Ikiru (1952)

Ikuru

Ikiru (1952)

ผลงานจากผู้กำกับ Akira Kurosawa กับสุดยอดการแสดงของ Takashi Shimura นี่เป็นหนังที่ตั้งคำถามกับการใช้ชีวิต เมื่อได้รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ช่วงเวลาที่เหลืออยู่คุณจะใช้มันทำอะไร หนังที่สอดแทรกแนวคิดที่ดีมากๆ แต่วิธีการนำเสนอค่อนข้างดูยากสักนิด คนดูถ้าไม่ชอบก็จะเกลียดไปเลย

ผมเคยดู Ikiru พร้อมๆกับหนังเรื่องอื่นใน collection ของ Akira Kurosawa เมื่อนานมาแล้ว แต่นี่เป็นหนังที่ไม่เคยอยู่ในความทรงจำของผมเลย หลายปีผ่านไปได้เห็นชาร์ทจัดอันดับหนังมากขึ้นก็เริ่มสงสัย เพราะคุณภาพของหนังหนังมันเทียบเท่า Rashomon และ Seven Samurai เลย ได้กลับมาดูครั้งนี้จึงเข้าใจ มันมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ผมไม่จดจำหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่แนวคิดหรือวิธีการเล่าเรื่อง แต่เป็นประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆ วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังนะครับ

Ikiru เป็นผลงานคั่นระหว่าง Rashomon กับ Seven Samurai จะว่าหนังเรื่องนี้ครึ่งหนึ่งเป็นส่วนผสมของการทดลองด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องใหม่ๆ กับแนวคิดที่ถือเป็นสไตล์ของ Kurosawa ตอนสร้างหนังเรื่องนี้ Kurosawa เพิ่งจะอายุย่างเข้า 40 กำกับหนังมาก็หลายเรื่องแล้ว ไม่ใช่ตอนย่างเข้า 30 หรือย่างเข้า 50 แต่ ณ ตอนที่อายุ 40 คงเป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มมองย้อนกลับไปแล้วถามตัวเอง กับสิ่งที่เขาทำมาตลอดทั้งชีวิตมันมีค่าพอหรือเปล่า จากการได้อ่านนิยายของ Leo Tolstoy ตีพิมพ์เมื่อปี 1886 เรื่อง The Death of Ivan Ilyich คงทำให้เขาฉุกคิดได้

ร่วมดัดแปลงบทโดย Shinobu Hashimoto, Hideo Oguni พระเอกเป็นตัวแทนของชายกลางคน middle-age (แต่ทำงานมา 30 ปีนี่ อายุขั้นต่ำก็ 50 แล้ว ไม่น่าจะเรียกว่า middle-age แล้วนะ เรียกว่าสูงวัยยังได้) ส่วนผสมของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่แนวคิดเกี่ยวกับการมีชีวิตเท่านั้น แต่ยังมีการเสียดสีระบบการทำงานของรัฐ ที่ขาดความกระตืนรือร้น เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายและความเห็นแก่ตัว (ผมเคยดูหนังที่เสียดสีรัฐแบบเจ็บๆแสบๆ ก็เรื่อง Brazil ของ Terry Gilliam นะครับ เรื่องนั้นนี่ตรงๆเลย ถ้ามีโอกาสไว้จะมาเล่าให้ฟัง) ในระบบการทำงานของรัฐที่แต่ละฝ่ายก็มีหน้าที่รักษาตำแหน่งของตน เงินเดือนที่จำกัด ความก้าวหน้าที่ไม่มาก เหล่านี้ทำให้การขยับตัวของคนทำงานลดลงจนไม่คิดจะทำอะไรเลย และเมื่อวันหนึ่งที่พระเอกได้พบว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็ง เขาจึงเริ่มมองย้อนกลับไป ว่านี่เราเกิดมาเพื่ออะไร ตั้งคำถามกับชีวิตกับช่วงเวลาที่เหลือ ฉันจะทำอะไรดี คำตอบของหนังเรื่องนี้ ณ จุดที่พระเอกเราคิดได้ว่าเขาต้องทำอะไรบางอย่าง สิ่งที่เขาทำก็คือทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีตัวตน ให้โลกได้จารึกไว้ว่าเขาก็เป็นคนที่สามารถทำอะไรบางอย่างได้ มีชีวิตไม่เสียชาติเกิด

