์ที่พบเห็นในหนังเรื่องนี้ ตัวละครขณะพูดคุยสนทนาด้วยการจับจ้องมองกล้องมาตรงๆ ถือเป็นการสบตา/สื่อสารกับผู้ชม สร้างความเคอะเขิน กระอักกระอ่วน ขณะเดียวกับเหมือนจะพบเห็นบางสิ่งอย่างอยู่หลบซ่อนเร้นอยู่ภายใต้

สำหรับสีเขียว เริ่มสะดุดตากับฉากภายในบ้านของ Tish เธอสวมเสื้อลายสี Teal (กระโปรงเหลือง) ผ้าม่านด้านหลังเขียวอ่อนๆ มีความกลมกลืนกับแสงไฟออกส้มเหลืองอ่อนๆ

คงแปลกพิลึกถ้าหนังไม่ถ่ายทำยังสถานที่จริง Harlem, New York City แต่ประเด็นคือบริเวณนี้ได้วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากยุค 60s-70s ค่อนข้างมาก เลยไม่ใช่เรื่องง่ายจะค้นหาสถานที่เหมาะสม ก็พอพบเห็นอยู่ 2-3 ฉาก ใครเคยรับชม Do the Right Thing (1989) อาจพอคุ้นเคยบ้างอยู่

ฉาก Sex Scene อาบด้วยแสงเหลืองทองอร่าม สาดส่องรับกับผิวสีดำได้อย่างละมุ่นไม นี่เรียกว่าโป๊เปลือยอย่างมีศิลปะ และความสุขสำราญมันจะ Slow-Motion สักหน่อย ค่อยๆสอดเข้าสอดออกเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ตราฝังตรึงในความทรงจำชั่วนิจนิรันดร์

ลักษณะการใช้แสงแบบนี้ ตรงกันข้ามกับ Moonlight แสงจันทร์สีน้ำเงินอาบฉาบผิวดำได้หยาบแข็งกระด้าง ชาย-ชาย แบบนั้นรุนแรงล้างผลาญ ขณะที่ชาย-หญิง แบบนี้งดงามกว่ากันมาก!

Long Take ของสองลูกผู้ชาย เรื่องที่พวกเขาสนทนามันช่างน่าตื่นตระหนก หวาดสะพรึงกลัวเสียเหลือเกิน! ซึ่ง Sequence นี้ถือได้ว่าเป็นการเล่าแทนเหตุการณ์ฝั่ง Fonny ขณะอาศัยอยู่ในคุก เพราะผู้ชมจะพบเห็นเพียงเขานั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกระจกสนทนากับ Tish ครั้งหนึ่งดวงตาแดงกล่ำ ใบหน้าบวมช้ำ พร้อมริ้วรอยบาดแผล นั่นทำให้ใครๆสามารถจินตนาการต่อได้ว่า ชีวิตข้างในคงเลวร้ายบัดซบอย่างถึงที่สุด!

อีกหนึ่ง Long Take ที่งดงามมากทีเดียว เมื่อ Fonny ทำการวาดฝันจินตนาการถึงอพาร์ทเม้นท์หลังใหม่ให้กับ Tish จริงๆจะตัดต่อสักหน่อยก็ได้ แต่ความลื่นไหลต่อเนื่องของฉากนี้ สะท้อนถึงจิตวิญญาณพวกเขาที่ล่องลอยโหยหา ‘บ้าน’ สถานที่พักอยู่อาศัยของเราเอง นั่นไม่ใช่สิ่งพบเจอได้ง่ายๆ ทำไมไม่ลองเสี่ยงดูสักหน่อย ผลลัพท์อาจออกมาดีเยี่ยมก็เป็นได้!

เห็นว่านี่คือฉากแรกของการถ่ายทำ ชวนให้ผมระลึกถึงฉากสวมแหวนเรื่อง Always Sunset On Third Street (2005) แต่ไม่ถึงขั้นโรแมนติกซาบซ่านขนาดนั้น!

