Man on the Moon (1999)

Man of the Moon

Man on the Moon (1999) hollywood : Miloš Forman ♥♥♥♥

ภาพยนตร์เรื่องนี้ Jim Carrey ไม่ได้ออกเดินทางไปดวงจันทร์ แต่รับบท Andy Kaufman นัก Entertainer ผู้อยู่นอกวงโคจรโลก คนส่วนใหญ่มักไม่เข้าใจว่าเขาเล่นตลกหรือทำบ้าอะไร แต่เสียงหัวเราะไม่ใช่สิ่งเดียวของความบันเทิง สุข-เศร้า รัก-เกลียด ก็เหมือนภาพยนตร์/บทละครที่มีทั้งสุขนาฏกรรม, โศกนาฏกรรม, จิตนิยาย, เริงรมย์, ร่วมสมัย ฯ ขึ้นอยู่กับรสนิยมของคุณเองจะทำความเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน

เมื่อพูดถึงนักให้ความบันเทิง ‘Entertainer’ คนไทยสมัยนี้คงมักนึกถึงอยู่ 2 อย่าง โน๊ต อุดม กับแก๊งสามช่า ผู้มอบเสียงหัวเราะไร้สาระ (บางครั้งก็แฝงสาระ) ผ่อนคลายความตึงเครียด นั่นคือการ ‘Escapist’ หลบหนีจากชีวิตจริงที่อาจเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้ สิ้นหวัง แต่นิยามจริงๆของความบันเทิงมันไม่ได้มีแค่ความตลกขบขันนะครับ

เปรียบเทียบกับภาพยนตร์คงเห็นภาพที่สุดแล้ว ผู้ชมเต็มใจที่จะรับความสุข-ทุกข์ ดีใจ-เสียใจ อิ่มเอิบ-เศร้าหมอง ดู Call Me by Your Name ซึ้งจนน้ำตาท่วมจอ, The Quite Place หลอนสะดุ้งหวาดกลัวขวัญผวา, The Avenger สนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจ ฯ หลากหลายอารมณ์ความรู้สึกของสิ่งที่ว่า ‘ความบันเทิง’ แต่แปลกที่ถ้าใครคนหนึ่งเรียกตัวเองว่า ‘นัก Entertainer’ พยายามทำทุกอย่างให้คนโกรธเกลียดต่อต้าน กลับถูกสังคมขับไล่ผลักไสประณาม ทั้งๆที่นั่นอาจเป็นแค่แผนการเตี้ยมกันไว้ก่อนหน้าก็ตามที

แซว: นักให้ความบันเทิงแบบ Andy Kaufman การันตีเลยว่า ไม่มีทางได้แจ้งเกิดในประเทศไทยอย่างแน่นอน

ในมุมมองส่วนตัวเห็นว่า Mas on the Moon คืออีกหนึ่งผลงาน Masterpiece ของผู้กำกับ Miloš Forman ที่ได้ทำการต่อยอดแนวคิด ‘เส้นบางๆที่กั้นขวางระหว่าง’ จากภาพยนตร์เรื่อง The People vs. Larry Flynt (1996) แถมใช้บริการสองนักเขียน Scott Alexander กับ Larry Karaszewski ซึ่งผมขอเรียกทั้งสองเรื่องนี้ว่าเป็นพี่น้องกัน ต่างที่คนหนึ่งอาศัยอยู่บนดวงจันทร์ อีกคนจมอยู่ขุมนรกใต้ผืนโลก

มาทำความรู้จักชายคนนี้กันก่อน Andrew Geoffrey ‘Andy’ Kaufman (1949 – 1984) นักให้ความบันเทิง นักแสดง นักมวยปล้ำ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jews ตอนอายุ 9 ขวบ ครั้งแรกกับการเล่นตลกในงานวันเกิดเพื่อน เก่งกาจด้านการทำท่าทางเลียนแบบผู้อื่น, อายุ 16 เกิดความหลงใหลเครื่องดนตรี Congas/Tumbadora (กลองประเภทหนึ่ง) จากการมาแสดงที่โรงเรียนของ Babatunde Olatunjg, หลังเรียนจบ Grahm Junior College เริ่มการแสดง Stand-Up Comedy ตามไนท์คลับบริเวณ East Coast มีชื่อเสียงจากตัวละคร Foreign Man ด้วยน้ำเสียงแหลมสูง พูดจากวนๆ ทำตาโต ยิ้มปากแบนๆ อ้างว่าได้แรงบันดาลใจจาก Caspiar เกาะสมมติใน Caspian Sea, ครั้งหนึ่งไปเข้าตา George Shapiro แมวมองโปรดิวเซอร์ชื่อดังหลังจากพบเห็นการแสดงเลียนแบบ Elvis Presley ชักชวนให้มาออกรายการ Tonight Show ตามด้วยแสดง Sitcoms เรื่อง Taxi (1978 – 1983) รับบท Latka Gravas ฉายช่อง ABC แต่เจ้าตัวไม่ค่อยชื่นชอบประทับใจนัก เลยสร้าง Alter-Ego ของตนเองขึ้นมาชื่อ Tony Clifton ต่อรองให้เป็นส่วนหนึ่งของซิทคอมเรื่องนี้

