Inglourious Basterds (2009)

Inglourious Bastards

Inglourious Basterds (2009) hollywood : Quentin Tarantino ♥♥♥♥

คงมีแต่ใน(โรง)ภาพยนตร์เท่านั้นกระมัง ที่สามารถเข่นฆ่าล้างแค้นบรรดาผู้นำพรรคนาซี ให้ดับดิ้นสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ทันท่วงที และก็คงมีแต่ผู้กำกับ Quentin Tarantino อีกเช่นกัน หาญกล้าพูดออกมาตรงๆผ่านตัวละครของ Brad Pitt ตอนจบว่า “I think this just might be my masterpiece.”

ใครที่ยังไม่ได้มีโอกาสรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ อ่านคำนำย่อหน้าแรกที่ผมเขียนไว้จะเกิดความเข้าใจจินตนาการเห็นภาพอย่างหนึ่่ง แต่สำหรับคนที่ดูหนังแล้ว เชื่อว่าน่าจะระลึกถึงอีกความหมายได้ สถานที่ในฉากไคลน์แม็กซ์ ถือเป็นมุกสะท้อนเสียดสี เปรียบเทียบแนวคิดแบบกวนๆ ‘สไตล์ Tarantino’ ซึ่งถ้าคุณสามารถเห็นภาพ เกิดความเข้าใจกระจ่างได้ถึงจุดนี้ ก็คงเห็นด้วยกับคำกล่าวอ้างหน้าด้านๆ ประโยคสุดท้ายของหนัง ‘Masterpiece’ ได้อย่างแน่นอน

กระนั้นโดยความเห็นส่วนตัว เมื่อเทียบกับ Reservoir Dogs (1992), Pulp Fiction (1994) หรือ Kill Bill (2003-2004) จริงอยู่ที่ไดเรคชั่น ‘สไตล์ Tarantino’ ได้รับการพัฒนาถึงจุดสูงสุดแล้ว แต่ความทรงพลัง Impact ต่อนักวิจารณ์และผู้ชม รวมถึงสาระข้อคิดที่จับต้องไม่ได้สักเท่าไหร่ ถือว่ายังห่างไกลความสมบูรณ์แบบอยู่หลายสิบหลุม

ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่มิอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป มีคุณค่าเป็นความรู้บทเรียนต่ออนาคต ‘อย่าให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอย’ กระนั้นงานศิลปะทุกแขนงสามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘Alternate History’ ประวัติศาสตร์/จักรวาลคู่ขนาน จินตนาการสมมติบางสิ่งอย่างที่อาจเคยมีตัวตนอยู่จริง แล้วปรับเปลี่ยนแปลงให้แตกต่าง ตรงกันข้าม

ประโยชน์ของการ Alternate History นอกจากสุนทรียะทางความบันเทิงแล้ว ยังเป็นการชี้แนะนำสอนให้มนุษย์รู้จักครุ่นคิด-วิเคราะห์-ทำความเข้าใจ เรื่องราวนั้นๆในมุมมองที่แตกต่างออกไป

แต่ข้อควรระวังต่อการ Alternate History คือถ้าผู้บริโภครับสาสน์ เกิดความเข้าใจคาดเคลื่อน ผิดพลาด หรือหลงเชื่อว่านั้นเป็นความจริง … ยกตัวอย่างไม่ต้องมองไกล ในประวัติศาสตร์โลก Adolf Hitler และพลพรรคนาซี หนึ่งในวิธีการของพวกเขาคือการสร้างภาพยนตร์ชวนเชื่อ ปลูกฝังแนวคิด มุมมอง ทัศนคติต่อต้านชาวยิว ทำให้ชาวเยอรมันเกิดความเข้าใจผิดๆ

ก็แม้แต่ชื่อหนัง Inglourious Basterds หลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่ามันสะกดผิด ที่ถูกต้อง Inglourious Bastards นี่เป็นความจงใจของผู้กำกับ Tarantino เพื่อจะสื่อถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในหนัง เป็นเพียง Alternate History หาใช่เหตุการณ์ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์โลก

เหตุผลย่อหน้าที่แล้วนี่ผมคิดขึ้นมาเองนะครับ เพราะมีนักข่าวไปสัมภาษณ์ถาม Tarantino ทำไมถึงจงใจเขียนผิด เขาตอบว่า

“I’m never going to explain that,  When you do an artistic flourish like that, to describe it, to explain it, would just … invalidate the whole stroke in the first place.”

แต่ก็ได้เปรียบเทียบตัวเองกับ Jean-Michel Basquiat ศิลปินจิตรกร Abstraction ชื่อดังโคตรแนวสัญชาติอเมริกัน ที่มีผลงานรูปวาดหนึ่ง แอบขโมยป้ายตัวอักษร L จากโรงแรมที่พักอาศัย แล้วนำมาติดใส่รูปภาพวาด

“If he describes why he did it, he might as well not have done it at all.”

ก็เรียกมันง่ายๆว่า คำเขียนสไตล์ Tarantino ไปก็แล้วกัน

Quentin Jerome Tarantino (เกิดปี 1963) ผู้กำกับ/นักเขียน/นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Knoxville, Tennessee ตั้งแต่เด็กจนโตแม่ Connie McHugh แต่งงานใหม่ 3 ครั้ง
– Tony Tarantino พ่อแท้ๆมีเชื้อสายสัญชาติ Italian เลิกกับแม่ตอน Quentin อายุได้ 3 ขวบ เห็นว่าไม่เคยพบกับพ่อแท้ๆของตัวเองสักครั้งเลย
– Curtis Zastoupil พ่อคนที่สอง เป็นนักดนตรีแนวๆอาศัยอยู่ Los Angeles ชอบพา Quentin ไปดูหนังผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็ก อาทิ The Wild Bunch (1969), Carnal Knowledge (1971), Deliverance (1972) ฯ เป็นเหตุให้เขาคลั่งความรุนแรงมาก
– Jan Buhusch อยู่กินกันถึง 8 ปีจนกระทั่ง Quentin อายุ 15-16 ตัดสินใจออกจากโรงเรียน Narbonne High School, Los Angeles ได้งานทำเป็นพนักงานฉายหนังโป๊ในโรงภาพยนตร์ Pussycat Theatre (ด้วยการอ้างว่าตัวเองอายุ 18)