การเดินทางของแม่สู่ Puerto Rico ถือเป็นโอกาสสุดท้ายเพื่อช่วยเหลือ Fonny ออกจากคุก ลงจากเครื่องบินสวมชุดสีเขียว แสงอาทิตย์ยามเย็นใกล้ตก ถ้าครั้งนี้ต่อรองไม่สำเร็จ ทุกสิ่งอย่างคงตกอยู่ในความมืดมิด!

แม้ความตั้งใจของทีมงาน ต้องการถ่ายทำฉากนี้ยัง Puerto Rico แต่การมาถึงของพายุเฮริเคนระดับห้า Maria เมื่อเดือนกันยายน 2017 เลยจำต้องยายสถานที่ไปยัง Dominican Republic

“We had to decide what was the right thing to do in the aftermath of the hurricane — go and infuse what we could back into the local economy or was it a time to step back. But we were able to hire a lot of the crew we’d pinpointed in Puerto Rico and bring them to the Dominican Republic”.

– Barry Jenkins

ตัดต่อโดย Joi McMillon และ Nat Sanders ทั้งสองเคยร่วมงานกับ Jenkins เรื่อง Moonlight (2016)

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองและเสียงบรรยายของ Clementine ‘Tish’ Rivers ตัดสลับระหว่างปัจจุบันดำเนินไปข้างหน้า และหวนระลึกนึกย้อนอดีตขณะคบหา Alonzo ‘Fonny’ Hunt

ต้นฉบับนวนิยายของ James Baldwin ก็ใช้มุมมองดำเนินเรื่องของ Tish เป็นที่ตั้ง ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงบรรยายครุ่นคิดภายในตัวละคร ผู้กำกับ Jenkins เลือกนำแรงบันดาลใจ Voice-Narration อ้างอิงถึง In the Mood for Love (2000) ของ Wong Kar-Wai เลือกสรรค์บทพูดที่มีความสอดคล้องกับช่วงเวลา เหตุการณ์ขณะนั้น ตรงไปตรงมาอย่างที่สุด


เพลงประกอบโดย Nicholas Britell สัญชาติอเมริกัน ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับ Jenkins เรื่อง Moonlight (2016) อีกเช่นกัน ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Big Short (2015), Battle of the Sexes (2017), Vice (2018) ฯ

เสียงประสานของเครื่องสายคือสิ่งเสริมสร้างอารมณ์ให้กับหนัง คอยคุมโทนบรรยากาศ ชักนำพาความรู้สึกผู้ชมให้เคลื่อนคล้อยตามเรื่องราว/ตัวละคร ทั้งหวานแหววและเจ็บปวดซึมเศร้า ผสมผสานคลุกเคล้าได้อย่างทรงพลังตราตรึง

มีบทเพลงหนึ่งที่ขนลุกขนพองสั่นสะท้าน เริ่มต้นวินาทีแม่เดินทางไปถึง Puerto Rico เสียงเครื่องสายและเครื่องเป่าประสานดังขึ้นพร้อมกัน สะดุ้งโหยง! จากนั้นค่อยๆแปรสภาพสู่ความสับสนอนม่าน พลุกพร่านสั่นไหว นี่เป็นท่วงทำนองสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ภายในจิตใจของเธอ ไม่พูดบอกแสดงออก ปกปิดบังด้วยการสวมใส่วิก ทาลิปสติก เตรียมตัวพร้อมออกรบ ต่อสู้สมรภูมิที่ไม่รู้จักสามารถคว้าชัยชนะมาได้หรือเปล่า!

