Life, and Nothing More… (1992)

Life, and Nothing More… (1992) Iranian : Abbas Kiarostami ♥♥♥♥

ไม่ได้ต้องการสร้างภาคต่อ Where Is the Friend’s Home? (1987) แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศอิหร่านเมื่อปี ค.ศ. 1990 ประมาณการเสียชีวิตกว่า 30,000 คน! ผู้กำกับ Abbas Kiarostami เลยแบกกล้องออกเดินทางหวนกลับสู่เมือง Koker เพื่อติดตามหานักแสดงเด็กๆเคยร่วมงาน จะยังมีใครหลงเหลือชีวิตรอดอยู่บ้างไหม

อิหร่านเป็นประเทศที่ประสบเหตุการณ์เลวร้ายอยู่เรื่อยๆ ทั้งๆสงคราม Iran–Iraq War (1980-89) เพิ่งสงบจบสิ้นไม่นาน แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ก็บังเกิดขึ้นตามมาติดๆ

ให้ตายเถอะ! ผมไม่ได้ตระเตรียมกายใจจะรับชมภาพยนตร์แบบ Germany Year Zero (1948) ที่บันทึกภาพปรักหักพังของกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ณ ขณะสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเลยสักนิด!

แต่ยังดีที่ Life, and Nothing More… (1992) ไม่ได้มุ่งเน้นนำเสนอภาพชวนหดหู่รันทดเหล่านั้น เป็นการออกเดินทางสู่ชนบทต่างจังหวัดที่ไม่ได้รายล้อมด้วยตึกสูงใหญ่ แต่จะให้เรียกว่าไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตา ‘sightseeing’ คงไม่เหมาะสมนัก เพราะเมื่อรับฟังเรื่องเล่าเฉียดตายจากผู้คนมากมาย คงทำให้ใครๆหลายคนสะอึกอื้นร่ำไห้ มีความน่าเศร้าสลดใจหายอยู่ไม่น้อยทีเดียว

คนที่เคยรับชม Where Is the Friend’s Home? (1987) เชื่อว่าย่อมต้องเกิดความสัมพันธ์นักแสดงเด็กๆ เป็นห่วงเป็นใยอยู่ไม่น้อย แต่คงไม่มากเท่าผู้กำกับ Abbas Kiarostami ที่ได้รู้จักสนิทสนมชิดเชื้อเป็นการส่วนตัว ซึ่งหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เพราะไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้รวดเร็วฉับไวเหมือนยุคสมัยนี้ คงเป็นการดีไม่น้อยที่จะแบกกล้องออกเดินทาง บันทึกภาพความว้าวุ่นวายสองฟากฝั่งถนน ผลลัพท์จากมหาภัยพิบัติมรณะ และขอพระเจ้าอำนวยอวยพรให้มีโอกาสพานพบเจอพวกเขาอีกสักครั้งหนึ่ง

ถึงกระนั้น Life, and Nothing More… (1992) ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์สารคดี แต่มีลักษณะที่เรียกว่า Docu-Drama ส่วนผสมครึ่งจริง-ครึ่งแต่ง, ซึ่งผู้กำกับ Kiarostami ก็ไม่ได้แบกกล้องออกเดินทางสู่เมือง Koker โดยทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ โปรดักชั่นเริ่มต้นห้าเดือนหลังจากนั้น และหลากหลายเหตุการณ์ช่างดูเว่อมาก คลุมเคลือเสียเหลือเกินว่าเกิดขึ้นจริง! … ใครเคยรับชมผลงานก่อนหน้า Close-Up (1990) จะพบเห็นความละม้ายคล้ายคลึงในส่วนแต่งเติมเสริมเข้ามานี้