นำแสดงโดย Takashi Shimura หนึ่งในนักแสดงขาประจำที่สุดของ Kurosawa ผมคิดว่าการแสดงของ Shimura ในหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นที่สุดการแสดงของเขาเลย ตอนเล่นหนัง Shimura อายุประมาณ 46 เล่นเป็นชายสูงวัยใกล้ตาย เสียงของเขาจะทุ้มต่ำ อู้อี้อยู่ในลำคอแทบทั้งเรื่อง สายตาที่มองต่ำตลอดเวลา ก้มหน้าก้มตา ดูเหนื่อยอ่อน อ่อนล้า สิ้นหวัง หมดหวังในชีวิต แต่เมื่อขณะที่ตัวละครนี้คิดได้ว่าควรทำอะไร น้ำเสียงเขาดูจะเข้มแข็งขึ้น การแสดงที่ดูจริงจังและมีชีวิตชีวา ไม่เหมือนมัมมี่อีกต่อไป การแสดงของเขาแบกหนังไว้ทั้งเรื่อง Shimura แก่กว่า Kurosawa นะครับ แต่ทั้งสองสื่อสารกันได้เข้ากันมากๆ และในบรรดาหนังหลายๆเรื่องที่ผมดูมา การแสดงของ Shimura ในหนังเรื่องนี้ถือว่ากินขาด สมจริงมากๆ

มีคำพูดที่ตัวละครของ Shimura หลายประโยคเจ๋งๆเต็มไปหมด แต่ที่โดนใจผมที่สุดคือ “ผมไม่มีเวลาที่จะมีโกรธเกลียดใครในตอนนี้ ผมมีเวลาเหลือไม่มาก (I can’t afford to hate people. I don’t have that kind of time.) ประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวละครที่พูดเท่านั้น กับคนทั่วไปที่มีเวลาทั้งชีวิต 60 ปี 100 ปี มันอาจจะมีเวลามากมาย ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเอาเวลานั้นไปโกรธเกลียดใครนะครับ เทียบกับคนที่มีเวลาชีวิตเหลือแค่ 3-6 เดือน มันก็ไม่ได้ต่างกันเลย

ถ่ายภาพโดย Asakazu Nakai มีฉากหนึ่งช่วงท้าย ในขณะที่พระเอกกำลังโหนชิงช้า อยู่ท่ามกลางหิมะ นี่เป็นฉากที่ดูแล้วขนลุก เพราะเพลงที่เขาร้องเสียงอู้ๆอยู่ในลำคอที่มันไม่ได้เพราะเลย แต่ความรู้สึกของตัวละครขณะนั้น ที่หมดห่วงต่อโลก เขาได้ทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกมีตัวตนบนโลกสำเร็จแล้ว กับการถ่ายภาพที่ค่อยๆเคลื่อนเข้าไปและหยุดนิ่ง นี่เป็นฉากจบที่ตราตรึงสุดๆ, การถ่ายภาพเจ๋งๆของ Nakai จะเห็นชัดมากในครึ่งหลัง โดยเฉพาะการถ่ายภาพในงานศพ ที่ทำเหมือนเราเป็นคนดู เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ณ ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ทุกตัวละครในหนัง กำลังวิเคราะห์หาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น เช่นเดียวกับคนดู ที่หนังทำให้คุณครุ่นคิดตามเกี่ยวกับชีวิตของคุณเอง

ตัดต่อโดย Kōichi Iwashita นี่เป็นหนังที่มีการเล่าเรื่องแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือพูดถึงพระเอก เรื่องราวของเขา และสิ่งที่เขาทำเมื่อได้รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ช่วงนี้มีการเล่าเรื่องไปเรื่อยๆเป็นเส้นตรง ที่ค่อนข้างช้า รู้สึกจะเกือบชั่วโมงครึ่งเลยกว่าที่พระเอกจะตัดสินใจได้ว่าเขาควรจะทำอะไรต่อไป ช่วงแรกนี้ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นะ ความช้าก็ส่วนหนึ่ง แต่บรรยากาศของหนังทำให้รู้สึกอึดอัดมาก ผมเชื่อว่านี่คือความจงใจของ Kurosawa เลยที่จะทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดไปกับตัวละคร และการแสดงของ Shimura เขาดูเหมือนเด็กโง่ๆในคราบของคนสูงวัย ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ลุงใช้ชีวิตมาได้ยังไงกว่า 50 ปีละนี่

