Kuch Kuch Hota Hai (1998)

Kuch Kuch Hota Hai

Kuch Kuch Hota Hai (1998) Bollywood : Karan Johar ♥♥♡

หนังที่ทำเงินถล่มทลายในปี 1998 กับการ Reunite อีกครั้งของ Shah Rukh Khan และ Kajol พร้อมนักแสดงสมทบอย่าง Rani Mukerji และ Salman Khan (บทรับเชิญ) ผลงานกำกับหนังเรื่องแรกของ Karan Johar เรื่องราวเกี่ยวกับรักสามเส้า สองคนสมหวัง อีกหนึ่งต้องจากไป แต่อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ (Kuch Kuch Hota Hai แปลว่า Something Happens) แม่ที่จากโลกนี้ไป ลูกสาวกลายเป็นแม่สื่อ พ่อและอีกหนึ่งที่จากไปจึงได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

บอกตามตรงว่าผมไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะความรู้สึกที่ไม่ใช่ กับการให้นักแสดงอายุ 30 มารับบทเป็นเด็กอายุ 16-17 แต่งตัวฟิตๆ รัดรูป ตามแฟชั่น และความสมจริงในการแสดง ดูก็รู้ว่าทั้ง Shah Rukh Khan และ Kajol เล่นบาสเก็ตบอลไม่เป็น แต่ก็ฝืนทำเป็นแบบว่าอัจฉริยะมาเกิด, มีคนเรียกหนังเรื่องนี้ว่า Cult Classic เอิ่ม… ในบริบทที่ผมกล่าวมามันก็ใช่นะครับ แต่หนังไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นแนว Cult ตั้งแต่แรกเลยไม่รู้สึกว่าไม่น่าจะเรียกแบบนั้น, ผมเรียกว่าหนังเรื่องนี้ว่าเป็น แฟชั่นแห่งยุคสมัย ที่กาลเวลาทำให้คุณค่าของหนังลดลงกลายเป็น หนังตกยุค, กระนั้นผมคิดว่ากับวัยรุ่นหนุ่มสาว ถ้าได้ดูหนังเรื่องนี้น่าจะยังชื่นชอบกันอยู่ ภาพสวยๆ เพลงเพราะๆ และ Shah Rukh Khan กับ Kajol เคมีเข้ากันโคตรๆ ดูแล้วน้ำตาไหลพรากๆแน่นอน

หลังจากมีประสบการณ์เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Aditya Chopra ในหนังสุดฮิตอมตะ Dilwale Dulhania Le Jayenge, Karan Johan ได้รับการรบเร้าจากทั้ง Adiya และ Shah Rukh Khan ให้สร้างหนังของตัวเอง และ SRK สัญญาว่าจะแสดงในหนังที่ Johan กำกับ

Johan เริ่มพัฒนาแนวคิด เรื่องราวรักสามเส้าระหว่างสาวแก่น (tomboy) กับผู้หญิงที่น่ารักมาก และชายหนุ่มที่อ่อนต่อโลก ผลลัพท์ไม่เป็นที่พึงพอใจเท่าไหร่ จึงคิดอีกพล็อตหนึ่ง เรื่องราวของพ่อหม้ายกับลูกสาว ไปๆมาๆก็ผนวก 2 แนวคิดเข้าด้วยกัน โดยให้คำจำกัดความกับหนังว่า เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อหม้ายและลูกสาว พ่อที่ต้องการคนดูแล ส่วนเด็กสาวต้องการความรักจากแม่ เธอจึงตัดสินใจกลายเป็นแม่สื่อ ให้พ่อได้พบกับคนรักเก่า (ตามคำขอในจดหมายฉบับสุดท้ายของแม่ก่อนตาย)

หนังแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน ครึ่งแรกเป็น Flashback ย้อนเวลาไปช่วงสมัยพ่อและแม่ยังเป็นวัยรุ่น ได้พบกัน ตกหลุมรัก และกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ที่กลายเป็นรักสามเศร้า, ครึ่งหลังเป็นการผจญภัยของลูกสาวตัวเล็กที่หนีออกจากบ้าน ไปตามหาคนรักเก่าของพ่อ ส่วนพ่อก็ออกตามหาลูก เมื่อทั้งสองพบกัน ทำให้พ่อได้พบกับเพื่อนเก่า ความทรงจำในอดีตจึงหวนคืนมา