เกร็ด: ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย Kaufman ได้มีโอกาสรู้จักกับการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน (Transcendental Meditation) ทำให้ก่อนหน้าเริ่มต้นการแสดงทุกครั้ง -ไม่เว้นแม้แต่ Sitcoms- จะต้องนั่งสมาธิ และเล่นโยคะประมาณ 3 ชั่วโมง [โน้ส อุดม ก็ใช้การนั่งสมาธิสงบสติอารมณ์ก่อนขึ้นการแสดง Talk Show ทุกครั้งเหมือนกันนะ]

ในมวยปล้ำมีศัพท์ Kayfabe แปลว่าตามเนื้อเรื่อง ส่วนใหญ่ที่พบเห็นบ่อยๆคือการเล่นบทพระเอก-ผู้ร้าย สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นทั้งบนเวที ลามมาถึงชีวิตจริง (แต่ทั้งหมดนั้นคือการแสดงที่เตี๊ยมกันไว้แล้ว) เพราะความหลงใหลของ Kaufman เลยจัดแข่งขันมวยปล้ำแบบ ‘Inter-Gender’ ทำทุกอย่างเพื่อให้ผู้หญิงรังเกลียดต่อต้าน ซึ่งถ้าสามารถสู้เอาชนะเขาได้ก็จะมอบเงิน $1,000 เหรียญ (พร้อมแต่งงาน) แต่แล้ววันหนึ่งไปสร้างความไม่พอใจให้กับนักมวยปล้ำตัวจริง Jerry ‘The King’ Lawler กลายเป็นศึกใหญ่ที่ Memphis ทำเอาต้องเข้าเฝือกคอ ลามปามต่อถึงรายการ Late Night with David Letterman ผู้ชมคิดว่าพวกเขาเป็นศัตรูกันจริงๆจนกระทั่งสิบปีให้หลังถึงค่อยรับรู้ว่า ทั้งหมดนั่นคือการจัดฉากเตี้ยมขึ้นมา

แซว: เห็นว่า Kaufman เคยพูดคุยกับ Vince McMahon Sr. ประธาน WWF ขณะนั้น เพื่อจะพาตัวเองมุ่งสู่ Wrestle Mania แต่ประสบความล้มเหลว เพราะ McMahon ไม่ชอบแนวคิดเอาธุรกิจบันเทิงเข้าสู่วงการมวยปล้ำอาชีพ สุดท้ายเลยได้แค่ศึกที่ Memphis

บั้นปลายชีวิตของ Kaufman อายุสั้นไปเสียนิด ป่วยเป็นโรงมะเร็งปอด รักษาด้วยการฉายรังสีแต่ก็ไม่เป็นผล เสียชีวิตพฤษภาคม 1984 สิริอายุ 35 ปี … แต่ผู้คนส่วนมากดันไม่เชื่อว่าเขาตายจริงๆ อาจเป็นแค่เรื่องโกหกหลอกลวงเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ (เพราะ Kaufman ชอบที่จะพูดเล่นๆ ล้อเลียน แสร้งแกล้งทำเป็นตายอยู่หลายครั้ง) แถม Tony Clifton ที่เป็น Alter-Ego ของ Kaufman ยังพบเห็นปรากฎตัวในที่สาธารณะ Comedy Club อย่างต่อเนื่้องแม้เขาจะเสียชีวิตไปแล้ว (คือเป็นนักแสดงคนอื่นนะครับ เจ้าตัวเสียชีวิตจริงๆ)

Jan Tomáš ‘Miloš’ Forman (1932 – 2018) ผู้กำกับ นักแสดงภาพยนตร์สัญชาติ Czech เกิดที่ Čáslav, Czechoslovakia (ปัจจุบันคือ Czech Republic) ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พ่อเป็นสมาชิกของกลุ่มต่อต้านนาซี พอโดนจับเลยถูกยิงเสียชีวิต เด็กชาย Forman เลยต้องไปอาศัยอยู่กับลุงป้าที่ Nachod ต่อมาได้ครอบครัวบุญธรรมรับเลี้ยง ส่งเข้าโรงเรียนที่รวมรวมเด็กกำพร้าครอบครัวจากสงคราม (War Orphans) ที่นั่นทำให้มีโอกาสรู้จัก Ivan Passer (ผู้กำกับภาพยนตร์) และ Vaclav Havel (ต่อมาเป็น ปธน. ของสาธารณรัฐ Czech)

ด้วยความสนใจด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก ได้รับคัดเลือกเป็นตัวประกอบภาพยนตร์โทรทัศน์ เก็บเงินจนซื้อกล้องถ่ายภาพได้เอง จากนั้นเริ่มสนใจงานเบื้องหลัง กำกับถ่ายทำสารคดี จนมีชื่อเสียงโด่งดังกับ Loves of a Blonde (1965), The Firemen’s Ball (1967) กลายเป็นผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ Czechoslovak New Wave แต่เพราะเรื่องหลังถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ถูกแบนห้ามฉายตลอดกาล Forman เลยตัดสินใจไม่กลับประเทศบ้านเกิดของตนเอง โกอินเตอร์สร้างภาพยนตร์ Hollywood เรื่องแรก Taking Off (1971) คว้ารางวัล Grand Prix จากเทศกาลหนังเมือง Cannes, กลายเป็นตำนานจากการคว้า Oscar: Best Director (และ Best Picture) ถึงสองครั้ง One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) และ Amadeus (1984)