Abbas Kiarostami (1940 – 2016) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอิหร่าน เกิดที่ Tehran วัยเด็กมีความลุ่มหลงใหลการวาดภาพ โตขึ้นเข้าเรียน School of Fine Arts ณ University of Tehran ระหว่างนั้นทำงานพาร์ทไทม์เป็นตำรวจจราจร, จบออกมาได้กลายเป็นนักออกแบบโปสเตอร์ กำกับโฆษณากว่า 150 ชิ้น กระทั่งการมาถึงของ The Cow (1969) สร้างโดยผู้กำกับ Dariush Mehrjui อันเป็นจุดเริ่มต้นของ Iranian New Wave ทำให้ Kiarostami ติดตามรอยเท้า เริ่มต้นสร้างหนังสั้น The Bread and Alley (1970), ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The Experience (1973) และหลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาหลายปี ในที่สุดก็ค้นพบแนวทางของตนเองกับ Where Is the Friend’s Home? (1987)

สไตล์ของ Kiarostami รับอิทธิพลจาก Neorealist เน้นความเป็น Naturalist และ Minimalist มักนำเสนอแบบ DramaDocu จนมีลักษณะของ Poetic Film, หัวข้อสนใจมักสะท้อนปัญหาสังคม เกี่ยวกับครอบครัว ชีวิต-ความตาย และจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศอิหร่าน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 1990 ตามเวลาท้องถิ่น 00:30:14 ความรุนแรง 7.4 แมกนิจูด จุดกึ่งกลางระหว่างเมือง Manjil และ Rudbar ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุง Tehran ประมาณการผู้เสียชีวิต 35,000-50,000 คน ได้รับบาดเจ็บ 60,000–105,000 คน ประเมินความเสียหายสูงถึง $8 พันล้านเหรียญ

เกร็ด: ช่วงขณะเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ พอดิบพอดีกับการแข่งขันฟุตบอลโลก 1990 จัดขึ้นที่ประเทศอิตาลี แชมป์โลกปีนั้นคือ West Germany ส่วนทีมชาติ Brazil ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย พ่ายรองแชมป์โลก Argentina, ขณะที่อิหร่านตกรอบคัดเลือกไม่ได้เข้าร่วมชิงชัย

เรื่องราวของผู้กำกับ (รับบทโดย Farhad Kheradmand) ออกเดินทางร่วมกับลูกชาย Puya (รับบทโดย Buba Bayour) มุ่งสู่เมือง Koker เพื่อติดตามค้นหา Babek Ahmedpour นักแสดงนำจากเรื่อง Where Is the Friend’s Home? (1987) ว่าเป็นตายร้ายดีประการใด ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่นี้


คงไม่ผิดอะไรจะเรียกหนังว่า Road Movie เพราะเกินกว่าครึ่งบันทึกภาพระหว่างขับรถมุ่งสู่ Koker แต่จะไปตรงๆเส้นทางปกติขณะนั้นเป็นไปไม่ได้ แถมแผนที่ก็ไม่พก เลยต้องคอยซักถามผู้คนสัญจรไปมาสองฟากฝั่งถนน ถ่ายภาพเบื้องหน้า ด้านหลัง บางครั้งก็จะลงไปตั้งกล้องถ่ายเพื่อเก็บรายละเอียดเส้นทางที่ไม่ง่ายต่อการขับรถผ่าน

หนึ่งในช็อตที่มีความสวยงามมากๆ นี่น่าจะถ่ายจากอีกฝั่งภูเขาเลยนะ! พบเห็นรอยแตกแยกบนผืนแผ่นดิน ทำให้รถไม่สามารถขับเคลื่อนผ่านไปได้ ซึ่งการจัดวางองค์ประกอบภาพ ให้พื้นที่กับร่องรอยแตกร้าวกว่า 90% ส่วนท้องถนนหนทาง รถยนต์ และผู้คนเดินสัญจรไปมา มีขนาดเล็กกระจิดริดเดียวเองเมื่อเทียบกับโลกกว้างใหญ่

แต่จะให้ขับรถอย่างเดียวคงน่าเบื่อแย่ แน่นอนว่าย่อมต้องมีการหยุดพัก ปัสสาวะข้างทาง แวะดื่มน้ำ ซึ่งผู้กำกับก็ยังแสดงน้ำใจไมตรี ให้ความช่วยเหลือผู้คนสัญจรไปมามากมาย

