It (2017)

It

It (2017) hollywood : Andrés Muschietti  ♥♥♥♡

สำหรับเด็กๆ ‘ความกลัว’ เป็นอารมณ์หนึ่งที่ฝังลึกอยู่ในสัญชาติญาณหรือ Id หลบซ่อนอยู่ภายใต้ผิวน้ำ/ท่อระบายน้ำใต้ดิน แต่เมื่อใดที่พวกเขาสามารถก้าวผ่านต่อสู้เอาชนะ ก็จักลอยตัวขึ้นมาเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่

พี่ชายทำเรือกระดาษให้กับน้องนำไปล่องเล่นขณะฝนตกน้ำขังตามถนน ขณะกำลังวิ่งไล่ตามไม่ทัน เรือแห่งความหวังตกลงสู่ทางระบายน้ำอันมืดมิด แล้วอยู่ดีๆตัวตลกก็ปรากฎตัวขึ้นในท่อด้วยความหวัง พูดคุยต่อรอง โน้มน้าวชักจูง พอเด็กชายวัย 7 ขวบ หลวมตัวหลงเชื่อ เมื่อนั้นก็ควับคำแรก หม่ำแขนไปข้างหนึ่งที่ริอาจเอื้อมเข้ามา คำถัดไปคงไม่ต้องบอกว่าเกิดอะไรขึ้น

Prologue ฉากนี้ แทบเป็นการอธิบายถึงเนื้อหาใจความของหนังทั้งหมด เรื่องราวของเด็กผู้ไร้เดียงสา ผจญภัยออกเดินทาง ประสบพบเจอกับตัวตลกที่ไม่ตลก พยายามโน้มน้าวชักจูงให้กระทำผิดพลาดพลั้ง เผลอหลงเชื่อปฏิบัติตามก็จะถูกกัดกลืนกิน หนีไม่ทันก็จะโดนขย้ำหม่ำ เป็นอาหารให้กับความชั่วร้ายที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้มุมมืดมิด

สร้างโดย Andrés Muschietti (เกิดปี 1973) ผู้กำกับ/นักเขียนบท สัญชาติ Argentine, มีผลงานเรื่องแรกเป็นหนังสั้น 3 นาที Mamá (2008) ได้ไปเข้าตาของผู้กำกับ Guillermo del Toro เกิดความชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง ยกย่องว่า ‘Scariest Ever Seen.’ ช่วยผลักดันให้สร้างเป็นหนังยาว Mama (2013) นำแสดงโดย Jessican Chastain เสียงตอบรับกลางๆ แต่ทำรายรับทั่วโลกสูงถึง $146 ล้านเหรียญ (จากทุนสร้าง $15 ล้านเหรียญ), ต่อมาได้รับมอบหมายให้กำกับ The Mummy ฉบับสร้างใหม่ แต่ตัดสินใจออกกลางคันเพราะความเห็นต่าง ก่อนเข้ามาสานต่อโปรเจคนี้ จากการออกไปของ Cary Fukunaga ที่ซุ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2012 แต่เกิดความขัดแย้งกับสตูดิโอในวิสัยทัศน์การทำงานอีกเช่นกัน

“The way Cary intended to execute the script is something that only he can talk about. I can say my version of It highly emphasizes Pennywise’s most terrifying virtue, which is it’s ability to materialise into your worse fear; I want to take people in a journey into Pennywise’s world through a disturbing, surrealistic and intoxicating experience that will leave nobody at ease.”