เมื่อปี 1975, Forman ได้รับการชักชวนจากโปรดิวเซอร์ Bob Henry พาทัวร์การแสดงตามไนท์คลับที่ Los Angeles ณ ร้านแห่งหนึ่ง ก็มีทั้งตลกเก่าใหม่ผสมปนเปวัดดวงค้นหาโอกาสความสำเร็จ หนึ่งในนั้น Andy Kaufman ยังไม่เป็นที่รู้จัก การแสดงของชายคนนี้เรียกเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเสียสติ ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าขบขันเรื่องอะไร กลายเป็นความทรงจำอันสุดประหลาด ‘peculiar moment’ ผ่านมา 20 ปีให้หลัง ในงานเลี้ยงวันเกิดของ Michael Douglas มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนเก่าแก่ Danny DeVito ตลอดเวลาหัวข้อสนทนามีแต่เรื่องเกี่ยวกับ Kaufman จนกระทั่งเขาพูดชักชวนขึ้นว่า

“What about making a movie?”

คงเป็นความประทับใจส่วนตัวของ Forman ในบทภาพยนตร์ The People vs. Larry Flynt (1996) ของ Scott Alexander กับ Larry Karaszewski เลยติดต่อขอให้พวกเขาพัฒนาเรื่องราวชีวประวัติของ Andy Kaufman ซึ่งก็คงได้ศึกษารายละเอียดมากมายนับไม่ถ้วน กลายเป็นบทหนังที่มีความน่าสนใจมากๆ

“Scott Alexander and Larry Karazewski are very talented screenwriters. They account for the American psyche and have a sense for dialogue. I especially admired the way they dealt with the tons of material on Andy. And I mean tons. They’d read everything and created a dramatic plot which helped the movie a lot.”

สำหรับนักแสดงนำ คนแรกและคนเดียวในความตั้งใจของ Forman คือ Jim Carrey แต่เขาเลือกวางตัวเป็นกลาง บอกขอกับสตูดิโอให้ทำการ Audition ส่งเทปเลียนแบบการแสดงของ Andy Kaufman ซึ่งสองคนสุดท้ายเข้าตาสุดๆคือ Carrey และ Edward Norton ก็ยังขอสตูดิโอตัดสินใจเลือกอีก (สตูดิโอเลือก Carrey เพราะเป็นนักแสดงทำเงินมีชื่อกว่า Norton) เรียกว่าเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ตัวเลือกของตนเองต้องได้เซ็นสัญญาแน่นอน

James Eugene ‘Jim’ Carrey (เกิดปี 1962) นักแสดงสัญชาติ Canadian เกิดที่ Newmarket, Ontario ในครอบครัว Roman Catholic ตอนอายุ 10 ส่งจดหมายถึงรายการโชว์ Carol Burnett Show บอกว่าตัวเองเชี่ยวชาญด้านการลอกเลียนแบบผู้อื่น แม้ไม่ได้ไปออกโทรทัศน์แต่ก็มีจดหมายตอบกลับที่เป็นกำลังใจในการเติบโตอย่างมาก,

“Unfortunately, at this time we aren’t hiring children, Just grown-ups. But stay in school, study hard, and keep watching our show”.

– Carol Burnett

หลังเรียนจบเดินทางไป Toronto การแสดงครั้งแรกที่คลับ Yuk Yuk ล้มเหลวไม่เป็นท่า ทำให้เปลี่ยนแผนมาเป็นนักแสดงละครเวที ยามค่ำคืนก็รับงาน Talk-show Comedy ตามไนท์คลับ สะสมประสบการณ์จนไปเข้าตานักวิจารณ์และโปรดิวเซอร์ จับเซ็นสัญญาออกทัวร์เพื่อมุ่งสู่ Las Vegas แต่เจ้าตัวเปลี่ยนใจขอไป Hollywood จนมีโอกาสปรากฎตัวในรายการ An Evening at the Improv เมื่อปี 1982, แสดงซิทคอม The Duck Factory, ซีรีย์ตลกเรื่อง In Living Color, ก่อนข้ามมาสร้างชื่อกับภาพยนตร์ Ace Ventura: Pet Detective (1994), The Mask (1994), Dumb and Dumber (1994), Batman Forever (1995) ประสบความสำเร็จขึ้นเรื่อยๆจนคว้ารางวัล Golden Globe: Best Actor – Drama ครั้งแรกจากเรื่อง The Truman Show (1998)

คลิป Audition ของ Jim Carrey, กลอง Congas ที่อยู่ในคลิปนี้ เป็นของ Kaufman จริงๆที่ Carrey ประมูลชนะได้มาครอบครอง (เอามาใช้ในหนังด้วยนะ) เพราะชายคนนี้คือไอดอลของเจ้าตัวเลยละ

