Tokyo Godfathers (2003)

Tokyo Godfathers

Tokyo Godfathers (2003) Japanese : Satoshi Kon ♥♥♥♥

มนุษย์ไร้บ้านสามคน พบเจอเด็กทารกน้อยถูกทอดทิ้งไว้ท่ามกลางกองขยะ นั่นไม่ใช่ภาระใดๆของพวกเขา แต่กลับพยายามหาหนทางส่งคืนกลับบ้าน สู่อ้อมอกครอบครัวแท้จริง, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ถ้าให้ผมแนะนำภาพยนตร์เหมาะสำหรับรับชมในเทศกาลคริสต์มาส/ขึ้นปีใหม่ จะมีสองเรื่องที่อยู่ในใจเสมอคือ It’s a Wonderful Life (1946) และ Tokyo Godfathers (2003) ดูจบแล้วจะมีความอิ่มเอิบสุขหัวใจ รอยยิ้มเคล้าน้ำตา พร้อมเผชิญปีหน้าฟ้าใหม่ด้วยพลังวิญญาณเต็มเปี่ยม

ในบรรดาอนิเมชั่นขนาดยาว 4 เรื่องในชีวิตของผู้กำกับ Satoshi Kon คงต้องถือว่า Tokyo Godfathers (2003) เป็นผลงานด้อยสุดในสไตล์ แต่ทดแทนด้วยคุณค่าความมี ‘มนุษยธรรม’ ที่สุด ด้วยใจความถึงฉันจะเป็นเพียงเดนเศษขยะของสังคม แต่ไม่ได้หมายถึงจิตใจจะตกต่ำชั่วช้าเลวทรามไปด้วย

Satoshi Kon (1963 – 2010) ผู้กำกับ อนิเมเตอร์ นักเขียน/วาดการ์ตูน สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Sapporo, Hokkaido ตั้งแต่เด็กมีความต้องการเป็น Animator หลงใหลในอนิเมะเรื่อง Space Battleship Yamato (1974), Heidi, Girl of the Alps (1974), Future Boy Conan (1978), Mobile Suit Gundam (1979) ฯ เข้าเรียนต่อ Graphic Design ที่ Musashino Art University มีผลงาน debut เป็นนักเขียนการ์ตูนสั้น Toriko (1984) คว้ารางวัลนักวาดการ์ตูนหน้าใหม่ Kodansha’s Young Magazine Award แต่เพราะยังไม่ใช่สิ่งแท้จริงที่ต้องการ สมัครงานเป็นนักวาดพื้นหลังและ Layout Animator เรื่อง Roujin Z (1991), Hashire Melos! (1992), Patlabor 2 (1993) กำกับอนิเมะครั้งแรก ตอนที่ 5 ของซีรีย์ Jojo’s Bizarre Adventure (1994) ร่วมงานกับสตูดิโอ Madhouse เขียนบทตอนหนึ่งของ Memories (1995) และได้รับโอกาสขึ้นมากำกับภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องแรก Perfect Blue (1997)

ความสำเร็จของ Millennium Actress (2001) ทำให้สตูดิโอ Madhouse ต้องการให้ผู้กำกับ Kon มองหาเรื่องราวที่มีความเป็นดราม่าชีวิต [คือเจ้าตัวอยากกำกับ Paprika แต่สตูดิโอยังไม่อนุมัติเลยต้องขึ้นหิ้งไว้ก่อน]

“I noticed the increased number of homeless people in Tokyo, and that was the reason I wanted to focus on them this time as the main characters”.

– Satoshi Kon

นำแรงบันดาลใจหลักๆจากภาพยนตร์เรื่อง
– City Light (1931) ของผู้กำกับ Charlie Chaplin
– 3 Godfathers (1948) ของผู้กำกับ John Ford นำแสดงโดย John Wayne, เรื่องราวของสามคาวบอยที่บังเอิญพบเจอทารกน้อยถูกทอดทิ้งไว้ท่ามกลางทะเลทราย เลยตัดสินใจออกเดินทางติดตามค้นหา ส่งมอบคืนให้กับครอบครัว