ตอนอายุ 22 ได้งานทำที่ Manhattan Beach Video Archives ร้านเช่าวิดีโอที่ Manhattan Beach, California สถานที่ซึ่งวันๆแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เอาแต่ดูหนัง พูดคุยวิจารณ์ และแนะนำหนังกับลูกค้า, ซึ่งที่นี่เอง Tarantino ได้สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก (แต่ไม่สำเร็จ เพราะไฟไหม้ฟีล์มหมดสิ้น) ชื่อ My Best Friend’s Birthday (1986) และพัฒนาบทภาพยนตร์เรื่องแรก True Romance (1993) ที่ต่อมาได้รับการสร้างโดยผู้กำกับ Tony Scott

เข้าสู่วงการภาพยนตร์ครั้งแรก จากการพัฒนาบทภาพยนตร์ร่วมกับ Robert Kurtzman เรื่อง From Dusk Till Dawn (1996) กำกับโดย Robert Rodriguez ซึ่ง Tarantino ยังร่วมแสดงในหนังด้วย, กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Reservoir Dogs (1992) แนว Neo-Noir, Crime, Thriller ที่ตลอดชั่วโมงครึ่งเอาแต่พูดๆๆ แล้วยิงกันเลือดสาดไม่เกิน 5 นาที ฉายในเทศกาลหนังเมือง Sundance Film Festival ได้รับความนิยมโดยทันที เป็นที่ชื่นชอบของนักวิจารณ์, ตามด้วย Pulp Fiction (1994) คว้า Palme d’Or จากเทศกาลหนังเมือง Cannes และเข้าชิง Oscar อีกหลายสาขา

ประมาณปี 2002 (ก่อนเริ่มสร้าง Kill Bill) ผู้กำกับ Trantino ครุ่นคิดถึงโปรเจคหนึ่ง เป็นหนังแนว Spaghetti Westerns ที่ไม่ใช่บนดินแดนรกร้างของ Western พื้นหลังในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทหารอเมริกัน, พลเมืองฝรั่งเศส และกลุ่มต่อต้าน (French Resistance) ต่างต้องการต่อสู้ ขับไล่ จัดการกับพลพรรคนาซีเยอรมัน ในช่วงกำลังถูกยึดครอง (Occupied France)

“I’m going to find a place that actually resembles, in one way or another, the Spanish locales they had in spaghetti westerns – a no man’s land. With U.S. soldiers and French peasants and the French resistance and German occupation troops, it was kind of a no man’s land. That will really be my spaghetti Western but with World War II iconography.”

แต่เพราะ Tarantino ยังครุ่นคิดหาตอนจบไม่ได้ เลยขึ้นหิ้งบทที่กำลังพัฒนานี้ไว้ก่อน นำเวลาไปกำกับสร้าง Kill Bill (2003-2004) เสร็จสิ้นแล้วหวนกลับมาขัดเกลา ได้เรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มทหารที่หลบหนีพ้นรอดชีวิตจากการถูกประหาร ตัดสินใจเข้ารับภารกิจพิเศษเข่นฆ่าล้างนาซี เพื่อช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธ์มิตรให้ชนะสงคราม

ก็ตั้งใจว่าจะเริ่มโปรดักชั่นต้นปี 2005 แต่มีหลายสิ่งอย่างดึงดูดความสนใจของ Tarantino ไปรับเชิญแสดงในหนัง Sukiyaki Western Django (2007) ของ Takashi Miike ตามด้วยร่วมกำกับ Grindhouse (2007) ตอน Death Proof และในที่สุดว่างสักที กลับมาพัฒนาบทหนังเรื่องนี้ต่อจนเสร็จ ตอนแรกตั้งชื่อว่า Once Upon a Time in Nazi-Occupied France แต่ภายหลังเปลี่ยนเป็น Inglourious Basterds ได้แรงบันดาลใจ(กึ่งเลียนแบบ)จากชื่อหนังสัญชาติอิตาเลี่ยน The Inglorious Bastards (1978) ของผู้กำกับ Enzo G. Castellari

เกร็ด: ผู้กำกับ Castellari เห็นว่ามารับเชิญ Cameo ในหนังด้วย เป็นพลเอกที่อยู่ในงานฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ แต่เหมือนว่าซีนของเขาจะถูกตัดออกไป, กระนั้นตัวละคร Brad Pitt ใช้ชื่อปลอมว่า Enzo Gorlomi ก็เพื่อเป็นการเคารพคารวะผู้กำกับดังเช่นกัน

สำหรับนักแสดงคนแรกที่ Tarantino ติดต่อพบเจอได้มาคือ Brad Pitt ขณะอาศัยอยู่กับอดีตภรรยา Jolie ที่ Chateau Miraval ประเทศฝรั่งเศส พวกเขาใช้เวลาพูดคุยสนทนาทั้งคืน หมดไวน์ Pink Floyd ไปห้าขวด ก่อนยินยอมตกลงแสดงนำ

William Bradley ‘Brad’ Pitt (เกิดปี 1963) นักแสดง โปรดิวเซอร์สัญชาติอเมริกา เป็นดาราชายน่าจะถือได้ว่ามีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในโลก, ผลงานแรกที่ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักคือ Thelma & Louise (1991), A River Runs Through It (1992) จนนักวิจารณ์ชมว่าต่อไปคงโด่งดังเหมือน Robert Redford สมัยหนุ่มๆ ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ Seven และ 12 Monkeys ตามมาด้วย Fight Club (1999) และผลงานอื่นๆ อาทิ Ocean’s Eleven (2001), Troy (2004), Mr. & Mrs. Smith (2005), The Curious Case of Benjamin Button (2008), The Tree of Light (2011), World War Z (2013) ฯ