Carrey มาถึงกองถ่ายวันแรกในคราบคนขายไอศกรีม เข้ามาแจกจ่ายแบ่งปันให้ทุกคนได้กินกัน จากนั้นสวมวิญญาณเป็น Andy Kaufman/Tony Clifton ทั้งวันทั้งคืนแบบเดียวกับที่ Daniel Day-Lewis ทุ่มเทกายใจให้ทุกบทบาท ใครเรียก Jim ไม่หันต้อง Andy หรือ Tony เท่านั้น แถมยังร้องเรียกรถ Trailer สองคัน (คันหนึ่งของ Kaufman อีกคันของ Clifton) วันหนึ่งสวมวิญญาณ Tony เดินเข้าโรงอาหารของสตูดิโอ Paramount ตรงไปยังห้อง VIP ทักทายจับมือทุกคนแบบจงใจแล้วรีบเดินหายไป เวลาผ่านไปไม่ถึงนาทีกลิ่นตุๆลอยมาติดจมูก มือนั่นคลุกชีสเน่าหมดอายุ

ผู้กำกับ Forman เคยให้สัมภาษณ์บอก ‘คงไม่เว่อเกินไปถ้าจะบอกว่า ผมไม่เคยได้ร่วมงานกับ Jim Carrey เพราะทุกเช้าไม่ Kaufman ก็ Clifton ที่เดินออกมาจาก Trailer’

“I am not exaggerating when I say that I’d never worked with Jim Carrey before. Every morning either Andy Kaufman or Tony Clifton or Latka or Elvis or some other foreigner came to the set. I suspect that he woke up as a certain character in the morning and he went to sleep as that character in the evening. I think I can give him the merit for the authenticity of the whole movie.”

สิ่งที่ผมทึ่งสุดในการแสดงของ Carrey คือความสมบูรณ์ในการเลียนแบบใบหน้า ท่าทาง เสียงพูด ทุกสิ่งอย่างของ Andy Kaufman/Tony Clifton ถ้าใครได้มีโอกาสรับชมคลิปเปรียบเทียบจะเห็นเลยว่าเหมือนมากๆ เหมือนชิบหาย ราวกับตัวตนของเขาก็ได้สูญหายเข้าไปในตัวละครโดยสิ้นเชิง

ผมเคยรับชมผลงานของ Carrey มาก็หลายเรื่อง ประทับใจสุดๆก็ The Truman Show (1998) กับ Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) เพิ่งเคยมีโอกาสรับชมเรื่องนี้ก็พบว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ไม่ค่อย Over-Acting เหมือนผลงานยุคหลังๆ น่าเสียดายเป็นนักแสดงพรสวรรค์ที่ถูกมองข้ามจาก Oscar โดยสิ้นเชิง ประหลาดมากไม่เคยเข้าชิงสักครั้ง ทั้งๆที่ Golden Globe จัดไป 2 รางวัลจากทั้งหมด 6 ครั้งแล้ว

สำหรับนักแสดงสมทบอื่นของกล่าวถึงแค่คร่าวๆแล้วกัน
Danny DeVito (เกิดปี 1944) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เพื่อนสนิทผู้กำกับ Forman ตั้งแต่ One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) หลายคนคงจดจำได้จากบทตัวร้าย Penguin เรื่อง Batman Returns (1992) แต่ก่อนหน้านั้นเขาเป็นหนึ่งในนักแสดงซิทคอมเรื่อง Taxi ร่วมงานกับ Kaufman ขณะที่คนอื่นๆรุ่นนั้นหวนคืนกลับมาพบกันพร้อมหน้ารับบทบาทเดิม แต่ตัวละครของ DeVito จะถูกตัดออกไปเลย (เพื่อไม่ให้คนที่ไม่เคยรับชมเกิดความสับสนมึนงง), รับบท George Shapiro โปรดิวเซอร์ ผู้จัดการ แมวมองค้นหานักแสดงมีฝีมือเข้าสู่วงการ มองเห็น Kaufman คืออัจฉริยะนักให้ความบันเทิง แต่ก็เหนื่อยหน่ายหนักใจไม่น้อยกับข้อเรียกร้องต่างๆนานาสารพัด กระนั้นเมื่อกลายเป็นเพื่อนสนิทแล้วก็ไม่เคยทิ้งกัน อยู่ช่วยเหลือเป็นกำลังใจจนช่วงเวลาสุดท้าย

Courtney Love (เกิดปี 1964) นักร้อง นักแสดงหญิง หลังเลิกยากลับตัวเป็นคนดีได้จากการร่วมงานกับ Forman เรื่อง The People vs. Larry Flynt (1996) ยินดีเต็มใจพร้อมที่จะทำงานด้วยกันอีกครั้ง, รับบท Lynne Margulies แฟนสาวของ Kaufman ในชีวิตจริงพวกเขาไม่ได้แต่งงานกัน จีบกันอยู่ตั้งแต่ 1982-1984 พบเจอครั้งแรกตอนถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง My Breakfast With Blassie [ไม่ใช่ขณะปล้ำกันเหมือนในหนัง] ภาพลักษณ์เป็นคนแรงๆ จริตใกล้เคียง แต่ก็เท่านั้นแหละไม่ได้มีบทบาทอะไรมาก

Paul Giamatti (เกิดปี 1967) หลังจากมีชื่อเข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor เรื่อง Private Parts (1997) ตามด้วยสมทบ The Truman Show (1998) และ Saving Private Ryan (1998) กลายเป็นนักแสดงน่าจับตามอง และอาจได้ Jim Carrey ช่วยผลักดันเพราะเคยร่วมงานกัน, รับบท Bob Zmuda และบางครั้ง Tony Clifton เพื่อนสนิท/ผู้จัดการ/นักเขียนบท ที่อยู่เบื้องหลังผลักดัน ช่วยเหลือสนับสนุน เพราะความที่อาศัยอยู่ดวงจันทร์เหมือนกัน อะไรๆเลยมองตาเข้าใจ