ณ ขณะที่พระเอกเราคิดได้ว่าควรจะทำอะไร นี่เป็นอีกฉากที่ผมชอบมากๆ นั่นคือขณะนั้นเราจะได้ยินเพลง happy birth day ดังขึ้นมา ไม่ใช่ ้happy birth day ที่เป็นวันเกิดของพระเอก แต่เป็นวันเกิดของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เราจะเห็นภาพเหตุการณ์ไกลๆ เล่าคู่ขนานไปด้วย ณ จังหวะที่เขาคิดได้ว่าควรทำอะไร มันเหมือนกันการได้เกิดใหม่ เป็นคนอีกคนหนึ่ง ความหมายของฉากนี้ จังหวะที่เด็กหญิงเจ้าของวันเกิดวิ่งขึ้นมา และพระเอกวิ่งลงไป มันเปะจริงๆ สวยงามมากๆ

ครึ่งหลัง หลังจากที่พระเอกรู้ว่าตัวเองอยากจะทำอะไรแล้ว หนังตัดไปที่ฉากงานศพของเขาเลย นี่คือจุดสุดท้ายที่เรารู้ได้ตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วว่า ยังไงตัวเอกเราก็ต้องตาย แต่อยู่ดีๆพี่แกตายตั้งแต่กลางเรื่องเนี่ยนะ เทคนิคที่ Kurosawa ใช้ก็คือ เอาสิ่งที่เรารู้แน่นอนแล้วว่าต้องเกิดขึ้น มาใส่ตั้งแต่กลางเรื่อง โดยให้คนดูฉงนและสงสัยว่า พระเอกเราทำอะไรก่อนตายกันแน่ นี่เป็นเทคนิคที่แปลกมากๆในสมัยนั้น ปัจจุบันผมยังรู้สึกว่าแปลก นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้กำกับจะนิยมทำ ผลลัพธ์ นี่คือจุดที่ผมเชื่อว่า ถ้าคนที่ชอบจะชอบมาก แต่คนที่ไม่ชอบจะเกลียดเลย ผมค่อนไปทางฝั่งหลัง คือไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ การเล่าย้อนแบบ Flashback เกิดขึ้นจากการพยายามวิเคราะห์เหตุผลของการกระทำของตัวเอก ทำไมเขาทำแบบนี้ หนังจะไม่เล่าทุกฉากว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จะเล่าเฉพาะเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เป็นการกระทำที่ผิดแปลก คนอื่นเขาไม่ทำกัน แต่ตัวเอกทำ เหตุผลที่ผมไม่ชอบเพราะหนังไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไรเลย แทนที่จะให้รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำมีคุณค่า กลับพุ่งไปที่การตั้งคำถามและการวิเคราะห์ และตอนจบที่กลับมาเสียดสีมนุษย์ ว่า ถึงคนเราจะคิดได้ว่าควรทำอะไร แต่การที่จะทำมัน มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ดังสำนวน “ดีแต่ปาก” หรือ “หมาเห่าใบตองแห้ง”

เพลงประกอบโดย Fumio Hayasaka เจ้าเดิมเจ้าประจำ กับ Ikiru เรายังคงได้ยินเพลงประกอบที่ไพเราะ แม้จะไม่ติดหู แต่สร้างบรรยากาศได้ดี เห็นว่าครานี้ใช้ Orchestra เต็มวง เน้นเครื่องเป่า ส่วนเพลงที่พระเอกร้อง Gondola No Uta เนื้อร้องเขียนโดย Isamu Yoshii ทำนองโดย Shinpei Nakayama ใช้เปียโนประกอบ นี่เป็นเพลงที่ฟังแล้วหดหู่ ทรมานหูมาก เหมือนเสียงร้องของคนใกล้ตาย (ก็ใกล้ตายจริงๆนะแหละ) แต่ความหมายของเพลงมันสอนใจจริงๆ สำหรับคนที่ทนฟังได้นะครับ