– Andy Muschietti,

ดัดแปลงจากนิยาย Horror เรื่อง It (1986) ของนักเขียนสัญชาติอเมริกัน Stephen King เจ้าของฉายา King of Horror ผลงานลำดับที่ 22 หนึ่งในจักรวาล The Dark Tower ถือเป็นโลกคู่ขนานหนึ่ง เรื่องราวแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา (ตอนเด็ก, ผู้ใหญ่) เล่าเรื่องในมุมมองบุคคลที่ 3, หนังสือเล่มนี้คว้ารางวัล British Fantasy Award, เข้าชิง Locus Award, World Fantasy Awards และกลายเป็น Best-Selling แห่งปีในอเมริกาเลยทีเดียว

เคยได้รับการดัดแปลงเป็น miniseries เมื่อปี 1990 ออกฉายช่อง ABC ทั้งหมด 2 ตอน กำกับโดย Tommy Lee Wallace นำแสดงโดย Tim Curry รับบท Pennywise มีผู้ชม 30 ล้านคน ถือว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จทีเดียว

ฤดูร้อนปี 1989 (ในนิยายจะเป็นปี 1958) เรื่องราวของกลุ่มเด็ก 7 คน ที่ได้รับการขนานนามว่า The Losers Club (พวกขี้แพ้) อาศัยอยู่ในเมือง Derry, Maine (เมืองสมมติในนิยายของ King) แต่ละคนจะมีความแตกต่างผิดปกติ หวาดกลัวต่อบางสิ่งอย่าง
– William ‘Bill’ Denbrough (รับบทโดย Jaeden Lieberher) หัวหน้ากลุ่ม ถึงเป็นคนพูดติดอ่าง แต่กลับมีความกล้าหาญ บ้าบิ่น ต้องการอย่างยิ่งที่จะค้นหาคำตอบ สิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องชาย คิดว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเอง ทำทุกอย่างโดยไม่สนว่าอะไรจะเกิดขึ้น
– Benjamin ‘Ben’ Hanscom (รับบทโดย Jeremy Ray Taylor) เด็กอ้วนที่ซุ่มซ่าม เทอะทะ ชอบศึกษาประวัติศาสตร์ ทำให้เรียนรู้ข้อเท็จจริงบางอย่างที่เกิดขึ้นในเมืองแห่งนี้ สิ่งที่หวาดกลัวก็คือมัมมี่/ผีหัวขาด
– Beverly ‘Bev’ Marsh (รับบทโดย Sophia Lillis) หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าชอบอ่อยเหยื่อให้ท่าผู้ชาย ซึ่งจริงๆแล้วค่อนข้างชัดเจนว่าถูกพ่อใช้กำลังทำร้ายข่มขืนเธอตั้งแต่เด็ก ทำให้มีความหวาดกลัวเลือด ประจำเดือน และสัมผัสจากผู้ชาย
– Richard ‘Richie’ Tozier (รับบทโดย Finn Wolfhard) ไอ้แว่นปากหมา ทะลึ่งเร้น ไม่รู้จักกาละเทศะ เพราะที่บ้านไม่มีใครสนใจ จึงต้องเรียกร้องความสนใจกับเพื่อน เห็นว่าในนิยายมีความหวาดกลัวต่อมนุษย์หมาป่าจากการรับชมหนังเรื่องหนึ่ง แต่หนังเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวที่จะอยู่ลำพังตัวคนเดียว
– Edward ‘Eddie’ Kaspbrak (รับบทโดย Jack Dylan Grazer) เด็กขี้โรคหอบหืด อ่อนแอ ต้องพกยาติดตัวตลอดเวลา แต่แท้จริงแล้วร่างกายเป็นปกติไม่ได้ป่วยอะไรทั้งนั้น แต่ถูกแม่ที่หึงหวงทะนุถนอมรักมาก เสี้ยมสอนลวงหลอกให้คิดว่าเป็น ทำให้หวาดกลัวสิ่งสกปรกโสโครก น้ำเน่า และคนโรคเรื้อน
– Stanley ‘Stan’ Uris (รับบทโดย Wyatt Oleff) เป็นลูกของ Rabbi เชื้อสาย Jews ที่ถูกพ่อบังคับขู่เข็นให้ยึดมั่นในธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัว ทำให้เป็นคนยึดมั่นในหลักการ เหตุผล ไม่ค่อยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่นั่นก็คือสิ่งที่เขาหวาดกลัวที่สุด เมื่อเห็นภาพวาดคล้ายผลงานของ Amedeo Modigliani จิตรกรสัญชาติอิตาเลี่ยน สามารถเคลื่อนไหวได้ มันจึงเป็นความหลอนสุดชีวิต
– Michael “Mike” Hanlon (รับบทโดย Chosen Jacobs) เด็กผิวสีอาศัยอยู่กับปู่เจ้าของกิจการฟาร์มเลี้ยงสัตว์นอกเมือง พ่อเสียชีวิตจากอุบัติเหตุไฟไหม้ ทำให้เกิดความหวาดกลัวไฟและความตาย มักได้รับการเหยียดผิวและเชื้อชาติ ทำให้ต้องคอยหลบๆซ่อนๆเพราะจะถูกรังแกทำร้าย