รับบทร้อยโท Aldo ‘The Apache’ Raine (ออกเสียงเหมือน Aldo Ray นักแสดงหนังเกรดบีชื่อดัง) สังกัดกองทัพอเมริกัน หัวหน้ากลุ่ม Basterds ทำการคัดเลือกนายทหาร 8 คน เพื่อปฏิบัติภารกิจเข่นฆ่าล้างนาซีให้สูญสิ้นเผ่าพันธุ์, ด้วยสำเนียงเสียงพูดจากตอนใต้ (ชาว Southern ของอเมริกา ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการเหยียดสีผิว) ชอบทำปากยื่นๆ มีความสุขุมเยือกเย็น ใครร้ายมาก็เลวตอบ แต่ทั้งเรื่องเห็นฆ่านาซีเพียงคนเดียว (ตอนท้ายเรื่อง ยิงปืนใส่ผู้ช่วยของ Hans Landa) และงานอดิเรกคือกรีดสัญลักษณ์นาซี บนหนังศีรษะของทหารที่ถูกไว้ชีวิต

ฉากที่ผมประทับใจสุดสำหรับ Pitt ตอนทำหน้าเหวอออก มีสองครั้งคือ
– ขณะปลอมตัวเป็นอิตาเลี่ยน แล้วถูก Hans Landa ฝอยสปาเก็ตตี้ใส่ ผมค่อนข้างเชื่อนะว่าตัวละครนี้น่าจะฟังไม่รู้เรื่องสักเท่าไหร่ ตอบ Grazie!
– เหวอออกรอบสองก็ตอน ‘That’s a bingo!’ คาดคิดไม่ถึงอย่างที่สุดเมื่อ Hans Landa ทั้งๆที่เลวสุดชั่ว แต่กลับยื่นข้อเสนอที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ปฏิเสธไม่ลง

ปัญหาของ Tarantino ในการคัดเลือกนักแสดงคือบท SS Colonel Hans Landa ที่ในตอนแรกเล็ง Leonardo DiCaprio แต่ก็เปลี่ยนใจเพราะอยากได้นักแสดงสัญชาติ German มากกว่า ทำการคัดเลือกนักแสดงหลายร้อยไม่คิดว่าจะหาได้แล้วจนกระทั่งพบเจอ Christoph Waltz ผู้ไร้ซึ่งความหวาดกลัวเกรงต่อสิ่งใด

Christoph Waltz (เกิดปี 1956) นักแสดงสัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna ตอนสมัยวัยรุ่นเคยเดินทางมาร่ำเรียนการแสดง Method Acting โดยตรงจาก Lee Strasberg และ Stella Adler กลายเป็นนักแสดงละครเวที มีผลงานภาพยนตร์ภาษาเยอรมัน และซีรีย์โทรทัศน์ มักได้รับบทสมทบ ชื่อเสียงปานกลาง แทบไม่เคยได้รับรางวัลอะไร ซึ่งการได้รับโอกาสกับ Inglourious Basterds ไม่เพียงแจ้งเกิด แต่ยังประสบความสำเร็จน่าจะสูงสุดในชีวิตเลยละ เริ่มจากคว้า Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes จากนั้นกวาดเรียบทุกสถาบันช่วงปลายปี

พันเอก Hans Landa เจ้าของฉายา The Jews Hunter เป็นนักสืบสัญชาติเยอรมันที่มีความเฉลียวฉลาด รอบรู้ ชื่นชอบการสนทนา ภาษาคมคาย (พูดได้ 4 ภาษา อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, อิตาเลี่ยน) ชอบใช้จิตวิทยาในการกดดัน จับผิดผู้อื่น ด้วยเหตุนี้คิดทำอะไรจึงประสบความสำเร็จโดยตลอด จนกระทั่งมาพบเจอกับ Aldo Raine มีบางอย่างที่เขาจะได้รับไปตอนจบแบบคาดคิดไม่ถึง

Waltz อาจไม่ใช่นักแสดงระดับ Daniel Day-Lewis แต่เขาสามารถสวมวิญญาณ ทำความเข้าใจตัวละคร มานิ่งๆแต่ลุ่มลึกล้ำ ก่อนแสดงความเกรี้ยวกราด หรือหลุดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งเสียสติ โดยไร้ซึ่งความหวาดกลัวเกรงต่อสิ่งใด

ฉากที่โดยส่วนตัวชื่นชอบสุด คือตอนหลุดหัวเราะกับเรื่องโป้ปดของ Bridget von Hammersmark (รับบทโดย Diane Kruger) เพราะผู้ชมรับรู้อยู่แล้วว่า Hans Landa รับรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเท้าของเธอ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะกับคำกล่าวอ้างที่โคตรจะไร้สาระ แสร้งถามภูเขาลูกไหน แล้วบอกพูดเล่น เสร็จแล้วลากพาเข้าห้อง สวมรองเท้าแก้ว Cinderella จากนั้นก็แมงมุมขยุ้มหลังคา

เกร็ด: มือที่เห็นในฉากบีบคอเป็นของ Tarantino ไม่ใช่ของ Waltz เพราะผู้กำกับต้องการปฏิกิริยา บีบจริง เกือบตายจริง ตกลงกับ Kruger ว่าจะบีบเอง เผื่อว่าถ้าเธอตายจริงก็จะได้เป็นผู้รับผิด … ไม่ใช่แล้ว!

คำชมของ Tarantino ที่มีต่อ Waltz แทบทุกฉากจะต้องยกนิ้วโป้งชูขึ้น นี่เป็นสิ่งแม้แต่ Brad Pitt ยังรู้สึกอิจฉา คือถูกใจผู้กำกับอย่างมาก

“I think that Landa is one of the best characters I’ve ever written and ever will write, and Christoph played it to a tee. It’s true that if I couldn’t have found someone as good as Christoph I might not have made Inglourious Basterds”.

