Louisiana Story (1948)

Louisiana Story

Louisiana Story (1948) hollywood : Robert J. Flaherty ♥♥♡

ภาพยนตร์แนว Docu-Fiction จากผู้สร้าง Nanook of the North (1922), Tabu (1931) ร้อยเรียงวิถีชีวิตของชาว Cajuns อาศัยอยู่ปากแม่น้ำ Bayou Petite Anse, Louisiana เมื่อการมาถึงของเรือขุดน้ำมัน กำลังให้อะไรๆเกิดการปรับเปลี่ยนแปลงไป

เกร็ด: Cajuns หรือ Acadians คือคำเรียกชาวฝรั่งเศสที่อพยพสู่สหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่ปักหลักอาศัยในรัฐ Louisiana แต่ก็พบประปรายตาม Texas, California, Maryland ฯ

Louisiana Story เป็นภาพยนตร์ที่เคยติดอันดับ 6 ของนิตยสาร Sight & Sound: Critics’ Top Ten Poll เมื่อปี 1952 แต่ก็ครั้งแรกครั้งเดียวเท่านั้น เพราะคุณภาพโดยรวมค่อนข้างน่าผิดหวัง เทียบไม่ได้เลยกับผลงานอื่นๆของผู้กำกับ Robert J. Flaherty อาทิ Nanook of the North (1922), Tabu (1931) ถึงกระนั้นอย่างพิลึักพิลั่น
– เข้าชิง Oscar: Best Writing, Motion Picture Story
– คว้ารางวัล Pulitzer Prize for Music (เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกเรื่องเดียวที่คว้ารางวัลนี้)
– คว้ารางวัล International Award จากเทศกาลหนังเมือง Venice

Robert Joseph Flaherty (1884 – 1951) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Iron Mountain, Michigan เป็นบุตรของนักสำรวจเหมืองแร่ มักออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆเพื่อบุกเบิกโลกใหม่ สร้างแรงบันดาลใจให้เขาเติบใหญ่ขึ้นทำงานสำรวจ ถ่ายภาพนิ่ง ครั้งหนึ่งออกเดินทางสู่ Belcher Islands ได้รับคำแนะนำจากหัวหน้า ให้นำกล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหวติดตัวไปด้วย ไปๆมาๆถ่ายทำเรื่องราวชีวิตของชาว Inuit กลายเป็นภาพยนตร์สารคดี/กึ่งๆสารคดี (Docu-Fiction) เรื่องแรกของโลก Nanook of the North (1922)

ความสำเร็จล้นหลามของ Nanook of the North ทำให้ Flaherty กลายเป็นที่จับจองของสตูดิโอใน Hollywood ขนาดว่า Paramount Pictures พร้อมจ่ายเงินเพื่อภาพยนตร์ลักษณะคล้ายๆกันนี้ กลายมาเป็น Moana (1926), The Pottery Maker (1925), White Shadows in the South Seas (1928), ร่วมงานเขียนบท/ถ่ายทำกับ F. W. Murnau แต่ภายหลังถอนตัวไม่รับเครดิตกำกับเรื่อง Tabu (1931), ผลงานอื่นๆ Man of Aran (1934), Elephant Boy (1937) ฯ

สาเหตุที่ผลงานของ Flaherty ถูกเรียกว่ากึ่งๆสารคดี Docu-Fiction เพราะทุกเรื่องเกิดจากการจัดฉาก สร้างเรื่องราว แค่ว่าถ่ายทำจากสถานที่จริง และใช้นักแสดงท้องถิ่นพื้นเมือง นี่เป็นข้อจำกัดของภาพยนตร์ในยุคสมัยนั้น ส่วนใหญ่สร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ หรือส่งกองสองไปบันทึกภาพนอกสถานที่ แล้วกลับมาฉาย Rear Projection หลอกลวงตาให้ผู้ชมหลงครุ่นคิดว่า นักแสดงเดินทางไปยังสถานที่นั้นๆจริงๆ มันจึงมีความเป็น สารคดีและเรื่องแต่ง ผสมผสานคลุกเคล้าเข้ากัน