ความหวาดกลัวของมนุษย์มีหลากหลายรูปแบบ อาทิ การพบเจอความสูญเสีย (น้องตาย-Bill, พ่อแม่ตาย-Mike), ถูกกระทำกับตัวเอง (Bev), บางสิ่งอย่างครอบงำ (พ่อ-Stan, แม่-Eddie, หนังสือ-Ben, หนัง-Richie)

การรวมตัวกันของ The Losers Club ดั่งสำนวน ‘รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย’ เพื่อเติมเต็มส่วนขาดหายซึ่งกันและกัน เช่นว่า
– Bill มีความกล้าพร้อมออกนำคนแรกเสมอ, Eddie เป็นคนขาดเขลา ขี้กลัว มักหาข้ออ้างไม่เข้าร่วมเสมอ
– Richie พูดไม่เคยหยุด เต็มไปด้วยเรื่องไร้สาระ, Ben พูดแต่เรื่องสาระจริงจัง มีความรู้จริงเพราะชอบศึกษา
– สำหรับศูนย์กลางของกลุ่มคือ Bev หญิงสาวคนหนึ่งเดียวที่พอเข้าร่วมกลุ่มแล้ว ใครๆต่างรักใคร่เอ็นดูพร้อมเสียสละตนเองเพื่อเธอ

สำหรับศัตรูของ The Losers Club มีทั้งที่เป็นมนุษย์จริงๆจับต้องได้ และปีศาจที่เกิดจากความหวาดกลัวในจิตใจ
– The Bowers Gang กลุ่มนักเลงบ้านใกล้เรือนเคียง เรียนโรงเรียนเดียวกับ The Losers Club (จริงๆมีสมาชิก 7 คนเท่ากัน แต่เหมือนจะเห็นในหนังแค่ 4 คน) นำโดย Henry Bowers (รับบทโดย Nicholas Hamilto) ด้วยความที่พ่อเป็นตำรวจ แต่ตัวเองกับอ่อนแอปวกเปียกไม่ได้รับการยอมรับจากพ่อ ต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าเจ๋งแน่ พาลหาเรื่องคนอื่นไปทั่ว จนในที่สุดก็ถึงจุดแตกหัก เพื่อที่จะเอาชนะความหวาดกลัวของตนเอง ได้กระทำสิ่งที่โลกมิอาจให้อภัยได้ สุดท้ายราวกับถูกธรณีสูบ พลัดตกลงไปในหลุมบ่อลึกไม่น่ากลับขึ้นมาได้อีก

– สำหรับตัวร้ายเอกของหนัง Pennywise the Dancing Clown ปีศาจตัวตลกตื่นขึ้นจากหลุมทุกๆ 27 ปี ออกตามล่าหาเหยื่อ โดยเฉพาะกับเด็ก/วัยรุ่น ที่ยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แนะนำป้อนให้รู้จักความหวาดกลัว แล้วกลืนกินเข้าไปอย่างอิ่มหนำ, ความสามารถพิเศษคือ Shape-Shifting แปลงร่างเป็นอะไร/ใครก็ได้ และสามารถทำให้คนที่ไม่มีความหวาดกลัวลอยขึ้นจากพื้น เผื่อว่ารู้สึกกลัวเมื่อไหร่ก็จะได้จับกินเป็นอาหาร