ใจความของหนังยังเป็นเรื่องของ ความต้องการส่วนตัว vs ความซื่อสัตย์ต่อครอบครัว (personal desires vs. parental loyalties) ซึ่งผสมผสานตีม East meets West ครึ่งแรกถ่ายทำต่างประเทศ แครึ่งหลังกลับมาถ่ายในอินเดีย

นำแสดงโดย Shah Rukh Khan เป็นความตั้งใจของ Johar ตั้งแต่แรกที่จะให้ SRK รับบทนำ (และ SRK ก็เคยรับปากไว้แล้วด้วย), กับหนังเรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมผิดหวังมากๆ ในครึ่งแรกของหนัง SRK ไม่สามารถทำให้ผมเชื่อได้ว่าเขากลายเป็นเด็กหนุ่ม ที่ยังใสซื่อบริสุทธิ์ในความรู้สึกของตนเอง, แต่ครึ่งหลังถือว่าใช่เลยนะครับ นี่แหละ Shah Rukh Khan ชายหนุ่มผู้มีดวงตาบ้องแบ้ว ให้สาวๆตกหลุมรักคลั่งไคล้, คงเพราะด้วยขณะแสดงหนังเรื่องนี้ SRK อายุ 30 กว่าแล้ว รับบทที่อ่อนกว่าตัวเองครึ่งหนึ่งมันจะไปเหมือนได้อย่างไร ใส่เสื้อผ้าแฟชั่นรัดๆ มันเลยวัยนั้นมาไกลมากๆ

ผิดกับ Kajol ที่ขณะนั้นเธอกำลังมีความสวยสะพรั่ง เพิ่งจะอายุ 20 ต้นๆ เล่นบทเด็กสาวหรือผู้ใหญ่วัย 30 กว่าๆ ก็กำลังเหมาะ, ความขบถไร้เดียงสาของเธอมีเสน่ห์อย่างตราตรึงในครึ่งแรก ส่วนครึ่งหลังก็สามารถแสดงอารมณ์เจ็บปวด ความต้องการ ความโหยหาผ่านดวงตาออกมาได้

บท Tina เดิมทีถูกเขียนขึ้นโดยตั้งใจให้ Twinkle Khanna รับบท แต่เธอปฏิเสธ มีนักแสดงหลายคนที่ได้รับการติดต่ออาทิ Tabu, Shipa Shetty, Urmila Matondkar, Aishwaraya Rai, Raveena Tandon และ Karisma Kapoor สุดท้ายเป็น Rani Mukerji ที่ไม่ได้ถูกถาม แต่เมื่ออ่านบทก็อาสารับบทเองเลย, ตัวละครนี้ปรากฎตัวถือว่าเป็นส่วนน้อยของหนังมาก (แม้จะมีชื่อเป็น 3 นักแสดงหลักก็เถอะ) กว่าจะได้เห็นตัวก็ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว, นี่เป็นตัวละครที่ถูกเขียนมาเพื่อให้ตัวละครของ Shah Rukh Khan ตกหลุมรักเมื่อแรกพบ ซึ่งถือว่า SRK แสดงออกมาได้ดี แต่กับ Mukerji ก็แค่พอตัว เพราะนอกจากความสวยของเธอแล้ว (ที่ก็ไม่ได้สวยเท่าไหร่นะ) การแสดงยังไม่ถือว่าโดดเด่นเท่าไหร่นัก

การปรากฎตัวของ Salman Khan ในหนังถือว่าเซอร์ไพรส์คนดูมากๆ เพราะถือเป็นตัวละครลับ และออกมารับเชิญช่วงท้ายไม่กี่นาที (และเต้น 1 เพลง) ซึ่งหนังก็จงใจยื้อยัก ไม่ให้เราเห็นหน้าเขาง่ายๆ จนกว่าถึงวินาทีเปิดเผยตัวจริงๆ ซึ่งพอปรากฎตัวแล้วเรียกได้ว่าแย่งซีนความโดดเด่นไปเต็มๆเลย, เผื่อคนไม่รู้จัก Salman Khan ผมยังไม่ได้เขียนรีวิวหนังของเขาสักเรื่องเลยนะครับ เป็น Superstar ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น King Khan คนที่ 3 แม้จะไม่ค่อยมีผลงานระดับคุณภาพที่ทำให้เขาได้รางวัลการแสดงมากนัก แต่ก็ชอบเล่นหนัง Action มีหนังทำเงินมากมาย และเป็นนักแสดงชายที่ค่าตัวสูงที่สุดใน Bollywood