เกร็ด: รางวัล Oscar ของ Waltz คือครั้งที่ 6 ของนักแสดงพูดภาษาอื่นมากกว่าอังกฤษ ก่อนหน้านี้ประกอบด้วย Sophia Loren, Robert De Niro, Roberto Benigni, Benicio Del Toro และ Marion Cotillard

สำหรับบท Lt. Archie Hicox เดินนั้นเล็ง Simon Pegg แต่ถอนตัวเพราะติดโปรเจค Tintin ก่อนมาลงเอย Michael Fassbender ที่มีเชื้อสาย Irish-German สามารถพูดสำเนียงภาษาเยอรมันได้อย่างคล่องแคล่ว

Michael Fassbender (เกิดปี 1977) เกิดที่ Heidelberg, Baden-Württemberg, West Germany พ่อเป็นชาว German แม่มีเชื้อสาย Irish ตอนอายุได้ 2 ขวบ ย้ายสู่ประเทศ Killarney, Ireland แต่ก็ไปพักร้อนเที่ยวเล่นเยอรมันทุกๆหน้าร้อน, โตขึ้นมุ่งสู่ประเทศอังกฤษ เข้าเรียนการแสดงที่ Drama Centre London ไม่นานก็ลาออก เข้าร่วมกลุ่มนักแสดงเร่ Oxford Stage Company ได้รับโอกาสเป็นหนึ่งในนักแสดงมินิซีรีย์ Band of Brothers (2001), เริ่มมีชื่อเสียงจาก 300 (2006), Hunger (2008), พลุแตกกับ Inglourious Basterds (2009) ซึ่งน่าจะบทบาทนี้แหละ ทำให้ได้เป็นนักแสดง X-Men: First Class (2011) รับบท Erik Lehnsherr หรือ Magneto

รับบท Lieutenant Archie Hicox เดิมเป็นนักแสดง สัญชาติเยอรมัน หลบหนีลี้ภัยสู่ประเทศอังกฤษ กลายเป็นทหาร ได้รับคำสั่งให้เดินทางมายังประเทศฝรั่งเศส เข้าร่วมฉายปฐมทัศน์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ โดยสายที่ได้รับการติดต่อคือ Bridget von Hammersmark พบเจอในบาร์แห่งหนึ่ง ที่โดยปกติต้องไม่มีใครอยู่ แต่วันนั้นโชคไม่ดีเข้าอย่างแรง เรื่องวุ่นๆจึงบังเกิดขึ้น

บทสมทบนี้ของ Fassbender อาจไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก นอกจากสำเนียงเสียงพูดเหน่อเยอรมัน ที่คนส่วนใหญ่คงฟังไม่ออก แต่ก็เป็นผู้สร้างสีสันอย่างมาก เพราะเป็นคนที่หลุดพลาดพลั่ง ทำให้ความบัดซบวุ่นวายบังเกิดแบบคาดคิดไม่ถึง

Diane Kruger (เกิดปี 1976) นักแสดง โมเดลลิ่งสัญชาติ German-American เกิดที่ Algermissen, Lower Saxony, West Germany ตอนเด็กต้องการเป็นนักเต้นบัลเล่ต์ ครอบครัวส่งไปเรียนที่ Royal Ballet School, London แต่ภายหลังเปลี่ยนใจไปเป็นนางแบบ โมเดลลิ่งที่ Paris ไม่นานนักเกิดความสนใจด้านการแสดง เริ่มจากละครโทรทัศน์ มีชื่อเสียงจากภาพยนตร์เรื่อง Troy (2004), National Treasure (2004), ล่าสุดคว้า Best Actress จากเทศกาลหนังเมือง Cannes เรื่อง In the Fade (2017) ฯ

รับบท Bridget von Hammersmark นักแสดงชื่อดังสัญชาติเยอรมัน แต่เป็นเส้นสายลับให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อหาทางกำจัดทำลายล้างนาซี ด้วยปฏิบัติการแผน Kino Operation จัดหาบัตรเชิญเข้าร่วมรอบปฐมทัศน์ แต่เรื่องวุ่นๆก็บังเกิดขึ้น และเธอก็ได้รับกรรมตามสนองอย่างสาสม จากการทรยศหักหลังเป็นไส้ศึกของประเทศชาติ

เดิมนั้น Tarantino สนใจร่วมงานกับ Nastassja Kinski ถึงขนาดบินไปพูดคุยกับเธอถึงเยอรมัน แต่ก็หาข้อตกลงไม่ได้ Kruger เลยได้รับโอกาสนั้นแทน ซึ่งขณะนั้นกำลังมีชื่อเสียงโด่งดังจาก National Treasure (2004), สิ่งโดดเด่นของ Kruger คือสำเนียงการพูด (ภาษาอังกฤษเหน่อๆ พอจะฟังออกบ้าง) และท่าทางของความหวาดกลัว พิศวงสงสัย สีหน้าตอนถูกบีบคอสมจริงเกินไปไหม แต่ผมชอบสุดตอนทำหน้าเหว๋อขณะ Hans Landa หลุดหัวเราะแบบเสียสติ หมอนี่มันเพี้ยนเสียสติหรือยังไงเนี่ย!

Mélanie Laurent (เกิดปี 1983) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris ในครอบครัวเชื้อสาย Jews พ่อเป็นนักพากย์ แม่เป็นนักบัลเล่ต์ ตอนเด็กได้รับการชักชวนจาก Gérard Depardieu สนใจเป็นนักแสดงไหม เธอตอบ ‘Why Not?’ ไม่เคยเข้าเรียนการแสดงจากที่ไหน เริ่มจากบทสมทบเล็กๆ ไม่นานแจ้งเกิดกับ Don’t Worry, I’m Fine (2006) คว้ารางวัล César Award: Most Promising Actress, โด่งดังทั่วโลกเรื่อง Inglourious Basterds (2009), ผลงานอื่นๆ อาทิ Beginners (2011), Now Yor See Me (2013), Enemy (2013) ฯ

รับบท Shosanna Dreyfus เด็กหญิงสาวชาวยิว หลังวิ่งหนีรอดพ้นจากการถูกตามล่าฆ่าโดย Hans Landa เปลี่ยนชื่อใหม่ Emmanuelle Mimieux ได้รับมรดกกลายเป็นเจ้าของกิจการโรงภาพยนตร์ เพราะความจิ้มลิ้มน่ารักน่าชัง ไปเข้าตา Fredrick Zoller (รับบทโดย Daniel Brühl) วีรบุรุษทหารเยอรมัน ทำการเกี้ยวพา บีบบังคับให้เธอจัดฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ที่ตนเองนำเสนอ โดยไม่รู้ตัวนั่นกลายเป็นโอกาสของหญิงสาวที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้รับ วางแผนคิดกระทำการบางอย่างเพื่อล้างแค้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองในอดีต

ตอนที่ Hans Landa เข้ามานั่งสืบประวัติของเธอในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แค่เสียงของเขาที่หญิงสาวจดจำได้ ก็สร้างความหวาดสะพรึงขนหัวลุกซู่ ไอ้นี่มันฆาตกรฆ่าพ่อแม่พี่น้องของตนเอง แต่ก็พยายามทำทุกอย่าง เก็บกดดันอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง เพื่อบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ต้องข้ามผ่านช่วงเวลาเล็กๆนี้ไปให้ได้

เท่ห์สุดของ Laurent คือตอนสวมชุดแดงยืนอยู่ตรงกระจกหน้าต่าง มองลงมาน่าจะเห็นบรรดาผู้นำชั้นสูงของเยอรมัน รอยยิ้มกริ่มเล็กๆปรากฎขึ้นในใจ แต้มทาสีแดงตรงสองข้ามแก้ม ทำเหมือนอินเดียแดงขณะเตรียมพร้อมเข้าสู่สงคราม

ทิ้งท้ายกับ Daniel César Martín Brühl González (เกิดปี 1978) นักแสดงสัญชาติ German-Spanish เกิดที่ Barcelona พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ, สเปน, เยอรมัน, ฝรั่งเศส เข้าสู่วงการมีชื่อเสียงกับ No Regrets (2001), Good Bye, Lenin! (2003), Salvador (Puig Antich) (2006), The Bourne Ultimatum (2007), Rush (2013), Captain America: Civil War (2016) รับบท Helmut Zemo

รับบทสิบตรี Fredrick Zoller นายทหารแม่นปืนสัญชาติ German มีความแม่นยำจนกลายเป็นวีรบุรุษของชาติ ด้วยเหตุนี้จึงได้รับการติดต่อจาก Joseph Goebbels รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อของนาซีเยอรมัน ให้มาเป็นนักแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Stolz der Nation (Nation’s Pride) ซึ่งเมื่อถ่ายทำเสร็จ เจ้าตัวยืนกรานอยากให้จัดฉายรอบปฐมทัศน์ที่โรงภาพยนตร์ของ Emmanuelle Mimieux หญิงสาวชาวฝรั่งเศสที่เขาตกหลุมรักแรกพบจนโงหัวไม่ขึ้น

ใบหน้าอันหล่อเหลาของ González ถ้าไม่ติดว่าสวมเครื่องแบบทหารเยอรมัน สาวๆคงติดตรึมแน่ แต่เพราะนั่นคือสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้าย จิตใจของตัวละครก็ชัดเจนเลยว่าไม่ได้มาดี ชาตินิยมรุนแรง แถมชื่นชอบการใช้กำลัง นี่ถ้ารับรู้ว่าแฟนสาวที่ตนแอบจีบอยู่เป็นชาวยิว คงได้คลั่งฆ่าให้ตายแน่

แซว: ขาประจำอย่าง Samuel L. Jackson และ Harvey Keitel ก็โผล่มาแจมนะครับ แต่จะได้ยินแค่เสียงพูดไม่กี่ประโยค

เกร็ด: ภาพยนตร์ชวนเชื่อ Stolz der Nation (Nation’s Pride) กำกับโดย Eli Roth และ Gabriel Roth ความยาว 6 นาที 11 วินาที หารับชมได้ใน Youtube

ถ่ายภาพโดย Robert Richardson ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอเมริกา ขาประจำของ Oliver Stone, Martin Scorsese, เริ่มร่วมงานกับ Tarantino ครั้งแรกตอน Kill Bill หลังจากนี้ก็ Django Unchained (2012), The Hateful Eight (2018) ฯ

แม้พื้นหลังของหนังจะคือประเทศฝรั่งเศส แต่สถานที่ถ่ายทำหลักคือเมือง Saxony และ Brandenburg, Germany

ความ Spaghetti ของหนัง สังเกตเห็นได้ตั้งแต่การถ่ายภาพที่มีไดเรคชั่นหลากหลาย ขึ้นอยู่กับรสนิยมและความสนใจของผู้กำกับต่อฉากนั้นๆ เอาแน่เอานอนอะไรไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่

Sequence แรกของหนัง เริ่มจากถ่ายภาพ Long Shot ให้อารมณ์เหมือนหนัง Spaghetti Western เรื่องหนึ่ง จากนั้นเมื่อภัยร้ายค่อยๆคุกคามใกล้เข้ามา ใช้บทเพลงกลิ่นอายของ Ennio Morricone รัวเปียโนท่อนแรกของ Beethoven: Für Elise

เราจะพบเห็นมุมเงย (ของปีศาจ) บ่อยครั้งมากในหนัง ครั้งแรกสุดก็คือ Hans Landa ก้มลงมองชาวยิวที่ถูกกระหน่ำยิง ตรงกันข้ามกับฉากตอนจบ ตัวเขาลงไปนอนกองกับพื้น และบุคคลที่เห็นมุมเงยขึ้นมาคือ Aldo Raine

คือมันเป็นการถ่ายมุมเงยที่สูงมากๆเลยนะ สะท้อนถึงความโหดโฉดชั่วร้ายของตัวละครนั้นๆ ถ้ายิ่งเงยมากก็จะเลวบัดซบที่สุด

ไดเรคชั่นที่โดยส่วนตัวชื่นชอบสุดในหนัง ตอนที่ Shosanna/Emmanuelle ถูก(ลัก)พาตัวมายังร้านอาหารแห่งหนึ่งแบบไม่เต็มใจนัก พบเจอกับว่าที่แฟนหนุ่ม Fredrick Zoller และ Joseph Goebbels ระยะประชิดตัว แต่นั้นก็เทียบไม่ได้เมื่อเจอกับฆาตกรสังหารโหดครอบครัว Hans Landa เริ่มต้นที่ช็อตนี้ มาด้วยเสียงพูด ดาวประดับเต็มอก และมือประทับบนไหล่ แค่นี้ก็ชวนให้ขนลุกซู่ เสียวสันหลังวาบ ทำเอาหญิงสาวแทบไปต่อไม่ถูก

การขัดจังหวะของบริกรฉากนี้ (ชวนให้นึกถึงหนังเรื่องหนึ่งของ Luis Buñuel) ทำให้สติสตางค์ของหญิงสาวแทบคลั่งไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หายใจแทบไม่ออก คืออยากเร่งรีบให้การสัมภาษณ์มันเสร็จสิ้นเร็วไวๆ แต่อะไรก็ไม่รู้มาขัดจังหวะอยู่เรื่อย ซึ่งวินาทีที่ Hans Landa เดินลับหายจากไป เธอก็ถอนหายใจโล่งอก เกือบจะหลั่งร้องไห้ออกมา

