
Laura (1944)
: Otto Preminger ♥♥♥♥
(24/6/2025) คดีฆาตกรรม Laura Hunt ช่างมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน ใครคือฆาตกร Whodunit? แต่ความสนุกของหนังยังคือเบื้องหลังการถ่ายทำ Darryl F. Zanuck งัดข้อผู้กำกับ Otto Preminger ได้อย่างเมามันส์ และชีวิตจริงของนักแสดงนำ Gene Tierney ก็แทบไม่แตกต่างจาก Laura สักเท่าไหร่!
นี่ไม่ได้แปลว่าชีวิตจริง Gene Tierney ถูกฆาตกรรมนะครับ! ใครเคยรับชมหนังน่าจะรับรู้โชคชะตาของ Laura Hunt ผมยังไม่อยากสปอยตรงนี้ แต่ขอเตือนไว้ก่อนสำหรับคนหลงเข้ามาอ่าน ถ้าคุณรู้จุดหักมุม หนังก็แทบหมดสนุกโดยพลัน
ความละม้ายคล้ายคลึงก็คือ การมีสถานะไม่ต่างจากวัตถุทางเพศ (Object of Desire) ได้รับความเอ็นดูรักใคร่จากผู้หลักผู้ใหญ่ โดยเฉพาะโปรดิวเซอร์ Darryl F. Zanuck (ไม่ต่างจากตัวละคร Waldo Lydecker) ให้การสนับสนุนผลักดัน Tierney อย่างออกนอกหน้า “The most beautiful woman in film history.” นอกจากนี้เธอยังเคยมีข่าวอื้อฉาวกับ Howard Hughes, John F. Kennedy และ Prince Aly Khan ราวกับแม่เหล็กดึงดูดบุรุษให้เกิดความลุ่มหลงใหล ใครๆอยากครอบครองเป็นเจ้าของ
Her youth and beauty, her poise and charm of manner captivated them all. She had warmth, vitality. She had authentic magnetism. Wherever we went, she stood out. Men admired her. Women envied her.
Waldo Lydecker กล่าวถึง Laura Hunt
สำหรับเรื่องวุ่นๆระหว่างโปรดิวเซอร์ Darryl F. Zanuck และผู้กำกับ Otto Preminger ทั้งสองเกิดความขัดแย้งกันตอน Kidnapped (1938) เพราะความครุ่นคิดเห็นแตกต่าง Zanuck เลยเปลี่ยนตัว Preminger แถมพยายามขัดขวาง ปฏิเสธเลิกสัญญา ทำหลายสิ่งอย่างไม่ให้อีกฝ่ายประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน
Laura (1946) ก็เฉกเช่นเดียวกัน! Preminger คือคนริเริ่มโปรเจคนี้ระหว่างที่ Zanuck รับใช้ชาติช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (เป็นช่างภาพสงคราม) แต่ด้วยความล่าช้าบางอย่าง พออีกฝ่ายหวนกลับมา ก็ผลักไส Preminger ให้ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ และมองหาผู้กำกับคนใหม่ Rouben Mamoulian เปิดกล้องถ่ายทำไปสองสามสัปดาห์ ผลลัพท์ออกมาไม่น่าพึงพอใจ Preminger จึงโน้มน้าว Zanuck ให้ขับไล่ Mamoulian และกำกับโปรเจคนี้ด้วยตนเอง! … นี่ผมเล่าแบบคร่าวๆก่อนนะครับ เดี๋ยวจะลงรายละเอียดในลำดับต่อไป
ผมมองหาโอกาสจะปรับปรุงบทความนี้มาสักพักใหญ่ๆ ตระหนักว่าตอนนั้นยังไม่ค่อยรับรู้ประสีประสา ไม่เข้าใจว่าหนังมีดีอะไรถึงได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ “essential film noir” หวนกลับมาคราวนี้ถึงค้นพบว่านี่คือผลงานมาสเตอร์พีซของผกก. Preminger นำเอานวนิยายเกรดบี มาทำให้กลายเป็นโคตรหนังคุณภาพ คลาสสิกเหนือกาลเวลา
Film noir is known for its convoluted plots and arbitrary twists, but even in a genre that gave us The Maltese Falcon, this takes some kind of prize. Laura (1944) has a detective who never goes to the station; a suspect who is invited to tag along as other suspects are interrogated; a heroine who is dead for most of the film; a man insanely jealous of a woman even though he never for a moment seems heterosexual; a romantic lead who is a dull-witted Kentucky bumpkin moving in Manhattan penthouse society, and a murder weapon that is returned to its hiding place by the cop, who will “come by for it in the morning.” The only nude scene involves the jealous man and the cop.
นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie
Otto Ludwig Preminger (1905-86) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Austrian-American เกิดที่ Wischnitz, Bukovina (ปัจจุบันคือประเทศ Ukraine) ครอบครัวชาว Jewish บิดาทำงานฝ่ายอัยการ (Prosecutor) ในตอนแรกบุตรชายตั้งใจดำเนินตามรอยเท้า สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต University of Vienna ก่อนเปลี่ยนใจมาเป็นนักแสดงละคอนเวที ลูกศิษย์ของ Max Reinhardt เรียนรู้การทำงานเบื้องหลัง กำกับโปรดักชั่น จากนั้นได้รับชักชวนกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Die große Liebe (1931) [แปลว่า The Great Love], ระหว่างเดินทางมาทำงานโปรดักชั่น Broadway จับพลัดจับพลูเซ็นสัญญา 20th Century Fox กำกับหนัง Hollywood เรื่องแรก Under Your Spell (1936), Danger – Love at Work (1937) แต่พอมาถึง Kidnapped (1938) เกิดความขัดแย้งโปรดิวเซอร์ Darryl F. Zanuck เลยถูกเปลี่ยนตัวผู้กำกับมาเป็น Alfred L. Werker
ด้วยความที่ Preminger เซ็นสัญญาสตูดิโอ Fox เอาไว้หลายปี (น่าจะ 7 ปี) เพิ่งสร้างหนังเสร็จสองเรื่อง เกิดความขัดแย้งผู้ร่วมก่อตั้ง Zanuck เลยถูกสั่งดอง ไม่ได้รับโอกาสกำกับหนังเรื่องใหม่นานถึง 5 ปี! จนกระทั่ง Zanuck เดินทางไปรับใช้ชาติช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง มอบหมายให้(ผู้ร่วมก่อตั้ง) William Goetz ดูแลงานแทน ซึ่ง Goetz มีความประทับใจในตัว Preminger เลยให้โอกาสสร้างภาพยนตร์ Margin for Error (1943)
ช่วงปีที่ไม่ได้สรรค์สร้างภาพยนตร์นั้น ผกก. Preminger ก็ทุ่มเทเวลาให้กับละคอนเวที ประมาณปี ค.ศ. 1939 ได้มีโอกาสบทละคอน Ring Twice for Laura ของ Vera Caspary ชื่นชอบพื้นหลังเกี่ยวกับสังคมชนชั้นสูง (High-Society) และพล็อตเรื่องที่เต็มไปด้วยการหักมุม (Plot Twist) แต่ตระหนักว่ามีหลายส่วนที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ซึ่งพอได้พูดคุยสนทนากับ Caspary ต่างฝ่ายต่างมีความคิดเห็นแตกต่างกันอยู่มาก
Caspary เลยหันเหความสนใจไปร่วมงานนักเขียน George Sklar พัฒนาตัวละคร Laura ตั้งใจจะให้ Marlene Dietrich รับบทแสดงนำ แต่ไปๆมาๆไม่สามารถหาเงินทุนสำหรับโปรเจค เลยตัดสินใจเปลี่ยนจากบทละคอนเป็นนวนิยาย ตีพิมพ์รายสัปดาห์ลงนิตยสาร Colliers ระหว่างเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 รวมเล่มในชื่อ Laura (1943)
ทันทีที่นวนิยาย Laura (1943) วางแผงจัดจำหน่าย ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ได้รับการแปลภาษามากมายนับไม่ถ้วน สตูดิโอ Fox จึงจ่ายเงิน $30,000 เหรียญ ขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงภาพยนตร์โดยทันที พร้อมประกาศให้ George Sanders และ Laird Cregar รับบทนำ
ตอนซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายเล่มนี้ Zanuck ยังไม่กลับจากหน้าที่รับใช้ชาติ Goetz จึงมอบหมายให้ผกก. Preminger ดูแลงานสร้าง พัฒนาบทหนังโดยไม่สนใจผู้แต่ง Caspary (ไม่อยากมีเรื่องขัดแย้งแบบตอนละคอนเวที) ร่วมงานกับ Jay Dratler, Samuel Hoffenstein และ Betty Reinhardt เปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับ Waldo Lydecker และเล่าดำเนินเรื่องผ่านมุมมองนักสืบ Mark McPherson … แน่นอนว่าผู้แต่ง Caspary ย่อมไม่ประทับใจบทหนังดังกล่าว
เกร็ด: ต้นฉบับของ Vera Caspary เท่าที่ผมหาข้อมูลได้ เขียนเรื่องราวนี้ผ่านมุมมองห้าตัวละคร ท้าทายให้ผู้อ่านแปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดด้วยตนเอง
เมื่อครั้น Zanuck กลับจากหน้าที่รับใช้ชาติ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงเมื่อค้นพบว่า Goetz ทั้งต่อสัญญา รวมถึงใช้งานผกก. Preminger ในหลายๆโปรเจค (นั่นก่อให้เกิดความบาดหมางระหว่าง Zanuck และ Goetz จนอีกฝ่ายแยกตัวออกมาก่อตั้งสตูดิโอใหม่) ด้วยเหตุนี้จึงจัดแจงโยกย้าย Preminger ไปกำกับภาพยนตร์ In the Meantime, Darling (1944) และอนุญาตให้เป็นเพียงโปรดิวเซอร์ “You can produce (Laura), but as long as I am at Fox, you will never direct.”