หนึ่งในนั้นคือ Mr. Ruhi พานพบเจอขณะกำลังแบกโถส้วมเดินกลับบ้านยัง Poshteh อีกเมืองที่ใช้ถ่ายทำ Where Is the Friend’s Home? (1987) เพราะเป็นทางผ่านพอดิบพอดี เลยชักชวนขึ้นรถพาไปส่ง, สังเกตไดเรคชั่นฉากนี้ทั้งหมดถ่ายจากภายนอก พบเห็นขับรถเลี้ยวโค้งโฉบฉวัดเฉวียนไปมา ประกอบเสียงพูดคุยสนทนา (คาดว่า Mr. Ruhi คงไม่ได้อยู่ในรถจริงๆ เป็นการบันทึกเสียงนอกรอบ) ซึ่งความจงใจให้โถส้วมวางอยู่บนหลังคารถ คงต้องการสะท้อนหายนะที่บังเกิดขึ้นนี้ มันช่างทำให้ชีวิตตกต่ำบัดซบเสียจริง!

กล้องค่อยๆซูมเข้าไปตรงประตูพร้อมบทเพลงของ Vivaldi พบเห็นท้องทุ่งเขียวขจีสีสันสดใส เปรียบเทียบก็คือความเพ้อใฝ่ฝันถึงอนาคตข้างหน้าสักวัน “ฟ้าหลังฝน” เมื่อบ้านเรือนได้รับการปรับปรุงซ่อมแซม ทุกสิ่งอย่างหวนกลับสู่สภาวะปกติ ชีวิตคงสามารถกลับมามีความสุขเหมือนสรวงสวรรค์ดังเดิม

ขณะเดียวกันเรายังสามารถตีความฉากนี้สื่อถึงโลกหน้า/ความตาย การมองทาง’จิตวิญญาณ’ของผู้กำกับ เมื่อชีวิตถึงคราสิ้นสุดความทุกข์ยาก คงได้มีโอกาสพานพบเจอสรวงสวรรค์อีเดนสักที

ไม่ว่าจะด้วยการจัดแต่งหรือของจริง ภาพช็อตนี้ถือว่ามีความทรงพลังมากๆ ไม่แน่ใจว่าใครคือศิลปิน แต่รอยแตกแยก/ฉีกขาดระหว่างชายสูงวัยกับโต๊ะอาหาร (สัญลักษณ์ของการยังชีพ มีชีวิตอยู่) สะท้อนเหตุการณ์มหาภัยพิบัติมรณะครั้งนี้ได้อย่างเหมาะสมยิ่งนัก

หนึ่งในช็อตที่มีความลงตัวสุดๆของหนัง ผู้กำกับต้องการให้ความช่วยเหลือหญิงสูงวัยคนหนึ่งขยับเคลื่อนย้ายพรม กล้องถ่ายมุมต่ำ (มุมมองไก่?) ค่อยๆเคลื่อนเลื่อนไถลจนมองเห็นภาพภายในบ้าน และเจ้าไก้ที่ยืนขวางนี้ อยู่ดีๆก็ส่งเสียงร้องเอกอีเอ้ก! อะไรมันจะจังหวะพอดิบพอดีขนาดนั้น!

เสียงร้องของไก่คือสัญลักษณ์เช้าวันใหม่ หรือการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ พานผ่านช่วงเวลาทุกข์ยากลำบาก ล้มแล้วลุก ก้าวเดินต่อไป

และที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ Extreme-Long Shot ช่วงท้ายๆ ถ่ายจากบนภูเขาอีกลูกโคตรไกล พบเห็นการขับรถขึ้นเนินที่จักต้องเร่งเครื่องด้วยความเร็วสูง ไม่เช่นนั้นจะลื่นไถลถอยหลัง โคตรจะอันตรายชิบหาย! … นี่ได้กลายเป็น ‘ลายเซ็นต์’ ของผู้กำกับ Kiarostami โดยทันทีเลยละ

การที่หนังเลือกจบเช่นนี้ก็เพื่อสะท้อนเข้ากับชื่อ And Life Goes On… เพราะการเดินทางของชีวิตไม่มีจุดสิ้นสุด มันจึงไม่จำเป็นต้องไปให้ถึงเป้าหมาย แค่ขับรถขึ้นเนินตรงไป อะไรจะเกิดไม่มีใครสามารถครุ่นคิดคาดเดา