ร่วมงานกับ Keiko Nobumoto (เกิดปี 1964) นักเขียนบทอนิเมะ ที่สร้างชื่อให้ตนเองจากซีรีย์ Cowboy Bebop (1998), Wolf’s Rain (2003), Samurai Champloo (2004) ฯ ปรับเปลี่ยนพื้นหลังเป็นกรุงโตเกียว ในช่วงเวลาคริสต์มาสอีฟจนถึงวันขึ้นปีใหม่ (24 ธันวาคม – 1 มกราคม)

“I wanted to send my message to viewers throughout this feature, to make them feel relieved from their troubles, worries, and discontentment from everyday life by using the ‘homeless’ characters who are a socially disadvantaged people that are living their lives vitally and lively with warm and kind hearts”.

มนุษย์ไร้บ้านสามคน ประกอบด้วย
– Gin (พากย์เสียงโดย Tōru Emori) ชายวัยกลางคนผู้เคยเป็นเจ้าของกิจการร้านซ่อมจักรยาน แต่งงานมีภรรยาและลูกสาว แต่เพราะติดหนี้การพนันอย่างหนักจึงหลบหนีออกจากบ้าน ทอดทิ้งภาระหนี้สินก้อนโตให้กับครอบครัวเบื้องหลัง
– Hana (พากย์เสียงโดย Yoshiaki Umegaki) ตั้งแต่เด็กกำพร้าพ่อ-แม่ เติบโตขึ้นด้วยครอบครัวบุญธรรม ไม่มีใครรักเข้าใจเลยกลายเป็นกระเทย เคยทำงานในคลับแห่งหนึ่งแล้วทะเลาะวิวาทกับลูกค้า เลยหนีหน้าไม่กล้าพบเจอเจ้าของอีก กลายเป็นคนไร้บ้านเพราะแฟนหนุ่มที่เคยอาศัยอยู่ด้วยเสียชีวิต
– Miyuki (พากย์เสียงโดย Aya Okamoto) เด็กหญิงวัยแรกรุ่น หนีออกจากบ้านเพราะความขัดแย้งต่อพ่อ ผู้ไม่เคยฟังคำร้องขออะไรๆของตนเองที่ต้องการเลี้ยงแมวในบ้าน … แต่มันเลี้ยงได้ที่ไหนกันเล่า!

ค่ำคืนวัน Christmas Eve ขณะทั้งสามกำลังขุดคุ้ยกองขยะ ได้รับของขวัญปีใหม่เป็นทารกน้อยถูกทอดทิ้งไว้ จะปล่อยให้หนาวตายก็ใช่ที่ Hana เลยตัดสินใจรับเลี้ยงดูชั่วคราว (แทนการส่งมอบให้ตำรวจ) แล้วออกเดินทางติดตามค้นครอบครัวแท้จริง

การออกแบบตัวละคร Character Design ในสไตล์ของ Kon มักใส่รายละเอียดบนใบหน้า ‘Facial Expression’ เพิ่มเติมเข้าไปมากกว่าปกติ เพื่อให้ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงอารมณ์ตัวละครมากขึ้นกว่าเดิม
– Gin เต็มไปด้วยหนวดเคราดกดำ ริ้วรอยตีนกาเหี่ยวย่น ใบหน้าบูดเบี้ยว ฟันบนหายไปซี่หนึ่ง (บางสิ่งอย่างขาดหายไปในชีวิต) เวลาเมาสังเกตโดยง่าย สีหน้าแดงกล่ำเหมือนมะเขือเทศ ทำตาขวางๆ พูดจาเหนือยๆ ร่างกายขยับเคลื่อนไหวได้เชื่องช้านัก
– Hana เป็นกระเทยที่ไม่ค่อยดูแลตนเองเท่าไหร่ ทรงผมยาวขนานหู ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย หนวกเครากำลังขึ้น ฟันหลอหลายซี่ แต่ก็ยังเขียนคิ้ว ทาลิป สวมตุ้มหู คงคิดว่าตนเองยังสวยอยู่ เวลาเธอโกรธจะทำตาพองโต ปากยื่น พบเห็นเส้นหยักบนใบหน้าเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม (อัปลักษณ์ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ)
– Miyuki นอกจากรูปร่างอวบๆสมบูรณ์ ใบหน้ายังคงผุดผ่อง ไร้ริ้วร่องรอยใดๆ ฟันขึ้นครบ ทรงผมบ็อบย้อยเข้าหาตนเอง (สะท้อนชอบทำอะไรตามใจ)
– ทารกน้อย Miyuki มีไฝเสน่ห์เม็ดหนึ่งขึ้นตรงระหว่างคิ้ว