Zanuck พยายามยื่นโปรเจคนี้ให้ผู้กำกับหลายคน Lewis Milestone, Walter Lang, John Brahm, Irving Cummings, ก่อนที่ Rouben Mamoulian จะยินยอมตอบตกลงทั้งๆไม่ได้ชื่นชอบบทหนัง ตอนนั้นเพียงกำลังร้อนเงิน พอเข้ามาแล้วปรับเปลี่ยนทุกสิ่งอย่าง และพอเปิดกล้องถ่ายทำได้สองสัปดาห์ มีปัญหากับนักแสดง ฟุตเทจถ่ายทำก็ออกมาไม่น่าพึงพอใจ Zanuck จึงตัดสินใจไล่ออก Mamoulian และอนุญาตให้ Preminger กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ในที่สุด!
แซว: หลายปีถัดมาเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม Rouben Mamoulian หมายหมั้นปั้นมือจะกำกับ Porgy and Bess (1959) [เจ้าตัวคือผู้กำกับฉบับละคอนเวที] แต่ความขัดแย้งโปรดิวเซอร์ เลยถูกขับไล่ออก ก่อนเปลี่ยนมาเป็น Otto Preminger
Mark McPherson (รับบทโดย Dana Andrews) นักสืบจากกรมตำรวจ New York Police Department (NYPD) ทำการสืบสวนคดีฆาตกรรมหญิงสาวสวย Laura Hunt (รับบทโดย Gene Tierney) ถูกยิงด้วยปืนลูกซองเข้าที่ใบหน้าในอพาร์ทเม้นท์ของเธอเอง
- เริ่มต้นเดินทางไปพูดคุยกับนักเขียน/คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ Waldo Lydecker (รับบทโดย Clifton Webb) อ้างว่าตนเองคือผู้ค้นพบ Laura ให้ความช่วยเหลือจนเธอสามารถไต่เต้ากลายเป็นผู้บริหารบริษัทโฆษณา
- จากนั้นเดินทางไปหา Shelby Carpenter (รับบทโดย Clifton Webb) คู่หมั้นของ Laura แต่กลับพบเจอ Ann Treadwell (รับบทโดย Judith Anderson) มีศักดิ์เป็นป้าของ Laura สังเกตเห็นเยื่อใย เหมือนทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งบางอย่าง
- สุดท้ายคือคนรับใช้ Bessie Clary (รับบทโดย Dorothy Adams) ที่มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี แสดงอาการซึมเศร้าเสียใจอย่างมากๆที่ Laura ลาจากโลกนี้ไปนี้
เหตุการณ์วุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อค่ำคืนนั้นนักสืบ McPherson ผลอยหลับในอพาร์ทเม้นท์ของ Laura แล้วจู่ๆถูกปลุกตื่นขึ้นมาพบเจอกับ … นั่นทำให้การสืบสวนสอบสวนคดีความนี้ ปรับเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง!
Carver Dana Andrews (1909-92) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Collins, Mississippi เป็นบุตรคนที่สามจากพี่น้องสิบสามคน เติบโตขึ้นที่ Huntsville, Texas เข้าเรียนบริหารธุรกิจ Sam Houston State University แต่จบออกมาเดินทางสู่ West Coast มองหาโอกาสเป็นนักร้อง ก่อนได้เป็นนักแสดงละคอนเวที Pasadena Playhouse เซ็นสัญญาสตูดิโอ Fox เล่นหนัง Western เกรด B ไต่เต้าขึ้นมาเล่นหนังเกรดเออย่าง The Westerner (1940), Ball of Fire (1941), The Ox-Bow Incident (1943), โด่งดังพลุแตกกับ Laura (1944), The Best Years of Our Lives (1946), Boomerang (1947), Where the Sidewalk Ends (1950) ฯ
รับบทนักสืบ Mark McPherson จากกรมตำรวจ NYPD ได้รับมอบหมายให้ทำคดีฆาตกรรมหญิงสาว Laura Hunt เดินทางไปพูดคุยกับบรรดาผู้ต้องสงสัยด้วยกิริยาท่าทางไม่ยี่หร่าสักเท่าไหร่ แต่เป็นคนช่างสังเกต พบเห็นความผิดปกติมากมาย และเกิดอารมณ์อ่อนไหวกับภาพวาดหญิงสาว ค่ำคืนนั้นหลับนอนในอพาร์ทเม้นท์ของเธอ ก่อนถูกปลุกตื่นขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง!
โปรดิวเซอร์ Darryl F. Zanuck ในตอนแรกให้ความสนใจ John Hodiak แต่เหมือนอีกฝ่ายคิวไม่ว่าง, พยายามต่อรองกับ George Raft ก็ไม่สำเร็จ, สุดท้ายส้มหล่นใส่ Dana Andrews ขณะนั้นพอมีชื่อเสียงนิดๆหน่อยๆ โดยไม่รู้ตัวกลายเป็นบทบาท ‘breakthrough’ โด่งดังในชั่วข้ามคืน
เปลือกภายนอกของนักสืบ McPherson เหมือนเป็นคนไม่ยี่หร่า ชอบพูดจาดูถูกเหยียดหยาม น้ำเสียงประชดประชัน แต่นั่นคือวิธีการรักษาระยะห่างกับบรรดาผู้ต้องสงสัย ไม่ต้องการให้อารมณ์เข้าครอบงำ ถึงอย่างนั้นเขาไม่แตกต่างจากชายอื่น ตกหลุมรัก ลุ่มหลงในเสน่ห์ของ Laura Hunt ค่ำคืนนั้นดื่มสุราเมามาย เศร้าเสียใจกับความตายของหญิงสาวสวย
การหวนกลับมากลางดึกของ Laura ทำให้เขาถูกปลุกตื่น ฟื้นสร่างเมา ตระหนักว่าทุกสิ่งที่พยายามครุ่นคิดล้วนผิดพลาด! ต้องเริ่มต้นทำการสืบสวนสอบสวนใหม่หมด แต่คราวนี้ดูระริกระรี้ มีชีวิตชีวา แถมพยายามเกี้ยวพาราสี เปลี่ยนมาพรอดคำหวาน … จากนักสืบกลายเป็นนักรักไปซะงั้น! แต่อย่างน้อยสามารถขบไขคดีได้สำเร็จก็แล้วกัน
Clifton Webb ชื่อจริง Webb Parmelee Hollenbeck (1889-1966) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Indianapolis, Indiana โตขึ้นเริ่มต้นจากเป็นนักเต้นอาชีพ ประกบคู่กับ Bonnie Glass, จากนั้นเดินทางสู่ Broadway มีผลงานละคอนเวที หนังเงียบ เปลี่ยนผ่านสู่หนังพูด แจ้งเกิดกับภาพยนตร์ Laura (1944), เซ็นสัญญาสตูดิโอ Fox ติดตามด้วย The Dark Corner (1946), The Razor’s Edge (1946), Sitting Pretty (1948), For Heaven’s Sake (1950) ฯ
รับบทนักเขียน/คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ Waldo Lydecker อยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูง เป็นคนเฉลียวฉลาด ปราดเปรื่อง ปัญญาไว ไหวพริบเฉียบคมคาย อย่าให้กลายเป็นศัตรูกับใคร จักเขียนบทความโจมตี ทำลายล้างอย่างไม่ได้ผุดได้เกิด, วันถึงถูกรบกวนระหว่างรับประทานอาหารโดย Laura Hunt แม้วันนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ แต่คำพูดของเธอได้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น เลยลองให้โอกาสแล้วพบเห็นการไต่เต้าจากพนักงานสู่ผู้บริหารระดับสูง นั่นสร้างความภาคภูมิใจ เอ็นดูรักใคร่ รู้สึกเหมือนตนเองได้ปลุกปั้น สร้างเธอขึ้นมา จึงพยายามปกป้อง ‘ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม’ ถ้าฉันไม่ได้ครอบครอง ก็ไม่ควรมีใครได้เป็นเจ้าของ
เกร็ด: มันมีคำเรียกบุคคลแบบ Waldo Lydecker ว่า Svengali ชายสูงวัยพยายามเกี้ยวพาราสี ควบคุมครอบงำ อ้างว่ากระทำสิ่งให้การส่งเสริมสนับสนุนหญิงสาวอายุน้อยกว่า แต่แท้จริงแล้วเคลือบแอบแฝงจุดประสงค์อันชั่วร้ายบางอย่าง
เมื่อตอน Mamoulian คุมบังเหียรหนังเรื่องนี้ พยายามจะเลือกนักแสดง Laird Cregar โด่งดังจากบทบาท Jack the Ripper ภาพยนตร์ The Lodger (1944) แต่ทว่าได้รับการปฏิเสธจาก Preminger อธิบายว่าภาพลักษณ์ของเขามีความโฉดชั่วร้าย ผู้ชมย่อมสามารถคาดเดาว่าเขาคือฆาตกรได้อย่างรวดเร็ว!
นักแสดงคนอื่นๆที่อยู่ในความสนใจก็อย่าง George Sanders, John Sutton, Monty Woolley แต่ทว่าผกก. Preminger พยายามนำเสนอ Clifton Webb ที่แม้ไม่ได้เล่นหนังมาหลายปี แต่มีความประทับใจจากละคอนเวที Blithe Spirit ของ Noël Coward เรียกตัวมาออดิชั่น จนโปรดิวเซอร์ Zanuck ยินยอมตอบตกลง … แต่ไม่ใช่กับ Mamoulian เห็นว่ามีปัญหากันตั้งแต่วันแรกถ่ายทำ
เกร็ด: เหตุผลเบื้องลึกที่โปรดิวเซอร์ Darryl F. Zanuck ไม่อยากตอบรับ Clifton Webb เพราะอีกฝ่ายเป็นที่รับรู้ในแวดวง Hollywood ว่ามีรสนิยมรักร่วมเพศ (Homosexual) … ยุคสมัยนั้นเรื่องพรรค์นี้ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะ แค่รับรู้กันในแวดวงเท่านั้น!
การเป็นเกย์ของ Webb ต่อให้ผู้ชมไม่เคยรับรู้ แต่ช่วยเสริมบทบาทนี้ดูมีความลึกลับลมคมใน (โดยเฉพาะฉากเปลือยกายอาบน้ำ สำแดงความเป็นชายเกย์) บุคคลนี้เหมือนซุกซ่อนเร้นบางสิ่งอย่างไว้ภายใต้เนื้อหนัง อากัปกิริยาท่าทาง โดยเฉพาะลีลาถ้อยคำพูด โคตรๆสำบัดสำนวน ครุ่นคิดประโยคได้อย่างเจ็บแสบ จี้แทงใจดำ … ผมในฐานะนักเขียนยังแอบอิจฉาเชาวน์ปัญญา (Quick Witted) แต่ละประโยคครุ่นคิดมาได้ยังไง เฉียบคมคายมากๆ