สำหรับ Louisiana Story ผู้กำกับ Flaherty ได้รับมอบหมายจากบริษัท Standard Oil Company เพื่อทำประชาสัมพันธ์ ชักชวนเชื่อ โปรโมทการค้นพบแหล่งน้ำมันบริเวณรัฐ Louisiana ชี้แจงต่อประชาชนว่า การมาถึงของเรือขุดเหล่านี้ จะไม่สร้างมลภาวะ/ทำลายแหล่งธรรมชาติใดๆ เมื่อสำเร็จเสร็จสิ้น -กอบโกยหมดแล้ว- พวกเราก็จะจากไป ทิ้งความร่ำรวยให้กับคนท้องที่ ได้มั่งมีศรีสุขสบาย

“What they wanted was a classic. A permanent artistic record of the contributions of which the oil industry had made to civilization. A film that represents the story of oil with the dignity and the epic sweep it deserves, and assure the story of a lasting place on the highest plane in the literature of the screen. The film will also be such an absorbing human story that it would stand on its own feet as entertainment anywhere. Because of its entertainment value, it would be distributed theatrically through the regular motion picture houses, both in America and abroad”.

– Frances H. Flaherty ศรีภรรยาของผู้กำกับ และร่วมเขียนบทหนัง

หนังทั้งเรื่องถ่ายทำแถวๆ Bayou Country นักแสดงก็ว่าจ้างชาวบ้านบริเวณนั้น ขณะที่เด็กชาย Joseph Boudreaux ไม่ได้เป็นชาว Cajuns แต่สมาชิกครอบครัวคือพ่อ-แม่ตัวจริงๆ

ถ่ายภาพโดย Richard Leacock (1921 – 2011) สัญชาติอังกฤษ ด้วยความที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนลูกสาวผู้กำกับ Robert Flaherty เมื่อเขาเติบโตขึ้นเป็นตากล้อง เคยเดินทางไปถ่ายทำสารคดียังประเทศจีน/พม่า เห็นแววอนาคตไกล เลยชักชวนมาถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้ กว่าจะเสร็จสิ้นใช้เวลาถึง 14 เดือนเต็ม

สิ่งที่ต้องชมเลยคือมุมมองสายตาของ Leacock แม้ด้วยฟีล์มขาว-ดำ แต่สามารถถ่ายภาพสายน้ำพริ้วไหล ได้อย่างระยิบระยับจับจิตจับใจ เสี่ยงอันตรายกับจระเข้ ระยะประชิดใกล้ตัวมากๆ และอึ้งทึ่งไปเลยกับเรือขุดน้ำมัน มันสูงใหญ่่โตอลังการขนาดนั้นเชียวหรือนี่

ตัดต่อโดย Helen van Dongen (1909 – 2006) นักตัดต่อ/ผู้กำกับสารคดี สัญชาติ Dutch ขาประจำของผู้กำกับ Joris Ivens และมีโอกาสร่วมงานกับ Flaherty ในช่วงทศวรรษ 40s

ด้วยฟุตเทจจำนวนมากมายมหาศาล แต่เนื้อเรื่องราวกลับมีไม่เท่าไหร่ ตัดต่อเหลือเพียง 78 นาที ยังรู้สึกว่ายาวไป! แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสำหรับผู้ชื่นชอบรับชมความงามของผืนธรรมชาติ คงรู้สึกอิ่มหนำสำราญใจ, โดดเด่นใช้ได้กับความพยายามเปรียบเทียบ ตัดสลับไปมาระหว่างการกระทำเคลื่อนไหวของเด็กชาย กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย (ลิง, แรคคูน, จระเข้ ฯ) ไม่มีความแตกต่างกันสักเท่าไหร่