พื้นหลังของอนิเมะคือป่าคอนกรีตกรุงโตเกียว เต็มไปด้วยตึกสูงใหญ่ รถราคับคั่ง ขณะเดียวกันซอกมุมเล็กๆตามตรอกซอย สวนสาธารณะ ก็เต็มไปด้วยเศษขยะ คนไร้บ้าน … ดูแล้วคงอ้างอิงจากรูปถ่าย/สถานที่จริงอยู่ไม่น้อย

เรื่องราวส่วนใหญ่ดำเนินเรื่องตอนกลางคืน เต็มไปด้วยแสงไฟ สลับกับมุมมืดมิดมากมาย นอกจากนี้ยังมีหิมะตกเพื่มความยุ่งยากท้าทายเข้าไปอีก ต้องชมเลยว่าอนิเมะเก็บรายละเอียดได้สมจริงจับต้องได้ราวกับภาพถ่าย

ในการทำอนิเมชั่น เห็นจากเบื้องหลังมีการว่าจ้างทีมนักแสดงให้มารับบทบาท ถ่ายทำตามเรื่องราวเปะๆ เพื่อนำมาใช้เป็น Reference อ้างอิงให้กับการทำอนิเมะโดยเฉพาะ และกระบวนการบันทึกเสียงเริ่มต้นขึ้นก่อนใครเพื่อน จึงพบเห็นปากตัวละครขยับตามคำพูด (เฉพาะต้นฉบับพากย์ญี่ปุ่นนะ)

ตัดต่อโดย Takeshi Seyama และ Kashiko Kimura, เล่าเรื่องในมุมมองของสามมนุษย์ไร้บ้าน Gin, Hana และ Miyuki ระหว่างออกเดินทางติดตามค้นหาครอบครัวแท้จริงของทารกน้อย ค่อยๆเปิดเผยอดีตเบื้องหลัง สาเหตุผลทำไมปัจจุบันถึงเลือกมาใช้ชีวิตแบบนี้ และโดยไม่รู้ตัวพวกเขาจำต้องเผชิญหน้ากับอดีต/ความจริง หวนกลับมาหาแบบไม่มีปี่ขลุ่ย

หลายครั้งทีเดียวที่สามมนุษย์ไร้บ้านมีเหตุให้ต้องพลัดพรากแยกจาก เพื่อไปพบเจอเหตุการณ์สะท้อนอดีตของตนเอง จักได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ จักได้สามารถก้าวผ่านอุปสรรคปัญหานั้นไปได้ ซึ่งการลำดับเรื่องราว จะให้เวลาพวกเขาแต่ละคนอย่างเต็มที่ไม่รีบร้อน ฉากย้อนอดีต Flashback น่าจะมีปริมาณพอๆกันเลยละ

ด้วยสไตล์ลีลาของ Kon การดำเนินเรื่องที่แม้มีเส้นตรงไปข้างหน้า แต่ระหว่างทางก็แทรกใส่ภาพย้อนอดีต Flashback, นิทานเรื่องเล่า (Aka-Oni กับ Ao-Oni), ความเพ้อฝัน และมักตบท้ายด้วยกลอนไฮคุ
– A little baby / powdery snow on its cheeks / on this holy night.
– My mother’s white breath / as she watches me set out / on a long journey.
– On the year’s last day / when all of a life’s accounts / have been settled up.