“How singularly innocent I look this morning.”
“Murder is my favorite crime.”
“I don’t use a pen. I write with a goose quill dipped in venom.”
“My dear, either you were born on a extremely rustic community, where good manners are unknown, or you suffer from a common feminine delusion that the mere fact of being a woman exempts you from the rules of civilized conduct.”
“Love is eternal. It has been the strongest motivation for human actions throughout history. Love is stronger than life. It reaches beyond the dark shadow of death.”
ระหว่างรับชม ผมแค่ประทับใจกับประโยคพูดอันเฉียบคมคายของ Lydecker แต่หารู้ไม่พอหนังเปิดเผยว่าใครคือฆาตกร จักค้นพบว่าถ้อยคำเหล่านี้ล้วนมีความสองแง่สองง่าม บอกใบ้บางสิ่งอย่าง เต็มไปด้วยลักษณะของการ “เอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” ลุ่มหลง หลอกตนเอง ครุ่นคิดว่าฉันเก่ง โลกต้องหมุนรอบตัวฉัน พยายามบงการ ควบคุมครอบงำ สำแดงอำนาจบาดใหญ่ ดูถูกเหยียดหยามใครต่อใคร คตินิยมขวางโลก (Cynical)
นี่ถือเป็นบทบาทแจ้งเกิด Webb โด่งดังพลุแตกยิ่งกว่า Dana Andrews ยอดเยี่ยมถึงขนาดได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor เลยถูกสตูดิโอ Fox จับเซ็นสัญญาระยะยาว ผันเข้าสู่วงการภาพยนตร์เต็มตัว กลายเป็นนักแสดงยอดฝีมือ และยังได้เข้าชิง Oscar อีกสองครั้ง (เคยคว้ารางวัล Golden Globe: Best Supporting Actor จากภาพยนตร์ The Razor’s Edge (1946))
Gene Eliza Tierney (1920-91) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Brooklyn, New York บิดาเป็นนายหน้าประกันภัย (Insurance Brokers) เคยอาศัยอยู่ Switzerland จนสามารถพูดภาษาฝรั่งเศสได้อย่างคล่องแคล่ว, เมื่อปี ค.ศ. 1936 ระหว่างทริปครอบครัวที่ West Coast มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวสตูดิโอ Warner Bros. เข้าตาผู้กำกับ Anatole Litvak อยากจับเซ็นสัญญาแต่ครอบครัวกลับกีดกัน (เพราะเงินเดือนน้อยนิด) เพราะต้องการให้บุตรสาวเข้าสู่แวดวงไฮโซ ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังสนใจอาชีพนักแสดง เริ่มฝึกฝนกับ Benno Schneider ก่อนกลายเป็นลูกศิษย์ (Protégée) George Abbott แจ้งเกิดแทบจะทันทีกับการแสดงที่ Broadway, ต่อมาเซ็นสัญญาสตูดิโอ Fox ภาพยนตร์เรื่องแรก The Return of Frank James (1940), โด่งดังกับ Heaven Can Wait (1943), Laura (1944), Leave Her to Heaven (1945), The Razor’s Edge (1946), The Ghost and Mrs. Muir (1947), Night and the City (1950) ฯ
รับบท Laura Hunts หญิงสาวทรงเสน่ห์ ทำงานออกแบบโฆษณา เป็นคนกล้าคิดกล้าเสี่ยง กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา เลยได้รับโอกาสจาก Waldo Lydecker จนสามารถไต่เต้าสู่ตำแหน่งผู้บริหาร รวมถึงเรียนรู้การเข้าสังคม แวดวงชั้นสูง จึงถูกหมายปองโดยบุรุษมากมาย หนึ่งในนั้นอาจคือฆาตกรลงมือสังหารโหดก็เป็นได้!
ในตอนแรกโปรดิวเซอร์ Zanuck ต้องการนักแสดง Jennifer Jones ที่หลังจากคว้ารางวัล Oscar: Best Actress จากภาพยนตร์ The Song of Bernadette (1943) เพิ่งเซ็นสัญญาใหม่เจ็ดปีด้วยข้อตกลงเล่นหนังปีละเรื่อง แต่ทว่าเธอกลับผิดนัดหมาย อ้างว่าไม่ได้รับบทหนัง เลยเกิดการฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล, ด้วยเหตุนี้โปรดิวเซอร์ Zanuck จึงหันเหความสนใจมายัง Tierney ที่เคยเอยปากชื่นชม “unquestionably, the most beautiful woman in movie history.”
เกร็ด: โปรดิวเซอร์ Darryl F. Zanuck แรกพบเจอ Gene Tierney ระหว่างรับชมการแสดงละคอนเวที The Male Animal บอกให้ผู้ช่วยจดบันทึกชื่อเธอเอาไว้ และในค่ำคืนเดียวกันนั้นเขายังแวะเวียนไป Stork Club พบเห็นหญิงสาวกำลังเต้นรำอยู่บนเวที “Forget the girl from the play. See if you can sign that one.” โดยไม่รับรู้ว่าพวกเธอทั้งสองคือคนเดียวกัน!
ผมรู้สึกว่าความงามของ Tierney นั้นดูแปลกๆ นักแสดง Vincent Price เรียกว่า ‘odd beauty’ ช่องว่างระหว่างดวงตาดูกว้างไปนิด แต่มันมีเสน่ห์บางอย่างชวนให้ลุ่มหลงใหล บุรุษทั้งหลายต่างตกหลุมรักใคร่ “her beauty was both timeless and imperfect”
มันอาจเพราะเธอเติบโตขึ้นในแวดวงไฮโซ ชนชั้นสูง จึงรับรู้วิธีการวางตัว สร้างเสน่ห์อย่างไรให้น่าหลงใหล บทบาท Laura จึงแทบไม่ต้องใช้การแสดงใดๆ มันคือตัวตนของเธอเอง เล่นเป็นตัวตนเอง แค่นั้นก็ทำให้ผู้ชมตกหลุมรักใคร่ … เห็นว่าเธอไม่อยากรับเล่นบทบาทนี้ แต่เหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับรุ่นพี่ Jennifer Jones เลยไม่สามารถตอบปัดปฏิเสธ “I was in no position to be picky.”
I never felt my own performance was much more than adequate. I am pleased that audiences still identify me with Laura, as opposed to not being identified at all. Their tributes, I believe, are for the character – the dreamlike Laura – rather than any gifts I brought to the role. I do not mean to sound modest. I doubt that any of us connected with the movie thought it had a chance of becoming a kind of mystery classic, or enduring beyond its generation. If it worked, it was because the ingredients turned out to be right.
Gene Tierney
นักวิจารณ์หลายคนคงสังเกตเห็นตรงนี้ เลยแสดงความคิดเห็นว่าเธอคือจุดอ่อนของหนัง เพียงภาพลักษณ์ที่น่าหลงใหล การปรากฎตัวสร้างความประหลาดใจ แต่เรื่องการแสดงกลับธรรมดาทั่วไป สัมผัสไม่ได้ถึงอารมณ์ขัดแย้งภายใน รวมถึงตกหลุมรัก Mark McPherson เอาตอนไหน? “never seems emotionally involved” – Roger Ebert
เส้นทางการแสดงของ Tierney อาจดูเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ มีผู้หลักผู้ใหญ่รักใคร่เอ็นดูทะนุถนอม ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม แต่หลังจากหมดช่วงโปรโมชั่น การงานหดหาย ล้มป่วยซึมเศร้า ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ กลายเป็นคนหลายบุคลิกภาพ (Bipolar Disorder) รักษาด้วยวิธีการช็อตไฟฟ้า (Shock Treatment) จนความจำเสื่อม แถมบุตรสาวตาบอด หูหนวก สมองพิการ คนเป็นมารดาฤาจะอดรนทนไหว ชีวิตสาละวันเตี้ยลง จนสุดท้ายก็ค่อยๆเลือนหายจากวงการภาพยนตร์
เมื่อครั้นผกก. Preminger เข้ามาคุมบังเหียร สามารถกำจัด Rouben Mamoulian ให้พ้นภัยทาง จึงเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกสิ่งอย่าง ปรับเปลี่ยนตากล้องจาก Lucien Ballard มาเป็น Joseph LaShelle, รายละเอียดประกอบฉากไหนไม่ชอบใจก็ออกแบบใหม่หมด โดยเฉพาะภาพวาด Laura Hunt ของเดิมวาดโดย Azadia Newman (ภรรยาของผกก. Mamoulian) เปลี่ยนมาใช้ภาพถ่าย (ของ Frank Polony) นำมาขยับขยาย (Blow-Up) แล้วใช้สีน้ำมันแต่งแต้มให้ลายเส้นดูจางลง เพื่อให้ผู้ชมสังเกตออกว่าบุคคลในภาพวาดคือ Gene Tierney
When I scrapped Mamoulian’s sets, the portrait of Laura went with them. Portraits rarely photograph well, so I devised a compromise. We had a photograph of Gene Tierney enlarged and smeared with oil paint to soften the outlines. It looked like a painting, but was unmistakably Gene Tierney.
Otto Preminger
(ภาพซ้ายคือภาพเก่าของ Azadia Newman, ส่วนภาพขวาคือที่ใช้ในหนังแบบลงสี)