มี Long-Take ฉากหนึ่งสวยมากทีเดียว ก่อนเริ่มฉายหนังรอบปฐมทัศน์ เมื่อ Shosanna/Emmanuelle เริ่มออกเดินลงบันไดจากชั้นสอง กล้องเคลื่อนไหลติดตามด้วยเครนลงมาถึงชั้นล่าง หยุดสนทนากับ Goebbels และ Emil Jannings (นักแสดงเจ้าของรางวัล Oscar: Best Actor คนแรกของโลก) แต่กล้องยังคงเคลื่อนต่อขึ้นชั้นสองไปยัง Hans Landa ที่พอมองเห็นใครสักคนก็ออกเดินลงมายังชั้นหนึ่ง จบสิ้นที่ประจันหน้า Bridget von Hammersmark

ระหว่างที่ Bridget von Hammersmark กำลังสนทนา โม้โป้ปดกับ Hans Landa อ้างว่าไปปีนตกเขาได้รับบาดเจ็บขาเข้าเฝือก กล้องหมุนรอบพวกเขา 360 องศา (รอบโลกเลยก็ว่าได้) มันก็สื่อได้หลายอย่างนะ อาทิ จุดศูนย์กลางความเห็นแก่ตัว, หมุนไปเรื่อยๆคือการแถ วกวนอ้อม นอกเรื่อง ฯ

Eli Roth กับ Omar Doom เกือบเอาตัวไม่รอดในฉากเผาโรงภาพยนตร์ เพราะฟิล์มไนเตรตที่ลุกไหม้ร้อนแรงกว่าปกติ ประมาณอุณหภูมิสูงถึง 750 องศาฟาเรนไฮต์ (กว่า 400 องศาเซลเซียส) ทำให้ฉาก โครงเหล็ก ถูกเผามอดไหม้ วอดวายอย่างรวดเร็ว ทำเอาผนังเพดานเกือบถล่มแล้วละ ซึ่งทีมนักดับเพลิงแซวพวกเขาว่า ถ้าเผ่นออกจากฉากนั้นช้ากว่าอีกสัก 15 วินาที คงมีโอกาสโครงสร้างถล่ม ถูกไฟครอกตายได้เลย

Smoke Screen ช็อตนี้ เห็นว่านำแรงบันดาลใจจาก The Wizard of Oz (1939) เมื่อตอนใบหน้าของ Oz ปรากฎขึ้นบนเปลวไฟ (เปลี่ยนไฟเป็นควันแทน ดูหลอนๆน่ากลัวยิ่งกว่า)

ตัดต่อโดย Sally Menke (1953 – 2010) ขาประจำของ Tarantino ตั้งแต่ Reservoir Dogs (1992) ได้เข้าชิง Oscar: Best Edited สองครั้ง Pulp Fiction (1994) และ Inglourious Basterds (2009)

เราสามารถแบ่งมุมมองของหนัง เล่าเรื่องผ่าน 3 กลุ่มตัวละคร ประกอบด้วย
– มุมมองของฝ่ายผู้ร้าย นำโดย Colonel Hans Landa, Adolf Hiter, Joseph Goebbels ฯ
– มุมมองของกลุ่มพระเอก Basterds นำโดย Aldo Raine และผองพวก
– มุมมองของนางเอก Shosanna Dreyfus หรือ Emmanuelle Mimieux

เป้าหมายของกลุ่มพระเอกและนางเอกคือสิ่งเดียวกัน ต้องการเข่นฆ่าล้างแค้น กำจัดศัตรูนาซีฝั่งผู้ร้ายให้สูญสิ้นซาก แต่พวกเขาไม่เคยได้พบเจอ ร่วมมือ หารือกันเลยสักครั้งเดียว ในขณะที่ Hans Landa กลับรู้จักไปหมดทั่วทั้งสองฝั่ง ซึ่ง…
– ต้นเรื่อง Hans Landa เข่นฆ่าครอบครัวของ Shosanna Dreyfus ทำให้ต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด
– ท้ายเรื่อง Hans Landa กำลังพยายามหนีเอาตัวรอด ยอมจำนนกลายเป็นนักโทษให้กับ Aldo Raine

ความกวนประสาทในสไตล์ของ Tarantino คืออยากใส่ Reference/Flashback เล่าย้อนอดีต อธิบายเกร็ดความรู้ ที่มาที่ไป ของใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร ก็แทรกใส่เข้ามา ณ ตำแหน่งตรงนั้นเลย อาทิเช่น
– ตอนแนะนำสมาชิกใหม่ของกลุ่ม Basterds ตัดให้เห็นใบหน้าของ Sergeant Hugo Stiglitz (รับบทโดย Til Schweiger) แช่ภาพค้างไว้แปปหนึ่ง จากนั้นเล่าย้อนประวัติความเป็นมาโดยคร่าวๆ เสร็จสิ้นแล้วก็หวนกลับมาเหตุการณ์ปัจจุบัน
– แนะนำประวัติฟีล์มไนเตรต ที่ทำไมติดไฟง่ายเหลือเกิน

ปกติแล้วการเล่าเรื่อง ‘สไตล์ Tarantino’ มักจะให้แต่ละเหตุการณ์ดำเนินไปเรื่อยๆ สนทนาพูดคุยอย่างเยิ่นยาวนานจนกระทั่งเกิดอะไรบางอย่าง แล้วถึงจุดสิ้นสุดจบฉาก เว้นเฉพาะไคลน์แม็กซ์ของหนังเรื่องนี้ ที่ใช้วิธีการตัดสลับไปมาระหว่าง 2-3 กลุ่มตัวละคร เพื่อปฏิบัติภารกิจหน้าที่ของตัวเอง ไม่ได้มีเกี่ยวเนื่องกันอย่างตรงๆ แต่โยงใยกันอย่างยุ่มย่าม
– Colonel Hans Landa กำลังยื่นข้อเสนอต่อรองกับ Aldo Raine เพื่อความอยู่รอดของตนเอง
– สมาชิกกลุ่ม Basterds สองคน กำลังหาหนทางไปปลิดชีพ Adolf Hitler และผองพวก
– Shosanna Dreyfus ก็เตรียมตัวรอเวลาส่งสัญญาณ แต่ก็มีแฟนหนุ่มมาขัดจังหวะ