ผมชอบแนวคิดของหนังแต่ไม่ค่อยชอบวิธีการนำเสนอเท่าไหร่ มันทำให้ผมรู้สึกเบื่อ เหตุผลที่ผมไม่ชอบจริงๆคงเพราะแนวคิดนี้มันอาจจะดูไกลตัวไปสักหน่อย อายุผมก็ยังอยู่แค่เลข 2 แต่ไม่ใช่ผมไม่คิดนะครับ ตอนผมดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก น่าจะยังตอนอายุเลข 1 ด้วยซ้ำ ดูจบแล้วเชื่อว่าตอนนั้นก็มองย้อนไปดูตัวเอง ได้ทำอะไรที่คิดว่ามีค่าต่อการเกิดมาของตัวเองหรือยัง? ตอนนั้นก็พบคำตอบแล้วว่ามีมากมาย ปัจจุบันมองย้อนไป สิ่งต่างๆที่ผมเคยทำ ก็ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกเสียใจ ดังนั้นหนังเรื่องนี้มันเลยไม่ใช่คำตอบสำหรับผม ผมไม่มีอะไรที่ ถ้าสมมติว่าต้องตายพรุ่งนี้ แล้วมองย้อนกลับไปจะมีอะไรที่เสียดายหรือเสียใจที่ไม่ได้ทำ เชื่อว่าคนที่มีชีวิตคล้ายๆกับผม เมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้ก็อาจจะไม่ได้อะไรมาก เพราะชีวิตเราไม่ได้ดูบัดซบ ซื้อบื้อเป็นแบบพระเอกในเรื่อง แต่สำหรับคนที่ทั้งชีวิตเขา หนังมันยังกะถอดแบบเดียวกันมา ผมว่าคุณควรจะรีบเลยนะครับ ล้างสมอง คิดใหม่ หาแนวทางของตนเอง ทำในสิ่งที่อยากทำ คิดในสิ่งที่อยากคิด อย่ายึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ ค้นหาและหาคำตอบให้กับตัวเอง … แต่ก็นะ พูดไป คนส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นแบบตอนจบของหนัง คุณเป็นหนึ่งในคนแบบนั้นหรือเปล่า

นักวิจารณ์หนัง Roger Ebert เคยเขียนวิจารณ์ไว้ เขาดูหนังเรื่องนี้แทบจะทุกๆ 5 ปี การดูแต่ละครั้งเมื่ออายุเพิ่มขึ้น เราจะประทับใจกับหนังมากขึ้น ทุกครั้งก็จะมองย้อนกลับไปดูตัวเองและจะเริ่มเห็นว่าตัวละครแบบใน Ikiru พบเห็นได้มากมายทั่วไปในชีวิตประจำวัน

ผมอยากให้ทุกคนได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ นี่เป็นหนังที่มีแนวคิด ที่ทำให้คนดูต้องกลับมานึกถึงตัวเอง ไม่ใช่หนังทุกเรื่องจะทำแบบนี้ได้ แต่ Akira Kurosawa ทำได้ นี่เป็นหนังที่สร้างมาเพื่อให้คนตั้งคำถามกับตัวเอง “เกิดมาเพื่ออะไร?” “คุณใช้ชีวิตได้คุ้มค่าหรือไม่?” Ikiru แปลว่า ยังมีชีวิตอยู่ (To Live) ชื่อหนังสะท้อนถึงความมีชีวิต ผมคิดว่าต้องวิธีการนำเสนอแบบหนังเรื่องนี้เท่านั้นถึงคนทำให้ฉุกคิดได้ ด้วยเหตุนี้ผมเลยต้องจัดให้หนังเรื่องนี้ MUST SEE BEFORE DIE เท่านั้นนะครับ

หนังอาจดูยากเสียหน่อย แต่แนะนำให้อดทนดูจนจบ ชอบไม่ชอบก็อีกเรื่อง แต่ต้องหาโอกาสดูให้ได้ จัดเรต 13+ ไม่มีฉากรุนแรง คิดว่าเด็กกว่านี้คงดูไม่เข้าใจนะครับ

คำโปรย : “Ikiru หนังของ Akira Kurosawa นำแสดงโดย Takashi Shimura นี่คือหนังที่ต้องดูให้ได้ก่อนตาย คุณค่าของหนังเรื่องนี้คือการคิดตามเมื่อดูจบ ว่าฉันเกิดมาเพื่ออะไร? มีชีวิตที่คุ้มค่าหรือไม่?”
คุณภาพ : LEGENDARY
ความชอบ : LIKE

 

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of