ถ่ายภาพโดย Joseph LaShelle (1900-89) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน หลังเรียนจบมัธยมตัดสินใจหางานทำผู้ช่วยห้องแลป Paramount West Coast Studio ต่อด้วยสตูดิโอ Hollywood Metropolitan Studios ก่อนปักหลักอยู่ Fox Film ไต่เต้าจากผู้ควบคุมกล้อง (Camera Operator) How Green Was My Valley (1941), The Song of Bernadette (1943), ผลงานเด่นๆ อาทิ Laura (1944) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, Fallen Angel (1945), Marty (1955), The Apartment (1960), How the West Was Won (1962), A Child Is Waiting (1963) ฯ
งานภาพของหนังพอจะลูกเล่นภาพยนตร์ประปราย แต่โดดเด่นกับการจัดแสง-เงามืด ต้องบอกเลยว่าแม้งโคตรๆบ้าระห่ำ เต็มไปด้วยรายละเอียด ระยิบระยับ ซับซ้อน งดงามระดับวิจิตรศิลป์ ผมละอยากเห็นงานสร้างเบื้องหลังว่าใช้แหล่งกำเนิดแสงมากมายเพียงไหน
ตากล้อง LaShelle เป็นคนใส่ใจในรายละเอียดมากๆ หมายหมั่นปั้นมือว่าผลงานนี้จะประสบความสำเร็จ (เป็นผลงานแรกๆได้รับเครดิต Cinematography) เลยใช้เวลาจัดแสงเป็นชั่วโมงๆ โหยหาความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ซึ่งผกก. Preminger ก็อนุญาตด้วยนะ ทำงานตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น จนถึงสองสามทุ่มในแต่ละวัน
Joe (Joseph LaShelle) was determined to make a success of his big opportunity. He would take ages to light a scene. Every time I heard him say, ‘No, no, it’s not right’, I could feel my teeth clench, and I knew there went another hour or two of waiting for the lights to be set.
I was on the set before the sun came up and tumbled home at eight or nine in the evening. He was simply tireless. When the rest of the cast seemed ready to drop from exhaustion, Otto would still muster as much vigor as when the day began.
Gene Tierney
เหตุผลที่ต้องทำงานล่วงเวลา เพราะหนังสูญเสียสองสัปดาห์แรกโดยเปล่าประโยค (ที่ Mamoulian เข้ามาคุมบังเหียร) ซึ่งผกก. Preminger พยายามอย่างยิ่งจะให้ถ่ายทำภายในกำหนดระยะเวลา ซึ่งก็สามารถทำได้สำเร็จ เพียงใช้งบเกินไปนิดๆหน่อยๆ … เริ่มต้นถ่ายทำ 27 เมษายน – 29 มิถุนายน ค.ศ. 1944
หนังเริ่มต้นเมื่อนักสืบ McPherson เดินทางไปอพาร์ทเม้นท์ของนักเขียน/คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ Waldo Lydecker สถานที่แห่งนี้แอบบอกใบ้หลายๆสิ่งอย่าง อาทิ หน้ากากปกปิดธาตุแท้ตัวตน, ถ้วยชามใส มองเข้าไปเห็นภาพสะท้อน บิดเบือนจากความเป็นจริง ฯ