สำหรับสมทบอื่นๆ หลายคนคือตัวจริงที่ยังมีชีวิตอยู่มารับเชิญ อาทิ Jerry Lawler, David Letterman, Paul Shaffer, Lance Russell, Budd Friedman, Lorne Michaels, นักแสดงซิทคอม Taxi ยกชุด, George Shapiro, Lynne Margulies, Bob Zmuda ก็มีบทบาทเล็กๆ

ถ่ายภาพโดย Anastas N. Michos เชื้อสาย Greek จากที่เคยเป็น Camera Operation เรื่อง The People vs. Larry Flynt (1996) ก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Mona Lisa Smile (2003), The Forgotten (2004) ฯ

เริ่มต้นมาด้วยความยียวนกวนประสาท ภาพขาว-ดำ พร้อมขึ้นรายชื่อ Ending Credit … คงไม่มีใครลุกออกจากโรงภาพยนตร์จริงๆใช่ไหม … หลายคนน่าจะคาดเดาได้ว่านั่นสะท้อนถึงโลกหลังความตายของ Andy Kaufman อันไร้สีสันใดๆ ซึ่งฉากงานศพก็ใช้ฟุตเทจที่บันทึกไว้ตายแล้วเป็นภาพขาวดำเช่นกัน, แซว: ใครที่นั่งดู Ending Credit ช่วงท้ายของหนัง ระวังจะสะดุ้งไม่รู้ตัว เพราะขณะหนึ่ง Kaufman ขาว-ดำ ชะโงกหน้าโผล่มาทำตาโตใส่ผู้ชม (ประมาณว่า เมิงยังนั่งดูอยู่อีกเหรอ?)

การแสดงเลียนแบบ Elvis Presley เริ่มต้นจากการหันหลัง ฉีกกางเกง ถอดเสื้อ สวมกีตาร์และวิญญาณ กลายร่างเป็นอีกตัวตนคนหนึ่ง, แต่โคตรไฮไลท์ของฉากนี้คือ Richard Strauss: Also Sprach Zarathustra (1896) ดังขึ้นก่อนบทเพลง Blue Suede Shoes ใครเคยรับชม 2001: A Space Odyssey (1968) ย่อมไม่มีวันหลงลืมภาพดวงจันทร์กำลังโผล่พ้นขอบโลกหลังจาก 3 นาทีอันมืดมิดสนิท ซึ่งนี่มีนัยยะสะท้อนถึงชื่อหนัง ชายบนพระจันทร์ Man on the Moon ของ Andy Kaufman [ว่าไปสป็อตไลท์ที่ฉายก็เป็นรูปวงกลม เหมือนพระจันทร์เต็มดวง]

สิ่งน่าทึ่งที่สุดของชายคนนี้ คือการฝึกวิปัสนากรรมฐาน เรียนรู้จักสมดุลของชีวิต จิตวิญญาณ ทางสายกลาง และความจอมปลอมของภาพลักษณ์ภายนอกเนื้อหนังมังสา ที่สามารถแปรผันเปลี่ยนแตกต่างออกไปได้เรื่อยๆไม่มีความสิ้นสุด สิ่งสำคัญอยู่ภายในจิตใจตัวเราเอง

เพราะความเข้าใจสมดุลชีวิตและทางสายกลางนี้แหละ ที่ทำให้ผมคิดว่า Kaufman สามารถมองเห็นทุกมิติรอบด้านของ ‘ความบันเทิง’ กล่าวคือ มันไม่ใช่แค่เสียงหัวเราะขบขันสนุกสนาน แต่ด้านตรงข้ามคือความทุกข์ทรมาน โกรธเกลียด เศร้าหมอง จะเห็นว่าในทุกๆฉาก/อีเวนท์ของเขา จะมีความสมดุลในทุกอารมณ์ความรู้สึก
– เริ่มต้นมาเป็นมุกฝืน ทำให้ความคาดหวังของผู้ชมพังทลายหมดสิ้น ไม่เห็นตลกตรงไหน แต่พอมุกถัดๆไป เจอการเล่นที่โคตรฮากระจาย มันเลยกลายเป็นคาดคิดไม่ถึงแทน
– อีเว้นท์มวยปล้ำนี่แรงสุดๆเลย ทำทุกอย่างให้คนเกลียดขี้หน้า แล้วพอโดน Jerry Lawler เอาคืนจับ Suplex ตามด้วย Piledriver กองเชียร์ทุกคนในสนามต่างรู้สึกพึงพอใจอย่างมากที่สุด

แต่ความน่าขบขันขององค์กรนี้ ครั้งหนึ่งกลับขอให้ Kaufman เลิกเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่ม นี่ทำเอาผมหัวเราะท้องแข็งเลยละ มันสะท้อนถึงความคอรัปชั่นไม่บริสุทธิ์ใจ บรรดาแกนนำที่สนใจแต่ผลประโยชน์ภาพลักษณ์ขององค์กร มากกว่าเป้าหมายสำคัญสูงสุดของการฝึกสมาธิ วิปัสนามุ่งสู่ความสงบสุขของจิตใจ