เพลงประกอบโดย Virgil Thomson (1896 – 1989) คีตกวีสัญชาติอเมริกัน มีผลงานประพันธ์หลากหลายแนวซิมโฟนี, โอเปร่า, ออเครสต้า ฯ ได้รับการยกย่องในสไตล์ Modernist, Neo-Romantic, Neo-Classic

ความไพเราะของบทเพลง งดงามระยิบระยับดั่งสายน้ำไหล ทุกสิ่งอย่างรอบข้างต่างมีชีวิตชีวา เพลิดเพลินสำเริงกายใจ ไม่ต่างอะไรกับสรวงสวรรค์ที่ใครๆต่างถวิลหา แม้ลึกๆจะเต็มไปด้วยภยันตรายซ่อนเร้นอยู่ แต่ถ้าเราไม่นำพาตนเองเข้าเสี่ยง ก็ไม่มีอะไรน่าหวาดสะพรึงกลัวบังเกิดขึ้น

ผลงานภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้านี้ของ Flaherty มักเป็นแนว มนุษย์ vs. ธรรมชาติ ต่อสู้ ปรับตัว เรียนรู้เอาตัวรอดในโลกกว้างใหญ่ แต่การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี (และหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) Louisiana Story ได้ผสมผสานต่อยอดเรื่องราว มนุษย์ vs. เครื่องจักรกล เริ่มต้นปรับเปลี่ยนแปลงโลกทัศนคติของผู้คน เรียนรู้ ยินยอมรับ ปรับตัว เข้าสู่โลกยุคสมัยใหม่

น่าเสียดายที่ Flaherty ด่วนจากโลกนี้เร็วไปเสียหน่อย ผมค่อนข้างอยากเห็นมุมมองของเขาต่อช่วงทศวรรษ 50s เมื่ออะไรๆเกิดการปรับเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด สังคมเมืองบุกรุกรานเข้ามาแทนที่ชนบท ป่าเขา ลำเนาไพร และมนุษย์ไม่ต้องต่อสู้รบกับธรรมชาติอีกต่อไป ไดเรคชั่นของผู้กำกับจะแตกต่างจากเดิมมากน้อยขนาดไหน

ส่วนตัวไม่ค่อยประทับใจภาพยนตร์เรื่องนี้สักเท่าไหร่ ถึงภาพจะสวย เพลงประกอบไพเราะ แต่เนื้อหาโฆษณาชักชวนเชื่อ นั่นปนเปื้อนคราบน้ำมัน สร้างมลทินให้กับความบริสุทธิ์ของหนัง เลอะเทะสกปรกจนแสวงหาคุณค่าทางจิตใจแทบไม่ได้

เพราะผู้ชมสมัยนี้สามารถรับรู้ข้อเท็จจริงแล้วว่า บริษัทน้ำมันนี่แม้งตัวดีเลย ปากอ้างว่ารักษ์ธรรมชาติ แต่สูบเลือดสูบเนื้อทรัพยากรใต้ผืนพิภพ เอารัดเอาเปรียบผู้คน กอบโกยแสวงหาผลประโยชน์กำไรมหาศาล เสร็จแล้วทอดทิ้งมลภาวะปัญหาสิ่งแวดล้อมไว้มากมาย สะบัดหน้าสะบัดตูดหนี เหมือนหมาขี้เสร็จแล้วเดินจากไป หลงเหลือไว้เพียงเศษซากอารยธรรมไร้คุณค่าความหมายอันใด

จัดเรต PG กับการเข่นฆ่าจระเข้

คำโปรย | “Louisiana Story งดงาม ไพเราะ แต่ปนเปื้อนด้วยคราบน้ำมัน เลอะเทะจนสูญสิ้นความบริสุทธิ์”
คุณภาพ | พอใช้
ส่วนตัว | ไม่ประทับใจเท่าไหร่

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of