ซีนที่ได้รับการถกเถียงกันมากสุดของหนัง คือตอนนักสืบ McPherson เกิดอาการชะงักงันเมื่อพบเห็น Waldo Lydecker เปลือยกายล่อนจ้อนขณะอาบน้ำ นั่นเพราะ Clifton Webb ในแวดวง Hollywood รับรู้กันดีว่าชายคนนี้รสนิยมรักร่วมเพศ (Homosexual) ยุคสมัยนั้นยังถือเป็นประเด็นอ่อนไหว สังคมไม่ให้การยินยอมรับ
คนที่ไม่รับรู้เรื่องดังกล่าว อาจตีความการเปลือยกายแสดงถึงจิตใจอันบริสุทธิ์, แต่พอดูหนังจบน่าจะปรับเปลี่ยนความรู้สึกเหมือนการคุกคาม(ทางเพศ) สร้างความน่าเกรงขามให้ Lydecker แอบบอกใบ้ว่าชายนี้ซุกซ่อนบางสิ่งอย่าง (ตัวจริงฆาตกร/รสนิยมรักร่วมเพศ)

เมื่อคุณดูหนังจบแล้วหวนกลับมาเห็นคำพูด และภาพช็อตนี้ “How singularly innocent I look this morning.” โดยไม่รู้ตัวเกิดความหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง หนังแอบบอกใบ้หลายๆสิ่งอย่างได้อย่างโคตรๆแนบเนียน … ภาพนี้กล้องไม่ได้ถ่ายมุมเอียง แต่เป็นกระจกที่ตั้งเอียงๆ สามารถสื่อภาพสะท้อนตัวตนที่มีความบิดเบือนไปจากถ้อยคำพูดออกมา