นำคลิปที่ Andy Kaufman ปล้ำกับ Jerry Lawler จริงๆมาให้รับชมกัน (ประมาณว่าถ้าให้ Kaufman ปล้ำกับ Lawler เลย มันดูจะเสียเปรียบไปหน่อย เลยมีตัวช่วยคือ Colossus of Death ว่ากันว่าน่าจะเป็น Duke Myers สวมหน้ากาก) ดูจากผู้ชมและเสียงกรี๊ดกราด (สาวๆคงเต็มสนาม) ชัยชนะของ The King ถือเป็นความพึงพอสะใจที่สุดของผู้ชม น่าจะเกือบที่สุดของวงการมวยปล้ำเลยกระมัง

ช่วงท้ายกับฉากการเสียชีวิตของ Kaufman ขับร้องบทเพลง This Friendly World (1959) แต่งโดย Ken Darby นำจากรายการ Andy’s Funhouse ออกอากาศ 28 สิงหาคม 1979, ว่าไปฉากนี้ชวนให้หวนระลึกถึงหนังเรื่อง All That Jazz (1979) มุมมองความตายในจินตนาการของผู้กำกับ Bob Fosse อย่าเศร้าไปเลย ชีวิตก็แบบนี้แหละ

ฉากนี้ไม่ใช่แค่มุมมองความตายในทัศนะของ Kaufman เท่านั้น แต่ยังสามารถสะท้อนได้ถึงผู้กำกับ Forman เมื่อถึงวันที่ฉันกำลังจะหมดลมหายใจตายจากโลกนี้ ก็ขอประมาณนี้แล้วกัน ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว

ตัดต่อโดย Adam Boome, Lynzee Klingman, Christopher Tellefsen ว่าไปโครงสร้างของหนังเรื่องนี้ คล้ายคลึงกับ The People vs. Larry Flynt (1996) อีกเช่นกัน ถ้าไม่นับ Prologue ที่เป็นการเล่นตลกของผู้กำกับ เริ่มต้นมาด้วย Andy Kaufman วัยเด็ก จากนั้นกระโดดไปข้างหน้าเรื่อยๆ นำเสนอเฉพาะช่วงเวลาสำคัญๆในชีวิต จบลงด้วยความตายที่จะฝังตราตรึงอยู่ในจิตใจ (ของผู้ชม) ชั่วนิรันดร์

ไดเรคชั่นการตัดต่อโดยเฉพาะฉากการแสดง ช่างละม้ายคล้าย Cabaret (1972) ของผู้กำกับ Bob Fosse อีกเช่นกัน [แสดงว่า Forman ต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Fosse แน่ๆนะ] ใช้การตัดสลับไปมาระหว่างนักแสดง-ปฏิกิริยาผู้ชม มีทั้งชื่นชอบ ทำหน้าแหยะ พิศวงสงสัย มีความรวดเร็วฉับไว เพื่อสร้างสัมผัสบรรยากาศให้ราวกับผู้ชมหนังกำลังนั่งอยู่ในคลับแห่งนั้น

บางครั้งการตัดต่อก็เพื่อหลบมุมกล้องบางอย่าง อาทิ Jim Carrey สูบบุหรี่ไม่เป็นแน่ๆ แต่ตัวละคร Tony Clifton ต้องพ่นควันบุหรี่เป็นวงกลม ใช้การถ่ายทำจากด้านหลังนักแสดงแทนแน่ๆ (ที่ต้องพ่นควันบุหรี่เป็นวงกลม เพราะสื่อได้ถึงดวงจันทร์อีกเช่นกันนะครับ)

สำหรับเพลงประกอบ ส่วนหนึ่งนำจากที่ Andy Kaufman เคยบันทึกเทปขับร้องล้อเลียนไว้ (ให้ Jim Carrey ขับร้องล้อเลียนใหม่) อาทิ
– Blue Suede Shoes (1956) ของ Elvis Presley
– Here Comes Santa Claus (1947)
– I Will Survive (1975) ขับร้องโดย Gloria Gaynor

บทเพลงที่ดังขึ้นในฉาก Prologue เชื่อว่าหลายคนคงถูกหลอกคิดว่าเป็นเพลงคลาสสิกของคีตกวีมีชื่อ แต่แท้จริงแล้วเป็น Theme Song จากภาพยนตร์เรื่อง Lassie (1943) หมาน้อยเพื่อนยากที่ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์/โทรทัศน์ นับครั้งไม่ถ้วน … นี่คงประมาณว่าหนังจงใจประชดประชันล้อเลียนผู้ชม ให้ทำตัวเชื่องๆเหมือนหมา?