เกร็ด: นับตั้งแต่ Kill Bill ผู้กำกับ Tarantino ชักชวนให้นักแสดงของเขาทุกคน เมื่อถ่ายทำเสร็จทุกเทค/ทุกฉาก หันหน้ามองกล้องแล้วพูดว่า ‘Hello Sally’ เพื่อเป็นการทักทาย Sally Menke นักตัดต่อขาประจำของ Tarantino แต่นี่คือเรื่องสุดท้าย เพราะเธอเสียชีวิตปี 2010 ภายหลังจากได้รับ Honorary Award ไปไม่กี่เดือน

Tarantino เป็นแฟนคลั่งเพลงประกอบของ Ennio Morricone มาช้านาน ติดต่อขอทำเพลงให้ แต่โชคไม่ดีที่ติดโปรเจคอื่นอยู่ (แต่ฝันของ Tarantino ก็เป็นจริงกับ The Hateful Eight) กระนั้นก็ได้ลิขสิทธิ์นำหลายเพลงของ Morricone มาใช้ประกอบหนังแทน

จนถึงปัจจุบันรู้สึกจะมีแค่ The Hateful Eight ที่ Tarantino เลือกใช้เพลงประกอบ Original Score เรื่องอื่นๆรวมทั้ง Inglourious Basterds นำบทเพลงมีชื่อ หรือประกอบภาพยนตร์เรื่องดัง มารวบรวมเป็น Album/Spaghetti ตามรสนิยมความชื่นชอบส่วนตัว

บทเพลง The Verdict (La Condanna) แต่งโดย Ennio Morricone นำจากหนังเรื่อง The Big Gundown (1966) นำแสดงโดย Lee Van Cleef เสียงเปียโนเล่นรัวๆของ Beethoven: Für Elise ให้สัมผัสชวนฉงนสงสัย ลึกลับพิศวง น่าสะพรึงกลัว (มากกว่าจะบอกรักถึง Elise ตามชื่อของบทเพลงนี้)

Slaughter ขับร้องโดย Billy Preston จากภาพยนตร์เรื่อง Slaughter (1972)

ว๊าว เพลงนี้ถือว่าเป็น Character Song ของกลุ่ม Basterds เลยก็ได้ เพราะการกระทำของพวกเขามันคือการ Slaughter เข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทหารนาซีให้หมดสูญสิ้นชาติไป

บทเพลง One Silver Dollar (Un Dollaro Bucato) แต่งโดย Gianni Ferrio จากภาพยนตร์เรื่อง Blood for a Silver Dollar (1965)

สาวฝรั่งเศสสุดสวยน่ารักนั่งอยู่ในร้านอาหาร กำลังอ่านหนังสือ สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ นี่มันลักษณะของการอ่อยเหยื่อ ให้ชายหนุ่มโสดทั้งหลาย หลงเข้าไปหาโปรยเสน่ห์เสียเหลือเกิน

บทเพลง Cat People (Putting Out Fire) ชื่อเล่น Gasoline ขับร้องโดย David Bowie จากหนังเรื่อง Cat People (1982)

ดังขึ้นขณะที่ Shosanna/Emmanuelle กำลังเตรียมสำหรับสุมไฟ พร้อมเข่นฆ่าสังหารล้างแค้นพลพรรคนาซี ให้มอดไหม้วอดวายไปราวกับถูกเผาด้วยแก๊สโซลีน, แม้จะเป็นบทเพลงที่ไม่เข้ากับบรรยากาศย้อนยุคของหนัง แต่คำร้องและทำนองมันกวนประสาทมากเลยนะ (นี่ก็ถือเป็นอีก Spaghetti ของหนัง)

บทเพลง Ending Credit ชื่อ Rabbia e Tarantella (แปลว่า Rage/Fury) แต่งโดย Ennio Morricone จากภาพยนตร์เรื่อง Allonsanfàn (1974) กำกับโดย Paolo และ Vittorio Taviani นำแสดงโดย Marcello Mastroianni

เชลโล่ประสานเสียง สะท้อนความเกรี้ยวกราดโกรธ อึดอัดอั้นคับแค้น ที่สะสมคับคลั่งเป็นมวลรวมอยู่ภายใน แม้สงครามจะจบสิ้นลงแล้ว แต่ใช่ว่าความชั่วที่เคยกระทำจะลบเลือนลางจางหาย มันสมควรต้องสร้างรอยแผลเป็นบากไว้ มิให้หลงลืมเลือนตัวตน

ผมเคยเขียนไว้เมื่อตอน Pulp Fiction (1994) ที่คือจุดเริ่มต้นของยุคสมัย Post-Modern ในวงการภาพยนตร์ ทุกสิ่งอย่างในผลงานของ Tarantino ล้วนอ้างอิงกล่าวถึงจากหนังเก่าๆที่เคยรับชมสมัยเป็นเด็กร้านเช่าร้านวีดิโอ ก็เล่นดูมันทุกเรื่องจนรอบรู้เสียยิ่งกว่าห้องสมุดเคลื่อนที่ได้

ใน IMDB จะมีหน้า References ที่บอกว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ อ้างอิงหรือมีการเอ่ยกล่าวถึงจากหนังเรื่องใดบ้าง พอเปิดของ Inglourious Basterds ก็ทำเอาผมอึ้งทึ่งไปเลย นับดูประมาณ 80+ กว่าเรื่อง เรียกว่าแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว คำพูดสนทนาอันคมคาย ไดเรคชั่น บทเพลงประกอบ ฯ นำมาจับไฉ่ใส่มันแทบทุกอย่าง กลายเป็น Spaghetti (ในสไตล์อิตาเลี่ยน) บ้านเราคงเรียกว่า ต้มยำกุ้ง

ผมพยายามครุ่นคิดหาสาระประโยชน์ นอกเหนือจากความบันเทิงของหนังเรื่องนี้ ก็พบว่า … กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง มันคงไม่มีอะไรไปมากกว่านี้ ใครครุ่นคิดหาได้ก็ช่วยบอกต่อทีนะครับ ส่ายหัวหมดปัญญาจริงๆ