เห็นว่าผู้กำกับ Johar เป็น costume designer ด้วยนะครับ และเขาต้องการยกระดับเสื้อผ้า การแต่งกายในหนัง bollywood ให้แตกต่างจากปกติ, โดยในครึ่งแรกเราจะเห็นแฟชั่นเสื้อผ้าที่ทันสมัยในยุคนั้นมากๆ อาทิ DKNY, Polo ฯ ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าแต่ยังภาษาพูดเพราะในหนังยังช่วงเวลา ‘วัยรุ่น’ จึงต้องมีความ ‘อินเทรนด์’ มากๆในสมัยนั้น, ใครที่เคยดูซีรีย์ Beverly Hills 90210 น่าจะรู้สึกคุ้นๆนะครับ เพราะการออกแบบ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในหนังได้แรงบันดาลใจมาเต็มๆเลย

ถ่ายภาพโดย Santosh Thundiyil นี่เพิ่งเป็นหนังเรื่องที่สองของผู้กำกับภาพคนนี้นะครับ, หนังเปิดกล้องเมื่อ 21 ตุลาคม 1997 ทีมงานถือว่ายังอ่อนประสบการณ์อย่างมาก Shah Rukh Khan ออกมาให้สัมภาษณ์ พูดว่า “ผู้กำกับยังไม่มีความรู้ความเข้าใจด้านเทคนิคเกี่ยวกับการทำหนังเลย โดยไม่รู้ตัว หนังกลับดังที่สุดในศตวรรษ” (Karan makes no bones of the fact that his technical knowledge of filmmaking was not at its peak when he made the biggest hit of the decade.), ใช้เวลาถ่ายทำ 9 เดือนครึ่ง ปักหลักถ่ายทำที่ Mauritius และ Scotland

ตัดต่อโดย Sanjay Sankla, ครึ่งแรกหนังมีการกระโดดไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบันหลายครั้ง ซึ่งเมื่อเล่า Flashback จบก็ดำเนินต่อเนื่องไปข้างหน้า ซึ่งยังมีการตัดสลับระหว่างฝั่งพ่อและฝั่งลูกสาว จนกระทั่งมาประจบกันช่วงท้ายๆเมื่อพ่อและหญิงสาวกลับมาเจอกันอีกครั้ง เรื่องถึงดำเนินไปสู่ไคลน์แม็กซ์และจุดจบ

เพลงประกอบโดย 2 พี่น้อง Jatin Pandit และ Lalit Pandit ที่เคยทำเพลงให้ Dilwale Dulhania Le Jayenge, กับหนังเรื่องนี้ มีเพลงโคตรฮิตอยู่ 2 เพลง, Kuch Kuch Hota Hai ร้องโดย Udit Narayan และ Alka Yagnik ใครดูหนัง bollywood มามากน่าจะจำเสียงของทั้ง 2 ได้นะครับ, MV เห็นว่าไปถ่ายกัน Eilean Donan, Glen Coe, Loch Lomond และ Tantallon Castle ใกล้ๆ Black Rock ใน Scotland ภาพสวยมากๆนะครับ (ถ่ายสวยที่สุดในหนังแล้ว)

อีกเพลงหนึ่ง Koi Mil Gaya ร้องโดย Kavita Krishnamurthy, Udit Narayan และ Alka Yagnik ส่วนตัวผมชอบเพลงนี้กว่า KKHH นะครับ ชื่อเพลงแปลว่า ‘ฉันพบใครบางคน’ (I have found someone), 3 ตัวละครหลัก ต่างคนก็พบใครบางคนขึ้นมาพร้อมกัน การพบไม่ใช่แค่พบเจอ แต่พบแล้วตกหลุมรัก, ตอนร้องเพลงนี้ แทบทุกตัวละครในหนังก็จะพบรักกับใครสักคน, ใน MV ถ้าสังเกตดีๆ จะมีสัญลักษณ์ของทางสามแพร่งปรากฎอยู่ตลอด สามตัวละครหลักรักกันแบบงูกินหางนะครับ

ในชีวิตจริง มันมีความเป็นไปได้หรือที่ลูกสาวต้องการหาแม่ใหม่ และแฟนใหม่ให้พ่อ?… น่าจะแทบเป็นไปไม่ได้เลยนะครับ แต่นี่คือความสวยงามของหนัง ที่สามารถมองออกไปเชิงแฟนตาซี โรแมนติกก็ได้ และด้วยสีสันที่สวยสดเว่อ ราวกับท่องเที่ยวอยู่ใน Wonderland, ตีม East meets West ของหนังเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์ผมตอนเขียนรีวิวมากๆ เพราะตอนดูหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้คิดถึงจุดนี้ ซึ่งพอมารู้เข้าถึงได้เข้าใจ ครึ่งแรกทุกอย่างเป็น West ครึ่งหลังทุกอย่างเป็น East จุดนี้ผมมองว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจกว่าเรื่องราวในหนังอีก