รับบทโดย Bill Skarsgård (เกิดปี 1990) นักแสดง/โมเดลลิ่ง สัญชาติ Swedish เกิดที่ Vällingby เริ่มมีผลงานการแสดงตั้งแต่เด็ก หลังจากได้เข้าชิง Guldbagge Award (เทียบเท่า Oscar ของประเทศสวีเดน) สาขา Best Actor จากเรื่อง Simple Simon (2010) ทำให้เริ่มได้รับการจับตามอง ผลงานหนังภาษาอังกฤษเรื่องแรก Anna Karenina (2012), The Divergent Series: Allegiant (2016), Atomic Blonde (2017) ฯ

Skarsgård ได้สร้างเอกลักษณ์ให้กับ Pennywise ไม่ใช่แค่การแต่งหน้าตัวตลก แต่คือรอยยิ้มอันมีเลศนัย และการจับจ้องมอง ที่เหลือบตาขึ้นขณะก้มหน้าลงเล็กน้อย นี่เป็นลักษณะของความกลับกลอก หลอกลวง ตัวตลกแต่งหน้า แปลงร่างเป็นคน/สิ่งอื่น เพื่อให้ตายใจหลงผิด จากนั้นค่อยเข้าตะครุบกินเหยื่ออย่างเลือดเย็นอํามหิต นี่คงเป็นภาพลักษณ์ที่ได้รับการจดจำกลายเป็นตำนานยืนยาวแน่ๆ

ชุดของ Pennywise ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ Janie Bryant เป็นส่วนผสมของหลายยุคสมัย อาทิ Medieval, Renaissance, Elizabethan และ Victorian เพื่อสะท้อนกับความเป็นอมตะของตัวละคร เห็นแล้วเหมือนจะตลกแต่กลับหลอนๆ เน้นสีเทาเป็นหลักให้กลมกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อมพื้นหลังที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์

ถ่ายภาพโดย Chung-hoon Chung ตากล้องสัญชาติเกาหลีใต้ ขาประจำของผู้กำกับ Chan-wook Park มีผลงานร่วมกันตั้งแต่ Oldboy (2003), Thirst (2009), The Handmaiden (2016) ฯ เห็นว่า Park มาเยี่ยมกองถ่ายหนังด้วยนะครับ สนิทกันจริงคู่นี้

ทั้งๆที่ Derry เป็นเมืองสมมติอยู่ในรัฐ Maine แต่หนังก็เลือกใช้ Bangor ที่เป็นหนึ่งในเมืองรัฐ Maine จริงๆเป็นพื้นหลัง รวมถึงแม่น้ำ Penobscot River, ส่วนฉากภายใน/บ้านร้าง ถ่ายทำใน Toronto, Canada

หนังมีการใช้โดรนหลายช็อตทีเดียวเพื่อภาพมุมสูง ถ่ายเห็นภาพโดยรวมของเมืองสมมติ Derry, นี่คงเป็นค่านิยมใหม่ของหนังสมัยนี้ไปแล้ว เพราะประหยัดงบกว่าการติดตั้งใช้เครนเป็นไหนๆ ได้มุมกล้องทัศนวิสัยที่ลื่นไหลแตกต่างออกไปด้วย