สำหรับใจความสำคัญของหนัง มันคือการล้างแค้นเอาคืน ต่อความชั่วร้ายที่เป็นตราบาปฝังใจมนุษย์มากว่าครึ่งศตวรรษ ด้วยลักษณะตาต่อตา ฟันต่อฟัน, เมื่อพวกนาซีใช้ความรุนแรงเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว แล้วทำไมในทางกลับกัน ชาวยิวจะไม่สามารถรวมกลุ่มเพื่อฆ่าล้างแค้นเอาคืน ถลกหนักศีรษะ ตราสัญลักษณ์ติดหน้าผาก ไม่ให้ชาตินี้ลบลืมเลือนความชั่วร้ายบัดซบที่พวกมันเป็นผู้ก่อขึ้นได้

แต่ทุกสิ่งอย่างที่ Tarantino จินตนาการเพ้อมโนขึ้นมานี้ ล้วนแล้วบังเกิดขึ้นแต่ใน(โรง)ภาพยนตร์เท่านั้น เสียงหัวเราะ ยิ้มเยาะ รวมถึงกรีดร้อง ตะเกียกตะกาย ปืนกลและเสียงระเบิด ล้วนดังมาจากข้างใน มิสามารถลุกลามออกสู่โลกความจริงภายนอกได้แม้แต่น้อย

และเพราะทั้งแบบนั้น ก็ยังมีใครบางคนที่สามารถรู้หลบเป็นปีก สามารถหลีกหนีเอาตัวรอดออกจากสิ่งที่เกิดขึ้นใน(โรง)ภาพยนตร์ได้ นั่นเป็นสิ่งสร้างความช็อค ตะลึงงัน ให้กับผู้ชมและตัวละคร คือมันก็ต้องมีแหละคนลักษณะนี้ ชั่วร้ายเกินกว่าหนังเรื่องหนึ่งจะแบกรับไว้ได้ ด้วยเหตุนี้วิธีการเดียวหลงเหลือเพื่อไม่ให้ลืมเลือน คือกรีดบาดตราหน้าแม้งไปเลย คราวนี้แหละไม่มีใครเห็นผิดชอบชั่วเป็นดีอย่างแน่นอน

Tarantino สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ เปรียบตัวเองได้กับหัวหน้ากลุ่ม Basterds ผู้มีความหิวกระหายอยากกระทำบางสิ่งอย่างที่เป็นความรุนแรง ย้อนแย้ง ต่อสิ่งที่บังเกิดขึ้นในอดีต ปรากฎอยู่ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์นับร้อยพันเรื่อง ซึ่งการรับเชิญ Cameo ในบททหารนาซีที่ถูกถลกหนังหัวเป็นคนแรก มีนัยยะถึงการยินยอมเปิดเผยทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในหัวสมองของตนเองออกมา ผู้ชมจะได้รับรู้พบเห็นตัวตนแท้จริงของเขา ที่ยังคือเด็กชายหนุ่มน้อย ยังคงอาศัยอยู่ในโลกแห่งความฝัน ถึงไม่เคยพบเจอทหารนาซีตัวจริง แต่ก็ได้คิดเพ้อจินตนาการ อยากกราดยิงเผาแม้งให้วอดวาย ชีวิตจริงทำไม่ได้ ภาพยนตร์นี่และลำยอง

หนังฉายรอบปฐมทัศน์ล่วงหน้าที่เทศกาลหนังเมือง Cannes แต่เพราะเสียงวิจารณ์แตกเกินไปนิด เลยหมดลุ้นรางวัลใหญ่ แต่ Christoph Waltz ก็สามารถคว้ารางวัล Best Actor ไปครองได้

ด้วยทุนสร้างสูงถึง $70 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกา $120.5 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $321.4 ล้านเหรียญ กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของ Tarantino ก่อนผลงานถัดไป Django Unchaines (2012) จะทุบทำลายสถิติของตนเองลงได้อีก

เข้าชิง Oscar 8 สาขา คว้ามา 1 รางวัล
– Best Motion Picture of the Year
– Best Directing
– Best Supporting Actor (Christoph Waltz) ** คว้ารางวัล
– Best Writing, Original Screenplay
– Best Cinematography
– Best Film Editing
– Best Sound Mixing
– Best Sound Editing

เกร็ดไร้สาระ: การคว้า Oscar: Best Supporting Actor ของ Christoph Waltz คือจุดเริ่มต้นของนักแสดงที่ชื่อนำหน้า Christ แล้วได้รางวัลสาขานี้ถึง 4 ปีติด
– Christian Bale ได้กับ The Fighter (2010)
– Christopher Plummer เรื่อง Beginners (2010)
– และ Christoph Waltz กลับมาคว้าอีกครั้งกับ Django Unchained (2012)

สิ่งที่ผมชื่นชอบสุดในหนัง คือการแสดงของ Christoph Waltz เป็นตัวร้ายมากลีลา คมคาย เฉลียวฉลาด ใช้จิตวิทยากดดันความรู้สึกเก่ง บางครั้งแค่ได้ยินเสียงก็ทำให้เกิดความน่าหวาดสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง แม้ไม่ถึงระดับของ Hannibal Lecter แต่ก็ถือว่ามีสไตล์ ระดับความโฉดชั่วของตนเอง

คอหนัง Black Comedy ชื่นชอบความรุนแรง Sadist สนใจประวัติศาสตร์(ทั้งจริงและปลอม)ของนาซี และวงการภาพยนตร์เยอรมัน, แฟนๆผู้กำกับ Quentin Tarantino และนักแสดง Brad Pitt, Christoph Waltz, Michael Fassbender, Eli Roth, Diane Kruger ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับภาพ ความคิด-พูด-กระทำ ที่มีความรุนแรงวิปริตพิศดาร

TAGLINE | “Quentin Tarantino คือหัวหน้ากลุ่ม Inglourious Basterds ออกคำสั่งให้ Brad Pitt กับ Christoph Waltz กระทำสิ่งบ้าคลั่งรุนแรงยิ่งกว่าการเข่นฆ่าล้างนาซี/ยิว”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of