แถมท้ายไม่ได้มีในหนังหรอกนะ กับบทเพลง Beale Street Blues (1917) แนว Blues/Jazz Standard แต่งโดย W.C. Handy (1873 – 1958) ได้แรงบันดาลใจจาก Beale Street ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ James Baldwin ตั้งชื่อหนังสือ If Beale Street Could Talk, นำฉบับโด่งดังสุดประกอบภาพยนตร์ชีวประวัติ W.C. Handy เรื่อง St. Louis Blues (1958) ขับร้องโดย Ella Fitzgerald

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน If Beale Street Could Talk สะท้อนค่านิยม/สภาพสังคมอเมริกัน ที่คนผิวขาวมักดูถูกหมิ่นแคลนชาวผิวสี ว่ามีความน่ารังเกียจขยะแขยง พยายามหาเรื่องใส่ร้าย ป้ายสีความผิด อคติทางเชื้อชาติพันธุ์ เหยียบเหยียดย่ำ และยกระดับตนเองว่ามีความสูงส่งเหนือกว่า

คนผิวสีถือว่าอยู่ในฐานะ ‘ผู้แพ้’ ทางประวัติศาสตร์โลกมายาวนาน ตั้งแต่ยุคกรีกโรมันถูกจับมาเป็นข้าทาสบริวารรับใช้ ยิ่งสมัยชาวยุโรปอพยพมุ่งสู่สหรัฐอเมริกา นำพาชาวแอฟริกันข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อสนองตัณหา ความสะดวกสบายของตนเอง กดขี่ข่มเหง ใช้แรงงานเยี่ยงทาส ไม่แตกต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน แถมยังพยายามกีดกันมิให้ได้รับสิทธิเสมอภาคเท่าเทียมตามรัฐธรรมนูญ

แม้ตั้งแต่ Abraham Lincoln ประกาศเลิกทาสวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1862 ผ่านมากว่าศตวรรษจนถึงปัจจุบันก็ใช่ว่าพฤติกรรมโกรธเกลียด รังเกียจเดียดฉันท์ จะหมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินสหรัฐอเมริกา เพราะประวัติศาสตร์ยังคงตราฝังลึกในความรู้สึกผู้คน ไม่มีทางหมดสูญสิ้นโดยง่ายตราบใดมนุษย์มีความแตกต่าง เหมารวมความชั่วร้ายหวาดสะพรึงกลัว น้อยนักจะครุ่นคิดหัวอกผู้อื่น ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’

แม้แต่ในชุมชนชาวผิวสีด้วยกันเอง ใช่ว่าทุกคนจะมีความคิดเห็นสอดคล้อง บ้างก้มหน้ายินยอมรับโชคชะตากรรม ใครทนไม่ไหวจึงเคลื่อนไหวตอบโต้ อาจเฉพาะคนมีสติปัญญาอย่างผู้เขียน James Baldwin เรื่องอะไรจักต้องอดทนเลยอพยพย้ายหนีสู่ฝรั่งเศส แต่การกระทำแบบนี้ครึ่งค่อนคงตำหนิต่อว่า หมอนี่ปอดแหกไม่ใช่ลูกผู้ชาย … แบบไหนถูกผิดก็ครุ่นคิดตามโลกทัศนคติของตนเองก็แล้วกันนะ

ทารกน้อย ตัวแทนของคนผิวสีรุ่นถัดไป แม้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางโชคชะตาอันเลวร้าย ก็ไม่ได้แปลว่าต้องเติบโตขึ้นเป็นคนโหดโฉดชั่ว มองเป็นสัญลักษณแห่งโอกาสและความหวังใหม่ ทำให้คนรุ่นเก่ามีกำลังใจอดรนทนสู้ต่อ เฝ้ารอคอยวันได้รับอิสรภาพอย่างแท้จริง

ศาสนาเป็นอีกสิ่งที่ผู้เขียน Baldwin เกิดอคติต่อต้านรุนแรง คือสาเหตุผลหนึ่งทำให้มนุษย์เกิดความแบ่งแยกเลือกข้าง อ้างโน่นนี่นั่นตามหลักศีลธรรม แต่ชีวิตเกิดมาไม่ว่าจะดี-ชั่ว ถูก-ผิด การยินยอมรับความจริงปัจจุบันต่างหากคือสิ่งสำคัญสูงสุด