ตัดต่อโดย Abbas Kiarostami, Changiz Sayad นำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองสายตาของผู้กำกับและบุตรชาย Puya ตลอดการเดินทางมุ่งสู่ Koker โดยแบ่งออกได้เป็น
– การเดินทางช่วงแรกบนถนนสายหลัก ออกจาก Tehran ผจญรถติดสองข้างทาง
– การเดินทางช่วงสอง เมื่ออดรนทนไม่ไหวเลยเลี้ยวรถออกถนนสายรอง หวังว่าจะสามารถพบเจอหนทางมุ่งสู่ Koker ได้สำเร็จ
– แวะเวียนเมือง Poshteh พานพบเห็นซากปรักหักพัง ความสูญเสีย และคู่รักเพิ่งแต่งงาน
– พานพบเจอ Mohammad Reza Parvaneh มุ่งสู่แคมป์ผู้ประสบภัย
– ออกเดินทางช่วงสาม/สุดท้าย เหลือเพียงผู้กำกับมุ่งสู่ Koker

หลายครั้งทีเดียวเมื่อผู้กำกับอยู่คนเดียว สายตาจะเหม่อล่องลอยมองดูผืนธรรมชาติเขียวขจี คลอประกอบด้วยบทเพลง Antonio Vivaldi: Concerto for 2 Horns, Strings and Basso Continuo in F major (RV 539) เสริมสร้างสัมผัสแห่งธรรมชาติ จิตวิญญาณ ข้ามผ่านเศษซากปรักหักพังคือสรวงสวรรค์แห่งชีวิต ซึ่งนี่สามารถเปรียบเทียบได้กับสร้อยของบทกวี คล้องต่อระหว่างองก์ภาพยนตร์

บทเพลงนี้มีทั้งหมดสามท่อน แต่ที่ได้ยินในหนังมีเพียง Larghetto ซึ่งต้องถือว่ามีความไพเราะงดงามที่สุด (กระมัง)
I. Allegro – 0:05
II. Larghetto – 3:16
III. Allegro – 5:36

เพราะไม่มีใครสามารถครุ่นคิดคาดเดาว่าอะไรจะบังเกิดขึ้นในอนาคตกาลข้างหน้า เฉกเช่นเดียวกับภัยพิบัติ หายนะ เหตุการณ์แผ่นดินไหว แต่เมื่อเรื่องร้ายๆเคลื่อนพานผ่าน And Life Goes On… ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป

การเดินทางของผู้กำกับและบุตรชาย สวนทาง พานผ่านสิ่งต่างๆมากมาย ผู้คนส่วนหนึ่งยังทุกข์เศร้าโศกกับการสูญเสีย ใครทำใจได้แล้วก็พร้อมก้าวเดินต่อไปข้างข้าง

เรื่องราวของชายผู้แต่งงานทันทีภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว น่าจะสร้างความตื่นตกตะลึงและตรึงใจ เออเว้ยเห้ย! แบบนี้ก็มีด้วย สำหรับเขาทุกวินาทีชีวิตนั้นมีค่า ตื่นเช้ามาท้องหิวไม่ทำงานหาเงินเลี้ยงชีพจะอยู่ได้อย่างไร ถ้ามัวแต่รั้งรีรอคอยพิธีรีการ สวดศพ 3 คืน ทำบุญครบรอบ 1 เดือน ไว้ทุกข์ 1 ปี แล้วเมื่อไหร่จะจบสิ้นสุดเสียที! … แต่จริงหรือเปล่า Through the Olive Trees (1994) อาจสร้างความฉงนสงสัยให้ผู้ชมยิ่งขึ้นไปอีก

เช่นเดียวกันกับฟุตบอลโลก 1990 เพราะสี่ปีมีครั้งเดียวย่อมสำคัญกว่าแผ่นดินไหวร้อยปีมีครั้ง … ตรงไหน! มันคือสิ่งที่ทำให้จิตใจผู้คนมีความกระชุ่มกระชวย ปลีกหลีกหนีจากความทุกข์ยากลำบากจากชีวิต/ความตาย สำหรับเด็กๆบางคนนี่อาจเป็นครั้งแรกของพวกเขาด้วยซ้ำที่ได้รับชม สำหรับพ่อ/ผู้กำกับ เมื่อพบเห็นเช่นนั้นก็ยังอดอมยิ้มปรับเปลี่ยนมุมมองโลกทัศน์ ยินยอมอนุญาตลูกชายทั้งๆตนเองเกลียดตั๊กแตนจะตาย!