สิ่งที่อนิเมชั่นทำได้โดยง่าย แต่ภาพยนตร์คนแสดงคงจะยุ่งยากวุ่นวายสักหน่อย คือการจัดวางตำแหน่ง/องค์ประกอบตัวละครระหว่างการ Transition, ฮามากๆตอนนางฟ้าในฝันทอประกายแสง กลับกลายมาเป็น…กระเทยควาย

ผมชื่นชอบฉากที่ Hana เล่านิทาน ‘Aka-Oni กับ Ao-Oni’ เปรียบเทียบตนเองกับปีศาจน้ำเงิน เสียสละเป็นผู้ร้ายให้ Gin/ปีศาจแดง มีโอกาสคืนดีกับลูกสาวของตนเอง ภาพของ Blue Orgy ขณะกำลัง Cross-Cutting กลับสู่ปัจจุบัน ซ้อนทับตำแหน่งของเธอพอดิบพอดีเปะ

เพลงประกอบโดย Keiichi Suzuki (เกิดปี 1951) นักร้องนักดนตรี ผู้ก่อตั้งวงร็อค Moonriders ผลงานประกอบภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Zatôichi (2003), Tokyo Godfathers (2003), Autoreiji: Biyondo (2012), Outrage Coda (2017) ฯ

ปกติแล้วผลงานของ Kon ด้วยฝีไม้ลายมือของ Hirasawa Susumu จะนำเสนอบทเพลงที่มีความโดดเด่น แหวกแนว เฉพาะตัว แต่สำหรับเรื่องนี้ใช้ดนตรีง่ายๆ ฟังสบาย ส่วนผสม Fusion ระหว่าง Jazz & Rock เพลิดเพลิน ผ่อนคลาย ดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาแห่งความสุขสันต์ คริสต์มาสและขึ้นปีใหม่

บทเพลงถือว่าสอดไส้ความยียวน กวนประสาท ‘Black Comedy’ เรียกเสียงหัวเราะที่ลุ่มลึก เฉลียวฉลาด ความบังเอิญจับพลัดพลู เห็นรถคันหนึ่งจอดกึ่งกลางถนน กำลังด่าทอเจ้าของไม่ดูตาม้าตาเรือ มาถึงด้านหลังเห็นชายคนหนึ่งนอนใต้รถ … กำลังจะถูกทับแบน เป็นใครย่อมต้องอึ้งไปเสี้ยววินาทีหนึ่ง

Ending Song ของหนัง เรียบเรียง Beethoven: Symphony No. 9 in D minor, Op. 125, Mvt. 4 หรือที่ใครๆรู้จักในชื่อ Ode to Joy ในทำนอง Rock Fusion, ผมว่ามันไม่เพราะสักเท่าไหร่เลยนะ เล่นลีลา ใส่โน่นนี่นั่นมากเกินไป เลยรู้สึกรกๆ รำคาญหูไปเสียหน่อย แต่ก็ถือว่าเข้ากับความบิดเบี้ยว พิลึกกึกกือกับอนิเมะดีนะ แถมตึกสูงยังโยกตามไปด้วย (ประมาณว่า Kon คงอยากสร้าง Paprika ให้จงได้ เลยทำ Ending Credit แบบนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจ)

ในโลกยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกล ตึกรามบ้านช่องสูงใหญ่ แต่จิตใจมนุษย์กลับเสื่อมถดถอยหลัง ‘ถูกทิ้งขว้าง’ ไม่ได้รับการพัฒนาให้เทียบเท่าทันปัจจุบัน

Tokyo Godfather ไม่ใช่แค่เรื่องราวของบุคคลผู้ถูกทอดทิ้งขว้างเหมือนเศษขยะ แต่ยังเหมารวมถึงคุณธรรมความดีงาม จิตวิญญาณของมนุษย์ ในโลกที่เต็มไปด้วยคนเห็นแก่ตัว ละโมบโลภมักมาก อะไรคือแสงสว่างแห่งความหวัง ‘City Light’ ในมหานครแห่งนี้

ครอบครัวสมมติประกอบด้วยพ่อ Gin, แม่ปลอมๆ Hana, และลูกสาว Miyuki เพราะความแปลกหน้า ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องทะนุถนอมรักษาน้ำใจใคร อยากพูดอะไรก็พูด เมา-โกรธ-เกลียดก็ด่า ตรงไปตรงมาตามสันชาติญาณต้องการ โดยไม่รู้ตัวกลับสร้างความสนิทสนมชิดเชื้อ ทะนุถนอมเอ็นดูรักใคร่ แนบแน่นยิ่งเสียกว่าครอบครัวจริงๆของตนเองเสียอีก