สำหรับบทเพลงที่เป็นแรงบันดาลใจของชื่อหนัง Man on the Moon (1992) โดยวง R.E.M. (Radio Free Europe) ในสไตล์ Country Rock ติดอันดับ Billboard Hot 100 สูงสุดที่ 30, ความเจ๋งของบทเพลงนี้คือมีท่อนคำร้องหลายครั้งล้อเลียน/แซว Andy Kaufman อาทิ “Andy Kaufman in the wrestling match (yeah, yeah, yeah, yeah)” เขาคงเป็นแรงบันดาลใจให้ R.E.M. เขียนเพลงนี้ขึ้นมาแน่เลยนะ, ใจความของบทเพลงนี้ ชีวิตดั่งภาพลวงตา มันอยู่ที่ว่าคุณจะเชื่ออะไร ถ้าคิดว่า NASA ส่งคนไปดวงจันทร์จริงๆ มันก็คงเป็นเช่นนั้นแหละ

If you believed they put a man on the moon, man on the moon
If you believe there’s nothing up his sleeve, then nothing is cool

บทเพลง Mighty Mouse คล้ายๆกับการแข่งจ้องหน้า ใครกระพริบตา ยิ้มหัวเราะออกมาก่อนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้, ฉากนี้ผมไม่ขำนะครับ งงกับความเส้นตื้นของผู้คนเสียจริง แต่ถือเป็นอีกหนึ่งมุกในตำนานของ Kaufman ที่เล่นกับความคาดหวัง ใครๆต่างคิดว่าเขาคงมีลูกเล่นอะไรสักอย่าง แล้วพอมีออกมา … แต่ก็แค่นั้นแหละ ไม่มีอะไร ขำไหมละ *-*

ความคาดหวังเป็นสิ่งที่ทุกคนมีแก่นักให้ความบันเทิง (เพราะได้เสียเงินเสียเวลามาแล้ว) แต่สิ่งที่ Kaufman มักเริ่มต้นก่อนเสมอ คือการทำลายความคาดหวังให้ป่นปี้ย่อยยับเยิน จากนั้นถึงค่อยๆเริ่มต้นสร้างความเชื่อมั่นขึ้นมาใหม่ ก็อยู่ที่ปาฏิหารย์บตอนจบ บางครั้งสำเร็จลุล่วงได้รับเสียงปรบมือกรี๊ดกร๊าดล้นหลาม แต่หลายครั้งก็ล้มเหลวโชคไม่ช่วยเหมือนตอนเดินทางไปฟิลิปปินส์ แต่นั่นก็ทำให้เขาหัวเราะยิ้มร่ากับชีวิต Cross-Cutting กลับมาเป็นภาพนอนตายตาหลับในโลงศพอย่างสงบสุข

สำหรับบทเพลงสุดท้าย I Will Survive นั่นไม่ได้แปลว่า Andy Kaufman คือบุคคลผู้ยืนยงคงกระพันธ์เป็นอมตะ แต่คือ Alter-Ego ของเขา Tony Clifton และตัวละครอื่นๆ จักคงตราติดฝังอยู่ในจิตใจผู้ชมตลอดไป

“I am not a comic, I have never told a joke. … The comedian’s promise is that he will go out there and make you laugh with him… My only promise is that I will try to entertain you as best I can.”

คำพูดประโยคนี้บ่งบอกตัวตนของ Andy Kaufman ได้ตรงที่สุดแล้ว, คนส่วนใหญ่จะมองว่าเขาคือ Comedian ตัวตลกเรียกเสียงหัวเราะ แต่ไม่เลย Kaufman มองตนเองว่าคือ Entertainer ผู้ให้ความบันเทิงแก่ผู้อื่น มันเลยไม่จำเป็นว่าต้องเรียกเสียงหัวเราะ บางครั้งอึ่งทึ่งช็อค บางครั้งโกรธเกลียดด่าทอ แค่ว่าเกิดปฏิกิริยาอารมณ์บางสิ่งอย่างขึ้น นั่นแหละคือความบันเทิงในมุมมองของเขา

ความตั้งใจของผู้กำกับ Forman ก็มิได้ใคร่สนใจว่าผู้ชมจะหัวเราะ ร้องไห้ สนุกสนาน หรือรังเกียจภาพยนตร์เรื่องนี้ แค่ว่าเกิดความประทับใจในตัว Andy Kaufman มีปฏิกิริยาอารมณ์บางสิ่งอย่างขึ้น แค่นั้นเพียงเกิดพอสำหรับเขาแล้วเช่นกัน

“If the movie impressed the audience just as Andy had done, I would be satisfied. He wasn’t worried if he made the audience laugh or not. The only aim he had an interested in was forcing them to participate, to arouse emotions. But he didn’t pay attention whether the audience clapped, hissed, booed, or worshipped him… As long as there was emotion involved, he didn’t care.”

‘ศิลปิน’ คือบุคคลผู้สร้างสรรค์งานศิลปะตามใจฉัน มิได้สนใจใคร่แคร์ครุ่นคิดถึงความรู้สึกผู้อื่นจะชื่นชอบหรือต่อต้าน แทรกใส่ตัวตนเองลงไปในผลงาน มีลีลาสไตล์ลายเซ็นต์ที่โดดเด่นชัดเจน, ด้วยนิยามนี้คงไม่ผิดอะไรจะกล่าวว่า Andy Kaufman คือศิลปินนักให้ความบันเทิง อัจฉริยะของวงการ ชายบนดวงจันทร์ที่เป็นทั้งดาวค้างฟ้า และอยู่นอกเหนือวงโครจรรัศมีโลก ถ้าคุณอยากทำความเข้าใจเขาก็ต้องขัดจรวดสร้างมันขึ้นมา A Trip to the Moon ขี่ทะยานขึ้นไปพิจารณาดูใกล้ๆ แต่เชื่อเถอะพอไปถึงตรงนั้นก็จะถูก Kaufman ใช้เท้าถีบเขี่ยๆขับไล่ไสส่งอย่างไม่แคร์