ฉากที่เด็กๆทั้งหลายกระโดดลงเล่นน้ำ สังเกตว่างานภาพจะไม่มีช็อตใต้น้ำหรือสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก (แบบหนังเรื่อง Moonlight) ทุกภาพจะถ่ายระดับเหนือผิวน้ำ นี่มีนัยยะสะท้อนกับหลักจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud ภูเขาน้ำแข็งส่วนที่โผล่พ้นเหนือน้ำ เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณที่อยู่ภายใต้ เปรียบได้กับจิตสำนึกของมนุษย์, ความจงใจไม่ถ่ายให้เห็นภาพใต้ผืนน้ำ จึงคือยังไม่ถึงเวลาเปิดเผยสิ่งที่อยู่ข้างในจิตใจของเด็กๆ แต่พอมีการพูดถึงเกี่ยวกับเต่าปุ๊ป ภาพจะดำดิ่งจมลงไปในน้ำทันที นี่มีนัยยะสื่อถึง ต่อจากนี้คือเรื่องราวที่อยู่ภายในจิตใจของเด็กๆทั้งหลายกำลังได้รับการเปิดเผย

บ้านผีสิงและอุโมงค์ระบายน้ำก็เช่นกัน, บ้านคือที่อยู่อาศัยของความชั่วร้าย สภาพทรุดโทรมใกล้พังเกิดจากการถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการดูแลสนใจ ทางระบายน้ำใต้ดินคือความเคี้ยวคดลดเลี้ยวในจิตใจของมนุษย์ จนกว่าจะหาหัวใจตำแหน่งกึ่งกลางของทุกสิ่งอย่างพบ ก็ใช่เรื่องที่จะต้องรีบร้อนลงไปให้ถูกเชือดเล่น (กว่าเด็กๆจะได้เริ่มลงไปสำรวจอุโมงค์ระบายน้ำ ก็เมื่อพวกเขาทั้ง 6+1 รวมตัวกันได้สำเร็จแล้วเท่านั้น)

ภาพวาดที่ Stan หวาดกลัว ผู้กำกับให้สัมภาษณ์ว่า พ่อของเขาเป็นนักสะสมภาพวาดของจิตรกรสัญชาติอิตาเลี่ยน Amedeo Modigliani เต็มบ้านไปหมด ซึ่งตอนเด็กๆ เห็นแล้วมีความหลอกหลอน ขนลุก น่าสะพรึงกลัวทั้งนั้น จึงนำความรู้สึกนี้มาเป็นแรงบันดาลใจใหม่ให้กับความหวาดกลัวของ Stan โดยให้นักแสดง Tatum Lee (ที่เคยร่วมงานกับผู้กำกับเรื่อง Mama) มาเป็นต้นแบบ และทำการ Motion Capture สวมวิญญาณให้กับร่างนั้นด้วย, นำภาพตัวอย่างผลงานของ Modigliani ชื่อ Head of a Woman มาให้ชมกัน ไม่ได้เหมือนเปะๆกับในหนัง แต่ถือว่า inspired มาชัดเจน

เกร็ด: ใครอยากรู้จัก Amedeo Modigliani ลองไปหาหนังเรื่อง Les Amants de Montparnasse (1958) มารับชมดูนะครับ [แต่ไม่ขอแนะนำ Modigliani (2004) สักเท่าไหร่]

ตัดต่อลำดับภาพโดย Jason Ballantine สัญชาติ Australian มีผลงานดังคือ Wolf Creek (2005), The Great Gatsby (2013) ฯ หนังใช้มุมมองบุคคลที่ 3 เล่าเรื่องผ่านแทบทุกตัวละครที่ปรากฎในหนัง ไม่ใช่แค่กับ The Losers Gang ทั้ง 7 แต่ยังรวมถึง Henry Bowers หัวหน้า The Bowers Gang อีกด้วย

การมาของ Pennywise ใช้ลักษณะของผีตุ้งแช่ คือจะค่อยๆสร้างบรรยากาศความน่าสะพรึงขึ้นมาก่อน จากนั้นตัวละครทำอะไรโง่ๆ เดินสะดุดง่ายๆ แล้วปีศาจร้ายก็จะพุ่งกระโจน กระโดดวิ่งไล่ ให้สะดุ้งตกใจ และเร่งอารมณ์เสียงด้วยเพลงประกอบ, นี่ขนาดว่าหนังไม่ค่อยมีภาพอะไรแหยะๆ นอกจากฟันของ Pennywise แต่บรรยากาศความน่าสะพรึง หลอนสั่นประสาทนี้ ทำให้หนังได้เรต R แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก

เพลงประกอบโดย Benjamin Wallfisch นักเปียโน/แต่งเพลง สัญชาติอังกฤษ มีผลงานอย่าง Hidden Figures (2016), Annabelle: Creation (2017), Blade Runner 2049 (2017) ฯ

บทเพลงมีส่วนผสมของความบริสุทธิ์ ใสซื่อ ไร้เดียงสา (แบบเด็กๆ) ก่อนที่บรรยากาศความน่าสะพรึงจะค่อยๆคืบคลานเข้ามา และตอนท้ายกรีดกรายสับสนอลม่านไปด้วยความชั่วร้าย หวาดกลัว สะดุ้งตกใจ

 

มันคงเป็นเทรนด์ค่านิยมของหนัง Horror สมัยนี้ไปแล้วกระมัง ฉากเจอผี/ปีศาจ เพื่อให้เกิดความสะดุ้งสะพรึงตกใจกลัว ดนตรีต้องสับสนวุ่นวายอลม่าน เครื่องสายกรีดกราย โวลุ่มต้องค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ ฟังไม่ได้ศัพท์แต่จับอารมณ์ทรงพลังไว้ได้ก่อน

ผมไม่คิดว่ามันเป็นแค่ความบังเอิญ ที่ชื่อหนัง It อ่านออกเสียงเหมือน Id ในทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud ที่หมายถึงสัญชาติญาณ ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์, ปีศาจตัวตลก Pennywise ในหนังเรื่องนี้เปรียบได้กับสิ่งเร้า สิ่งยั่วยุ หนึ่งในสัญชาติญาณที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ค่อยๆได้รับการพัฒนาเมื่อรู้จักพบเจอในวัยเด็ก สลับซับซ้อนขึ้นเมื่อกลายเป็นผู้ใหญ่ (นี่คือเหตุผลที่เป้าหมายของ Pennywise มักสนใจเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ต้องการความกลัวที่ยังบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งอื่นเจือปน) การตอบสนองอารมณ์/สันชาติญาณนี้ จำต้องใช้สติปัญหาเข้าช่วยพิจารณาด้วย Ego หรือ SuperEgo ชั่งน้ำหนักเลือกว่าเราจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตด้วยสันดาน, ความคิด หรือสติปัญญา

ในพุทธศาสนากล่าวถึงความกลัว มักมาจาก 2 สาเหตุ ประกอบด้วย
1. จากสิ่งเร้าภายนอก อาทิ ราชสีห์, เสือโคร่ง, ช้าง, งู, โจร, เจ้ากรรมนายเวร, ศัตรูหมู่มาร ฯ
2. สาเหตุอันเกิดมาจากจิต ได้แก่ ภัยแต่ชาติ, ชรา, พยาธิ, มรณะ, หรือภัยในวัฏสงสาร

ความกลัวที่มีสาเหตุจากสิ่งเร้าภายนอกนั้น บางครั้งเราสามารถหลบลี้หนีได้ อาทิ เห็นงูอยู่ข้างหน้า เราก็สามารถเดินเลี่ยงหนีไปทางอื่น ฯ แต่ความกลัวที่มีสาเหตุมาจากจิตนั้น จักอยู่ติดตัวกับเราตลอดเวลา ครุ่นคิด หมกมุ่น บางทีไม่สามารถปล่อยวางความรู้สึกนั้นลงได้, เทคนิควิธีในการรับมือจัดการกับความกลัว เริ่มต้นสำรวจความรู้สึกก่อน ว่าเรามีความกลัวอะไร? ยอมรับว่าตัวเองว่ากลัว จากนั้นค่อยๆพิจารณาความรู้สึกที่เกิดขึ้น สังเกต เฝ้ามอง โดยไม่ต้องไปคาดเดาอะไรทั้งนั้น ไม่ผลักไส ไม่คาดคั้น ไม่มีอคติ ไม่ปรุงแต่ง คิดเสริม เฝ้าดูอย่างเดียวจนเริ่มรู้สึกผ่อนคลาย ความกลัวจะเริ่มค่อยๆจางหายไปเอง หรือเปลี่ยนไปคิดรู้สึกเรื่องอื่นแทน เท่านี้อารมณ์ความกลัวก็จะสูญหายหมดสิ้นไป