เรื่องราวของสามมนุษย์ไร้บ้าน สะท้อนสิ่งที่คือปัญหาใหญ่ในสังคมทุกวันนี้ คือคนรุ่นใหม่ไม่ชอบการเผชิญหน้า ยินยอมรับความจริง และมักหลีกหนีปัญหา, สำหรับครอบครัวสมมติ พวกเขาสามารถพูดคุย ด่าทอ ไร้ยางอายได้เพราะไม่ต้องแคร์อะไรใคร แต่กับครอบครัว พ่อ-แม่ คนรักของเราจริงๆกลับปอดแหก ขลาดเขลาหวาดกลัว มีเรื่องอะไรเล็กน้อยนิดดิ้นพร่านราวกับสึนามิถล่ม อะไรคือสาเหตุที่ทำให้โลกเราหมุนไปในทิศทางนี้กันนะ?

บทเรียนของชีวิตเป็นสิ่งที่พูดง่าย ดูหนังก็เพลิดเพลินผ่อนคลาย แต่การได้เผชิญหน้า/กรรมสนอง/ย้อนแย้งเข้าหาตนเอง นั่นคือสิ่งที่จะตราฝังลึกลงภายใน เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความรู้สึกอีกฝ่าย สามารถ’เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ และวินาทีของการเผชิญหน้า จักทำให้เราสามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่อย่างแท้จริง

การเลือกพื้นหลังในช่วงคริสต์มาสถึงขึ้นปีใหม่ เทศกาลแห่งความสุข รอยยิ้ม แบ่งปัน แต่เบื้องหลังนั้นน้อยคนจะล่วงรับรู้ ยังมีผู้คนอีกมากต้องใช้ชีวิตต่อสู้ดิ้นรน หาเช้ากินค่ำ กลายเป็นอาชญากรเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ จงเกิดความตระหนักให้ได้ว่า ชีวิตที่สุขสบายของฉันนี้ ถือเป็นบุญบารมี รักษาไว้อย่านำพาให้ตกต่ำทรามลงเป็นอันขาด

ผู้กำกับ Satoshi Kon สอดแทรกข้อคิดมากมายลงในอนิเมชั่นเรื่องนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าคือบทเรียนจากชีวิตตนเองหรือเปล่า แต่คนรุ่นใหม่ในสายตาของเขา(ขณะนั้น) มันช่างแตกต่างจากสมัยอดีต มีความซับซ้อน วุ่นวาย คาดเดาอะไรแทบไม่ได้ นั่นเพราะความเจริญก้าวกระโดดของโลกหรือเปล่า ทำให้จิตใจคนปรับเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง ค่อยๆตกต่ำทรามลงทุกวี่วัน

อนิเมะใช้ทุนสร้าง $2.4 ล้านเหรียญ ไม่มีรายงานตัวเลขรายรับในญี่ปุ่น (แต่ก็น่าจะพอทำกำไรได้อยู่)

ส่วนตัวชื่นชอบอนิเมะเรื่องนี้อย่างมาก หลงใหลในความบังเอิญ จับพลัดจับพลู ราวกับปาฏิหารย์ ทำให้เกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ อิ่มเอิบสุขใจทุกครั้งเมื่อรับชม

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” บทเรียนจากอนิเมชั่นเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ความมี ‘มนุษยธรรม’ ของสามเดนมนุษย์ แต่เบื้องหลังเป็นมาของพวกเขาก็สอนใจเราได้มากเหมือนกัน โดยเฉพาะการยินยอมรับความผิดพลาด เผชิญหน้าต่อสู้กับปัญญา และรู้จักเอ่ยปากกล่าวคำขอโทษ … ไม่มีอะไรในโลกที่จะยกโทษให้อภัยกันไม่ได้

จัดเรต 13+ กับด้านมืดของสังคม

คำโปรย | “Tokyo Godfathers แม้เป็นผลงานด้อยสุดในสไตล์ของ Satoshi Kon แต่ทดแทนด้วยคุณค่าความมี ‘มนุษยธรรม’ ที่สุด”
คุณภาพ | คุค่
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of