ผู้กำกับ Barry Jenkins ให้คำนิยามนวนิยาย/ภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า ‘Love Letter to Harlem’ ความที่ตนเองมีอะไรหลายๆอย่างคล้ายคลึงผู้เขียน Baldwin พยายามครุ่นคิดหาทางออกของตนเอง ภาพยนตร์เปรียบเสมือน ‘ยา’ คอยบำบัดรักษาอาการเจ็บปวดชอกช้ำระกำใจ

ว่าไปพี่แกปัจจุบันยังครองตัวเป็นโสด เคยให้สัมภาษณ์หลังรับชม Shoplifters (2018) ว่าเกิดความโหยหาซาบซึ้งครอบครัวที่ตนยังไม่เคยมีโอกาสประสบพบเจอ … หลายๆอย่างของ If Beale Street Could Talk สามารถมองได้คืออุดมคติ ความเพ้อใฝ่ฝัน สักวันอยากจะตกหลุมรักใครสักคนแบบนั้น ขอให้ได้เป็นจริงเข้าสักวันแล้วกันนะ


หนังใช้ทุนสร้าง $12 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นเกือบๆสามเท่าตัวจาก Moonlight (2016) แต่เพราะพลาดเข้าชิง Oscar: Best Picture ทำให้ดูแล้วคงไม่สามารถคืนทุนแน่ๆ ฉายมากสามเดือนถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2019 ทำเงินในอเมริกาได้เพียง $14.4 ล้านเหรียญ

เข้าชิง Oscar สามสาขา คว้ามา 1 รางวัล
– Best Supporting Actress (Regina King) ** คว้ารางวัล
– Best Adapted Screenplay
– Best Original Score

หนังถูก SNUB จากแทบทุกสาขาอื่นๆโดยเฉพาะ Best Picture ที่ปีนี้มีเพียง 8 เรื่องเท่านั้น น่าจะด้วยเหตุผลการเปรียบเทียบกับ Moonlight (2016) ความตราตรึงทรงพลังไม่มากเท่า อะไรๆเลยดูต่ำต้อยด้อยค่ากว่า

ส่วนตัวยก Moonlight ขึ้นแท่นหนึ่งในหนังโปรดเรียบร้อยแล้ว ลึกๆเลยรู้สึกผิดหวังใน If Beale Street Could Talk แต่คุณภาพยังคงจัดเต็ม ลุ่มลึกละเมียดไม ดั่งบทกวีพรรณาความรู้สึกของชาวผิวสี เจ็บปวดทุกข์ทรมาน สงสารเห็นใจ คงทำอะไรไม่ได้นอกจากเป็นกำลังใจให้

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ฉากที่แม่ (ตัวละครของ Regina King) เดินทางสู่ Puerto Rico พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อช่วยเหลือลูกสะใภ้ ถามตัวคุณเองจะสามารถทำอะไรแบบนั้นได้หรือเปล่า! ยินยอมรับลูกหลานท้องก่อนแต่ง และคอยอยู่เบื้องหลังผลักดันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

แนะนำโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเป็นพ่อแม่ ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอมุมมองการกระทำ …ไม่ใช่ว่าดี-ชั่ว หรือถูก-ผิด.. พบเห็นแบบไหนสาแก่ใจ ก็จงแสดงเช่นนั้นออกมา

จัดเรต 15+ กับการเหยียดหยาม ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ Sex Scene อันเร่าร้อนรุนแรง

คำโปรย | ผู้กำกับ Barry Jenkins พรรณาความรู้สึกของคนผิวสีผ่าน If Beale Street Could Talk กรีดร้องอย่างละเมียดไม
คุณภาพ | มี
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of