“… ภิกษุเหล่าใด ยังไม่ปราศจากราคะ ความกลัว ความหวาดเสียว ความสยอง ย่อมมีแก่ภิกษุ เหล่านั้นในเวลานั้น ส่วนภิกษุเหล่าใดปราศจากราคะแล้ว ความกลัว ความหวาดเสียว ความสยอง ย่อมไม่มีแก่ภิกษุเหล่านั้นในเวลานั้น… ”

– พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑

reference: http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=1&A=7436&Z=7492
reference: https://www.tci-thaijo.org/index.php/Veridian-E-Journal/article/download/73304/59017

ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ “ความกลัว เป็นเรื่องของจิต มากกว่าวัตถุ” สิ่งสำคัญที่จะทำให้จิตใจปลอดความกลัว คือการค้นหาสาเหตุผล ทำไมเราถึงเกิดความกลัว? เพราะอะไร ทำไม? “เมื่อพบว่าต้นเหตุของความกลัวคืออะไร ดังนี้แล้วเราก็มาถึงปัญหา ว่าจะตัดต้นเหตุนั้นได้อย่างไร”

ใครอยากอ่านคำของท่านพุทธทาส สอนเรื่องความกลัว คลิกโลด!: http://www.buddhadasa.com/shortbook/fearghost.html

วิธีการของเด็กๆในหนังเรื่องนี้ พวกเขาเอาชนะความกลัวด้วยการ ‘เผชิญหน้ากับความกลัว’
– Bill เผชิญหน้ากับน้องชาย (ในร่างของ Pennywise) พูดบอกขอโทษ เรียกว่าเด็กโง่ แล้วยิงปืนแสกหน้า ทำใจได้แล้วว่า Georgie ไม่มีทางหวนคืนกลับบ้านได้
– Ben เผชิญหน้ากับผีหัวขาด หลับหูหลับตาสู้สุดฤทธิ์
– Bev หลังจากได้เผชิญหน้าบอกพ่อตัวเองว่า ‘ฉันไม่ใช่ลูกรักของพ่อแล้วนะ’ เหตุการณ์ต่อจากนั้นทำให้เธอกลายเป็นอิสระจากทุกพันธนาการ ไร้ความหวาดกลัว ที่แม้แต่ Pennywise ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
– Richie กลัวการอยู่คนเดียว แต่ไม่วายต้องหลงฝูงอยู่ตัวคนเดียวอีก กระนั้นจิตใจของเขาคงเข้าใจแล้ว ว่าเพื่อนไม่มีทางทิ้งกัน
– Eddie หลังจากรับรู้ความจริงเรื่องยา เผชิญหน้าพูดบอกกับแม่ ‘ฉันไม่ใช่เด็กอ่อนแออีกต่อไป’ ถึงยังคงขยะแขยงแต่เริ่มมีความกล้าเหยียบย่ำ ยินยอมเปลอะเปลื้อนน้ำเน่าสกปรกในท่อระบายน้ำ
– Stan เมื่อสามารถท่องจำภาษา Yiddish พระเจ้าก็อยู่เคียงข้าง หมดสิ้นความหวาดกลัวในภาพวาด ซึ่งก็จะได้เผชิญหน้ากันอีกครั้งด้วย
– Mike เมื่อสามารถยิงปืนฆ่าสัตว์ได้ ก็พร้อมลุยทุกสถานการณ์ เผชิญหน้าต่อสู้กับ Henry Bowers ได้อย่างไม่กลัวเกรง