แฟชั่นเป็นอะไรที่ตกยุคเร็วมาก เช่นกันกับหนังเรื่องนี้ที่ถือว่า ที่คนดูสมัยนี้คงรู้สึกได้ว่า เสื้อผ้าของตัวละครเชยมากๆ สมัยนี้ไม่มีใครแต่งแบบนี้กันแล้ว แต่นี่คือทันสมัยที่สุดในสมัยนั้นเลยนะ!, ครึ่งหลังชุดส่าหรีของอินเดีย ผมรู้สึกตรงกันข้าม ไม่เห็นว่ามันตกเทรนด์เลยนะครับ ยังดูร่วมสมัยอยู่ นี่แฝงความหมายถึงแฟชั่นฝั่งตะวันตกจะตกเทรนด์เร็วกว่าฝั่งตะวันออกมาก

มนุษย์เราส่วนใหญ่จะมีความหลงใหลคลั่งไคล้ในความทันสมัย (ฝั่งตะวันตก) คล้ายกับพระเอกที่ตกหลุมรักหญิงสาว เรียนจบจากเมืองนอก มีความทันสมัย สวมใส่เสื้อผ้าแฟชั่น, แต่เมื่อเวลาผ่านไป (น่าจะสัก 10 ปีในหนัง) เราจะเริ่มกลับมามองเห็นตัวเอง ความเป็นพื้นบ้านพื้นเมือง ‘ต้องการอะไรที่ร่วมสมัยมากกว่าทันสมัย’ ครึ่งหลังของหนังนำเสนอวิถีของอินเดีย ไม่มีอะไรที่เป็นแฟชั่นเหลืออยู่อีกแล้ว ชุดสาหรี่ ประเพณีของอินเดีย เหลือแต่พื้นบ้านที่มีความ ‘ร่วมสมัย’

ขณะที่หนังฉายกลับสามารถได้รับความนิยมจากผู้ชมสมัยนั้นอย่างมาก กลายเป็นหนังทำเงินสูงที่สุดของปี และเห็นว่าเป็นอันดับ 3 หนังทำเงินสูงสุดขณะนั้น เป็นรองเพียง Hum Aapke Hain Koun..! และ Dilwale Dulhania Le Jayenge ด้วยทุนสร้าง ₹100 ล้าน หนังทำเงินไป ₹1.06 พันล้าน (=$50 ล้านดอลลาร์ในปี 2016) ปัจจุบันก็หายไปจาก Top 10 หนังทำเงินสูงสุดแล้วนะครับ ตกเทรนด์เร็วมาก

หนังได้ 2 รางวัล National Film Awards สาขา Best Film For Providing Wholesome Entertainment และ Best Female Playback Singer กับเพลง Kuch Kuch Hota Hai, เข้าชิง 17 สาขา Filmfare Award และได้มา 8 รางวัล ประกอบด้วย Best Film,
Best Director, Best Actor (Shah Rukh Khan), Best Actress (Kajol), Best Supporting Actor (Salman Khan), Best Supporting Actress (Rani Mukerji), Best Art Direction และ Best Screenplay

ในบรรดาหนังของ SRK กับ Kajol หนังเรื่องนี่ KKHH เป็นเรื่องที่ผมชอบน้อยที่สุด, ชอบมากที่สุดก็ยังคงเป็น DDLJ

ถ้าคุณไม่ใช่คอหนัง Bollywood ชอบฟังเพลงเพราะๆ เป็นแฟนหนัง Shah Rukh Khan กับ Kajol หรืออยากเห็น Salman Khan เป็นของแถม ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาหาหนังมาดูนะครับ เนื้อเรื่องไม่ได้แฝงแนวคิดหรือมีอะไรที่น่าสนใจเท่าไหร่

จัดเรต PG บางทีการทำอะไรบางอย่างของเด็กหญิง ก็ควรได้รับคำแนะนำบอกว่ามันไม่เหมาะสม

TAGLINE | “Kuch Kuch Hota Hai เป็นแฟชั่นตกยุคของ Shah Rukh Khan กับ Kajol โดยผู้กำกับ Karan Johar ที่สมัยปัจจุบันคุณภาพอาจไม่ดีนัก แต่ตอนหนังฉายได้รับความนิยมอย่างสูงที่สุด”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of