ผู้กำกับ Abbas Kiarostami พยายามผสมผสานชีวิตจริง-เรื่องแต่ง ลบเลือนเส้นแบ่งบางๆให้เจือจางหาย นั่นเพราะสำหรับเขาแล้วทุกสิ่งอย่างดูเหมือนกันหมดไม่มีอะไรแตกต่าง ผู้ชมก็ไม่จำเป็นต้องแยกแยะ แค่รับชมภาพยนตร์แล้วเพลิดเพลินไปกับมัน ได้ความรู้ พบเห็นสิ่งแปลกตา แนวคิดใหม่ๆ และตราตรึงไปกับบทกวีพรรณาถึง ‘ชีวิต’

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่นี้ คงทำให้ผู้กำกับ Kiarostami ตระหนักได้ถึงชีวิตมนุษย์ช่างบอบบางแสนสั้น จะเห็นว่าตลอดการเดินทางครั้งนี้ เขาพยายามให้ตัวละครแสดงออกด้วยมิตรไมตรีจิต ให้ความช่วยเหลือผู้คนอื่นมากมาย แม้มันอาจคือการจัดฉากแต่ถือว่าปรารถนาดี ขณะเดียวกันคนเห็นแก่ตัวก็ยังมีมากในสังคม เราควรต้องค่อยๆเรียนรู้ปรับเปลี่ยนแปลงตนเอง สักวันหนึ่งเมื่อมองผ่านเศษซากหายนะ จักพบเห็นสรวงสวรรค์ชั้นฟ้าถือกำเนิดขึ้นบนผืนพสุธา


ผมละโคตรประทับใจความหาญกล้าของผู้กำกับ Abbas Kiarostami ที่ไม่นำเสนอเป้าหมายของการเดินทาง รอด-ไม่รอด พบ-ไม่พบ ทอดทิ้งให้ผู้ชมคั่งค้างคาไปกับภาพการขับรถไต่เขา And Life Goes On… สำหรับคนที่ใจจะขาดอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสองนักแสดงนำเรื่อง Where Is the Friend’s Home? (1987) แนะนำให้รีบหา Koker Trilogy ภาคสุดท้าย Through the Olive Trees (1994) มารับชมต่อกันไปเลยนะครับ

แต่สิ่งที่ผมชื่นชอบหลงใหลมากสุดของหนัง คือการปรากฎช่วงเวลาแห่งการครุ่นคิดรำพัน เหม่อมองผืนแผ่นดินแดนธรรมชาติ (พร้อมคลอประกอบบทเพลงของ Vivaldi) แสดงให้เห็นถึงบางสิ่งอย่างภายในจิตใจผู้กำกับ Kiarostami ได้เกิดการปรับเปลี่ยนแปลงไป ชีวิตคืออะไร? เกิดมาเพื่อ? ตายแล้วไปไหน? หลากหลายผลงานต่อจากนี้จึงเต็มไปด้วยคำถามปรัชญา ที่แสนงดงามทรงคุณค่ายิ่ง

แนะนำโดยเฉพาะแฟนหนัง Where Is the Friend’s Home? (1987) ไม่ควรพลาดภาคต่อ, ผู้มีความลุ่มหลงใหลใน Docu-Drama ชื่นชอบ Poetic Film และแนว Neorealist บันทึกภาพหายนะภายหลังเหตการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ ณ ประเทศอิหร่าน ค.ศ. 1990

จัดเรต 13+ กับสภาพปรักหักพัง เรื่องเล่าอันชวนให้เศร้าสลดหดหู่

คำโปรย | Life, and Nothing More… คือการแบกกล้องออกเดินทางของผู้กำกับ Abbas Kiarostami เพื่อให้ชีวิตก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเองได้
คุณภาพ | นุ
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of