เมื่อพวกเขาสามารถเผชิญหน้าเอาชนะความกลัว Pennywise ก็ได้ใช้ปล่อยมุกคลาสสิก ท่าไม้ตาย ดิ้นรนเอาตัวรอดสุดชีวิต ขอแค่ Bill คนเดียว แล้วฉันจะกลับไปจำศีล ไม่ยุ่งกับพวกแกอีก 27 ปี แต่นั่นใช่สิ่งที่เหล่าเพื่อนผู้เอาชนะความหวาดกลัวจะทิ้งกันได้ลงเสียที่ไหน (จริงๆผมละอยากให้ Bill กลายเป็นเหยื่อคนเดียวของ Pennywise แล้วอีก 27 ปีถัดมา ทั้ง 6 ที่เหลือ เติบโตขึ้นกลับมาหวนคืน แก้ไขความผิดพลาดในวัยเด็กนี้ นี่จะเป็นพล็อตที่เจ๋งมากแน่ๆ)

ยังไม่เคยมีหนังแนว Horror เรื่องไหนที่ทำเงินสัปดาห์เปิดตัวเกิน $100 ล้านเหรียญในอเมริกา สูงสุดก็แค่ Paranormal Activity 3 (2011) ทำเงินได้ $52.5 ล้านเหรียญ แต่แค่สัปดาห์เปิดตัวของ It ก็ทุบทุกสถิติ $123.4 ล้านเหรียญ คาดการณ์ว่ากับ The Exorcist (1973) ที่ยึดครองสถิติหนัง Horror R-Rated ทำเงินสูงสุดยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ ที่ $232.9 ล้านเหรียญ หรือ The Sixth Sense (1999) หนัง Horror ทำเงินสูงสุดที่ $293.5 ล้านเหรียญ ก็น่าจะถูกโค่นล้มลงได้ในไม่ช้า

ถือเป็นปรากฎการณ์ Surprise Hit ที่สุดของปีนี้ เพราะนักวิเคราะห์/ค่ายหนัง ต่างคาดการณ์สัปดาห์เปิดตัวของ It ไว้เพียง $40-60 ล้านเหรียญเท่านั้น แต่ผลลัพท์กลับกลายเป็น Blockbuster เกิน $100 ล้านเหรียญ มีแนวโน้มจบโปรแกรมฉายในอเมริกาเกิน $300 ล้านเหรียญแน่ๆ รวมทั่วโลกก็ไม่น่าต่ำกว่า $600 ล้านเหรียญ แต่น่าเสียดายคงไม่ได้เข้าฉายในจีน เพราะประเทศนี้เค้าแบนหนังผี

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ รู้สึกว่ายังขาดๆเกินๆ ยึดถือมั่นในนิยายของ King มากเกินไป พยายามใส่อะไรเข้ามามากทำให้ขาดความสมดุล กระจายบทของตัวละครได้ไม่ครอบคลุมทั่วถึง, กับผู้ชมที่เป็นแฟนนิยายคงรู้สึกอิ่มหนำ พึงพอใจ แถมพร้อมด้วย Easter Egg มากมายให้รู้สึก Nostalgia แต่กับคนไม่สนนิยายคงมีหลายอย่างชวนให้สงสัย คับข้อง ค้างคาใจ เห็นตำหนิความไม่สมเหตุสมผลมากมาย ก็ได้แต่คาดหวังว่าหลายๆคำตอบจะคลี่คลายออกในภาคผู้ใหญ่

แนะนำกับคอหนัง Horror, Coming-of-Age, แนวเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ผสมผสานหลักจิตวิทยา, แฟนนิยายของ Stephen King ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับเลือด ความตาย ความรุนแรง และบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัว

TAGLINE | “It: Chapter One (2017) มันสามารถหลอกหลอนคนที่มีความหวาดกลัวอยู่ในใจได้ แต่กับคนที่ไม่ก็คงลอยตัวอยู่อย่างนั้นไร้ความรู้สึกใดๆ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of