ค่ำคืนการเสียชีวิตของ Laura จากคำบอกกล่าวของคู่หมั้น Shelby Carpenter อ้างว่าเดินทางไปรับชมการแสดง Beethoven: Symphony No. 9 และ Brahms: Symphony No.1 คนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงดนตรีคลาสสิกคงไม่รับรู้ว่าซิมโฟนีนี้ของ Brahms ถูกเรียกขานว่าคือ Beethoven’s Tenth (Beethoven ประพันธ์ Symphony แค่เก้าบทเพลง) ที่มีความละม้ายคล้าย/สืบทอดเจตนารมณ์ของ Beethoven
แต่แท้จริงแล้วค่ำคืนนั้นปรับเปลี่ยนการแสดงมาเล่นบทเพลงของ Jean Sibelius (1865-1957) คีตกวีสัญชาติ Finnish รังสรรค์ผลงานแนว Romanticism ที่เอ่อล้นด้วยอารมณ์ พลังธรรมชาติ และสัมผัสของปรัมปราพื้นบ้าน Finland
ความแตกต่างคนละฟากฝั่งแม่น้ำของ Beethoven (หนักแน่น จริงจัง) และ Sibelius (โรแมนติก ธรรมชาติ) เป็นการสะท้อนสิ่งที่ตัวละครพยายามบิดเบือน vs. เหตุการณ์เกิดขึ้นจริง, และความรู้สึกของ Shelby Carpenter คงทั้งคลุ้มคลั่ง (เพราะเจ้าตัวอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว) และดีใจ (ที่ได้กำจัดภัยความรัก)

เรื่องเล่าของ Waldo Lydecker มันช่างเยิ่นยาวนานยิ่งนัก! หนังจึงใช้วิธีการตัดสลับกลับไปกลับมา ระหว่างนั่งรับประทานอาหารเย็น vs. ฉายภาพย้อนอดีต (Flashback) ในตอนแรกพบเห็นลูกค้านั่งอยู่เต็มร้าน ก่อนค่อยๆหายไปทีละโต๊ะสองโต๊ะ สลับสับเปลี่ยนทิศทางมุมกล้อง (แต่กล้องจะจับจ้อง Lydecker ขณะพูดเล่าเรื่องอยู่ตลอดเวลา) จนพอเล่าจบก็เหลือเพียงโต๊ะของพวกเขา ถูกบริกรเชิญออกจากร้าน
ปล. มุมกล้องบันทึกภาพ Waldo Lydecker ผมสังเกตว่ามันจะมีแค่เบื้องหน้า ในทิศทางสายตาของนักสืบ McPherson นี่อาจเคลือบแฝงนัยยะถึงการเล่าเรื่องแค่บางส่วน ไม่ได้ครบทุกทิศทางหน้า-หลัง หลายสิ่งอย่างถูกปกปิดซ่อนเร้น มิอาจเปิดเผยมุมมืดของตนเองออกมา




หนึ่งในลายเซ็นต์ของหนังนัวร์ก็คือกสนขัดแสง-เงา ที่มีลักษณะเหมือนซี่กรงขัง ขณะนี้ Laura Hunt ยังเป็นพนักงานโฆษณาระดับล่าง อาจเรียกว่ากำลังต่อสู้ดิ้นรน หาหนทางเอาตัวรอดในกรงของ Rat Race (นั่นคือเหตุผลที่สถานี่ทำงานแห่งนี้ปกคลุมไปด้วยแสง-เงาที่ดูเหมือนซี่กรงขัง) จนกระทั่งการมาถึงของ Waldo Lydecker พร้อมพาเธอออกจากสถานที่แห่งนี้ … ไปสู่อีกกรงทองหนึ่ง

ค่ำคืนหนึ่งที่ Laura ไม่ได้ติดต่อหา Waldo Lydecker ค่ำคืนนั้นท่ามกลางพายุหิมะ ตั้งใจไปเยี่ยมเยียนที่อพาร์ทเมนท์ของเธอ ก่อนพบเห็นเงาของชายแปลกหน้า สร้างความหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน … เป็นฉากที่ใช้สภาพอากาศพายุหิมะ สะท้อนความรู้สึกปั่นป่วนภายในจิตใจ

ซีเควนซ์ที่ Waldo Lydecker พยายามจะเปิดเผยธาตุแท้ตัวตนของ Shelby Carpenter ให้กับ Laura Hunt ลองสังเกตการจัดแสง-เงามืด ดูบรรยากาศทะมึน อึมครึม น่าจะเป็นฉากตอนกลางคืน เต็มไปด้วยมุมมืดตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย และตอนเดินทางไปอพาร์ทเมนท์ฝ่ายชาย ขณะก้าวเดินเข้าข้างใน ด้านหลังพวกเขาปกคลุมด้วยความมืดมิด กำลังจะเผชิญหน้าความจริงที่สร้างความห่อละเหี่ยวใจ



ค่ำคืนนี้นักสืบ McPherson ตัดสินใจพักค้างแรมที่อพาร์ทเม้นท์ของ Laura เดินไปเดินมาจาก ท่าทางเต็มไปด้วยความร้อนรน กระวนกระวาย ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าใครคือฆาตกร กล้องเคลื่อนเลื่อนติดตามจากห้องหนึ่งสู่อีกห้องหนึ่ง … นี่เป็นฉากที่ไม่มีคำพูดอธิบายใดๆ ผู้ชมต้องสังเกตอากัปกิริยา ภาษากายของตัวละคร แล้วขบครุ่นคิดทำความเข้าใจด้วยตนเอง

กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าหานักสืบ McPherson ก่อนผลอยหลับบนโซฟาเพราะความมึนเมาจากฤทธิ์ของสุรา (ขวดเหล้าวางอยู่ข้างๆ) นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยน กึ่งกลางของหนัง บางคนอาจตีความเหตุการณ์หลังจากนี้ทั้งหมดคือความฝัน (ของ McPherson) เพราะไม่อยากให้เธอถูกฆ่า จึงจินตนาการให้ Laura หวนกลับคืนมา … ลองครุ่นคิดดูดีๆมันก็พอมีความเป็นไปได้นะครับ
ในบทความของนักวิจารณ์ Roger Ebert ให้ข้อสังเกตว่าทุกตัวละครในหนังเรื่องนี้ล้วนมีมุมมืด บางสิ่งอย่างปกปิดซ่อนเร้น สามารถเป็นฆาตกรได้ทั้งหมด! เพียงแต่ว่าหนังต้องหาจุดจบ ก็เลยมีใครบางคนกลายเป็นแพะรับบาป
I’ve seen Otto Preminger‘s Laura three or four times, but the identity of the murderer doesn’t spring quickly to mind. That’s not because the guilty person is forgettable but because the identity is so arbitrary: It is not necessary that the murderer be the murderer. Three or four other characters would have done as well, and indeed if it were not for Walter Winchell we would have another ending altogether. More about that later.
นักวิจารณ์ Roger Ebert

การหวนกลับมาของ Laura แน่นอนว่ามันต้องมีช็อตนี้ที่เธออยู่เคียงข้างภาพวาด เหมือนเปี๊ยบราวกับแกะ และที่น่าสนใจคือชุดสวมใส่ ในภาพวาดสวมเดรสสีดำ ตรงกันข้ามกับตัวจริงสวมเสื้อคลุมสีขาว ซึ่งพอถอดออกกลายเป็นลวดลายตาราง (ลายสก็อต) บอกใบ้ถึงความบริสุทธิ์ และตัวเธอถูกบางสิ่งอย่างกักขังหน่วงเหนี่ยว
เกร็ด: เสื้อผ้าของ Laura Hunt ออกแบบโดย Bonnie Cashin ลองสังเกตหลายๆชุดถ้าไม่ลายทาง ก็ตารางสี่เหลี่ยม ชีวิตไร้ซึ่งอิสรภาพ ยังถูกควบคุมครอบงำโดยใครบางคน

นักสืบ McPherson บอกกับ Laura ไม่ให้ติดต่อหาใคร แต่เธอกลับโทรศัพท์หาคู่หมั้น Shelby Carpenter นัดพบเจอในรถยามค่ำคืนฝนตกหนัก โดยปกติแล้ว(ฝนตก)มักสื่อถึงอารมณ์เศร้าโศกเสียใจ น้ำตาหลั่งไหลทรวงใน แต่หนังอาจต้องการสื่อถึงความสับสนวุ่นวาย (ตอนฝนตกมันจะวุ่นๆวายๆสักหน่อย) หญิงสาวโหยหาใครบางคนสำหรับระบายอารมณ์อัดอั้นภายใน
จากนั้นนักสืบ McPherson แอบติดตาม Shelby Carpenter ขับรถไปยังบ้านพักต่างจังหวัดของ Laura เพื่อจัดการกับหลักฐานบางอย่าง หนังจงใจปลายเปิดเอาไว้ให้ทั้ง Laura & Shelby สามารถเป็นผู้ต้องหา/ฆาตกรได้ทั้งนั้น และระหว่างการสนทนาก็มักพบเห็นเงามืดอาบครึ่งซีกใบหน้าตัวละครบ่อยครั้ง


นักสืบ McPherson จงใจละเล่นเกมกับสองตัวละคร ไม่แจ้งล่วงหน้าว่า Laura ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อสังเกตปฏิกิริยาแสดงออกของพวกเขา
- Bessie Clary แม่บ้านของ Laura ไม่เพียงตกอกตกใจ ยังร่ำไห้พร้อมรอยยิ้ม ยินดีปรีดาที่นายจ้างยังมีชีวิตอยู่
- แม้ด้านหลังจะพบเห็นแสง-เงาที่ดูเหมือนซี่กรงขัง แต่มันจะไม่อาบเรือนร่างของ Bessie บุคคลเดียวสวมใส่ชุดลายดอก = จิตใจงดงาม ซื่อสัตย์มั่นคง
- ตรงกันข้ามกับ Waldo Lydecker ที่แสง-เงาเหมือนซี่กรงขัง อาบฉาบทั้งพื้นหลัง เรือนร่างกาย ตกตะลึงจนเป็นลมล้มพับ ต้องรับประทานยาระงับประสาท คงเพราะเพิ่งตระหนักว่า … ผิดคน!


ผมครุ่นคิดว่านักสืบ McPherson จนปัญญาจะค้นหาตัวฆาตกร แต่เขามีความเชื่อมั่นว่ายังไงต้องไม่ใช่ Laura (ลุ่มหลงในมารยาหญิงของเธอเรียบร้อยแล้ว) จึงแสร้งทำเป็นจับกุมตัวออกมา พาเข้าห้องสืบสวน พยายามเค้นหาความจริง ใช้แสงไฟสาดส่องใบหน้า และอีกขณะคือใช้ร่างกายบดบังแสงสว่าง (เงามืดอาบฉาบใบหน้า) … พอเข้าใจลูกเล่นนี้ไหมเอ่ย? แสงสว่าง-เงามืด, เล่นบทตำรวจดี-ตำรวจร้าย (Good Cop & Bad Cop)


คนที่เคยละเล่นกับการจัดแสง เห็นภาพช็อตนี้คงแทบคลุ้มคลั่ง มันมีรายละเอียด ความซับซ้อน ผมเองก็บอกไม่ได้ใช้หลอดไฟอะไรยังไง จากทิศทางไหน มันมีทั้งที่อาบฉาบใบหน้าและขมุกขมัวอยู่ด้านหลัง แต่จุดประสงค์เพื่อสร้างสัมผัสจิตใจอ่อนไหว วินาทีนี้ Laura รอดพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัย สอบถามนักสืบ McPherson มันคุ้มค่ากับเกมที่เขากำลังละเล่นไหม … เป็นภาพที่ดูเหมือนเธอกำลังตกลุมรัก

ผมอยากให้สังเกตเงามืด (Hard light) ที่ทอดยาวด้านหลังตัวละคร Waldo Lydecker เป็นการสร้างสัมผัสอันหลอกหลอน หวาดสะพรึง ราวกับสิ่งชั่วร้ายคอยชักใยบงการอยู่เบื้องหลัง ให้หวนกลับมากระทำสิ่ง !@#$%^


นาฬิกาคือสัญลักษณ์ของเวลา เราสามารถตีความง่ายๆว่า จุดจบชีวิต ความตายฆาตกร หญิงสาวสามารถเอาตัวรอดจากการถูกควบคุมครอบงำ ได้รับอิสรภาพโบยบินออกจากกรงขัง ต่อจากนี้จะไม่มีเทวดาผู้พิทักษ์ (Guardian Angel) คอยปกปักษ์รักษาอีกต่อไป