เช่นกันกับการเขียนบทความวิจารณ์ภาพยนตร์ ใครจะมามัวแต่แคร์สนผู้อ่านครุ่นคิดรู้สึกอย่างไร ผมก็เขียนไปในสิ่งที่อยากเขียน เหล้าในสิ่งที่พบเห็นดื่มด่ำ ดีบ้างเลวบ้างแล้วไง ก็เหลือเฟือเพียงพอแล้วมิใช่หรือ

สิ่งที่จะกลายเป็นอมตะเหนือกาลเวลา ไม่ใช่ตัวบุคคลที่สักวันหนึ่งก็ต้องล้มหายตายจากไปตามวัยโรยรา แต่คือผลงานในช่วงชีวิตที่สร้างสรรค์ขึ้น สำหรับ Andy Kaufman ก็คือ Tony Clifton ร่าง Alter-Ego ที่เขาสร้างขึ้นด้วยความตรงกันข้ามรสนิยมแฟชั่น โคตรไม่เหมือนใครและคงไม่มีใครคิดเป็นเหมือน ขณะที่ผู้กำกับ Miloš Forman ก็คือผลงานภาพยนตร์มากมายหลายสิบเรื่อง ที่เป็น Masterpiece ก็ 3-4 เรื่อง นั่นถือเป็นสิ่งทำให้พวกเขาสามารถนอนตายตาหลับสบายแล้วละ

ด้วยทุนสร้างประมาณ $52-82 ล้านเหรียญ หนังทำเงินได้เพียง $47.4 ล้านเหรียญ ขาดทุนย่อยยับเยิน, กระนั้นเสียงชื่นชมล้นหลามในการแสดงของ Jim Carrey ทำให้คว้ารางวัล Golden Globe Award: Best Actor – Comedy or Musical (ได้เข้าชิง Best Motion Picture – Comedy or Musical อีกสาขาด้วยนะ) แต่กลับถูก SNUB พลาดโอกาสเข้าชิง Oscar ไปอย่างน่าเสียดาย

นอกจากนี้ยังได้เข้าฉายในเทศกาลหนังเมือง คงเพราะผู้กำกับ Miloš Forman เพิ่งคว้า Golden Bear ไปเมื่อสองปีก่อนกับ The People vs. Larry Flynt (1996) ครานี้เลยได้รับรางวัล Silver Bear: Best Director ปลอบใจแทน [เรื่องที่ได้ Golden Bear ปีนั้นคือ Magnolia (1999)]

แซว: ทีมงานต่างแซวกันว่า ที่หนังไม่ทำเงินขาดทุนเพราะผู้กำกับ Miloš Forman มัวแต่นอนหลับอยู่ในกองถ่าย กล่าวคือช่วงนั้นพี่แกป่วยเป็น Insomnia นอนไม่หลับตอนกลางคืน ทำให้บางกลางวันเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้ามากๆก็จะหลบหาที่พักสายตา วันสุดท้ายปิดกล้องได้ของที่ระลึกเป็นอัลบัมรวมภาพแอบถ่ายขณะงีบหลับ –”

เอาจริงๆผมไม่ได้ชื่นชอบประทับใจการแสดงของ Andy Kaufman สักเท่าไหร่ แต่ก็อดทึ่งไม่ได้ในอัจฉริยภาพ ความเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเหมือน รวมถึงการค้นพบและก้าวข้ามผ่านเส้นบางๆของคำว่า ‘ความบันเทิง’ สู่โลกแห่งศิลปิน ที่ในวงการนี้ต้องบอกว่ามีไม่เยอะเท่าไหร่ที่สามารถ Avant-Garde ได้ขนาดนี้ ซึ่งไดเรคชั่นของหนังสามารถถ่ายทอดตัวตน จิตวิญญาณของ Kaufman ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก

มาถึงตรงนี้ถ้าคุณยังไม่เข้าใจว่า Andy Kaufman อัจฉริยะเช่นไร ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนยินยอมรับยกย่องเขานะครับ เหมือนถ้าคุณดูหนังของ Stanley Kubrick หรือ Andrei Tarkovsky ไม่รู้เรื่อง ก็ให้เก็บสะสมประสบการณ์ชีวิต/รับชมภาพยนตร์ไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งก็อาจถึงจุดค้นพบความเข้าใจ เดินทางด้วยตนเองไปถึงดวงจันทร์ได้ ก็จะเห็นวัตถุลึกลับสีดำที่หลบซ่อนอยู่

แนะนำกับพิธีกร นักแสดง Talk Show จัดรายการทั้งหลาย, แฟนๆมวยปล้ำน่าจะรู้จัก Jerry Lawler กันอยู่นะ, รู้จักผู้กำกับ Miloš Forman และนักแสดง Jim Carrey, Danny DeVito, Courtney Love, Paul Giamatti ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับการแกล้งที่หลายครั้งดูบ้าบอคอแตกไปเสียหน่อย

TAGLINE | “Man on the Moon ของผู้กำกับ Miloš Forman พาขึ้นจรวดบินไปดวงจันทร์ให้พบเจอ Jim Carrey และ Andy Kaufman แต่จะไปถึงไหมแล้วแต่ตัวคุณเอง”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of