ตัดต่อโดย Louis Loeffler (1897-1972) สัญชาติอเมริกัน ขาประจำผู้กำกับ Otto Preminger ผลงานเด่นๆ อาทิ In Old Arizona (1928), Laura (1944), The Man with the Golden Arm (1955), Bigger Than Life (1956), Anatomy of a Murder (1959), Exodus (1960), The Cardinal (1963) ฯ
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองนักสืบ Mark McPherson ได้รับมอบหมายทำการสืบสวนคดีฆาตกรรม Laura Hunt เดินทางไปพูดคุยกับบรรดาผู้ต้องสงสัย (ฉายภาพประกอบ เล่าย้อนอดีต) จุดหักมุมเกิดขึ้นประมาณกึ่งกลางเรื่องเมื่อคนตายฟื้นคืนชีพ Laura หวนกลับมายังอพาร์ทเมนท์ ครึ่งหลังนักสืบ McPherson จึงต้องสรรหาวิธีการล่อหลอกให้ฆาตกรเปิดเผยตัวตนออกมา
- คดีฆาตกรรม Laura Hunt
- นักสืบ McPherson เดินทางไปพูดคุยกับนักเขียน/คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ Waldo Lydecker
- เดินทางไปพูดคุยกับ (ป้า) Ann Treadwell และบังเอิญพบเจอ (คู่หมั้น) Shelby Carpenter
- สำรวจอพาร์ทเม้นท์ สถานที่เกิดเหตุ
- นักสืบ McPherson รับประทานอาหารเย็นกับ Waldo Lydecker รับฟังเรื่องเล่าถึง Laura Hunt
- (Flashback) Waldo Lydecker แรกพบเจอ Laura Hunt ให้ความช่วยเหลือจนสามารถไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บริหาร เรียนรู้จักแวดวงสังคมชั้นสูง
- (Flashback) การมาถึงของ Shelby Carpenter พยายามเกาะแก่ง เกี้ยวพาราสี Laura Hunt
- วันถัดมานักสืบ McPherson เดินทางไปยังอพาร์ทเม้นท์ของ Laura พบเจอกับแม่บ้าน Bessie Clary
- บรรดาผู้ต้องสงสัยทั้งหมดต่างแวะเวียนมายังอพาร์ทเม้นท์ของ Laura
- ค่ำคืนนี้นักสืบ McPherson ตัดสินใจค้างแรมในอพาร์เมนท์แห่งนี้ พยายามครุ่นคิดหาข้อสรุป ดึกดื่นดื่มสุราจนงัวเงีย ผลอยหลับไป
- คนตายฟื้นคืนชีพ
- จู่ๆ Laura เปิดประตูกลับเข้ามาในอพาร์ทเม้นท์ พบเจอกับนักสืบ McPherson
- นักสืบ McPherson แอบติดตาม Laura ไปพบเจอกับคู่หมั้น Shelby Carpenter
- นักสืบ McPherson แอบติดตาม Shelby Carpenter ไปยังบ้านชนบท
- วันถัดมาแม่บ้าน Bessie Clary แวะเวียนมาทำความสะอาด ดีอกดีใจที่ได้พบเจอ Laura
- พอถึงคิวของ Waldo Lydecker พอพบเจอ Laura ถึงกับเป็นลมล้มพับ
- งานเลี้ยงต้อนรับ Laura ที่ทุกคนต่างเข้าร่วมงาน
- นักสืบ McPherson แสร้งจับกุมตัว Laura ไปยังโรงพัก
- นักสืบ McPherson เดินทางไปหา Waldo Lydecker สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
- เร่งรีบเดินทางกลับมาอพาร์ทเม้นท์ของ Laura และยังพบเจอ Waldo Lydecker
ระหว่างรับชมหนัง ครึ่งแรกที่นักสืบเดินทางไปพูดคุยกับบรรดาผู้สงสัย ฉายภาพย้อนอดีต (Flashback) ชวนให้ผมนึกถึงวิธีการเล่าเรื่องของ Citizen Kane (1941) [เปลี่ยนจากนักข่าวมาเป็นนักสืบ] แต่ครึ่งหลังเมื่อคนตายฟื้นคืนชีพ ทุกสิ่งอย่างพลิกกลับตารปัตร ไม่รู้ทำไมผมนึกถึง Ikiru (1950) [ครึ่งแรกของ Ikiru ตัวละครของ Takashi Shimura เดินทางไปพบปะผู้คนมากมาย, แต่ครึ่งหลังเมื่อเขาตายจากไป คนเหล่านั้นต่างมารวมตัวกันเพื่อพูดคุย กล่าวยกย่องสรรเสริญการกระทำ]
เกร็ด: โปรดิวเซอร์ Zanuck ไม่ชอบตอนจบของหนัง เรียกร้องขอให้ผกก. Preminger ถ่ายทำใหม่โดยเปิดเผยว่า Waldo Lydecker ครุ่นคิดจินตนาการเรื่องราวทั้งหมดสำหรับตีพิมพ์นวนิยายเล่มใหม่ แต่รอบทดลองฉายกลับมีแต่คนแสดงความคิดเห็นว่าดูไม่รู้เรื่อง ซับซ้อนเกินไป ท้ายที่สุดเขาเลยจำยินยอมรับความพ่ายแพ้โดยดี “This is your success. I concede.”
เพลงประกอบโดย David Raksin (1912-2004) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เจ้าของฉายา “Grandfather of Film Music” เกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania ในครอบครัว Russian Jewish บิดาทำงานวาทกรวงออร์เคสตรา ส่วนบุตรชายมีความสนใจด้านการแต่งเพลง โตขึ้นเข้าศึกษา University of Pennsylvania เป็นลูกศิษย์ของ Harl McDonald, Isadore Freed และ Arnold Schoenberg จับพลัดจับพลูได้ทำงานเป็นผู้ช่วย Charlie Chaplin ทำเพลงประกอบ Modern Times (1936), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Hound of the Baskervilles (1939), Laura (1944), Fallen Angel (1945), The Secret Life of Walter Mitty (1947), Forever Amber (1947), The Bad and the Beautiful (1952), Bigger Than Life (1956), Separate Tables (1958) ฯ
ในตอนแรกผกก. Preminger พยายามติดต่อว่าจ้าง Alfred Newman, Bernard Herrmann แต่ต่างบอกปัดเพราะคิวงานแน่นมาก เลยจำใจเลือก David Raksin พอมีชื่อเสียงนิดๆหน่อยๆ เรียกร้องขอให้ดัดแปลงท่วงทำนอง Jazz Standard ชื่อว่า Sophisticated Lady (1932) ของ Duke Ellington แต่อีกฝ่ายไม่เห็นชอบด้วย ต้องการจะเขียนท่วงทำนองขึ้นใหม่
คงเพราะระยะเวลา Post-Production มีค่อนข้างจำกัด ผกก. Preminger ครุ่นคิดว่าการจะแต่งเพลงขึ้นใหม่ต้องใช้เวลาพอสมควร เลยตั้งใจจะเปลี่ยนตัวนักแต่งเพลง ก่อนถูกโน้มน้าวโดย Alfred Newman (ขณะนั้นคือ Music Director สตูดิโอ Fox) ร้องขอให้โอกาส Raksin สักสัปดาห์หนึ่ง ถ้าผลลัพท์ไม่น่าพึงพอใจจะไล่ออกตอนนั้นก็ไม่สาย
มันก็จริงอย่างที่ผกก. Preminger ครุ่นคิดว่าไว้ การจะแต่งเพลงขึ้นใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่บังเอิ้ญ Raksin ขณะนั้นกำลังมีปัญหาขัดแย้งกับภรรยา ใกล้เลิกราหย่าร้าง พอดิบดีได้รับจดหมายเขียนมาสั่งลา (มีคำเรียก Dear John letter) นำเอาอารมณ์เศร้าโศกที่ถาโถมเข้าใส่ ยังมิอาจทำใจยินยอมรับ ร้อยเรียงเข้ามาในบทเพลง Main Theme
หลังจากได้ Main Title หรือ Laura Theme บทเพลงอื่นๆของหนังล้วนเป็น Variations ที่มีท่วงทำนอง เครื่องดนตรีประกอบแตกต่างไปตามเรื่องราวอารมณ์ ผมขอเลือกมาแค่อีกบทเพลง The Portrait ในค่ำคืนที่นักสืบ McPherson ตั้งใจจะพักค้างแรมในอพาร์ทเม้นท์ของ Laura เดินไปเดินมา ดื่มสุราเมามาย พยายามขบครุ่นคิดหาตัวคนร้าย … แล้วจู่ๆคนร้ายมันก็โผล่มาจริงๆ
ในบรรดา Variation ของ Main Title ที่ผมชื่นชอบสุดก็คือเพลง Mark ดังขึ้นขณะที่นักสืบ (Mark) McPherson กำลังสะลึมสะลือ ดื่มสุราเมามาย ใกล้ที่จะผลอยหลับ บทเพลงนี้อาจยาวแค่นาทีเศษๆ แต่ผมชอบเสียงไวโอลินแหลมเฟี้ยว ต่อด้วยทรัมเป็ตรำพันความเจ็บปวดรวดร้าว นั่นแสดงถึงความรู้สึกผิดหวังในตนเองของนักสืบ McPherson ยังไม่สามารถขบไขปริศนาคดีฆาตกรรมได้เสียที
แถมท้ายกับบทเพลงคำร้อง แต่งอักษรโดย Johnny Mercer (ตอนเขียนเพลงนี้เห็นว่าเจ้าตัวยังไม่เคยรับชมหนังด้วยซ้ำ), ขับร้องคนแรกโดย Emil Newman ในรอบปฐมทัศน์วันฉายหนัง 11 ตุลาคม ค.ศ. 1944, ก่อนได้รับการเรียบเรียง บันทึกเสียงเกินกว่า 400 ครั้ง! จนกลายเป็นท่วงทำนอง Jazz Standard
สำหรับฉบับที่ผมนำมาให้รับฟังนี้ น่าจะมีชื่อเสียงที่สุดแล้วกระมัง Woody Herman and His Orchestra (1945) เพราะสามารถไต่อันดับ #25 ชาร์ท US Billboard Hot 100
Laura is the face in the misty lights
Footsteps that you hear down the hall
The love that floats on a summer night
That you can never quite recallAnd you see Laura on a train that is passing through
Those eyes how familiar they seem
She gave your very first kiss to you
That was Laura but she’s only a dream
Laura Hunt คือหญิงสาวสวย รวยเสน่ห์ ไต่เต้าจากดินสู่ดาว (rags-to-riches) เลยกลายเป็นที่หมายปองของบุรุษทั้งหลาย ซึ่งก็มีทั้งบุคคลมาดี-ร้าย เกาะแก่งแสวงหาผลประโยชน์ และหนึ่งในนั้นพยายามทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เทวดาผู้พิทักษ์ (Guardian Angel) คอยอารักขา ปกปักษ์รักษา ‘ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม’ กีดกันใครก็ตามเข้ามายุ่งย่ามก้าวก่ายเธอของฉัน!
สไตล์หนังนัวร์ (Film Noir) มักทำการตีแผ่ด้านมืดจิตใจมนุษย์ ความสวยรวยเสน่ห์ของ Laura ทำให้ต้องเผชิญหน้าฝูงหมาป่า-แร้งกา คอยจับจ้อง ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ ร่วมรักหลับนอน ของเล่นของบุรุษ ไม่ต่างจากวัตถุทางเพศ (Object of Desire) … ใครได้ครอบครองจะมีคำเรียก Trophy Wife
ยกตัวอย่างคู่หมั้น Shelby Carpenter เข้ามาคบหา ตีสนิท พรอดคำหวาน พูดบอกว่ารัก แต่จุดประสงค์แท้จริงกลับพยายามเกาะแก่ง แสวงหาโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แถมลับหลังแอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหญิงสูงวัย Ann Treadwell พึ่งพาอะไรไม่ได้สักสิ่งอย่าง!
อีกบุคคลหนึ่งที่โฉดชั่วร้ายยิ่งกว่า นักเขียน/คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ Waldo Lydecker อ้างว่าคือผู้ค้นพบ Laura ปลุกปั้นให้เธอสามารถไต่เต้าจากดินสู่ดาว เสี้ยมสอนสิ่งต่างๆในแวดวงสังคมชั้นสูง แล้วทำตัวเหมือนเทวดาผู้พิทักษ์ คอยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ขับไล่มารผจญ … ฟังดูคล้ายๆกับ Pygmalion ตกหลุมรักรูปปั้นแกะสลักของตนเอง
การกระทำของ Waldo Lydecker (น่าจะเรียกได้ว่า Sugar Daddy) อาจฟังดูมีคุณธรรมสูงส่ง แต่ด้านมืดของชายคนนี้ก็คือ “ถ้าฉันไม่ได้ครอบครอง ย่อมไม่มีใครได้เป็นเจ้าของ” รับไม่ได้ที่ Laura Hunt หมั้นหมายกับ Shelby Carpenter พยายามขุดคุย เปิดโปงเบื้องหลังอีกฝ่าย แต่เธอแสร้งทำไม่รู้ไม่เห็น ความรักทำให้คนตาบอด … เขาเลยตัดสินใจทำลายเธอที่ปลุกปั้นขึ้นมากับมือ
ผมไม่รู้ว่ามันคือความตั้งใจของผกก. Preminger หรือเปล่า? เพราะพฤติกรรมของ Waldo Lydecker มันช่างละม้ายคล้ายโปรดิวเซอร์ Darryl F. Zanuck ชอบพอผู้กำกับ/นักแสดงคนไหน (ยกตัวอย่าง Gene Tierney) ก็พร้อมส่งเสริมสนับสนุน ผลักดันให้กลายเป็นดาวดาราเจิดจรัสค้างฟ้า ตรงกันข้ามเมื่อเป็นศัตรูผู้ใด (หรือก็คือผกก. Preminger) ก็ทำการกีดกัน ผลักไส พร้อมเหยียบย่ำจมมิดดิน ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดในวงการภาพยนตร์สืบไป
ในมุมของผกก. Preminger ภาพยนตร์เรื่องนี้ราวกับ ‘Revenge Film’ ที่สามารถโต้ตอบเอาคืนโปรดิวเซอร์ Zanuck หลังถูกหมักดองมานานหลายปี เฝ้ารอคอยโอกาสขณะแมวไม่อยู่หนูร่าเริง (ตอนที่ Zanuck ไปรับใช้ชาติช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง) พอหวนกลับมาก็ต่อล้อต่อเถียง งัดข้องัดเข่ากันอยู่นาน จนท้ายที่สุดสามารถทำให้อีกฝ่ายยินยอมรับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ต้องถือเป็นชัยชนะสุดยิ่งใหญ่ หลังจากนี้ (Zanuck) ไม่เข้ามายุ่งย่ามก้าวก่ายอีกต่อไป!
ด้วยทุนสร้าง $1.02 ล้านเหรียญ เสียงตอบรับเมื่อตอนออกฉายดียอดเยี่ยม (ส่วนใหญ่ตำหนิเพียงการแสดงของ Gene Tierney) แม้ทำรายได้ในสหรัฐอเมริกาได้เพียง $2 ล้านเหรียญ แต่บทเพลง Laura ขายดีอย่างเทน้ำเทท่า คืนกำไรกลับมามหาศาส
ช่วงปลายปีได้เข้าชิง Oscar จำนวน 5 สาขา หลุดโผลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Motion Picture) เพราะว่าปีนั้นเพิ่งมีการปรับเปลี่ยนกฎใหม่ จากเคยเข้าชิงสิบเรื่อง เหลือเพียงห้าเรื่อง และอาจตัดคะแนนกันเองกับ Double Indemnity (1944) ซึ่งก็เป็นหนังนัวร์คล้ายๆกัน
- Best Director
- Best Supporting Actor (Clifton Webb)
- Best Screenplay
- Best Cinematography, Black-and-White ** คว้ารางวัล
- Best Art Direction-Interior Decoration, Black-and-White
อีกสาขาหนึ่งที่หนังถูก SNUB อย่างไม่มีใครคาดคิดถึง ก็คือเพลงประกอบของ David Raksin ที่ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย มีศิลปินมากมายเรียบเรียง/ดัดแปลง บันทึกเสียงใหม่ จนกลายเป็น Jazz Standard … นั่นถือเป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่กว่ารางวัล Oscar เสียอีกนะ!
ปัจจุบันหนังยังไม่มีข่าวคราวการบูรณะ Blu-Ray ของ 20th Century Fox เมื่อปี ค.ศ. 2013 และ Eureka Entertainment ในคอลเลคชั่น Masters of Cinema เมื่อปี ค.ศ. 2019 เป็นเพียงแค่การสแกนใหม่ High-Definition (HD) ก็ไม่รู้สตูดิโอ Walt Disney ที่ได้คลังหนังของ Fox จะทำอะไรยังไงต่อไป
หวนกลับมารับชมคราวนี้ นอกจากเพลงประกอบที่ผมฟังจนติดหู พบเห็นลีลาจัดแสง-เงาถ่ายภาพระดับวิจิตรศิลป์ สิ่งคาดไม่ถึงอย่างรุนแรงก็คือความเลือนลางระหว่างเบื้องหน้า-หลัง ชีวิตจริงนักแสดงนำ Gene Tierney และผกก. Preminger โต้ตอบเอาคืนโปรดิวเซอร์ Zanuck มันช่วยเสริมความลึกลับ-ซับซ้อน-ซ่อนเงื่อน ให้ดูยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา!
จัดเรต 13+ กับคดีฆาตกรรม บรรยากาศหนังนัวร์
Leave a Reply